วารีสองพิภพ

    27. เสี่ยวม่านเป็นใครกันแน่

    ความเดิมตอนที่แล้ว

            หลังจากที่เฉินเสวี่ยหยางหลับไปด้วยฤทธิ์สุราเขาก็ฝันเห็นภาพที่ประหนึ่งว่าเป็นเรื่องจริง ภาพของตัวเขาและสตรีนางหนึ่งซึ่งมีใบหน้าคล้ายกับหลินเพ่ยหนิงนอนเคียงคู่กันโดยไร้ลมหายใจก่อนที่ทั้งคู่จะสลายหายไปกับตา ครั้นตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองนอนอยู่ในห้องเพียงลำพังและมารู้ในภายหลังว่าเขาทำให้หลินเพ่ยหนิงต้องอยู่ดูแลตลอดทั้งคืน อีกทั้งรุ่งสาง นางยังตุ๋นน้ำแกงสร่างเมาส่งมาให้แต่เช้าตรู่เฉินเสวี่ยหยางจึงรุดไปหานางด้วยความเป็นห่วง ด้านซ่งจื่อรุ่ยที่ถูกขับไล่ออกจากบ่อนพร้อมร่างกายมีแต่บาดแผลแต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่สำนึก เขาแอบกลับเข้าจวนในยามวิกาลและหยิบฉวยของมีค่าของซ่งเจียอีผู้เป็นน้องสาวทำให้ซ่งเจียอีหัวเสียเป็นอย่างมากส่วนจูซือฉีที่รับคำสั่งจากซ่งจื่อรุ่ยกลับมาด้วยใบหน้าเขียวช้ำ นางยังคงลังเลใจที่จะทำตามคำสั่งเขาเพราะคนในจวนแห่งนี้มีเมตตาต่อนางเป็นอย่างมาก แม้เป็นอย่างนั้นก็ดูเหมือนว่าจูซือฉีจะไม่มีทางเลือกเท่าใดนักลั่วชีชีได้นำยาไปให้นางตามคำสั่งขององค์หญิง ทว่าจูซือฉีเอาแต่หลบอยู่ในห้อง ไม่ยอมออกมาพบสหายเมื่อลั่วชีชีออกจากเรือนพักคนรับใช้และตรงมาที่ศาลาริมน้ำนางก็พบว่าเฉินเสวี่ยหยางนั่งอยู่กับหลินเพ่ยหนิง

    ลั่วชีชี : “ คารวะเจ้าเมืองน้อย ”

    หลินเพ่ยหนิง : “ เสี่ยวจูเป็นอย่างไรบ้าง? ” (ภาษามือ)

    ลั่วชีชี : “ นางบอกว่าไม่เป็นอะไรมากเจ้าค่ะแค่เป็นไข้ธรรมดา พักสองสามวันก็หาย ”

    หลินเพ่ยหนิง : “ ให้คนนำยาไปให้นางอีกสักหน่อยแล้วกัน ” (ภาษามือ)

    ลั่วชีชี : “ เจ้าค่ะ ”

    เมื่อรับคำสั่ง ลั่วชีชีก็ไม่รีรอ นางเดินออกไปจัดการทันทีและเฉินเสวี่ยหยางก็ใช้โอกาสนี้ชักชวนหลินเพ่ยหนิง

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ข้าจะไปเยี่ยมท่านหลี่ เลยมาชวนเจ้าไปด้วยกัน”

    หลินเพ่ยหนิงเห็นดีด้วย นางจึงยิ้มพลางพยักหน้ารับเพราะตั้งแต่ที่หลี่ซู่เหลยกลับมาปรากฏตัว พวกเขาก็ยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยถามไถ่ทุกข์สุขกันเลยสักครั้งที่สำคัญ เฉินเสวี่ยหยางไม่วางใจ ปล่อยให้นางอยู่ที่จวนนี้เพียงลำพังท่ามกลางอันตรายที่รายล้อม

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ ข้าให้คนไปแจ้งท่านเจ้าเมืองแล้ว อีกครึ่งชั่วยามก็ไปกันได้เลย”

    ดูเหมือนว่าเฉินเสวี่ยหยางจะตระเตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้วและหลินเพ่ยหนิงก็ดีใจที่จะได้พบกับลุงช่างที่ห่างหายกันไปนานนับสิบปีเฉินเสวี่ยหยางพูดคุยไปพลางทำเป็นไม่สนใจผู้ที่เหลียงจิ่งเสียนส่งมาคอยสอดส่อง โดยที่สององครักษ์ก็แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเช่นกัน

     

            ณหมู่บ้านหัว หวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงพากันเดินเที่ยวชมชีวิตความเป็นอยู่ของคนในหมู่บ้านและแสร้งไม่สนใจผู้ที่คอยสะกดรอยตามพวกเขาอยู่ ทั้งสองยิ้มแย้มทักทายชาวบ้านที่เดินผ่านไปมารวมถึงคนที่กำลังใช้ชีวิตกันตามปกติคนเหล่านั้นบ้างก็นำผักสด ๆ และผลไม้ บ้างก็นำปลาแห้งมามอบให้ด้วยใจที่เป็นมิตร

    ชาวบ้าน : “ แม่หนู ข้าให้ เอาไปกินกันสิ นี่ด้วย ”

    อู๋ฉงฉง : “ เอ่อ.. ขอบคุณจ้ะป้า ”

    อู๋ฉงฉงรับของเหล่านั้นมาถือไว้และมองดูพวกเขาด้วยความขอบคุณพวกเขาดูไม่เหมือนกับคนที่เป็นโจรโหดเหี้ยมอำมหิตเลยแม้แต่น้อย

    อู๋ฉงฉง : “ เสี่ยวหวง พวกเขาใจดีจัง ดูยังไงก็ไม่เหมือนโจรกบฏเลยสักนิดข้าว่า นี่อาจเป็นการเข้าใจผิดกันก็ได้ ”

    หวงจิ้งเอิน : “ ไม่แน่หรอก ดู ๆ ไปก่อน ที่สำคัญ เรายังไม่เห็นเลยว่าคนของเราถูกขังอยู่ที่ไหน”

    อู๋ฉงฉง : “ พวกนั้นน่าจะถูกขังอยู่ใกล้ ๆ บ้านของเจิ้งคุนเซียวน่ะตอนที่ข้าไปเก็บสมุนไพร สังเกตเห็นเวรยามเดินกันให้พลุกพล่านไปหมด ”

    หวงจิ้งเอิน : “ หึ! เจิ้งคุนเซียวตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ ”

    อู๋ฉงฉงออกความเห็นด้วยเสียงกระซิบกระซาบ หากแต่หวงจิ้งเอินยังคงไม่วางใจแค่สิ่งที่ตาเห็นทั้งสองยืนพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อแอบเห็นผู้ที่ติดตามเริ่มเข้ามาใกล้พวกเขาจึงทำทีเป็นว่ากำลังเดินเที่ยวชมหมู่บ้านไปเรื่อย ๆ ทั้งคู่เดินผ่านสวนผลไม้และแปลงผักของชาวบ้านกระทั่งเดินมาจนถึงแนวชายป่าที่ห่างออกไปไม่มากนัก ถัดจากบริเวณนั้นก็มีพงหญ้าและป่ารกทึบดูราวกับว่ามีบางอย่างซุกซ่อนอยู่

    หวงจิ้งเอิน : “ ที่บอกว่าด้านนอกมีแต่กับดัก ดูท่าคงจะเป็นเรื่องจริง”

    อู๋ฉงฉง : “ ขืนหลุดเข้าไป คงได้ตายศพไม่สวยแน่ เสี่ยวหวง เอายังไงกันต่อดีล่ะ? ”

    อู๋ฉงฉงเอ่ยถามพลางหันไปมองหวงจิ้งเอินนางก็พลันเห็นสีหน้าอันฉลาดเฉลียว ดูเหมือนว่าหวงจิ้งเอินจะมีความคิดดี ๆ แวบขึ้นมาในหัวและจากนั้นไม่นาน

    “ ตรงนั้นแหละ ตรงนั้น ฉงฉง ขยับไปอีกนิดนึง”

    ภาพของหวงจิ้งเอินยืนตะโกนพลางชี้มือชี้ไม้อยู่ใต้ต้นท้อที่ออกผลสีเหลืองแดงแซมใบที่เขียวชอุ่มโดยมีคุณหนูอู๋บุตรสาวจวนแม่ทัพปีนป่ายขึ้นไปอยู่บนกิ่งท้อเพื่อเก็บผลท้อที่ละลานอยู่เต็มต้น

    อู๋ฉงฉง : “ ลูกไหนเนี่ยเสี่ยวหวง เจ้าชี้ดี ๆ สิข้ามองไม่เห็น ”

    หวงจิ้งเอิน : “ ลูกนั้นไง ทางขวาน่ะทางขวา ”

    อู๋ฉงฉง : “ นี่ใช่ไหม? ”

    หวงจิ้งเอิน : “ ใช่ ๆ ลูกนั้นแหละ ”

    ขณะที่ทั้งสองคนสาละวนอยู่กับการเก็บผลท้อ จู่ ๆก็มีเสียงที่คุ้นเคยและออกจะน่ารำคาญ ซึ่งเป็นเสียงของเซวียเหยาเอ่ยทักพวกเขาขึ้นมา

    เซวียเหยา : “ พวกเจ้าทำอะไรกันน่ะ? ”

    น้ำเสียงดุดันที่ดูคล้ายการจับผิดได้ถูกเปล่งออกมา

    หวงจิ้งเอิน : “ ถามได้ ไม่เห็นรึไงว่ากำลังเก็บลูกท้ออยู่ ”

    เซวียเหยา : “ มีอย่างที่ไหน ให้สตรีปีนป่ายเป็นลิงเป็นค่างที่เยียนเป่ยมีทำเนียมแบบนี้เองน่ะเหรอ? ”

    ..ตุบ!..

    เสียงอู๋ฉงฉงกระโดดลงมาจากต้นท้อ โดยอุ้มห่อผ้าที่ใส่ผลท้อไว้เต็มห่อ

    อู๋ฉงฉง : “ ช่วยไม่ได้ ใครให้เจ้านี่มีน้ำใจช่วยคนที่นี่จนตัวเองต้องบาดเจ็บอีกอย่างเยียนเป่ยของเรานับถือบุรุษให้เกียรติสตรีชายหญิงสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หากข้าไม่ปีน หรือเจ้าจะปีนให้ข้าล่ะ ”

    เซวียเหยา : “ เฮอะ! นับถือบุรุษให้เกียรติสตรีงั้นเหรอที่นี่แผ่นดินหนานจิ้ง หาใช่เยียนเป่ยของพวกเจ้า ถึงจะไม่ถูกล่ามโซ่ตรวนอยู่ในกรงขังแต่พวกเจ้าก็อย่าได้ย่ามใจไป จนลืมไปว่ามาอยู่ที่นี่ในฐานะอะไร ”

    หวงจิ้งเอิน : “ ท่านเซวียไม่ต้องห่วง พวกข้าไม่มีทางลืม และยิ่งไม่ต้องให้ท่านมาคอยย้ำว่าแต่ท่านลืมอะไรไปรึเปล่า หนานจิ้งเป็นดินแดนที่ยกย่องสตรียิ่งกว่าสามดินแดนเสียด้วยซ้ำหาไม่แล้วจะมีอดีตเจ้าเมืองหญิงที่ทั้งสง่างามและน่าเลื่อมใสได้อย่างไรกันหรือว่านั่นก็เป็นทำเนียมด้วยอย่างนั้นหรือ? ”

    เซวียเหยา : “ นี่เจ้า! ”

    หวงจิ้งเอิน : “ หรือว่าไม่จริง? ”

    เซวียเหยา : “ ฮึ่ย! ”

    เซวียเหยาสะบัดหน้าพรืดและเดินจากไปอย่างหัวเสียเพราะไม่อาจตีฝีปากกับคุณชายหวงเมื่อคนผู้น่ารำคาญเดินจากไป หวงจิ้งเอินก็หันมากระซิบกระซาบกับอู๋ฉงฉง

    หวงจิ้งเอิน : “ สำเร็จไหม? ”

    อู๋ฉงฉง : “ อู๋ฉงฉงซะอย่าง มีหรือจะไม่สำเร็จ ”

    หวงจิ้งเอินผู้หัวไวได้ให้อู๋ฉงฉงขึ้นไปเก็บผลท้อเพื่อที่นางจะได้แอบส่งสารไปให้เฉินเสวี่ยหยาง ในขณะที่เขาแอบดูต้นทางอยู่ด้านล่างและทำทีชี้มือไปทางผลท้อซึ่งกำลังสุกได้ที่

    อู๋ฉงฉง : “ แต่เมื่อครู่นี้ เจ้าคิดจะทำอะไรของเจ้าน่ะ? ”

    หวงจิ้งเอิน : “ อะไรเหรอ? ”

    อู๋ฉงฉง : “ ปกติแล้ว เจ้าจะคอยห้ามไม่ให้ข้าก่อเรื่อง แต่ว่าเมื่อครู่ เจ้าจงใจยั่วโมโหเขา ทำแบบนั้นไปทำไม? ”

    หวงจิ้งเอิน : “ ก็ไม่มีอะไรหรอก ข้าก็แค่สงสัยอะไรบางอย่าง เลยอยากรู้ว่าหากข้าพูดแบบนั้นออกไป เขาจะมีปฏิกิริยายังไงน่ะสิ ”

    อู๋ฉงฉง : “ แล้วสรุปว่ายังไง ได้เรื่องไหม? ”

    หวงจิ้งเอิน : “ อืม.. ก็ยังไม่ได้อะไรเท่าไหร่ ”

    อู๋ฉงฉง : “ โธ่! ”

    หวงจิ้งเอิน : “ เอาเถิดน่า.. ของแบบนี้ต้องใช้เวลา เรารีบกลับกันดีกว่าก่อนที่พวกนั้นจะสงสัยเอา ”

    สองคนมัวหันหน้าพูดคุยกัน และทันใดนั้นเอง

    ..ฝ่อ..

    ไม่ทันที่พวกเขาจะก้าวเท้าเดินออกไปจากที่นั่นสายตาของอู๋ฉงฉงหยุดนิ่งตะลึงงันพลางจ้องมองไปยังบางสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลังหวงจิ้งเอินมันคืองูพิษตัวใหญ่ที่ส่งเสียงขู่คำรามอย่างน่าขนลุก

    อู๋ฉงฉง : “ เสี่ยวหวง เจ้าอยู่นิ่ง ๆ นะ ห้ามขยับเด็ดขาด”

    หวงจิ้งเอิน : “ หือ! อะไรของเจ้า? ”

    อู๋ฉงฉง : “ เอาเถิดน่า ข้าบอกว่าให้อยู่นิ่ง ๆ ไง ”

    หวงจิ้งเอิน : “ ฉงฉง เจ้ากำลังทำข้ากลัวนะ ”

    เมื่อมองแววตาอันหวั่นวิตกของอู๋ฉงฉงหวงจิ้งเอินก็เริ่มรู้สึกกลัว ทว่าอู๋ฉงฉงดูจะเป็นฝ่ายหวาดกลัวยิ่งกว่า เพราะนางเห็นเจ้าสิ่งนั้นกับตามันเป็นงูตัวใหญ่ที่มีสีดำสนิทและพร้อมจะจู่โจมพวกเขาทุกเมื่อ อีกทั้งนางยังหวั่นว่ามันจะทำร้ายเสี่ยวหวงนางใช้มือคลำรอบลำตัวของตนเพื่อหากริชที่พกติดตัวไว้ตลอด แต่แล้วสายตากลับเห็นมันหล่นอยู่ใต้ต้นท้อตั้งแต่ตอนที่นางกระโดดลงมาจากต้นไม้แม้ว่ากริชนั่นจะตกอยู่ห่างจากจุดที่นางยืนอยู่ไม่มากนัก แต่ถึงกระนั้นก็ไกลกว่าจุดที่หวงจิ้งเอินยืนอยู่การที่นางจะรีบไปหยิบมันมาจัดการกับงูตัวนั้น แต่ก็รับประกันไม่ได้เลยว่าหวงจิ้งเอินจะยังปลอดภัยชั่ววูบหนึ่ง นางได้ตัดสินใจดึงหวงจิ้งเอินเข้าใกล้และใช้ตัวเองรับคมเขี้ยวสัตว์ร้ายนั่นเสียเอง..ฟุ้บ!.. อู๋ฉงฉงถูกงูกัดที่ขาและล้มลงพร้อมกับหวงจิ้งเอินทำให้คุณชายหวงได้เห็นอสรพิษนั่นกับตา

    หวงจิ้งเอิน : “ ฉงฉง ”

    เขามองอู๋ฉงฉงด้วยอาการตื่นตระหนกก่อนจะพยายามควบคุมสติแล้วค่อย ๆ เอื้อมมือไปจนสุดปลายนิ้วเพื่อที่จะหยิบกริชเล่มนั้น หากแต่อสรพิษนั่นก็คืบคลานเข้ามาใกล้ทันทีที่เขาคว้ากริชเล่มนั้นได้ เขาก็ถือมันไว้ด้วยใจกล้า ๆ กลัว ๆ และในเวลานั้น

    อู๋ฉงฉง : “ เสี่ยวหวงหนีไป ไม่ต้องห่วงข้า ไปสิ ”

    หวงจิ้งเอิน : “ เงียบน่า ไว้เป็นภรรยาข้าเมื่อไหร่ ค่อยสั่งข้าเถอะ”

    แม้นว่าอู๋ฉงฉงจะซาบซึ้งที่หวงจิ้งเอินไม่ยอมทอดทิ้งนางแต่สถานการณ์ในตอนนั้นไม่ได้น่าหวานซึ้งเท่าใดนัก

    หวงจิ้งเอิน : “ มาซี่ เข้ามาเลย ”

    หวงจิ้งเอินจ้องงูตัวนั้นด้วยตาไม่กะพริบอู๋ฉงฉงไม่เคยเห็นเขามีท่าทีแบบนี้มาก่อน นางมองดูเขาในขณะที่ดวงตาค่อย ๆ พร่าลงทีละนิดและแล้วสติของนางก็วูบดับลง ..ฟุบ!..

    หวงจิ้งเอิน : “ ฮะ! ฉงฉง! ฉงฉง! ”

    หวงจิ้งเอินใช้แขนข้างหนึ่งโอบนางไว้ในขณะที่มือข้างหนึ่งยังถือกริชชี้ไปที่งูตัวนั้น

    หวงจิ้งเอิน : “ ลืมตาสิฉงฉง ฉงฉง ”

    ยามนั้น เขาคิดอะไรไม่ออกและมีอยู่วิธีเดียวที่พอจะคิดได้

    หวงจิ้งเอิน : “ เป็นไงเป็นกัน ฉงฉง เจ้าทนหน่อยนะ ”

    เขาใช้กริชกรีดปากแผลของนางและใช้ปากดูดพิษก่อนจะถุยทิ้งทีละนิดเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก็ดูเหมือนว่าอสรพิษตัวนั้นจะยังมีไอสังหารมันตรงเข้ามาหาเพื่อที่จะจู่โจมเขา และในตอนนั้นเอง เสี่ยวม่านก็ปรากฏตัวออกมา นางลอยตัวลงมายืนขวางหน้างูตัวนั้นท่ามกลางสายตาที่เริ่มจะเลือนรางของหวงจิ้งเอินเขาเห็นงูพ่นพิษใส่นาง แต่นางรับมือด้วยการยกแขนขึ้นบังทำให้ปรากฏรัศมีสีแดงปกคลุมไปทั่วร่างนางจึงไม่ได้รับอันตราย หลังจากนั้นอสรพิษร้ายก็ตรงเข้าจู่โจมนาง เสี่ยวม่านได้พลิกตัวหลบและปล่อยปราณพลังจากฝ่ามือพร้อมประกายสีแดงปรากฏขึ้นในดวงตาส่งผลให้สัตว์ร้ายดิ้นทุรนทุรายเหมือนกับถูกไฟคลอกและตายไปต่อหน้าต่อตาเขา

    เสี่ยวม่าน : “ ก่อกรรมทำเข็ญกับมนุษย์ แล้วยังคิดต่อกรกับข้าช่างไม่เจียมสังขาร เสียดายอายุขัยร้อยปีของเจ้านัก ”

    หวงจิ้งเอินได้ยินคำพูดอันห้าวหาญของเด็กสาวที่เคยมีท่าทางไร้เดียงสาในขณะที่สติของเขากำลังจะดับลงเพราะได้รับพิษจากบาดแผลของอู๋ฉงฉง เขาเห็นนางเข้าไปประคองร่างที่หมดสติของอู๋ฉงฉงออกไป

    หวงจิ้งเอิน : “ ฉงฉง ฉง.. ฉง ”

    เสียงเรียกด้วยความห่วงกังวลบนน้ำเสียงอันแผ่วเบาผ่านริมฝีปากที่ซีดเซียวพร้อมกับดวงตาที่ค่อยๆ มืดลง ..ฟุบ!.. และแล้วเขาก็หมดสติไป

     

    เรือนหลัก จวนเจ้าเมืองหลิน

    “ เสี่ยวเหลียงเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ”

    หลินหงชุนถามไถ่อาการบาดเจ็บของชายาพร้อมกับประคองนางลุกขึ้นนั่ง

    เหลียงซีหม่า : “ ท่านพี่ ทำให้ท่านต้องเป็นห่วง ข้านี่แย่จริงๆ ข้าดีขึ้นมากแล้ว แต่ว่าจื่อหรานกับหนิงเอ๋อล่ะ พวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง ปลอดภัยดีใช่ไหม?”

    หลินหงชุน : “ พวกเขาปลอดภัยดี เจ้าไม่ต้องห่วงหรอกพักผ่อนให้มาก ๆ เถิด จะได้หายเร็ว ๆ ”

    สองสามีภรรยาพูดคุยกันได้ไม่นาน จางหยวนคนสนิทของเจ้าเมืองหลินก็เดินเข้ามาแจ้งเรื่อง

    .. ตึก ๆ ๆ..

    จางหยวน : “ นายท่านขอรับ เจ้าเมืองน้อยเฉินให้มาแจ้งว่าจะพาองค์หญิงไปเยี่ยมเยียนท่านหลี่และฮูหยินขอรับ”

    หลินหงชุน : “ อื้ม เช่นนั้นก็ให้หูจิงติดตามไปด้วยแล้วกัน ”

    จางหยวน : “ ขอรับ ”

    พูดจบ จางหยวนก็คารวะหลินหงชุนแล้วเดินออกไป

    เหลียงซีหม่า : “ จะดีหรือท่านพี่ นี่ก็เพิ่งเกิดเรื่องขึ้นข้าเกรงว่า.. ”

    หลินหงชุน : “ ไม่ต้องห่วง หูจิงไม่ปล่อยให้อะไรเกิดขึ้นกับนางแน่”

    เหลียงซีหม่า : “ แต่ว่า.. ”

    หลินหงชุน : “ วันก่อนเจ้าก็เห็นแล้วว่าเพื่อหนิงเอ๋อของเรา เจ้าเมืองน้อยเฉินไม่ห่วงตัวเองเลยสักนิด ข้างกายเขายังมีองครักษ์ที่มากฝีมืออีกอย่าง เหล่าหลีคงมีเรื่องอยากคุยกับหนิงเอ๋ออยู่ไม่น้อย ”

    เมื่อฟังหลินหงชุนยกเหตุผลขึ้นมาสมทบ เหลียงซีหม่าจึงมิอาจทัดทานผู้เป็นสามีนางได้แต่นิ่งเงียบโดยเก็บความกังวลอยู่ภายในใจ จากนั้น หลินซานซานก็เข้ามาเยี่ยมเหลียงซีหม่า

    หลินซานซาน : “ คารวะท่านพ่อ ท่านแม่ ”

    เหลียงซีหม่า : “ ซานเอ๋อ มาแล้วเหรอ? ”

    หลินซานซาน : “ ท่านแม่ บาดแผลท่านเป็นอย่างไรบ้าง? ”

    เหลียงซีหม่า : “ แม่ไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ เพราะเมื่อวานได้พักผ่อนเต็มที่วันนี้ก็เลยดีขึ้นมาก แล้วนั่นเจ้ากำลังจะไปไหน? ”

    เหลียงซีหม่าเอ่ยถามบุตรสาวหลังจากที่เห็นนางแต่งกายเหมือนกับว่าจะไปรบทัพจับศึกที่ไหน โดยผู้เป็นสามีเริ่มวางสีหน้าเข้ม

    หลินซานซาน : “ ท่านแม่ ข้ากำลังจะไปลานฝึกยุทธ์เลยอยากมาเยี่ยมท่านก่อน ช่วงนี้มีแต่เรื่องไม่ดีเกิดขึ้น คงต้องฝึกให้มากหน่อย ”

    หลินหงชุน : “ ฝึกฝนบ่อย ๆ นั้นเป็นเรื่องดี ว่าแต่เจ้าได้ไปเยี่ยมพี่ชายใหญ่กับพี่หญิงของเจ้าบ้างหรือยัง?”

    คำถามที่เปรียบดั่งถ้อยคำตำหนิติติงถูกเอ่ยออกมาจากปากของบิดาทำให้หลินซานซานมีอาการกระอักกระอ่วน

    หลินซานซาน : “ เอ่อ.. ข้าได้ยินว่าพี่จื่อหรานกับพี่หญิงไม่ได้เป็นอะไรเลยยังไม่ได้ไปเยี่ยมเจ้าค่ะ ”

    หลินหงชุน : “ หึ! ”

    หลินหงชุนไม่พอใจบุตรสาวเป็นอย่างมาก เขาลุกเดินออกไปจากห้องด้วยใบหน้าตึงเข้มสาเหตุเพราะบุตรสาวไร้น้ำใจต่อพี่น้อง

    เหลียงซีหม่า : “ ท่านพี่ ”

    เหลียงซีหม่าส่งเรียกตามหลังผู้เป็นสามีแต่เขาก็หาได้หันหลังกลับมามอง ทำให้นางหันมาทำแววตาตำหนิใส่หลินซานซาน

    เหลียงซีหม่า : “ ซานเอ๋อถึงอย่างไรจื่อหรานกับหนิงเอ๋อก็เป็นพี่เจ้า ทิฐิของเจ้าก็ให้มันน้อย ๆลงหน่อยเถิด ”

    หลินซานซาน : “ ท่านแม่ หากท่านดีขึ้นแล้ว เช่นนั้นข้าต้องขอตัว”

    ..ควับ ตึก ๆ ๆ..

    เหลียงซีหม่า : “ ซานเอ๋อ ”

    หลินซานซานเดินหนีมารดาออกไปโดยไม่สนคำตักเตือนของเหลียงซีหม่าชายารองจึงได้แต่มองตามหลังแล้วทอดถอนใจต่อการกระทำของบุตรสาว

     

            และที่เรือนรับรองเฉินเสวี่ยหยางกำลังเตรียมตัวเพื่อเดินทางไปยังค่ายสรรพาวุธ โดยมีสององครักษ์เฝ้าอารักขาไม่ห่างไม่นานก็มีสายข่าวของเขาเดินเข้ามากระซิบเฟยฉี ทันทีที่ทราบใจความเฟยฉีก็เดินเข้าไปรายงานเฉินเสวี่ยหยาง

    เฟยฉี : “ เจ้าเมืองน้อยขอรับดูเหมือนว่าทางนั้นจะมีความเคลื่อนไหวขอรับ คนของเราแจ้งว่าพบขบวนรถขนย้ายสิ่งของผ่านเส้นทางลัดซึ่งตรงไปยังตลาดมืดขอรับรอยล้อลึก คงบรรทุกของหนัก เป็นไปได้มากกว่าที่อยู่บนรถน่าจะเป็นอาวุธเถื่อนขอรับแต่ที่ไม่น่าไว้ใจที่สุดก็คือพวกที่คุมขบวนรถ ”

    เฟยหมิง : “ ให้ข้าเดานะ พวกลิ่วล้อคุณชายซ่ง ”

    เฟยฉี : “ ถูกเผง โดนขนาดนั้นแล้วยังหาเรื่องใส่ตัวได้อีก”

    เฉินเสวี่ยหยางฟังอย่างนิ่งเงียบและไม่แสดงท่าทีใดๆ แม้ว่าเขาจะรู้ว่าข่าวที่ได้ยินมานั้นดูไม่สมเหตุสมผล อาวุธเถื่อนหาใช่สิ่งที่จะทำการขนย้ายอย่างโจ่งแจ้งและไม่มีทางที่เรื่องนี้จะหลุดออกมาง่ายๆ นอกจากจะมีการปล่อยข่าวลือให้แพร่ออกไปเพื่อเหตุผลอะไรบางอย่าง

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ เรื่องนั้นค่อยว่ากันทีหลัง ”

    เหมือนว่าโสตสัมผัสของเฉินเสวี่ยหยางจะรับรู้อะไรบางอย่างเข้าเขาจึงนิ่งเงียบและหยิบหมากกระดานขึ้นมาหนึ่งตัว เขาใช้ปลายนิ้วดีดมันพุ่งทะลุผนังไปถูกศีรษะของชายคนหนึ่งซึ่งเป็นสายของเหลียงจิ่งเสียน..ฟึบ ผลั้ก!.. เพียงแค่คนผู้นั้นล้มลงก็มีหน่วยทหารอาชาเงาที่แทรกซึมปะปนอยู่ในจวนมาลากตัวคนผู้นั้นออกไป จากนั้นเฉินเสวี่ยหยางก็สั่งการกับองครักษ์คนสนิท

    เฉินเสวี่ยหยาง : “ สั่งคนของเราเตรียมตัวให้พร้อม งานนี้คงมีคนไม่อยากให้เราเดินทางถึงที่นั่นเร็วเกินไปแน่”

    เฟยฉี/เฟยหมิง : “ ขอรับ ”

     

            ณ บ้านพักของเสี่ยวม่านหวงจิ้งเอินลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงที่คุ้นเคยสิ่งแรกที่เขานึกถึงคือภาพเหตุการณ์รอดตายที่เขาและอู๋ฉงฉงเพิ่งประสบมาด้วยกันทำให้เขาต้องลุกขึ้นนั่งเหลียวซ้ายแลขวาเพื่อกวาดสายตามองหาอู๋ฉงฉง หวงจิ้งเอินพยายามลุกขึ้นจากเตียงแต่แล้วก็ต้องทรุดลงไปนั่งอีกครั้งพร้อมกับกุมขมับของตนซึ่งเป็นผลพวงมาจากพิษนั่น

    เสี่ยวม่าน : “ นั่นจะทำอะไรน่ะ พอฟื้นขึ้นมาก็จะลุกจากเตียงไปไหน?”

    เด็กสาวเดินเข้ามาพร้อมกับถือถาดใส่ถ้วยยามาด้วย

    หวงจิ้งเอิน : “ ฉงฉงล่ะ นางอยู่ที่ไหน? ”

    เสี่ยวม่าน : “ เฮ้อ.. คนเพิ่งช่วยให้รอดตายมาได้แท้ ๆกลับไม่ขอบอกขอบใจกันบ้างสักคำ เอาแต่ถามหาคนอยู่ได้ กลัวใครเขาไม่รู้รึไงว่ามีอะไรในใจอยู่น่ะ”

    หวงจิ้งเอิน : “ เอ่อ.. คือข้า.. ”

    เสี่ยวม่าน : “ ก็ได้ ๆ แกล้งคนเจ็บไปก็เท่านั้นนางก็นอนอยู่ห้องข้าง ๆ นี่แหละ พวกเจ้าเนี่ยน้า.. คนนึงใจกล้าอีกคนก็ซื่อบื้อใครใช้ให้เจ้าใช้ปากดูดพิษงู เห็น ๆ อยู่ว่างูตัวใหญ่ขนาดนั้นเพราะมันเพิ่งหลุดจากการจำศีล นอกจากความดุร้าย พิษก็ยิ่งอันตรายมาก ที่รอดมาได้ก็นับว่าดีเท่าไรแล้ว ”

    หวงจิ้งเอิน : “ ยังไงก็ขอบใจนะ ที่ช่วยข้าไว้ ”

    เสี่ยวม่าน : “ จ้า ๆ ”

    หวงจิ้งเอิน : “ แล้วนางเป็นอย่างไรบ้าง? ”

    เสี่ยวม่าน : “ ปลอดภัยแล้วแต่ยังไม่ฟื้น ทีหน้าทีหลังก็ช่วยก่อเรื่องให้มันน้อยๆ หน่อย เผื่อวันใดข้าไม่อยู่ จะได้ไม่ต้องเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่ ”

    หวงจิ้งเอิน : “ ขออภัย คราวหน้าข้าจะระวังไม่ให้เกิดเรื่องขึ้นอีก”

    หวงจิ้งเอินก้มหน้าฟังถ้อยคำตำหนิด้วยสีหน้าเจื่อนแต่ก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณและขออภัยต่อนาง

    เสี่ยวม่าน : “ เอาเถอะ ไหน ๆ ข้าก็ช่วยแล้ว ถือว่าข้ามีชะตาร่วมกับพวกเจ้าแต่ที่รับปากไว้หากทำได้ก็ดี เพราะหมู่บ้านเล็ก ๆ นี่รองรับโทสะของท่านผู้นั้นไม่ไหวหรอกนะ”

    หลังจากที่พูดจบ เด็กสาวได้วางถ้วยยาเอาไว้แล้วก็หมุนตัวเดินออกไปจากห้องปล่อยให้หวงจิ้งเอินเบิกตาขึ้นมองตามหลังด้วยความคิดที่เป็นปริศนา ดูเหมือนนางจะรู้เรื่องราวต่างๆ มากกว่าเจิ้งคุนเซียวเสียด้วยซ้ำ ที่สำคัญ ภาพเหตุการณ์ก่อนที่เขาจะหมดสติก็หาใช่ภาพหลอนนางไม่ใช่เด็กสาวธรรมดา ทั้งยังดูลึกลับมากอีกด้วย

    หวงจิ้งเอิน : “ เสี่ยวม่าน เจ้าเป็นใครกันแน่? ”

     

     

            ติดตามตอนต่อไป