เวทยุทธ์สะท้านปฐพี

    บทที่ 1 ครอบครัวซู่ (100%)

           “โอ๊ยย....”

    ซู่หลันรวบรวมกำลังทั้งหมดที่มียกเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้น ความเจ็บปวดตามเนื้อตัวทำให้สติเริ่มกลับมาแจ่มชัด ดวงตาทั้งสองข้างกะพริบถี่ ๆ พยายามนึกปะติดปะต่อเรื่องราวในหัวว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง“ท่านตา ท่านยาย พี่หลันฟื้นแล้วเจ้าค่ะ”เสียงเล็กใสทำให้ซู่หลันหันหน้าไปมองด้านข้าง ร่างเล็กของเด็กน้อยวัยห้าปีหน้าตาจิ้มลิ้มนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ข้างเตียง ดวงตากลมโตจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ ปากเล็กที่ซีดขาวกำลังส่งยิ้มให้เขา นางคือน้องน้อยสุดที่รักของเขานามซู่มิน ผู้ที่นั่งถัดไปคือหญิงวัยหกสิบปี ใบหน้าซูบผอมแต่ดวงตาฉายแววความมีเมตตา นางคือท่านยายผู้ใจดีของเขานามซู่หลิ่ว“ไร้ฝีมือแล้วยังจะทำอวดเก่งไปมีเรื่องกับผู้อื่น สุดท้ายก็โดนอัดเจ็บเจียนตายกลับมา เจ้ามันไม่ได้ความ”ซู่หลันหันไปมองชายชราวัยเจ็ดสิบปีที่กำลังเอ่ยวาจาตำหนิตน เขาคือท่านตาผู้เข้มงวดนามซู่เซียว เมื่อเผชิญกับสีหน้าเคร่งเครียดและดวงตาที่ดุดัน ใบหน้าเขียวช้ำก็สลดลง แต่ปากก็ยังแอบโต้แย้งเสียงเบา“พวกมันจะด่าข้ายังไงก็ได้ แต่ห้ามด่ามารดาของข้า”ซู่หลันหลับตาลงเพื่อไม่ให้น้ำตาไหลออกมา ความเจ็บปวดทั่วตัวยังไม่เท่ากับความเจ็บปวดในใจ วันนี้เขาเดินขึ้นภูเขาหลังหมู่บ้าน ตั้งใจจะไปหาสมุนไพรมาต้มเป็นยาบำรุงให้น้องสาว แต่ดันไปเจอกลุ่มต้าหู พวกมันด่าล้อเลียนเขาหลายคำ แต่เขาไม่ใส่ใจและตั้งใจจะเดินผ่านไปเฉย ๆ แต่พวกมันเอ่ยด่ามารดาของเขา ว่าเป็นหญิงอัปลักษณ์หน้าผีที่ถูกสามีทิ้งจนต้องแบกท้องโตกลับบ้าน เขาจึงรู้สึกทนไม่ไหว ปล่อยหมัดต่อยตีกับพวกมันยิ่งนึกก็ยิ่งเจ็บใจ เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ เขาโดนพวกมันหาเรื่องนับครั้งไม่ถ้วน และทุกครั้งต้องจบลงด้วยการที่เขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เพราะคู่อริตัวฉกาจมีกำลังภายในสูงกว่า แม้ว่าเขาจะพยายามฝึกฝนร่างกายอย่างหนัก แต่ก็ยังสู้พวกมีกำลังทรัพย์ไม่ได้ยาวิเศษและสมุนไพรล้ำค่าช่วยบำรุงร่างกายในระหว่างฝึกได้มาก ในวิถีการฝึกยุทธ์ ผู้ฝึกต้องมีกล้ามเนื้อและกระดูกที่แข็งแกร่งจึงจะก่อกำเนิดขุมพลังปราณในร่างได้ ครอบครัวต้าหูร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้าน มีเงินซื้อสมุนไพรบำรุงมากินระหว่างฝึก กำลังภายในของมันจึงก้าวหน้าไวกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน   “เอาเถอะ เจ้าตั้งใจฝึกซ้อมให้มาก เมื่อเก่งแล้วค่อยไปเอาคืนพวกปากสุนัขให้สาสม พรุ่งนี้ตาจะขึ้นเขาไปหาสมุนไพรบำรุงร่างกายมาเตรียมไว้ให้พวกเจ้าสองคนพี่น้องเอง”ซู่เซียวเอ่ยปลอบใจหลานชาย เพราะเขารู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดในใจของหลานดี ภาพลูกสาวท้องแก่ที่ใบหน้าชุ่มไปด้วยเลือด เดินจูงมือเด็กชายวัยห้าปีเข้ามาในบ้าน ยังติดตาคาใจเขาอยู่จนทุกวันนี้ ซู่เหม่ยคือลูกสาวเพียงคนเดียวของเขา นางเคยมีใบหน้าที่งดงามราวกับเทพธิดา แต่กลายเป็นหญิงหน้าผีด้วยฝีมือคนตระกูลย่ง ความเจ็บปวดทั้งกายและใจทำให้นางคลอดบุตรก่อนกำหนดและลาโลกไปทันทีหลังคลอด ทิ้งทารกหญิงที่อ่อนแอกับบุตรชายวัยห้าปีไว้กับเขา “ไม่ต้องลำบากท่านตาหรอกขอรับ ข้านอนพักคืนเดียวก็ดีขึ้น พรุ่งนี้ข้าจะขึ้นเขาไปหาสมุนไพรมาให้น้องเอง ข้าสัญญาว่าจะเจียมตัวและอดทนให้มาก จะไม่ใส่ใจกับคำพูดยั่วยุของใครอีก จนกว่าข้าจะแข็งแกร่งพอที่จะสู้กับพวกมันได้”ซู่หลันสั่งตัวเองในใจว่าต่อไปนี้เขาต้องอดทน และต้องพยายามฝึกฝนให้หนักขึ้น ถ้าสู้ไม่ได้ก็ต้องถอย การรักษาชีวิตไว้สำคัญที่สุด เมื่อแข็งแกร่งขึ้น ค่อยกลับไปทวงแค้นทีหลัง “พี่หลัน ไม่ต้องรีบไปหาสมุนไพรให้ข้าหรอก ข้ายังแข็งแรงดี พี่นอนพักให้หายเจ็บก่อน แล้วค่อยอุ้มข้าขึ้นเขา เราจะไปจับกระต่ายป่าและหาสมุนไพรด้วยกัน”ซู่มินน้อยเอ่ยปลอบพร้อมกระโดดลงจากเก้าอี้ไม้ แล้วปีนขึ้นไปบนเตียง ซุกร่างเล็กผอมบางเข้าไปในอ้อมแขนของพี่ชายอย่างออดอ้อน ซู่หลันกอดน้องสาวไว้แนบอกอย่างเอ็นดู“มินมินมากอดพี่ก็หายเจ็บแล้ว พรุ่งนี้พี่จะอุ้มเจ้าไปเที่ยวบนภูเขา แล้วจะจับกระต่ายป่าตัวโตให้เจ้าด้วย”“พี่หลันน่ารักที่สุด ข้าชอบกินกระต่ายป่าย่างน้ำผึ้งที่ท่านยายทำ ฝีมือทำอาหารของท่านยายอร่อยที่สู๊ดด”“เอาล่ะ ๆ แม่ตัวน้อยจอมยุ่ง ถ้าอยากจะไปเที่ยววันพรุ่งนี้ ก็เตรียมตัวไปนอนกับยาย ส่วนหลันเอ๋อร์ เจ้ามีแรงลุกเดินไหวแล้ว ก็รีบไปตักข้าวต้มในครัวมากิน จะได้นอนพักผ่อน”“ขอรับท่านยาย”เด็กหนุ่มมองดูแผ่นหลังแก่ชราของท่านตาท่านยาย ที่อุ้มน้องสาวเดินออกไปจากห้อง สองมือเขากำเป็นหมัดแน่นด้วยความแค้นใจ“ข้าจะทำทุกวิถีทางให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น คนที่ดูถูกเยาะเย้ยพวกเรา คนที่ทำให้พวกเรามีชีวิตที่ลำบาก พวกมันต้องชดใช้อย่างสาสม” ดวงตะวันเริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า เสียงเล็กใสก็ดังเจื้อยแจ้วไปตลอดทางขึ้นเขา ซู่หลันสะพายหลัวที่สานจากไม้ไผ่ไว้บนหลัง สองมืออุ้มน้องน้อยตัวเล็กที่กำลังตื่นเต้นจนพูดไม่หยุด ซู่มินไม่ค่อยได้รับอนุญาตให้ออกมาเที่ยวเล่นนอกบ้าน เพราะร่างกายอ่อนแอและมีขนาดตัวเล็กกว่าเด็กในวัยเดียวกันมาก “พี่หลัน เหนื่อยไหม พี่อุ้มข้าเดินมาตั้งไกลแล้ว ปล่อยข้าลงเถอะ ข้าจะเดินเอง”“พี่ไม่เหนื่อย เอาไว้ถึงป่าด้านหน้าพี่ค่อยปล่อยเจ้าลง ตรงนี้มีก้อนหินเยอะ เดี๋ยวหกล้ม เจ้าจะบาดเจ็บได้”“แต่ข้าง ๆ หินก้อนใหญ่ตรงนั้นมีสมุนไพรซ่อนอยู่ ข้าจะไปเก็บมัน”“หืม” ซู่หลันยังไม่ทันได้ถามสิ่งใดต่อ เด็กหญิงในอ้อมแขนก็ดิ้นไปมา จนเขาต้องวางร่างเล็กลงกับพื้น แต่ก็ยังจับมือไว้ไม่ยอมปล่อย แล้วจูงมือเล็กนิ่มเดินไปที่ก้อนหินใหญ่ที่นางชี้ หินก้อนใหญ่หลายก้อนที่เรียงตัวกันอยู่ริมทางมีตะไคร่น้ำเกาะอยู่ นิ้วเล็กชี้เข้าไปในซอกหินที่อยู่เยื้องไปทางด้านหลัง ซู่หลันหยิบกิ่งไม้ใกล้ตัวค่อย ๆ เขี่ยเศษหญ้าในซอกหินออก ผลกลมสีเหลืองอ่อนขนาดเท่าหัวแม่มือผู้ใหญ่สามผลก็เผยตัวออกมา“ผลจันทร์เร้น! ผลหนึ่งราคาสูงลิ่ว!..นี่..นี่ มินมิน เจ้ารู้ได้ยังไง ว่าตรงซอกหินนี้มีผลจันทร์เร้นซ่อนอยู่”“ข้าได้กลิ่นหอมของมัน แต่ข้าไม่รู้หรอกว่ามันคือต้นอะไร พี่รีบเก็บเร็ว ๆ เข้า เดี๋ยวคนอื่นมาพบ เราจะโดนแย่ง”พอน้องเอ่ยเตือนสติ ซู่หลันก็รีบหันมองรอบ ๆ ตัว โชคดีที่แถวนี้ไม่มีคน เขารีบเก็บผลจันทร์เร้นทั้งสามผลอย่างเบามือ ในขณะที่กำลังจะเอาใส่เข้าไปในหลัวไม้ไผ่ มือเล็กก็ส่งผ้าเช็ดหน้าสีซีดเก่ามาให้“เอาผ้าเช็ดหน้าของข้าห่อไว้ แล้วเอามาซ่อนไว้ในเสื้อข้า หากใส่ไว้ในหลัวคนอื่นก็เห็นอยู่ดี”ซู่หลันรู้สึกว่าตนเองดีใจมากไป จนกลายเป็นคนโง่งมไปแล้ว เขารับผ้าเช็ดหน้ามาห่อผลจันทร์เร้น แล้วส่งคืนให้น้องสาวเก็บซ่อนไว้ในเสื้อ จากนั้นก็อุ้มน้องขึ้น แล้วเดินต่อเข้าไปในป่า ตลอดทางซู่มินคอยชี้บอกจุดที่มีสมุนไพรซ่อนอยู่ สองพี่น้องเก็บสมุนไพรได้เพิ่มอีกหลายต้น ทั้งหมดล้วนเอามาเก็บซ่อนไว้ในตัวของซู่มิน ในหลัวไม้ไผ่ใส่ไว้เพียงผักป่าธรรมดาเท่านั้นพอดวงตะวันขึ้นสูง จำนวนคนบนภูเขาที่เข้ามาหาสมุนไพรกับของป่าก็มีมากขึ้น ซู่หลันพบกลุ่มเด็กโตที่ทำตัวเป็นอันธพาลกลุ่มหนึ่ง พวกมันแย่งหลัวไม้ไผ่ไปรื้อค้น เมื่อเห็นว่ามีแค่ผักป่าธรรมดาก็โยนหลัวทิ้งแล้วไม่สนใจสองพี่น้องอีก เด็กหนุ่มรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ตนมีน้องสาวแสนฉลาด มิเช่นนั้นสมุนไพรล้ำค่าคงโดนแย่งไปจนหมด “ใกล้เที่ยงแล้ว พวกเราหาที่พักนั่งกินข้าวกันเถอะ กินเสร็จแล้วพี่จะไปจับกระต่ายป่าให้เจ้า”“อืม” เด็กน้อยขานรับอย่างรวดเร็ว ปากเล็กยิ้มกว้างจนตาหยีสองพี่น้องนั่งพักกินข้าวใต้ต้นไม้ใหญ่ หลังกินเสร็จซู่หลันอุ้มน้องเดินเข้าไปในป่าตรงที่เคยจับกระต่ายป่าได้ ซู่มินนั่งนิ่งใต้ต้นไม้ สองตาจ้องมองพี่ชายซุ่มตัวในพุ่มไม้ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล ซุ่มรอประมาณครึ่งก้านธูป กระต่ายป่าก็กระโดดออกมาจากโพรง ก้อนหินขนาดเท่ากำมือทารกก็ซัดเข้าใส่กระต่ายป่าโชคร้ายอย่างแรง“เย้ ๆ พี่หลันเก่งที่สุด วันนี้ข้าจะได้กินกระต่ายป่าตัวอ้วนย่างน้ำผึ้งแล้ว” ซู่มินตะโกนอย่างตื่นเต้น“เรากลับบ้านกันเถอะ พี่พาเจ้าออกมานานมากแล้ว เดี๋ยวท่านตาท่านยายจะเป็นห่วง”เด็กหนุ่มแบกหลัวไม้ไผ่ ที่มีทั้งผักป่าและซากกระต่ายตัวโตไว้บนหลัง แล้วก้มลงอุ้มน้องสาวเดินกลับบ้าน อาหารมื้อเย็น ซู่มินได้กินเนื้อกระต่ายป่าย่างน้ำผึ้งสมใจ กินอิ่มแล้วก็ทำท่าจะหลับ ซู่หลันจึงอุ้มน้องมานั่งบนตัก หัวเล็กนอนซบลงบนไหล่พี่ชายแล้วหลับทันที“สมุนไพรพวกนี้ มินเอ๋อร์เป็นคนชี้บอกตำแหน่งให้เจ้าเก็บมางั้นรึ?” ซู่เซียวชี้นิ้วไปที่กองสมุนไพรบนโต๊ะ“ใช่ขอรับท่านตา น้องบอกว่าได้กลิ่นหอมของสมุนไพร จึงรู้ว่ามันอยู่ตรงไหน”“นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก ห้ามให้ใครรู้เรื่องความสามารถพิเศษของมินเอ๋อร์เป็นอันขาด มิเช่นนั้นนางจะมีภัย สมุนไพรพวกนี้ ทั้งราคาสูงและหายาก โสมป่าแดงสี่ต้นนี้เจ้าเก็บไว้กินเอง มันจะเป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝนของเจ้า ส่วนผลจันทร์เร้น ตาจะนำไปแลกเป็นโสมขาวมาให้มินเอ๋อร์ ผลหนึ่งคงแลกได้ประมาณสิบต้น พอให้นางกินบำรุงร่างกายได้เป็นปี ต้นตะวันเพลิงกับโสมม่วงเป็นสมุนไพรสำหรับพวกมีพลังปราณ ตาจะเอาไปขายในเมืองฉาย น่าจะได้ราคาดี”“ขอรับท่านตา” ซู่หลันขานรับอย่างเชื่อฟัง“มินเอ๋อร์ของยายเป็นเด็กที่แสนวิเศษจริง ๆ” ซู่หลิ่วเอ่ยชมเสียงเบา พร้อมรับร่างเล็กที่หลับสนิทมาจากหลานชายอย่างเบามือ แล้วอุ้มเดินไปทางห้องนอน