อัจฉริยะพลิกโลก

    ตอนที่ 52 สมาชิกใหม่

    ช่วงหัวค่ำ ณ สถาบันนิวอีร่า ดวงจันทร์กลมโตค่อยๆ ลอยโผล่พ้นกลุ่มเมฆหนาออกมา แสงสีขาวนวลส่องประกายอ่อนลงมาสู่พื้นโลกทำให้ค่ำคืนนี้ไม่ได้ดูมืดมากนัก 

    ไลโอเนลยืนจ้องมองยานกระเบนสีดำสนิทร่อนลงบนสนามหญ้าสีเขียวสดตาแทบไม่กระพริบ ภาพตรงหน้าดูราวกับหลุดออกมาจากภาพยนต์ไซไฟฟอร์มยักษ์ เมื่อยานแตะพื้น หุ่นยนต์ตัวหนึ่งก็เดินออกมาจากท้ายยานและเชื้อเชิญทุกคนให้ขึ้นไปด้วยกัน

    "เอ่อ...ไม่ทราบว่าไปที่ไหนครับ?" ไลโอเนลถามเป็นคนแรก

    "ใต้ทะเล ไม่ไปก็ได้นะ แต่รับรองว่าคุณจะเสียใจทีหลังแน่ๆ" หุ่นยนต์เฟรีสตอบ ตรงกระจกใสส่วนศีรษะปรากฎอิโมติคอนยิ้มเจ้าเล่ห์

    อาจเพราะมันกระทันหันเกินไป บรรดานักข่าวจึงยังคงมึนงงและลังเล ถ้าไปด้วยก็กลัวว่าจะเกิดอันตราย แต่อีกใจก็กลัวพลาดผลงานชิ้นใหญ่ ขณะที่คนอื่นยังครุ่นคิด มีแค่ไลโอเนลเท่านั้นที่ตัดสินใจได้รวดเร็วที่สุด

    "ผมไปด้วย แต่ขอเวลา 5 นาที เตรียมอุปกรณ์ก่อน" เขารีบตะโกนบอก 

    ทั้งที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน แต่กลับกลายเป็นว่าไลโอเนลคือคนเดียวที่สินใจได้เด็ดขาดและรวดเร็วที่สุด เฟรีสยิ้มเล็กน้อยพลางเหลือบมองกลุ่มนักข่าวก่อนถามเสียงเรียบ 

    "ทำไมไม่ใช้เวลาคิดสักหน่อยล่ะ? เหมือนพวกเขาไง" 

    ไลโอเนลเลื่อนสายตาไปยังกลุ่มบุคคลสำคัญบนยานที่กำลังนั่งดูหนังอย่างสบายใจ ก่อนจะตอบว่า 

    "เพราะพวกเขาครับ"

    เมื่อได้ฟังคำตอบเฟรีสก็พยักหน้าอย่างพอใจ ใช่แล้ว! ถ้ายานลำนี้ไม่ปลอดภัย มีหรือที่บรรดาบุคคลสำคัญระดับประเทศพวกนี้จะกล้านั่ง นักข่าวตรงหน้านอกจากเป็นคนกล้าหาญแล้ว ความสามารถในการสังเกตก็ไม่ธรรมดาอีกด้วย ยังไม่นับการตัดสินใจที่รวดเร็ว ทั้งหมดนี่ถือได้ว่าครบคุณสมบัติของการเป็นนักสำรวจอวกาศยุคอนาคต

    "คุณชื่ออะไร" เฟรีสถามขึ้น

    "ไลโอเนล วัตสัน ครับท่าน" เขาตอบกลับและสบตากับหุ่นยนต์ตรงหน้า ไลโอเนลเป็นชายหนุ่มผมทอง ดวงตาสีฟ้าใส อายุราว 25-26 ปี รูปร่างหน้าตาถือว่าดูดี ถ้าเพียงแต่เขาไม่สวมแว่นตาหนาเตอะสุดเฉิ่มบังมันไว้ล่ะนะ

    ความจริงแล้ว เฟรีสแกล้งถามชื่อไปอย่างนั้นเอง ทุกคนที่นี่ถูกสืบประวัติแบบละเอียดยิบหมดแล้ว และในบรรดาคนทั้งหมด ชายหนุ่มผมทองนับว่าน่าสนใจที่สุด 

    ประวัติของเขาไม่ธรรมดาเลย ไลโอเนลเคยเป็นนักข่าวสงครามมาก่อน ทำให้เฟรีสคลายกังวลเรื่องความกล้าและทักษะเอาตัวรอดได้ในระดับหนึ่ง และเมื่อเจาะลึกลงไปก็พบว่าชายผู้นี้น่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ในแง่ของคุณสมบัติ อาจมีคนที่เก่งกว่าเขาอีกนับไม่ถ้วน แต่สิ่งที่ทำให้เฟรีสถูกใจคือ “จิตใจและอุปนิสัย” 

    ความสามารถนั้นฝึกเพิ่มได้ในภายหลัง ต่างกับสันดานคนที่ยากจะปรับเปลี่ยน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุมากขึ้น ตามข้อมูลในแฟ้ม สาเหตุที่ไลโอเนลตกงาน ก็เพราะผลงานชิ้นหนึ่งของเขาดันไปเหยียบเท้าผู้มีอำนาจเข้าอย่างจัง 

    มันเป็นภารกิจหนึ่งที่เขาต้องไปทำข่าวสงครามกลางเมืองในประเทศเพื่อนบ้านที่ติดกับไซแอน ช่วงแรกทุกอย่างก็ดูปกติดี แต่แล้วเหตุการณ์ก็พลิกผัน เมื่อหนึ่งในวิดีโอที่บันทึกไว้ดันไปจับภาพ “อาวุธปืน” ของทหารนายหนึ่งเข้า 

    ดูเผิน ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ มันก็เป็นแค่อาวุธโลว์เทคตกรุ่นธรรมดาๆ ที่มักใช้ในประเทศด้อยพัฒนา เว้นแต่ว่า...บางกระบอกดันมีตรากองทัพบกไซแอนติดอยู่ด้วยนี่สิ

    เมื่อได้เห็น ชายหนุ่มผมทองก็รู้ทันทีว่ามันเป็นอาวุธของไซแอนที่ถูกลักลอบนำมาขาย แต่พวกโง่นั่นดันลบตรากองทัพทิ้งไม่หมด จะทุจริตทั้งทีแต่กลับไม่รู้จักลบหลักฐานให้เกลี้ยง...ช่างน่าเวทนา

    ด้วยจิตวิญญาณของนักข่าวและความต้องการรักษาผลประโยชน์ชาติ เขาจึงเกาะติดเรื่องอาวุธเหล่านี้เป็นพิเศษ ทว่าพอกลับประเทศและส่งวิดีโอให้หัวหน้าแผนกดู ทางนั้นก็ถึงกับหน้าเสียและสั่งให้รีบลบมันทิ้ง พร้อมกับขู่ไล่ออกหากไม่ยอมทำตาม 

    ไลโอเนลไม่ยอมแพ้ เขาได้ลอบส่งข้อมูลหลักฐานต่างๆ ให้แก่ฝ่ายค้านของรัฐบาลแบบลับๆ ซึ่งก่อให้เกิดการอภิปรายครั้งใหญ่ในเวลาต่อมา ทว่าแม้ฝ่ายค้านจะมีหลักฐานครบถ้วนก็ยังคงพ่ายแพ้อยู่ดี เนื่องจากการเอียงข้างของประธานสภาฝ่ายรัฐบาล ในเรื่องสำคัญๆ ไม่มีเผด็จการที่ไหนจะแพ้ในสภาของตัวเองหรอก จริงไหม? 

    แต่ถึงจะพ่ายในสภาก็ไม่ถือว่าแย่ซะทีเดียว เพราะต่อมาเหตุการณ์นี้ ได้นำมาซึ่งการเปิดแผลเรื่องการทุจริตของกองทัพครั้งมโหฬารให้ประชาชนได้รับทราบ บรรดาสื่อมากมายบนโซเชียลที่ควบคุมได้ยากต่างก็นำเสนอเรื่องการทุจริตกันอย่างเมามัน 

    ภายใต้การแฉของบุคคลที่ไม่ประสงค์ออกนามหลายต่อหลายคน ในที่สุดประชาชนในประเทศจึงได้รู้ว่าอาวุธพวกนั้นถูกยักยอกไปโดยผู้บัญชาการทหารบกแห่งชาติซึ่งควบตำแหน่งทหารรักษาพระองค์ เขาได้ร่วมมือกับนายกรัฐมนตรีพราวุสลักลอบนำอาวุธจากคลังแสงออกไปผ่านทางชายแดนและขายให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน

    ทว่าเมื่อทุกคนได้เห็นตำแหน่งควบของผู้บัญชาการทหารบก ก็เดาได้ทันทีว่าเจอตอแล้ว ตอยักษ์เสียด้วย! เพราะเงินทุจริตต้องถูกส่งขึ้นไปให้กษัตริย์เนโรด้วยไม่มากก็น้อย ถ้าผู้ใดขืนสืบต่อไปก็มีหวังหายสาบสูญแน่นอน

    และก็เป็นตามที่คิด ในเวลาต่อมาภายใต้การแทรกแซงของราชวงศ์ผ่านศาล ชั่วข้ามคืนหลักฐานที่แน่นหนากลับกลายเป็นไร้ความน่าเชื่อถือ ฝ่ายค้านถูกฟ้องกลับด้วยข้อหารุนแรงจน สส หลายคนก็ต้องเข้าเรือนจำ

    หลังจากนั้นไม่นาน พวกตำรวจสุนัขรับใช้ก็บุกมาจับไลโอเนลถึงบ้าน พร้อมกับยัดข้อหาว่าเผยแพร่ข่าวเท็จจนทำให้รัฐบาลมีภาพลักษณ์เสียหาย และตั้งแต่วันนั้น เขาก็อยู่ในเรือนจำมาตลอดโดยที่ไม่ได้รับการประกันตัว แม้ทนายซึ่งเป็นเพื่อนจะยื่นขอหลายสิบครั้งแล้วก็ตาม 

    ทั้งๆที่ยังไม่แม้แต่จะมีการสืบพยานแต่กลับไม่ยอมให้ได้รับการประกันตัว ขณะที่ฆาตกรฆ่าข่มขืนที่เป็นข่าวฉาวห้องข้างๆกลับได้ หากไม่โง่ใครๆ ก็ดูออกว่านี่คือการกลั่นแกล้งกันชัด ๆ 

    จนเมื่อวันหนึ่ง ข่าวดีก็มาถึง กฎหมายสิทธิมนุษยชนตัวใหม่ที่โดมินิคผลักดันได้คลอดออกมา เริ่มมีการก่อตั้งศูนย์สิทธิมนุษยชนตามประเทศต่างๆขึ้นมา ทนายความเพื่อนรักของเขาจึงได้แอบไปยื่นเรื่องให้ศูนย์นั้นทราบ หลังจากทางองค์กรสิทธิฯส่งคนไปเรียกร้องสองสามครั้ง ในที่สุดเขาก็ได้รับการประกันตัว สาเหตุคือทางราชวงศ์เองก็กลัวถูกคว่ำบาตรเช่นกัน มันไม่คุ้มเลยที่จะเอาทรัพย์สินของตนไปแลกกับนักข่าวเพียงคนเดียว  

    สำหรับผู้ที่ไม่ทราบถึงความร้ายแรงของการถูกคว่ำบาตรก็อาจจะบอกว่า "อย่างนั้นก็อยู่แต่ในประเทศไปสิ" ซึ่งในความเป็นจริงนั้นยากที่จะทำได้ โดยเฉพาะกับพวกที่ร่ำรวยหรือมีอำนาจมากๆ เพราะยิ่งมีกิจการใหญ่โตเท่าไร ก็ยิ่งต้องอาศัยคอนเน็คชันเชื่อมต่อกับโลกภายนอกมากขึ้นเท่านั้น 

    ถ้าถูกคว่ำบาตรโดยนานาชาติ ตามหลักกฎหมายสิทธิฯตัวใหม่ สิ่งแรกสุดที่ต้องเจอคือโดนยึดทรัพย์ที่มีในต่างประเทศ ธนาคารของชาติต่างๆเองก็จะเริ่มปฏิเสธการใช้บริการทุกอย่าง อธิบายง่ายๆคือถอนเงินออกก็ไม่ได้โอนย้ายก็ไม่ได้ แถมที่มีอยู่ยังถูกยึดไปอีกต่างหาก เรียกได้ว่าราวกับถูกตัดขาเลยทีเดียว

    ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ขององค์กรดังกล่าวจะมาตรวจสอบครั้งที่ 3 ผู้พิพากษาเจ้าของคดีจึงได้รับคำสั่งตรงจากเบื้องบนมห้อนุญาตประกันตัวโดยด่วน ส่งผลศาลขี้ข้าและเจ้านายขี้เรื้อนรอดตัวไปตามระเบียบ

    ทว่านั่นก็ปาเข้าไปเกือบ 6 เดือนแล้วที่ไลโอเนลติดคุกฟรี นอกจากนั้นมันก็เป็นแค่การให้ประกันตัว ยังไม่ได้หมายความว่าเขาพ้นผิดสักหน่อย ชายหนุ่มยังต้องสู้คดีไปอีกยาวนาน 

    เขารู้สึกสิ้นหวังกับประเทศแห่งนี้มาก เงินทองที่หามาได้ก็ต้องหมดไปกับการสู้คดีที่ตนไม่ผิด คนเช่นเขาหางานทำก็ยาก ไม่มีใครอยากรับคนที่ยังมีคดีติดตัว ถ้าไม่ติดว่ามีครอบครัวต้องดูแล ชายหนุ่มก็คงหนีไปต่างประเทศนานแล้ว 

    การมาทำข่าวที่สถาบันนิวอีร่าแห่งนี้ ถือเป็นการลงทุนครั้งสุดท้ายของเขา ถ้าคลิปยังขายไม่ได้ก็อาจต้องไปขออาหารตามวัดกินเพื่อประทังชีวิต

    ---------------------

    "คุณไลโอเนล สนใจมาทำงานกับผมไหม? เรื่องค่าตอบแทนรับรองได้เลยว่าไม่ผิดหวัง นอกจากนั้นคุณจะได้ไปสำรวจที่ใหม่ๆ ก่อนคนอื่นด้วย" เฟรีสเอ่ยถามและจ้องไปยังชายผมทอง

    "ผมยินดีครับ" ไลโอเนลรีบตอบทันที คดีของเขากลายเป็นข่าวฉาวตามหน้าหนังสือพิมพ์มาหลายวันแล้ว ชายตรงหน้าย่อมต้องทราบแน่นอน แต่กลับยังกล้ารับตนเองเข้าทำงาน ทั้งหมดนั่นทำให้เขาซึ้งใจไม่น้อย

    "ยินดีต้อนรับ" เฟรีสพูดพร้อมกับยิ้มกว้าง (เป็นอิโมติคอนบนหุ่น) จากนั้นก็โน้มตัวไปกระซิบข้างหูชายผมทอง

    "เรื่องคดี สู้ต่อไปก็แพ้ สุดท้ายนายก็จะตายในคุก พอจบทริปนี้ให้ไปพาครอบครัวมาที่เมืองของฉันซะ แล้วก็นี่เงินสด เอาไปใช้ก่อนมีเมื่อไรค่อยคืน ไม่คิดดอกเบี้ยหรอกนะ" เฟรีสพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังพร้อมกับลอบยัดเงินปึกใหญ่ใส่กระเป๋ากางเกงชายตรงหน้า จากนั้นก็เดินขึ้นยานไป

    ไลโอเนลถึงกับพูดไม่ออก หลังจากนิ่งไปสักพัก น้ำตาของเขาก็ค่อยๆไหลออกมา ภายในอกเต็มไปด้วยความตื้นตันใจ ถึงจะยังไม่ทราบว่าประโยค “เมืองของฉัน” หมายถึงอะไรก็ตาม 

    --------------

    ซูมมมมม!

    ยานอวกาศลำโตยกตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างช้า ๆ ทะลุผ่านกลุ่มเมฆสีเทาดำขึ้นไปลูกแล้วลูกเล่า จนทุกคนเริ่มเห็นพื้นผิวขรุขระของดวงจันทร์กลมโตชัดขึ้นเรื่อยๆ

    เฟรีสได้ปรับความเร็วให้ช้าที่สุดเพื่อให้ผู้โดยสารได้ชมวิวกันอย่างเต็มที่ เสียงฮือฮาด้วยความตื่นเต้นดังก้องไปทั่วไม่ขาดสาย แม้ว่าพวกบุคคลสำคัญจะเคยนั่งเครื่องบินกันอยู่บ่อยๆ แต่พวกเขายังไม่เคยขึ้นเครื่องที่มันโปร่งใสแบบนี้ 

    เมื่อยานบินขึ้นสูงได้ระดับหนึ่งก็ลอยลำนิ่งสนิทกลางท้องฟ้าเพื่อหยุดให้ชมวิวสักพัก พวกนักข่าวต่างพากันรีบบันทึกภาพอย่างบ้าคลั่ง สื่อเกือบทุกสำนักได้มีการไลฟ์สดไปด้วย ซึ่งเรตติ้งที่ได้นั้นเรียกได้ว่าพุ่งกระฉูดเลยทีเดียว

    สำหรับไลโอเนล เขาไม่ได้ยู่ในห้องเดียวกับสื่อมวลชนคนอื่น ๆ แต่กลับนั่งไลฟ์สตรีมอยู่ในห้องบังคับการกับเฟรีสและโดมินิค

    “ขอสัมภาษณ์ได้ไหมครับคุณฟีเรส? พอดีผู้ชมทางบ้านฝากถามมา” ไลโอเนลถามและยื่นไมค์ไปที่หุ่นยนต์ตัวแทนของเฟรีส

    “เชิญ”

    “ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน? ทำไมถึงต้องใช้หุ่นยนต์แทนตัวตลอดด้วย?”

    “ผมติดธุระอยู่บนอวกาศ เร็วๆนี้คงยังกลับเอิร์ทเทร่าไม่ได้” เฟรีสโกหกด้วยใบหน้าบูดบึ้ง ตอนนี้ตัวจริงของเขาถูกทีน่ากับเฟลิเซียบังคับให้เล่นบ้านตุ๊กตายักษ์อยู่ต่างหาก

    ไลโอเนลยังถามคำถามน่าสนใจอีกหลายอย่าง นอกจากสัมภาษณ์เฟรีสแล้ว เขายังมีโอกาสสัมภาษณ์โดมินิคอีกด้วย และเสือเฒ่าก็ตอบคำถามให้อย่างอารมณ์ดี 

    ด้วยเหตุนี้ ช่องเล็กๆของเฟรีส ที่ชื่อว่าบีอีร่า (Bee Era) ซึ่งเพิ่งตั้งขึ้นเมื่อครู่ จึงมียอดวิวทะลุปรอทแตกในเวลาเพียงไม่กี่นาที ส่วนชื่อช่องก็ไม่ได้มาจากใครที่ไหน แต่มาจากเจ้าบี 1 ที่เกาะอยู่ตรงไหล่นั่นเอง (เฟรีสขี้เกียจคิดชื่อ)

    หลังจากชื่นชมบรรยากาศบนท้องฟ้ายามราตรีกันได้พอประมาณ ผู้โดยสารทุกคนก็ได้ยินประกาศที่ทำให้พวกเขาตื่นเต้นจนถึงขีดสุด

    [ขอให้ทุกท่านนั่งประจำที่ให้เรียบร้อย ยานจะขึ้นสู่อวกาศในอีก 5 นาที] เฟรีสประกาศ จากตอนแรกที่วางแผนไว้ว่าจะไปเมืองใต้สมุทรทันที แต่สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนจนได้ เนื่องจากโดนชายชราข้างๆบังคับด้วยข้ออ้างสารพัด

    "อุตส่าห์ขึ้นมาแล้วก็ไปหน่อยเถอะ

    "เฮ้! มนุษยชาติจำเป็นต้องเปิดหูเปิดตา"

    "เสียแรงแนะนำไปหลายเรื่อง ไม่คิดจะตอบแทนกันเลยหรือไง? แกมันเนรคุณ"

    ด้วยเหตุนี้ เฟรีสจึงต้องเปลี่ยนกำหนดการณ์และพาชายชราเจ้าอารมณ์ไปเที่ยวอวกาศสักรอบหนึ่งก่อน ไม่เช่นนั้นมีหวังโดนเสียงบ่นตามหลอกหลอนไปอีกหลายวัน

    ------------

    ฟุ่บบบ!

    หลังสิ้นเสียงนับถอยหลัง พริบตาเดียว แบล็คสติงก็ได้มาอยู่บนอวกาศเป็นที่เรียบร้อย อาจเพราะมาถึงแบบกะทันหัน บรรดาผู้โดยสารจึงยังดูงุนงงกันอยู่ แต่พอได้เห็นกับวิวที่อยู่ภายนอก ม่านตาของแต่ละคนก็ขยายออก บนสีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง

    ดวงดาวสีฟ้าครามสว่างไสว สวยจนไม่อาจจะบรรยายออกมาได้ เอิร์ทเทร่า...บ้านของพวกเขา

    "ว้าว สวยจังเลย"  

    ไม่แต่เฉพาะนักข่าว ผู้ชมทางบ้านเองก็อุทานขึ้นด้วยเช่นกัน หลายคนถึงกับมีน้ำตาซึมออกมา แม้พวกเขาจะเคยเห็นในสารคดีมาแล้ว แต่นี่มันต่างออกไปเพราะเป็นการไลฟ์สด แถมภาพยังคมชัดไร้การตกแต่งเพิ่มเติมใดๆทั้งสิ้นอีกด้วย

    ยอดวิวช่องของบีอีร่าทะลุขึ้นพรวดพราดอย่างน่ากลัวจนแซงช่องอื่นทิ้งไปแบบไม่เห็นฝุ่น การที่ผู้ชมได้ดูจากห้องบังคับการโดยตรงย่อมให้ความรู้สึกต่างจากช่องอื่นๆหลายเท่า ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเสียงบรรยายของเฟรีสสอดแทรกมาเป็นระยะๆอีกด้วย

    "ยุคทองแห่งมนุษยชาติกำลังจะมาถึง ยุคแห่งความศิวิไลซ์และการเดินทางสู่อวกาศ" โดมินิคเอ่ยขึ้นเบาๆ เสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวัง บนดวงตาทั้งคู่มีน้ำตาคลออยู่เล็กน้อย

    แม้ถ้อยคำจะเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา ทว่าผู้ชมทางบ้านกลับได้ยินชัดเจนทุกประโยค แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ต่างก็เฝ้าปรารถนาให้ยุคใหม่ที่ว่ามาถึงโดยเร็ว 

    “เฮ้! ถ้าทุกท่านอยากให้ถึงจุดนั้นเร็ว ๆ ก็ช่วยกันซื้อสินค้าของผมสิ!” เฟรีสพูดแทรกขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พลางฉวยโอกาสเปิดประเด็นโฆษณาแบบหน้าตาเฉย

    “พวกคุณรู้ไหมว่าสินค้าตัวใหม่ของเรานั้น…” คนดูมากขนาดนี้ จะปล่อยให้เปล่าประโยชน์ได้อย่างไรกัน! 

    ความรู้สึกซึ้งตรึงใจเมื่อครู่ของผู้ชมถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ยอดวิวที่กำลังพุ่งทะยานอยู่ดีๆ กลับหยุดชะงักกึก แถมยังดูเหมือนเริ่มลดลงเรื่อยๆ อีกต่างหาก ใครมันจะอยากดูโฆษณากันเล่า! 

    ไลโอเนลได้แต่ยกมือขึ้นกุมขมับ เจ้านายใหม่ข้างๆดูเหมือนจะเข้าสังคมไม่เก่งเอาเสียเลย

     

    คล้ายกับเรื่องอัจฉริยะพลิกโลก ที่คุณอ่าน