เสียงไซเรนฉุกเฉินระดับวิกฤตที่เคยแผดะเิดังกึกก้องแหลมแสบแก้วหูไปทั่วทั้งอาณานิคมผู้รอดชีวิตหมายเลข 47 ได้มอดดับและเงียบสงบลงแล้วในที่สุด
ทว่าความเงียบที่เข้าปกคลุมกลับไม่ได้นำพามาซึ่งความสงบสุข สิ่งที่หลงเหลืออยู่เื้ัมีเพียงสุ้มเสียงครืนเครงของเครื่องจักรกลหนักที่กำลังเคลียร์พื้นที่ เสียงหวีดร้องสลับหวอแหลมลากยาวของรถพยาบาลสนาม และเสียงร้องไห้สะอื้นไห้ะเืใจปานจะขาดใจของผู้คนบริสุทธิ์ที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็ที่รักและคนสำคัญไปในค่ำคืนแห่งหายนะอันยาวนาน กลิ่นอายควันไฟที่เกิดจากการเผาไหม้ของสารเคมีและการสลายตัวของการ์เลนอสยังคงลอยอบอวลหนาทึบอยู่ในชั้นบรรยากาศ
เศษซากโลหะและป้อมปืนที่บิดเบี้ยวของรถถังศึก Cerberus ที่ถูกทำลายยับเยินกองสุมพะเนินเป็ูเาเลากาอยู่ตามแนวกำแพงคอนกรีต รอยเืสีชาดจำนวนมากยังคงเปรอะเปื้อนสาดกระจายเป็ทางยาวอยู่บนพื้นผิวสนามรบ
มันคือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่ต้องแลกมาด้วยชีวิต เืเนื้อ และคราบน้ำตา และไม่มีใครในที่แห่งนี้จะตระหนักรู้และเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ได้ดีไปกว่าบุคคลที่เพิ่งจะก้าวเท้าผ่านสมรภูมิและยืนอยู่ใจกลางความสูญเสียนี้
“หลบไป! ระวังคนไข้ขวาซ้ายครับ!”
“ยกเปลสนามมาทางนี้ด่วน! อย่าเพิ่งทิ้งน้ำหนัก!”
“ขอเครื่องช่วยหายใจพลาสม่าเพิ่ม! มีคนเจ็บระดับวิกฤตสาหัสเพิ่มอีกสามราย!”
รินช่วยออกแรงแบกหามร่างของผู้าเ็และทหารผ่านศึกขึ้นสู่รถพยาบาลสนามเป็รอบที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ ร่างกายของเด็กสาวชาววาเรียนต์สั่นเทิ้มด้วยความล้า ชุดเกราะปฏิกรณ์ลีซิลนอสสีดำสนิทของเธอเต็มไปด้วยรอยไหม้เกรียม ขูดขีด และคราบเืหนืดเหนียวสะท้อนแสงจันทร์ ทว่าเด็กสาวกลับไม่ได้ใส่ใจหรือเหลียวมองสภาพอันมอมแมมของตนเองเลยแม้แต่น้อย สายตาคู่งามเอาแต่จับจ้องมองไปยังร่างของเหล่าทหารหาญภาคพื้นดินที่กำลังถูกลำเลียงออกจากพิกัดแนวหน้าอย่างไม่ขาดสาย
บางคนสูญเสียแขนขาดสะบั้น บางคนเสียขาทั้งสองข้าง และบางคน... ไม่หลงเหลือแม้กระทั่งโครงสร้างร่างกายที่สมบูรณ์พร้อมให้จดจำได้อีกต่อไป
“...”
หัวใจของรินดิ่งวูบและรู้สึกหนักอึ้งราวกับถูกหินผานับหมื่นกิโลกรัมมากดทับ นี่คือแง่มุมของโลกที่เธอไม่เคยมีโอกาสได้พบเห็นมาก่อน...โลกเื้ัแนวรบอันศักดิ์สิทธิ์ โลกที่ไม่ได้มีเพียงแค่การป่าวประกาศชัยชนะอันทรงเกียรติหรือความพ่ายแพ้ที่น่าอดสู แต่เป็โลกที่ถูกขับเคลื่อนและฝังรากลึกอยู่กับความสูญเสียอันเป็นิรันดร์
“...พ...พี่ริน...”
สุ้มเสียงแ่เบาราวกับเสียงกระซิบดังแทรกผ่านความโกลาหล เด็กสาวสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบหันขวับไปมองตามต้นเสียง ที่เบื้องบนเปลสนามไฮเทค เด็กหนุ่มทหารราบธรรมดาคนหนึ่งกำลังนอนทอดร่างอยู่ สภาพของเขาช่างน่าเวทนา... ขาทั้งสองข้างหายวับไปั้แ่่เหนือหัวเข่าลงไป ใบหน้าซีกซ้ายเต็มไปด้วยรอยไหม้พุพองแหว่งเว้าจากการถูกกรดชีวภาพ ทว่าดวงตาคู่นั้นที่มองตรงมายังเธอ กลับยังคงฝืนประดับไปด้วยรอยยิ้มบางๆ
“...” รินทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าลงข้างเปลสนามนั้นในทันที มือของเธอสั่นเทา “...นาย... นายอย่าเพิ่งฝืนพูดเลยนะ...”
“ผม...ผมไม่เป็ไรหรอกครับพี่...” เด็กหนุ่มพยายามเค้นเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างยากลำบาก “...อย่างน้อย... อย่างน้อยที่สุด คืนนี้พวกเรา...กองทัพภาคพื้นและหน่วย Vanguard ก็สามารถปกป้องเมืองและชีวิตของผู้คนในอาณานิคมแห่งนี้เอาไว้ได้สำเร็จ...”
รินเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเื ความรู้สึกจุกอกทำให้เธอไม่ล่วงรู้เลยว่าควรจะเอ่ยคำปลอบประโลมใดตอบกลับไป “...แล้ว...แล้วครอบครัวของเธอล่ะ...”
“...คุณแม่...กับน้องสาวตัวเล็กของผม...หลบอยู่ข้างในหลุมหลบภัยโซนกลางครับ ปลอดภัยดี...” รอยยิ้มของเขายังคงไม่เลือนหายไปจากใบหน้าที่บิดเบี้ยว “...ถ้าหากคืนนี้...ผมไม่เลือกที่จะก้าวเท้าออกมาร่วมยืนหยัดต่อสู้สู้ตายตรงแนวหน้า... ใครสักคนข้างหลังก็คงต้องกลายเป็ศพและตายแทนครอบครัวของผม...เพราะงั้น มันคุ้มค่าแล้วครับ...”
คำพูดอันแสนเรียบง่าย ทว่าเนื้อหาของมันกลับหนักหน่วงราวกับมหาขุนเขาทับถมลงกลางจิตใจ รินได้แต่นิ่งเงียบงันหยาดน้ำตาคลอเบ้า เด็กหนุ่มทหารราบพยายามยกมือขวาอันสั่นเทาและไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาอย่างยากลำบาก ก่อนจะกำหมัดแน่นส่งสัญญาณเบาๆ ให้แก่เธอ
“ขอบคุณ...ขอบคุณมากนะครับพี่ริน…ที่ช่วยปกป้องชีวิตของพวกเราเอาไว้...”
เด็กสาวไม่รู้ตัวเลยสักนิดเดียวว่า ในเวลานี้ดวงตาสีแดงเพลิงคู่สวยของตนเองกำลังสั่นระริกและหยาดน้ำใสๆ เริ่มไหลอาบแก้ม
“...ไม่ใช่...ไม่ใช่เพราะฉันหรอก...” เธอพึมพำตอบกลับเสียงเครือข่ายพร่า “...คน...คนที่ช่วยปกป้องเมืองและทุกชีวิตเอาไว้จริงๆ... คือความกล้าหาญของเธอและพวกทหารทุกคนต่างหากล่ะ...”
เด็กหนุ่มส่งรอยยิ้มและเค้นเสียงหัวเราะอีกหนด้วยความเบาใจ ก่อนที่เ้าหน้าที่แพทย์สนามจะรีบทำการเคลื่อนย้ายเข็นเปลของเขาจากไปเพื่อเข้าสู่ห้องศัลยกรรมเร่งด่วน รินทอดสายตามองตามแผ่นหลังและเปลนั้นไปจนสุดสายตาอันเลือนราง ก่อนจะค่อยๆ เงยใบหน้าขึ้นมองทัศนียภาพของท้องฟ้ายามราตรีอันมืดมิด
ภายในส่วนลึกของดวงจิต...คำถามข้อแรกประวัติศาสตร์ได้ถูกจุดประกายและตั้งขึ้นมาในใจของเธอเป็ครั้งแรก...โลกใบนี้...มันมีความจำเป็และโหดร้ายถึงขนาดที่ต้องยอมหลั่งเืและแลกชีวิตของผู้คนมากมายมหาศาลขนาดนี้จริงๆ หรือ?
หนึ่งวันต่อมา ณ มหานครโครเนแซนเดรีย
ใจกลางเขตพื้นที่ศูนย์กลางการปกครองและการทหารระดับสูงชั้นความลับสูงสุด
ภายในห้องประชุมสภาลับใต้ดินที่ถูกสร้างขึ้นลึกลงไปใต้ชั้นเปลือกโลกกว่าเจ็ดร้อยเมตร บรรยากาศภายในพื้นที่โถงเหล็กกล้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด กดดัน และเงียบงันจนผิดปกติ คณะผู้บริหารและสมาชิกระดับสูงระดับแกนนำขององค์กร V.I.F. กำลังนั่งล้อมรอบโต๊ะประชุมวงกลมสีดำสนิทประกายมุก ภาพฉายโฮโลแกรมสามมิติขนาดมหึมาลอยตัวเด่นชัดอยู่กึ่งกลางอากาศ แสดงภาพจำลองสถานการณ์ความพินาศของสมรภูมิหมายเลข 47 ตลอดจนรายการสถิติข้อมูลสรุปรายงานการสูญเสียทั้งหมดในศึกคราวนั้น
“ยืนยันยอดจำนวนเ้าหน้าที่ทหารและบุคลากรภาคพื้นดินเสียชีวิตในหน้าที่เด่นชัดที่ 137 นาย”
“จำนวนยอดผู้ได้รับาเ็สาหัสและปานกลาง 428 นาย”
“รถถังต่อต้านการ์เลนอส Cerberus สูญเสียถาวร 14 คัน”
“โดรนรบอัตโนมัติถูกทำลายร่วงหล่น 31 เครื่อง”
ชายชราผู้หนึ่งในชุดเครื่องแบบประดับยศหรูหราลอบถอนหายใจยาว “...ระดับความเสียหายในส่วนของโครงสร้างกองทัพภาคพื้น...หนักหน่วงเกินกว่าตัวเลขที่เราคาดการณ์ไว้ในยุทธศาสตร์แรกเริ่มพอสมควร”
ทว่า ชายสูงวัยอีกคนที่มีั์ตาเรียวเล็กกลับเอ่ยแทรกขัดขึ้นมาเสียงเรียบ “แต่วัดกันตามผลลัพธ์แล้ว... เป้าหมายหลักและตัวแปรที่สำคัญที่สุดในแผนงานของเรายังคงอยู่รอดและปลอดภัยดี”
สิ้นประโยค ภาพฉายจำลองสมรภูมิพลันแปรเปลี่ยนเป็ภาพถ่ายและข้อมูลชีวภาพส่วนตัวของรินปรากฏขึ้นเด่นหรากลางห้องประชุม สายตาของเหล่าผู้ทรงอิทธิพลเหนือดวงดาวทุกคู่ต่างพากันจับจ้องมองมาที่เด็กสาวเพียงผู้เดียวด้วยความละโมบและคาดหวัง
“ผลการตรวจสอบและวิเคราะห์ค่าพลังงานจากนาโนแมชชีนในร่างกายล่าสุด...ระดับค่าความเข้มข้นของพลังงานลีซิลนอสของเป้าหมาย Subject-R มีอัตราการเติบโตและพุ่งทะยานเพิ่มสูงขึ้นอีก 17.3% ทันทีหลังผ่านเกณฑ์การกระตุ้นจากภาวะอารมณ์ในสมรภูมิจริง...อัตราการตอบสนองและผสานรวมของเซลล์วาเรียนต์อยู่ในเกณฑ์ที่เหนือล้ำกว่าระดับทฤษฎีพื้นฐานไปไกลมาก ความสามารถในการวิวัฒนาการและปลดล็อกขีดจำกัดยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องและไร้ซึ่งจุดสิ้นสุดครับ”
ห้องประชุมทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันชวนอึดอัด ก่อนที่ชายชราสูงวัยที่นั่งอยู่ตรงตำแหน่งหัวโต๊ะประธานผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดจะขยับตัว แล้วเอ่ยปากพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังแฝงความเหี้ยมเกรียม
“...ถ้างั้นก็ดี ยอดเยี่ยมมาก...เตรียมการดำเนินการเข้าสู่ขั้นตอนขั้นต่อไปได้เลย...ถึงเวลาที่จะต้องเริ่มต้นเปิดใช้งานระบบ Phase Two อย่างเป็ทางการแล้ว”
ในวินาทีนั้นเอง ชายหนุ่มวัยกลางคนคนหนึ่งที่นั่งสงบเสงี่ยมอยู่ตรงบริเวณมุมอับแสงของห้องประชุมได้หรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตั้งคำถามข้อสำคัญขึ้นมา “...แล้ว...ถ้าหากว่าในอนาคตอันใกล้นี้...เด็กคนนั้นเกิดล่วงรู้และทราบถึงความจริง ทั้งหมดเกี่ยวกับเื้ัการทดลองและชะตากรรมของอาณานิคมเ่าั้ขึ้นมาล่ะครับ? พวกเราจะทำอย่างไร?”
คำถามพาดพิงข้อนั้นส่งผลให้ความตึงเครียดในห้องประชุมทวีความรุนแรงจนแทบจะหยุดหายใจ ชายชราที่นั่งตรงตำแหน่งหัวโต๊ะไม่ได้แสดงความหวั่นไหวใดๆ ออกมาทางสีหน้าเลยแม้แต่น้อย เขาทำเพียงแค่เค้นรอยยิ้มและเอ่ยตอบกลับไปด้วยกระแสเสียงที่เ็าจับขั้วหัวใจ
“...งั้นพวกเรา...ก็แค่ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อ อย่าให้เธอมีโอกาสได้ล่วงรู้ความจริงก็แค่นั้นเอง”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ณ พื้นที่ลึกลับแห่งหนึ่งอันห่างไกลออกไปภายนอกอาณาเขตเส้นแบ่งพรมแดนและการตรวจจับขององค์กร V.I.F.
โรเชลล์ ค่อยๆ ขยับเปลือกตาขึ้นมาต้อนรับสติสัมปชัญญะอย่างช้าๆ ภาพเบื้องหน้าของเด็กสาวผมทองในยามนี้คือโครงสร้างโถงทางเดินหินขนาดั์อันกว้างใหญ่ไพศาล เปลวออร่าเพลิงสีฟ้าครามลึกลับหลายร้อยหลายพันดวงลุกไหม้โชติ่อยู่บนยอดเสาหินสลักโบราณ ทัศนียภาพของสถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีความใกล้เคียงหรือละม้ายคล้ายคลึงกับฐานทัพทหารอันทันสมัย ไม่เหมือนห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ และไม่มีส่วนใดที่เหมือนกับเมืองที่อยู่อาศัยของมนุษย์โลกเลยสักนิด
หากจะให้เปรียบเปรย... มันกลับดูคล้ายคลึงกับมหาวิหาร วิหารศักดิ์สิทธิ์โบราณที่ถูกสร้างและถักทอขึ้นมาด้วยน้ำมือของอารยธรรมทรงปัญญาบางประการ ซึ่งมีความเก่าแก่และลึกล้ำกว่าประวัติศาสตร์หน้าแรกของมวลมนุษยชาติหลายเท่าทวีคูณ
“...ตื่นและได้สติสมบูรณ์แล้วสินะ โรเชลล์”
สุ้มเสียงนุ่มลึกของสตีฟดังแว่วแทรกมาจากทางด้านหลัง โรเชลล์สะดุ้งตัวหันขวับกลับไปมองทันควัน ก่อนจะพบว่าชายหนุ่มเรือนผมสีขาวบริสุทธิ์กำลังยืนกอดอกพิงแผ่นหลังอยู่เบื้องหน้าของประตูหินบานั์สลักลวดลายวิจิตรบรรจง
“...ที่นี่...ที่นี่มันคือสถานที่แห่งไหนกันแน่ สตีฟ...” โรเชลล์เอ่ยถามพลางพยักพยุงกายลุกขึ้นยืน แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวังและตื่นตะลึง
สตีฟเผยรอยยิ้มบางเบาอันยากจะคาดเดาเจตนาปรากฏขึ้นบนใบหน้า “...ที่นี่คือจุดเริ่มต้นกำเนิดทั้งหมดของโลกใบนี้ยังไงล่ะ”
“...”
“และในขณะเดียวกัน...ที่นี่ก็คือสถานที่ต้องห้ามโบราณ ที่เผ่าพันธุ์มนุษย์อันโง่เขลาและอวดดีไม่ควรจะดึงดันค้นพบมันั้แ่แรกเริ่ม...” ชายหนุ่มหมุนตัวหันมาจ้องมองสบตากับเด็กสาวตรงๆ ั์ตาสีทองเรืองรองฉายประกายแวววับอย่างประหลาดลึกล้ำ “...และภายในมหาวิหารแห่งนี้เอง โรเชลล์...เธอจะได้รับรู้และเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่เรียกว่า การ์เลนอส มันคืออะไรกันแน่...พลังงาน ลีซิลนอส ที่ไหลเวียนอยู่ในตัวของรินมีต้นกำเนิดมาจากไหน...รวมถึงเหตุผลและสัจธรรมที่แท้จริง...”
รอยยิ้มบนใบหน้าของสตีฟค่อยๆ เลือนหายและจางลงไปอย่างช้าๆ ถูกทดแทนและแต่งแต้มไปด้วยสีหน้าที่จริงจัง ขรึมเคร่ง และเปี่ยมไปด้วยแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว
“...ว่าทำไม...โลกใบนี้ถึงกำลังถูกฟันเฟืองแห่งโชคชะตาขับเคลื่อนมุ่งหน้าดิ่งลงสู่วันสิ้นโลกและจุดจบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้”
ครืนนน—!!
สิ้นสุดถ้อยแถลงอันลึกลับ บานประตูหินโบราณขนาดั์ที่เื้ัของเขาก็เริ่มเคลื่อนตัวเลื่อนเปิดออกเองอย่างช้าๆ กระแสแสงสว่างเจิดจ้าเรืองรองสีทองอร่ามปริศนาพวยพุ่งทะลักเล็ดลอดออกมาจากรอยแยกภายในห้องโถงชั้นในอย่างมหาศาล โรเชลล์ถึงกับเบิกตากว้างขยายโตด้วยความตื่นตะลึงจับจิตกับทัศนียภาพที่ปรากฏแก่สายตา
เพราะสิ่งที่สถิตอยู่ภายในความลึกซึ้งของวิหารแห่งนั้น... มันไม่ใช่ขุมทรัพย์ทองคำค่ามหาศาล ไม่ใช่อาวุธยุทโธปกรณ์ทำลายล้างโลก... แต่เป็ บางสิ่งบางอย่าง อันเหนือล้ำคณานับที่ไม่ควรจะมีตัวตนหรือสถิตอยู่บนโลกของมนุษย์ใบนี้ั้แ่แรกเริ่ม!
และในวินาทีประวัติศาสตร์นั้นเอง...วงล้อแห่งโชคชะตาของเด็กสาวทั้งสองคน ก็เริ่มที่จะเคลื่อนตัวแยกย้ายออกห่างจากกันไปคนละทิศละทางทีละก้าว...ทีละก้าว...โดยที่ทั้งตัวของรินและโรเชลล์ต่างก็ไม่มีวันล่วงรู้ได้เลยว่า...
การพบเจอและเผชิญหน้ากันในครั้งต่อไปของพวกเธอในอนาคต...อาจไม่ได้เกิดขึ้นในฐานะของ เพื่อนสนิท ที่รักใคร่กันเหมือนเช่นในอดีตอีกต่อไปแล้ว...
“ค่อยๆก้าวเข้ามาโรเชลล์ ก้าวมาสู่การเป็สักขีพยานของจักรวาลนี้”
[จบตอนที่ 21: เส้นทางที่แยกย้าย]