เรือยังคงแล่นโต้คลื่นด้วยความเร็ว แรงระเบิดจากการปะทะกับปราณวารีพิฆาตทำเรือลำน้อยแทบปริแตก รูรั่วมากมายตามท้องเรือนำน้ำจากแม่น้ำไหลทะลักเข้ามา อุทัยยังคงบังคับเรือรักษาความเร็วหลบหนีจากสตรีดุร้ายผู้นั้น ส่วนราชิตสงบนิ่งนั่งหน้าซีดปรับลมปราณอยู่ด้านท้าย มนตราเยือกแข็งที่ปลดปล่อยออกเมื่อครู่กินแรงของมันยิ่งนัก
“น้ำเข้ามามากมาย .. ทำเยี่ยงไรดี ..” เจ้าธรรมร้องตะโกนแข่งกับกระแสลมที่โหมพัด เป็นมันและญานินดากำลังช่วยกันวักน้ำออกจากลำเรือ
ราชิตลืมตาขึ้นกล่าวว่า “พวกเจ้ายกขาให้พ้นน้ำเสียก่อน ..”
ทุกคนบนลำเรือนั่งยกขาขึ้น ราชิตยื่นฝ่ามือออกมา
.. ว๊าบบบบบบ .. แสงสีน้ำเงินพิสุทธิ์เบาบางสว่างวาบ อุณหภูมิรอบข้างลดฮวบ
.. แกร็กกกก .. แกร็กกกก .. แกร็กกกก .. เสียงน้ำที่ขังอยู่ในเรือควบแน่นกลายเป็นชั้นน้ำแข็ง
อุทัยเอ่ยชม “ท่านลุงยอดเยี่ยมยิ่ง” ชั้นน้ำแข็งบางๆ ปิดกั้นพื้นเรือและรอยรั่วเอาไว้
“เรือน้อยลำนี้คงใกล้สิ้นสภาพแล้ว” อุทัยกล่าว มันดูจากสภาพเรือคงทนทานกับคลื่นแม่น้ำอีกไม่ได้นาน
“บังคับเรือหลบหนีให้นานที่สุด ... ไปได้ไกลเท่าไหร่ก็เท่านั้น ...” ราชิตกล่าว แล้วจึงยกมือขึ้นเช็ดเลือดที่มุมปาก อาการบาดเจ็บภายในของมันกำเริบขึ้นมาอีก ...
อุทัยยังคงบังคับเรือทวนแม่น้ำมานานนับชั่วโมง กระแสน้ำช่วงนี้เริ่มรุนแรงขึ้น มองผ่านความมืดออกไปเห็นสายน้ำซ่านกระเซ็นเป็นผืนหมอก ที่เบื้องหน้าคือแก่งน้ำรุนแรงรออยู่
แก่งน้ำช่วงนี้ต้องใช้ผู้เดินเรือที่มีความชำนาญ ในฤดูน้ำน้อยจะพบแก่งหินโผล่ขึ้นมา กระแสน้ำถูกบีบผ่านซอกหินจนรุนแรง เกิดเป็นคลื่นใหญ่แตกตัวเป็นฟองขาวและมีน้ำหมุนวนไหลดูดลงใต้น้ำ แต่ก็มีช่องน้ำมากมายให้หลบลอดผ่าน
ปกติเรือที่ขึ้นล่องจะรอให้มีแสงสว่างเพียงพอจึงจะเดินเรือฝ่าไปอย่างระมัดระวัง กับผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์เดินเรือผ่านแก่งน้ำช่วงนี้นับเป็นหายนะชนิดหนึ่ง
สองฟากข้างของลำน้ำเป็นป่ารกด้วยต้นไม้ใหญ่นานาชนิด ตลิ่งเป็นหินเรียงรายทั้งใหญ่เล็กแทบไม่มีที่ให้พักหยุดเรือได้ เพียงชั่วครู่เรือน้อยก็เผชิญหน้ากับสายน้ำเกรี้ยวกราดแล้ว
ความมืดไม่เป็นอุปสรรคต่อการมองเห็นของอุทัย ทางน้ำช่วงนี้กว้างราวสิบวา แต่แก่งหินทอดยาวนับสามเส้น มันตัดสินใจบังคับเรือฝ่าเข้าไป !!!
.. โครมมมม .. ซู่ซซซซซซ .. ซ่าาาาาาา ...
.. ทุกคนเงียบกริบ .. มีแต่เสียงของสายน้ำเท่านั้นที่ดังกระหึ่มก้องกดทับเสียงอื่นเสียสิ้น
เจ้าธรรมที่มีนิสัยสนุกสนานยังหน้าถอดสีนั่งนิ่งเงียบ ‘นี่จะแล่นเรือผ่านไปจริงๆ หรือ .. ’ มันครุ่นคิดพร้อมเกาะกุมลำเรืออย่างมั่นคง
อุทัยเลือกช่องน้ำใหญ่ช่องหนึ่งแล่นเรือเข้าไป ... พลังน้ำรุนแรงไหลกระแทก แทบหยุดสภาวะการเคลื่อนที่ของลำเรือ
.. เปรี้ยงงง .. เปรี้ยงงง ..
อุทัยฟาดฝ่ามือปล่อยพลังปราณลงผืนน้ำ ทำเรือพุ่งตรงฝ่าเกลียวคลื่นเหินลอยทวนกระแส
.. ตูมมมม .. ตูมมมม .. ตูมมมม ..
เรือน้อยกระแทกเกลียวคลื่นลอยละลิ่วขึ้นลงตามจังหวะ
อ๊ากกกก .. อ๊ากกกก .. อู๊ววววว ... เจ้าธรรมและญานินดาประสานเสียงกันด้วยความตื่นเต้น
เรือของพวกมันผ่านช่องหินช่วงนั้นมาได้ แต่กระแสน้ำยังรุนแรงต่อเนื่อง สมาธิของอุทัยจดจ่อกับสภาพลำน้ำมันเลือกช่องทางที่ปลอดภัยที่สุด
.. เปรี้ยงงง .. เปรี้ยงงง .. เปรี้ยงงง ..
อุทัยใช่พลังปราณเร่งความเร็วของเรือเพิ่มขึ้นเพื่อต่อสู้กับพลังของลำน้ำเชี่ยวกราก เรือน้อยกระโดดเด้งลดเลี้ยวซ้ายทีขวาทีผ่านช่องน้ำไปนับสิบช่อง
.. โครมมมมม !!! เรือปะทะชนกับแก่งหินช่วงหนึ่ง
ทุกคนบนเรือตัวแข็งทื่อ .. กลางสายน้ำเย็นยะเยือกเช่นนี้แต่กลางหลังของทั้งหมดกลับชุ่มเปียกไปด้วยเหงื่อ
.. โครมมมมม !!! โครมมมมม !!! เรือชนกับโขดหินอีกหลายครั้ง กระแสน้ำที่รุนแรงทำให้การบังคับเรือเป็นไปอย่างยากลำบาก
อ๊ากกก !!! ไม่รู้เสียงของผู้ใดร้องอุทาน เรือถูกกระแสน้ำวนดูดจนเอียงวูบ กำลังจะถูกดูดลงใต้สายน้ำ
.. เปรี้ยงงงงงง !!! แสงสีทองของปราณอรุณโรจน์จากกายอุทัยสว่างโร่
พลังปราณกระแทกใส่แก่งหินใหญ่ก้อนหนึ่ง พลังส่งเรือน้อยหลุดรอดออกมาจากสายน้ำวนนั้น อุทัยเร่งเร้าพลังปราณบังคับเรือท่องทวนกระแสน้ำต่อไป
.. ตูมมมม .. ตูมมมม .. ตูมมมม .. โครมมม ..
เรือลอยกระแทกคลื่นน้ำเคลื่อนที่ฝ่าแก่งหิน ผ่านช่องน้ำช่องแล้วช่องเล่า บางครั้งปะทะชนก้อนหินอย่างแรงดูช่างทุลักทุเลยิ่ง
ระยะทางเพียงสามเส้น แต่ใช้เวลาเดินทางอย่างยาวนาน ทุกคนรู้สึกเวลายืดยาวไร้ที่สิ้นสุด
“พี่ใหญ่ !!! เรือรั่วแล้ว ...” เสียงของญานินดาร้องตะโกน
เรือกระแทกกับโขดหินหลายครั้งทำลำเรือปริแตกเพิ่มขึ้น น้ำจากแม่น้ำกำลังไหลเข้ามามากมาย
ไม่มีใครรู้ว่าเรือน้อยจะทนทานได้อีกนานเท่าไร .. หนทางรอดมีเพียงหนึ่งเดียว .. คือต้องฝ่าออกจากแก่งน้ำนี้ให้เร็วที่สุด ..
เหลือระยะทางอีกเพียงสิบกว่าวาก็จะพ้นแก่งน้ำช่วงนี้แล้ว อุทัยรู้สึกร้อนรนเลือกช่องทางเบื้องหน้าที่สั้นที่สุด แต่ก็ต้องเจอกับกระแสน้ำสุดเชี่ยวกรากและแรงดูดจากน้ำวนอย่างรุนแรง
เรือน้อยเอียงวูบแทบถูกสายน้ำกลืนกินไป ..
“แย่แล้ว !!!” อุทัยตะโกนก้อง
ไม่มีเวลาให้ขบคิด .. อุทัยระเบิดพลังสุดแรงกล้า ร่างกายก่อเกิดอักขระยันสีทองเปล่งประกาย คนปล่อยพลังปราณตบฟาดฝืนน้ำนับสิบครั้งบังคับเรือฝ่าพุ่งผ่านเกลียวคลื่น
.. เปรี้ยงงง .. เปรี้ยงงง .. เปรี้ยงงง ..
ในความมืดมิดเกิดพลังแสงสีทองระเบิดบนสายน้ำ ทำเรือพุ่งดังม้าศึกทะยานไปเบื้องหน้า
เรือน้อยลอยล่องสลัดหลุดจากพลังเชี่ยวกรากของกระแสน้ำอย่างรวดเร็ว ถึงตอนนี้ทั้งหมดบนเรือไม่กล้าแม้แต่จะหายใจออก
ความเป็นตายของทุกคนอยู่ในกระบวนท่าบังคับเรือนี้ของอุทัย
... แต่ที่เบื้องหน้า
เจ้าธรรมตาเบิกค้างปากอ้ากว้าง มันคือแก่งหินยาวใหญ่ขวางอยู่ กำลังรอรับการชนอยู่เบื้องหน้าแล้ว เรือน้อยยังคงพุ่งด้วยความเร็วไม่มีหนทางให้หลบรอดได้
“อ่าาาา ...” เสียงของเจ้าธรรม
อุทัยหันไปสบตากับราชิตวูบหนึ่ง ...
ราชิตพยักหน้างุด ... คนเกร็งพลังปราณสองมือตบฟาดออกข้างลำเรือทั้งซ้ายขวา
.. เปรี้ยงงง ... เปรี้ยงงง ... แสงสีน้ำเงินพิสุทธิ์สว่างวาบ เรือน้อยถูกแรงกระแทกจากพลังปราณยกลอยขึ้นจากผิวน้ำกว่าสามศอก
.. เปรี้ยงงง ... เปรี้ยงงง ... แสงสีน้ำเงินพิสุทธิ์สว่างวาบอีกครั้ง เรือยิ่งลอยสูงขึ้นพุ่งอยู่กลางอากาศ
ทันใดนั้น !!! อุทัยซึ่งยืนอยู่ท้ายสุดของลำเรือปลดปล่อยพลังปราณไปเบื้องหลังอย่างสุดแรง
.. เปรี้ยงงงงงง !!! แสงสีทองระเบิดสว่างเรืองรอง
เรือน้อยพุ่งลอยอยู่กลางอากาศธาตุ มันเหินบินได้ดังปลาน้อยดีดตัวข้ามลำห้วยตัวหนึ่ง !!!
อ่าาาาา อู่วววววว อู่วววววว ... เสียงร้องของเจ้าธรรมและญานินดา พวกมันอดกลั้นความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่
เรือลอยข้ามแก่งหินได้อย่างเฉียดฉิว แต่ท้องเรือด้านท้ายปะทะเข้ากับก้อนหินส่วนที่สูงที่สุด
.. โครมมมม !!! เศษไม้จากลำเรือปลิวกระจาย
อ๊ากกกก !!! เจ้าธรรมร้องตะโกน มันตัวลอยล่องมีเพียงมือยึดเหนี่ยวกราบเรือไว้
.. ตูมมมม ... ตูมมมม ... ตูมมมม ... เรือยังคงลอยตามสภาวะกระแทกกระเด้งกระดอนกับท้องน้ำ เรือผ่านแก่งน้ำช่วงนี้มาได้
พวกมันรอดตายแล้ว ...
ฟู่ววววว ... เจ้าธรรมเป่าลมออกจากปากอย่างโล่งอก มันกอดกราบเรือไว้แน่น
“!!!” ญานินดา นางยังไม่ทันหายใจได้ทั่วท้อง !!!
.. เปรี๊ยะ !!! เปรี๊ยะ !!! เปรี๊ยะ !!! เสียงลั่นจากลำเรือ
เรือลำน้อยจัดสร้างมาจากวัสดุชั้นดีโดยช่างฝีมือขั้นสุดยอด สามารถพาพวกมันมาถึงจุดนี้ได้นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว เรือกำลังแยกปริออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
อุทัยเห็นเรือกำลังจะทนทานไม่ไหว รีบบังคับเรือเข้าหาตลิ่งด้านซ้ายซึ่งอยู่ใกล้ที่สุด
“ทุกคนสละเรือ !!!” เสียงของราชิตร้องบอก
เหลือระยะอีกเพียงห้าวา ... อุทัยและญานินดาท่าร่างวูบวาบลอยตัวเข้าหาตลิ่ง ราชิตกระชากคอเสื้อของเจ้าธรรมกระโดดลอยตัวตามมา
.. ตุบบบ .. ตุบบบ .. ตุบบบ ... ทั้งหมดทิ้งตัวหยุดยืนอยู่บนตลิ่ง เป็นหินก้อนใหญ่น้อยมากมาย
โครมมมม !!!! เสียงดังสนั่น เศษไม้ปลิวว่อนอยู่กลางท้องน้ำ
เรือน้อยไร้การควบคุมพุ่งชนเข้ากับแก่งหิน เหลือเพียงเศษซากของลำเรือลอยตามกระแสน้ำกลับไปยังแก่งน้ำเชี่ยวกรากที่พวกมันฝ่าออกมา
“โอ่วววว .. แม่จ้าว .. ช่างสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงยิ่งนัก ...” อุทัยอุทาน คนหอบเหนื่อยกระแทกตูดนั่งบนก้อนหิน
“ช่างเร้าใจยิ่งนัก .. พี่ใหญ่ขออีกรอบได้หรือไม่ ... ฮี ฮี” ญานินดาหัวเราะร่า การล่องเรือฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวเมื่อครู่ ทำนางตื่นเต้นและสนุกถึงขีดสุด
“…” อุทัย ‘-.-
ราชิตและเจ้าธรรมต่างก็หงายเงิบ นั่งหมดแรงกองอยู่บนตลิ่งหินนั้น
“ไปอย่างไรต่อดี ...” เจ้าธรรมเอ่ยถาม ตามองส่งเศษซากของลำเรือล่องลอยจากไป
ราชิตรวบรวมสติพิจารณาสถานที่รอบข้าง สีหน้าพลันแปรเปลี่ยน
“สถานที่แห่งนี้ .. พวกเราไม่สมควรมาเป็นอย่างยิ่ง ...” ราชิตกล่าว
“เป็นเยี่ยงไร ...” เจ้าธรรมเอ่ยถาม
ราชิตเงียบขรึมกล่าวว่า
“ที่เบื้องหน้า .. มีเส้นทางเพียงหนึ่งเดียว .. เส้นทางที่มิอาจย่างเท้าเข้าไป ...”
“ที่แห่งนั้นเรียกว่า ‘หุบเขาพญาภู’ หรืออีกชื่อหนึ่ง ‘หุบเขาแห่งความตาย’ คือดินแดนต้องห้ามสำหรับคนเป็น บนแผ่นดินแคว้นโอริสา”
“กล่าวกันว่าที่แห่งนั้นเป็นดินแดนอาถรรพ์ เป็นดินแดนของภูตปีศาจ ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดสามารถกลับออกมาได้”
คำบอกเล่าของราชิตทำทุกคนเงียบงัน พวกมันอยู่ทางทิศเหนือของแม่น้ำหากต้องเดินทางต่อต้องผ่านสถานที่แห่งภูตผีเช่นนี้อย่างนั้นฤา
“ชื่อสถานที่ .. ช่างตั้งได้น่ากลัวยิ่ง ...” ญานินดากล่าวตามประสาเด็ก
“มีเส้นทางอื่นหรือไม่” อุทัยกล่าวถาม
“ไม่มีแล้ว .. เป็นเส้นทางเดียวสำหรับเพลานี้ ..” ราชิตกล่าวย้ำ
หากพวกมันรั้งรอหรือเปลี่ยนเส้นทางอื่น คงต้องถูกสตรีดุร้ายผู้นั้นติดตามจนทัน ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
“ในเมื่อเป็นเส้นทางที่ยากลำบาก ผู้ที่ติดตามพวกเราย่อมต้องยากลำบากเช่นกัน” เจ้าธรรมออกความคิดเห็น
“อื่มมมม ข้าเห็นด้วย ...” อุทัยกล่าวพยักหน้า
“เช่นนั้น .. พวกเราไปกัน ... ฮ่า ฮ่า” ราชิตหัวเราะ ได้เดินทางร่วมกับคณะที่ไม่เกรงกลัวสิ่งใดเช่นนี้ มันรู้สึกสมใจยิ่งนัก
ทั้งสี่ไม่รอช้ารีบออกเดินทางต่อมุ่งหน้าสู่ทิศเหนือในทันที เป็นดังราชิตกล่าวไว้ ... ตลอดบริเวณถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาหินปูนสูงชัน มีเพียงเส้นทางสายเดียวคือตรงไปยังหุบเขาเบื้องหน้า
เดินมานับชั่วโมงตลอดทางเป็นป่ารกทึบมืดมิด บรรยากาศหนาวเหน็บชวนขนหัวลุก ที่ขอบฟ้าด้านตะวันออกเริ่มมีแสงตะวันรำไรของวันใหม่ ทำพวกมันใจชื้นขึ้นมาบ้าง
พวกมันมาหยุดยืนอยู่หน้าทางเข้าหุบเขาแห่งหนึ่ง ประกอบด้วยโขดหินมากมาย มีต้นไม้เบาบาง สองฟากข้างเป็นเขาหินปูนสูงจนต้องแหงนมองคอตั้งบ่า ภายในหุบมีหมอกดำมืดแผ่ความหนาวเหน็บ ราชิตตั้งใจจะรอให้มีสว่างมากกว่านี้จึงจะเดินทางเข้าไป
รออยู่ครู่ใหญ่ .. แสงสว่างยามเช้าทำบรรยากาศรอบข้างเริ่มสดใส แต่ความสูงของภูเขาทำภายในหุบอึมครึมราวกับเป็นพิภพสีเทาอีกพิภพหนึ่ง
“ไม่แตกต่าง .. รอจนเที่ยงก็ไม่ทำให้ภายในหุบเขาสว่างขึ้น” ราชิตกล่าว
“ภูเขาด้านข้างคงสูงเกินไป .. แสงสว่างภายนอกมิสามารถลอดผ่านถึงได้ ...” อุทัยออกความเห็น
“หรือเป็นหุบเขาของภูตผีจริงๆ บรื๋อออออ ..” ญานินดากล่าวไปขนลุกไป
“นี่เจ้า !!! ส่งเสริมกำลังใจกันหน่อยได้หรือไม่ ..” เจ้าธรรมก็ขนลุกเกรียว
ไม่รู้ว่าสตรีเฒ่าปักษาวารีจะติดตามมาถึงเมื่อไรพวกมันต้องเร่งเดินทางต่อแล้ว ราชิตล้วงสิ่งของเป็นชุดจุดไฟออกจากกระเป๋า มันจัดทำคบเพลิงจากกิ่งไม้หยาบๆ ขึ้นสองอัน ราชิตถือไว้อันหนึ่ง ส่งให้อุทัยอันหนึ่ง แล้วจึงส่งสัญญาณให้ทั้งหมดเดินตามเข้าไป นำขบวนด้วยราชิต เจ้าธรรม ญานินดา และปิดท้ายด้วยอุทัย
ภายในหุบเขาขมุกขมัวแสงจากเบื้องบนส่องเข้ามาได้เพียงน้อยนิด ทั้งยังถูกปกคลุมด้วยหมอกเบาบาง อากาศก็เย็นยะเยือกเข้าไปถึงดวงจิต แสงสว่างจากคบเพลิงส่องสว่างไปเบื้องหน้า มองเห็นพื้นที่ภายในเป็นเสาหินปูนหลายเสา มีช่องว่างพอให้บุคคลหนึ่งถึงสองคนเดินผ่าน เสียงลมพัดผ่านช่องหินดังหวีดหวิว หากผู้ไม่มีจิตใจกล้าแข็งพอคงต้องหนีเตลิดกลับไปแล้ว
เดินไปเรื่อยๆ ภายในเริ่มกว้างขวางขึ้นก็ยิ่ง ปรากฏเสาหินปูนนับร้อยต้น พิจารณาลักษณะของเสาหิน เป็นเสาหินปูนสูงชะลูด บ้างใหญ่บ้างเล็กโค้งกิ่วต่างขนาดกันไป บางส่วนยังเป็นผนังสูงดังกำแพงทอดยาว หินปูนเป็นชั้นริ้วสีส้มอมแดง สีเทา และสีขาว รูปทรงเว้าๆ แหว่งๆ แต่มีพื้นผิวราบเรียบ เนื่องจากผ่านการกัดกร่อนจากสายลมและสายน้ำมานับล้านๆ ปี
ยังมีโขดหินปูนรูปร่างแปลกประหลาด ชวนจินตนาการมองเป็นรูปร่างที่แตกต่างกันไป บ้างคล้ายสัตว์นานาชนิด บ้างคล้ายบุคคลในกริยาต่างๆ แต่หากเปลี่ยนมุมมองไปเพียงเล็กน้อย ภาพที่เห็นก็จะกลายไปเป็นอีกแบบไป
“นี่ .. นี่ .. หินก้อนนี้เหมือนหัวสิงโต ..” ญานินดากล่าวกับเจ้าธรรม
“อื่มมมม ก้อนโน้นมองคล้ายสตรีกำลังก้มหน้าอยู่ ..” เจ้าธรรมชี้นิ้วชักชวนญานินดาให้ชมดู
“สถานที่นี้มีเสาหินมากมายนัก .. อาจหลงทางได้โดยง่าย ..” ราชิตกล่าว
“ทำสัญลักษณ์ไว้ดีหรือไม่” อุทัยออกความเห็น
“อึมมมม ข้าเห็นด้วย ...” ราชิตพยักหน้าเห็นพ้องกับอุทัย
เสาหินและโขดหินมีอยู่มากมาย บดบังสายตาทำให้ไม่สามารถมองเห็นพื้นที่ได้ทั้งหมด ราชิตเดินนำลึกเข้าไปตามช่องทางเดินระหว่างเสาหิน มันลอบทำสัญลักษณ์บางเบาเอาไว้
.. ฮู่วววววววววว .. ฮู่วววววววววว ...
เสียงร้องของสัตว์คล้ายสุนัขป่าลอยล่องมาตามสายลมเป็นระยะๆ
“เสียงตัวอะไร?” ญานินดากล่าวถามเสียงเบา สีหน้านางเป็นกังวล
“ชู่ววววว ...” เจ้าธรรมบอกให้นางเงียบ พร้อมเงี่ยหูฟัง
ราชิตส่งสัญญาณให้ทั้งหมดเดินตามต่อไป อุทัยคอยส่องคบเพลิงระวังอยู่ด้านหลัง ตลอดเวลามีความรู้สึกราวกับถูกสิ่งหนึ่งจับตามองอยู่
.. เปรี๊ยะ .. เปรี๊ยะ !!! เสียงปะทุจากคบเพลิงที่จัดทำจากเศษผ้าชโลมด้วยน้ำมันสน
พวกมันเดินอยู่นานเป็นชั่วโมง ยิ่งเดินลึกเข้าไปก็ยิ่งมืดสลัว ความหนาวเหน็บทำเจ้าธรรมปากสั่นกรามกระทบกันดังกึกๆ ราชิตเดินนำมาพบกับสัญลักษณ์ที่มันเคยจัดทำไว้
พวกมันเดินวนกลับมาที่เดิมจากอีกทิศทางหนึ่ง !!!
ลักษณะเสาหินที่คล้ายคลึงกันประกอบกับแสงอันน้อยนิด หลอนให้ประสาทสัมผัสจำแนกทิศทางไม่ออก หากให้ย้อนกลับไปปากทางเข้าเดิมคาดว่า ... คงทำไม่ได้แล้ว
ราชิตนำทั้งหมดก้าวเดินต่อไป .. ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง ... ก็ยังไม่มีวี่แววของเส้นทางที่จะออกจากกลุ่มเสาหินเหล่านี้
ทันใดนั้นราชิตหยุดกึก หันมามองหน้ากับทุกคน มันยิ้มแหยๆ แล้วกล่าวว่า
“พวกเรา ... หลงทางแล้ว !!!”