“เท่!เท่มาก!” มีคนอดไม่ไหวที่จะพูดออกมาจากใจ
“คนนั้นเป็คนในกลุ่มเราหรือเปล่าทำไมฉันจำไม่ได้เลย” มีคนสงสัย
พอรถสปอร์ตลับหายไปหนึ่งในนั้นก็พลันนึกถึงวัยรุ่นหัวแดงที่อยู่ในรถ “เฮ้ย ไอ้เยี่ยเทียนยังอยู่บนรถอยู่เลยจะเกิดเื่อะไรไหมเนี่ย!”
“ถ้าเกิดอะไรขึ้นจริงเขาก็คงโยนแม่สาวคนนั้นลงจากรถไปนานแล้ว ไม่รอถึงป่านนี้หรอก”
“หรือว่าสองคน...อืม พวกเราอย่าแส่หาเื่เลย!”
“อืมไว้วันหลังเจอเขาแล้วค่อยถามละกัน ดูซิว่าเธอจะเก่งมาจากไหน”
สิบนาทีต่อมา ซูเฉียวเบรกรถกะทันหันแล้วจอดรถตรงหน้าหันโยวโยว
“ขึ้นรถ” ซูเฉียวพูดกับเธอพร้อมปัดผมที่ปรกตาออก
หันโยวโยวตกตะลึงจนอ้าปากค้างจ้องรถสปอร์ตคันนั้นด้วยความงงงวย “นี่...เพื่อนเธอเหรอ”
“ไม่ใช่” ซูเฉียวตอบห้วนๆ“เมื่อกี้เขาเกือบจะชนพวกเราแล้ว บุญคุณต้องทดแทนแค้นต้องชำระนะ!”
หันโยวโยวตอบรับและไม่ได้ถามอะไรต่อจากนั้นจึงเหยียบขึ้นเบาะหลัง “มีรถนี่สบายจัง ทุ่นแรงเราไปเยอะเลยถือโอกาสไปรับลมเลยละกัน!”
ซูเฉียวใช้มือข้างที่ว่างหยิบถุงที่ห่อกลับบ้านมาโยนให้เธอ“เหลือไว้ให้ฉันนิดเดียวก็พอ”
ถ้ากับเพื่อน เธอใจป้ำเสมอ
“โอ้โห ทำไมเยอะจัง...”หันโยวโยวมองดูถุงที่อัดแน่นไปด้วยบาร์บีคิว น้ำลายสอจนแทบจะไหลออกมา
ไม่นานนักก็มีเสียงเคี้ยวแจ๊บๆ ของเธอ
เพื่อความปลอดภัยซูเฉียวจึงไม่ได้ขับรถไปถึงหน้าประตูสถานพินิจ แต่จอดรถไว้ตรงสี่แยกที่ห่างจากสถานพินิจไปหนึ่งกิโลเมตร
“ทิ้งเขาไว้ที่นี่แบบนี้จะไม่เป็ไรใช่ไหม”หันโยวโยวหันกลับไปมองชายคนนั้นที่ยังอยู่ในอาการหมดสติแล้วพูดด้วยความกังวลใจ
ซูเฉียวยักไหล่ เธอไม่สนใจเื่นี้เลยสักนิด
ทั้งสองคนนั่งกินบาร์บีคิวและดื่มโคล่าอยู่ใต้ไฟถนนพวกเธออิ่มเอมใจอย่างมาก เมื่อยัดทุกสิ่งลงท้องเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองจึงเดินกลับไปอย่างเชื่องช้า
พวกเธอกลับมาถึงห้องอย่างเงียบๆเวลาล่วงเลยตีสองไปแล้ว
หันโยวโยวกินจนอิ่มท้อง แต่กลับไม่รู้สึกง่วงเลยแม้แต่น้อยเธอจึงคุยเล่นกับซูเฉียวที่นอนอยู่เตียงข้างบนของเธอ “จริงสิ ซูเฉียวเธอขับรถเป็ั้แ่เมื่อไหร่”
ตามกฎหมายของประเทศจีน หากอายุไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์ก็ทำใบขับขี่ไม่ได้
ปีนี้ซูเฉียวอายุสิบเจ็ดปีเหรอ
ซูเฉียวนอนหนุนแขนแล้วพูดบ่ายเบี่ยงเพื่อเปลี่ยนประเด็น
หันโยวโยวลองคิดดูมันก็จริงตระกูลซูเป็ตระกูลที่มีอิทธิพลของเมืองนี้ลูกหลานในตระกูลก็คงจะได้ัักับรถหรูั้แ่ยังเล็ก ขับรถได้ก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไรแต่สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ ซูเฉียวเคยอยู่ในกลุ่มนั้นมาก่อนและกลายเป็นักแข่งรถฝีมือดีที่ขับเร็วกว่าแชมป์โลกถึงครึ่งรอบแต่เพราะเธอไม่ใช่คนประเภทโอ้อวดจึงไม่ค่อยมีคนรู้จักเธอมากนัก
ซูเฉียวไม่ได้พูดอะไรแต่หันโยวโยวเอาแต่พูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด “อีกสองเดือนพวกเราก็จะได้ออกไปแล้ว ฉันลาออกจากโรงเรียนเรียบร้อยแล้วด้วยก็เลยไม่ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย ดีจริงๆ ซูเฉียว เธอล่ะ หลังออกไปได้แล้วเธอคิดจะทำอะไร”
ซูเฉียวจ้องมองไปที่เพดาน ครู่หนึ่งจึงพูดด้วยเสียงบางเบาว่า“แค้นต้องชำระ!”
เยี่ยเทียนตื่นขึ้นมาด้วยความหนาวเหน็บ
เพราะอุณหภูมิในูเานั้นต่ำกว่าในตัวเมืองอยู่หลายองศา
“ฮัดชิ่ว!” เยี่ยเทียนห่อไหล่จามครั้งแล้วครั้งเล่า เขาเช็ดจมูกพลางสบถ “กล้าดีอย่างไรถึงปล่อยฉันไว้ในที่ไกลปืนเที่ยงแบบนี้...รอให้ฉันเจอเธอก่อนเถอะเธอตายแน่!”
เยี่ยเทียนลูบลำคอที่แห้งผากแล้วปีนกลับไปที่นั่งคนขับปิดประทุนรถ แล้วขับรถสปอร์ตคันสวยลงเขา
ณ ตระกูลเยี่ย
“เยี่ยเทียนแกชักจะไม่เอาไหนขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ! หายหัวไปทั้งคืน! บอกมา เมื่อคืนแกไปอยู่กับใครและไปทำอะไรมา!” เสี่ยเยี่ยนั่งอยู่บนโซฟาทำสีหน้าบึ้งตึง
ปกติเยี่ยเทียนจะเป็พวกอวดดีแต่กับเสี่ยเยี่ยนั้นเขาออกจะกลัวอยู่ไม่น้อย “พ่อครับ ถ้าผมบอกว่าผมถูกคนตีจนสลบแล้วทิ้งไว้ทีู่เาและเพิ่งได้สติเมื่อเช้าพ่อจะเชื่อไหมครับ”
“โกหก แกกุเื่มาหลอกฉัน!” คำพูดแบบนั้นเสี่ยเยี่ยไม่มีทางเชื่ออยู่แล้วเยี่ยเทียนเป็คนอย่างไรทำไมเขาจะไม่รู้ เขาทำร้ายคนอื่นมากกว่าล่ะสิไม่ว่า
เยี่ยเทียนแตะจมูก รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยในใจเพราะเขาไม่ค่อยพูดความจริง จึงไม่มีคนเชื่อเขา
คุณนายเยี่ยเห็นสามีตัวเองดุด่าเขาเยอะแล้วจึงเดินเข้ามาได้จังหวะพอดี “พอแล้วๆ รีบไปทานข้าวเถอะ ข้าวต้มจะเย็นหมดแล้วลูกเทียน ขึ้นไปเปลี่ยนชุดแล้วลงมานะ”
เยี่ยเทียนหันไปมองแม่ด้วยความรู้สึกขอบคุณและปลีกตัวไปก่อนที่พ่อของตนจะมีน้ำโห
“เพราะแม่ใจดีลูกก็เลยไม่เอาถ่านแบบนี้!” เสี่ยเยี่ยเห็นคุณนายเยี่ยปล่อยลูกชายไปดื้อๆ เช่นนั้น ก็ส่ายหัวพลางถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้
เสี่ยเยี่ยมีลูกชายสามคนลูกชายคนโตเยี่ยสวินเป็คนสุขุมและชอบเก็บตัว ลูกชายคนรองเยี่ยฟั่นมีความคิดความอ่านเป็ผู้ใหญ่และเก่งกาจตอนนี้เขาก็เริ่มรับ่ต่อเครือบริษัทแล้ว และก็ทำได้ดีเสียด้วย แต่ลูกชายคนเล็กเยี่ยเทียนนั้นไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลยทำตัวเกียจคร้านทั้งวัน งานการไม่ทำ ไม่มีความสนใจที่จะสานต่อธุรกิจของตระกูลเลยสักนิดแล้วยังชอบไปก่อเื่ข้างนอกอีก เสี่ยเยี่ยไม่รู้ว่าตนเองประสาทเสียเพราะเื่นี้มามากเท่าไหร่แล้ว
แต่คุณนายเยี่ยดูออก เธอไม่้าให้ลูกชายต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาดเพราะธุรกิจ“นิสัยลูกเทียนเป็อย่างไร คุณก็น่าจะรู้ เขาก็เหมือนม้าป่า ให้เขาไปอยู่ในบริษัทแบบนั้นคุณตีเขา เขายังจะมีความสุขมากกว่าเสียอีก”
“ก็เพราะคุณให้ท้ายเขาั้แ่เด็กไม่ใช่เหรอ!” เสี่ยเยี่ยจ้องมองคุณนายเยี่ยด้วยสายตาขุ่นเคือง
คุณนายเยี่ยส่งเสียงฮึดฮัดเบาๆและเอ่ยอย่างไม่เห็นด้วย “ทำเป็พูดว่ามีฉันแค่คนเดียวที่ประคบประหงมเขา...ยังไม่รู้ตัวอีก...เจ็ดแปดขวบแล้วยังจะให้เขาขี่คออีก...”
เสี่ยเยี่ยหน้าแดงแล้วหันหน้าหนีและไม่พูดอะไรอีก
คุณนายเยี่ยยักคิ้วเธอเป็คนเ้าสำบัดสำนวน เสี่ยเยี่ยไม่ใช่คู่แข่งของเธอหรอก
เยี่ยเทียนทานอาหารเช้าที่บ้านจากนั้นก็ออกไปข้างนอก วันนี้เขามีนัดสำคัญ จะสายไม่ได้เด็ดขาด!
เมื่อมาถึงสมาคม D.H เยี่ยเทียนก็ตรงดิ่งขึ้นไปบนชั้นสาม
“คุณชายเยี่ยมาแล้วเหรอ เป็แขกที่พบยากเสียจริง...”เมื่อเถ้าแก่เนี้ยเห็นเขาก็ยิ้มต้อนรับทันที
วันนี้เยี่ยเทียนไม่มีเวลามาเล่นหูเล่นตากับเถ้าแก่เนี้ยเขาเดินผ่านเธอไปอย่างเร่งรีบ
เถ้าแก่เนี้ยจับหน้าตัวเอง หรือว่าเธอจะไม่มีเสน่ห์เหมือนเมื่อก่อนแล้ว
เยี่ยเทียนผลักประตูแสนแพงของห้องพิเศษเขาเห็นแผ่นหลังของชายสวมสูทเรียบคนหนึ่งกำลังยืนหันหน้าออกไปทางหน้าต่าง
ร่างสูงโปร่งนั้นไม่ว่าใครเห็นก็เป็ต้องหันมามองกันเป็ตาเดียว
ทันทีที่เขาผลักประตูเข้ามาชายคนนั้นก็ละสายตาจากภาพนอกหน้าต่างและหันตัวกลับมาอย่างช้าๆ “เยี่ยเทียนไม่เจอกันนาน สบายดีใช่ไหม!”
เยี่ยเทียนได้ยินเสียงที่คุ้นเคยของเขาแววตาก็เป็ประกายขึ้นมาในชั่วพริบตา “เฮียเหลิ่ง เฮียกลับมาแล้ว!”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/e45e3e408ff3bd98c5a99b49817436cb