เวลาไหลผ่านไปดุจสายน้ำ พริบตาเดียวหนึ่งเดือนก็ผ่านพ้น
ภายในเขตจวนลับของมู่หย่งที่ถูกดัดแปลงเป็ลานฝึกนรก บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ด้านหนึ่งเย็นะเืจนกำแพงมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะ อีกด้านร้อนระอุจนอากาศบิดเบี้ยว และตรงกลาง... มีเสียงะโด่าทอที่ฟังดูคุ้นหู
"อาโกว! เ้าแบกหินนั่นแล้วยังจะเดินเป็เต่าคลานอีกรึ! ถ้าข้าสะบัดพัดคราวหน้าแล้วเ้ายังหลบไม่พ้น ข้าจะเผาเปียเ้าให้เกลี้ยง!"
หนิงจูเชว่ในชุดสีแดงสดใส นั่งอยู่บนตั่งไม้แกะสลัก มือข้างหนึ่งถือพัดจีบไม้ที่บัดนี้ดูมีรัศมีสีแดงจางๆ วนเวียนอยู่ตลอดเวลา อีกข้างหนึ่งถือผลไม้ที่มู่หย่งส่งมาประเล้าประโลม แววตาของนางบัดนี้ล้ำลึกขึ้นกว่าเมื่อเดือนก่อนมากนัก หลังจากเข้าสู่ ขอบเขตหลอมรวมปราณขั้นกลางอย่างมั่นคง กลิ่นอายของนางก็ดูสูงส่งและเยือกเย็นขึ้นผิดกับนิสัยขี้เล่นในบางเวลา
"โอย... อาจารย์! หินนี่มันหนักห้าร้อยชั่ง แถมอักขระถ่วงน้ำหนักของท่านยังทำให้มันเหมือนหนักขึ้นอีกสามเท่า!" อาโกวะโตอบพร้อมกับกัดฟันกรอด ร่างกายของเขาสูงใหญ่ขึ้น ผิวพรรณบัดนี้เปลี่ยนเป็สีทองแดงเข้มข้นจนดูเหมือนรูปปั้นโลหะที่ขยับได้ บัดนี้เขาข้ามพ้นขอบเขตแรกเริ่มเข้าสู่ ขอบเขตหลอมรวมปราณขั้นต้นเรียบร้อยแล้วด้วยพลังกายที่บีบอัดจนถึงขีดสุด
ไม่ไกลนัก เฉินอี้นั่งขัดสมาธิอยู่บนบ่อน้ำแข็งที่นางสร้างขึ้นเอง ความเย็นรอบตัวนางถูกควบแน่นจนกลายเป็เป็รูปหงส์หิมะจิ๋วบินวนรอบร่าง พลังของนางทะยานสู่ ขอบเขตหลอมรวมปราณขั้นกลางพร้อมกับหนิงจูเชว่
"ตื่นตัวไว้เสมออาโกว ความตายไม่เคยรอให้เ้าพร้อม" หนิงจูเชว่สะบัดพัดเบาๆ พลางหันไปมองมู่หย่งที่เพิ่งเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
มู่หย่งในชุดหรูหราสีน้ำเงินเข้มถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้าจากการออกไปสืบข่าวข้างนอก เขาเดินตรงมาที่โต๊ะหินอ่อนข้างหนิงจูเชว่แล้วรินน้ำชาดื่มอย่างสงบนิ่ง ท่าทางของเขายังคงความสุขุมตามแบบฉบับเ้าพ่อตลาดมืด
"สำนักเหมันต์นิรันดร์เงียบเกินไป..." มู่หย่งเปิดบทสนทนาด้วยน้ำเสียงเรียบ
หนิงจูเชว่เลิกคิ้ว "เงียบรึ? ข้าก็นึกว่าพวกมันจะขนคนมาถล่มที่นี่หลังจากโดนปล้นเหมืองไปเสียอีก"
"นั่นคือเื่ประหลาด" มู่หย่งขมวดคิ้ว "หลังจากที่เราจัดการหน่วยล่าสังหารชุดแรกไป พวกมันก็ปิดประตูสำนักเงียบเชียบ ข้าส่งคนไปสืบ ได้ความว่าพวกมันกำลังเตรียมการต้อนรับ 'แขกผู้ใหญ่' จากทวีปหลัก เห็นว่าเป็การทดสอบครั้งใหญ่ที่เกี่ยวพันกับทรัพยากรและการเลื่อนขั้นของสาขานี้"
"ทวีปหลัก?" หนิงจูเชว่หรี่ตาลง 'ที่แท้พวกน้ำแข็งนี่ก็แค่สาขาย่อยงั้นรึ มิน่าล่ะ ระดับพลังถึงได้ดูพื้นเพนัก'
"ใช่ พวกเขาดูจะทุ่มเททุกอย่างให้กับงานนี้จนยอมปล่อยวางเื่ของเราไว้ชั่วคราว" มู่หย่งวางจดหมายสีทองประทับตรา 'พยัคฆ์เหิน' ลงบนโต๊ะ "แต่เื่ที่ข้าต้องให้เ้าช่วยดู... คือจดหมายฉบับนี้"
หนิงจูเชว่หยิบจดหมายขึ้นมาดู "จดหมายเรียกตัวลูกหลานตระกูลมู่? ทดสอบสายเืและคัดเลือกผู้สืบทอดสำรองในอีกเจ็ดวันข้างหน้า... หึ โอกาสมาถึงมือแล้วนี่"
มู่หย่งสบตาหนิงจูเชว่ แววตาของเขาดูเคร่งขรึม "เ้าก็รู้ว่าสถานะลูกนอกสมรสของข้ามันลำบากแค่ไหน มู่เฉิงคือตัวเต็งอันดับหนึ่ง แถมนางเมียเอกของท่านพ่อยังจ้องจะกำจัดข้า การกลับไปครั้งนี้ไม่ต่างจากการเดินเข้าปากเสือ ถ้าไม่มีแผนรองรับที่รัดกุม ข้าไม่เสี่ยงแน่"
หนิงจูเชว่หัวเราะเบาๆ พลางควงพัดในมือ "ปากเสืองั้นรึ? มู่หย่ง... เ้าเป็สหายร่วมผลประโยชน์กับข้ามานาน ข้าเคยปล่อยให้เ้าขาดทุนไหม? เ้าไม่อยากเห็นพวกที่เคยเหยียดหยามแม่เ้าต้องมาคุกเข่าอยู่ใต้ฝ่าเท้าเ้าหรือไง?"
มู่หย่งนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกระตุกยิ้มที่มุมปาก "ถ้าเ้ามั่นใจขนาดนั้น ข้าก็พร้อมจะเดิมพัน แต่บอกไว้ก่อนนะ ถ้าแผนพัง ข้าจะหักหนี้ทั้งหมดที่เ้าติดข้าไว้"
"งกจริงนะเ้าคนหน้าเงิน!" หนิงจูเชว่ลุกขึ้นยืน "เอาเป็ว่าตระกูลมู่อาจจะเป็รังเสือสำหรับเ้า แต่สำหรับข้า มันก็แค่รังแมวที่ข้าจะเข้าไปเขย่าให้เ้าขึ้นเป็ประมุขเอง เพราะถ้าเ้ามีอำนาจ ทรัพยากรทั้งหมดที่จะสนับสนุนสำนักหงส์เพลิงของข้าก็จะไหลมาเทมา"
ณ คฤหาสน์ตระกูลมู่ เมืองหลวงชิงซาน
รถม้าหรูหราหลายสิบคันจอดเรียงรายอยู่หน้าประตูั์ รถม้าสีเรียบๆ ของมู่หย่งเคลื่อนเข้ามาจอดที่ท้ายแถว เขาเดินลงมาด้วยท่าทางสุขุมตามปกติ โดยมีหนิงจูเชว่เดินเคียงข้างในฐานะแขกคนสำคัญและศิษย์อีกสองคนตามหลัง
"มู่หย่ง! เ้ายังกล้าเสนอหน้ากลับมาอีกรึ!" เสียงะโดังมาจากมู่เฉิงที่เดินออกมาพร้อมผู้คุ้มกัน "และนังผู้หญิงที่หลอกข้าวันนั้น! วันนี้ข้าจะให้คนถลกหนังเ้าออกมา!"
หนิงจูเชว่คลี่พัดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง แววตาขี้เล่น "นายน้อยมู่... วันนั้นวิ่งหนีไม้ฟืนข้าจนเกือบตกบันได หายใหรือยังจ้ะ?"
"เ้า!!!" มู่เฉิงโกรธจนหน้าดำหน้าแดง "ผู้าุโเกอ! จับนาง!"
ผู้าุโเกอก้าวออกมา ขอบเขตหลอมรวมปราณขั้นสมบูรณ์ ะเิออกมาทันที
"ใครกล้าก่อความวุ่นวายในจวนตระกูลมู่!" เสียงทรงพลังของมู่เทียนไห่ ประมุขตระกูลดังขึ้น เขาเดินออกมามองมู่หย่งด้วยความประหลาดใจ 'หย่งเอ๋อ... พลังหลอมรวมปราณ? เป็ไปได้อย่างไร'
"มู่เฉิง หยุดมือ!" มู่เทียนไห่สั่งการ "มู่หย่ง ในเมื่อกลับมาแล้วก็เข้าไปข้างใน พิธีจะเริ่มในอีกหนึ่งชั่วยาม"
หนิงจูเชว่เดินผ่านมู่เฉิงไป พลางกระซิบเบาๆ "เตรียมตัวตกกระป๋องได้เลยจ้ะ... เพราะประมุขคนต่อไป ชื่อมู่หย่ง"
พิธีทดสอบสายเื: แท่นศิลาพยัคฆ์เหิน
ลูกหลานตระกูลมู่ทีละคนเดินขึ้นไปทดสอบกับ ศิลาพยัคฆ์เหิน สมบัติที่ใช้ทดสอบความเข้มข้นของสายเืและศักยภาพปราณ จนกระทั่งมู่เฉิงวางมือ แสงสีทองพุ่งขึ้นสูงเจ็ดฟุต พร้อมเสียงคำรามของพยัคฆ์
"เจ็ดฟุต! สมเป็นายน้อยสายตรง!" เสียงโห่ร้องยินดีดังไปทั่ว
มู่เฉิงหันมามองมู่หย่งอย่างเยาะเย้ย "ถึงตาเ้าแล้ว ลูกนอกคอก... อย่าทำให้ศิลาสกปรกด้วยมือต่ำๆ ของเ้าล่ะ"
มู่หย่งไม่ได้ตอบโต้ เขาเดินขึ้นไปบนแท่นด้วยความสงบ หันไปมองหนิงจูเชว่ที่พยักหน้าให้เล็กน้อย นางแอบดีดนิ้วส่งปราณเพลิงอสูรเส้นจิ๋วเข้าไปในแขนเสื้อเขา
"ะเิมันออกมา!" เสียงของหนิงจูเชว่ดังขึ้นในจิตใจมู่หย่ง
มู่หย่งวางมือลงบนศิลา ทันใดนั้น แสงสีแดงส้มสว่างไสวราวกับดวงอาทิตย์พุ่งทะยานขึ้นสูงกว่าสิบห้าฟุต ทลายเพดานหอพิธีจนแตกกระจาย! เงารูปหงส์เพลิงลางๆ ทับซ้อนกับพยัคฆ์คำรามออกมาจนพื้นดินสั่นะเืไปทั่วทั้งเมืองหลวง!
"นั่นมัน... พลังสายเืตื่นรู้ระดับสุดยอด?!" มู่เทียนไห่ลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง
มู่เฉิงหน้าซีดสั่นเทา "เป็ไปไม่ได้! มันต้องโกง!"
หนิงจูเชว่สะบัดพัดยิ้มกริ่ม 'หึหึ... ใส่ปราณของข้าเข้าไปนิดเดียว ศิลากากๆ นี่ก็เกือบรับไม่ไหวแล้ว'
"มู่หย่ง... เ้าไปทำอะไรมา?" มู่เทียนไห่เดินเข้ามาหาบุตรชายด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
"ข้าแค่มี พันธมิตร ที่ยอดเยี่ยมขอรับท่านพ่อ" มู่หย่งพูดพลางมองไปทางหนิงจูเชว่
หนิงจูเชว่ก้าวออกมา ท่าทางสง่างาม "ข้าคือประมุขแห่งสำนักหงส์เพลิงและมู่หย่งคือคนที่เราเลือกสนับสนุน หากตระกูลมู่อยากจะอยู่รอดในยุคที่มหาสำนักกำลังจะเคลื่อนไหว... การมีมู่หย่งเป็ผู้นำ คือทางเลือกเดียวของพวกท่าน"
บรรยากาศในจวนตระกูลมู่เงียบสนิทด้วยความยำเกรง แรงกดดันจางๆ จากปราณเพลิงของหนิงจูเชว่ทำให้ไม่มีใครกล้าคัดค้าน นี่คือจุดเริ่มต้นของการขึ้นสู่อำนาจของมู่หย่ง โดยมีจักรพรรดินีหงส์คอยคุมหมากอยู่เื้ั!