เดี๋ยวนะ! ไม่ถูกสิ ดูเหมือนในเวลานั้นนางจะทำบางอย่างจริง ๆ
ฉินอวี้หลันยกมือสองข้างขึ้นพิจารณา มองสำรวจทีละนิ้ว ๆ พิจารณาอย่างจริงจัง ตอนนั้นเองที่นางพบว่านิ้วก้อยที่เดิมทีไม่มีตำหนิของนาง กลับมีเส้นสายสีแดงจาง ๆ ปรากฏขึ้น
“หรือว่าจะเป็…เ้านี่”
เพื่อยืนยันความคิดของตน ฉินอวี้หลันลองััและสำรวจความรู้สึกของตนเองอย่างละเอียด ทันใดนั้นก็ปรากฏห้องที่นางคุ้นเคยขึ้นในมโนสำนึก
ที่แท้เส้นสีแดงนี้ก็ซ่อนมิติเอาไว้ด้านใน มิติแห่งนี้ก็คือห้องวิจัยสมุนไพรของฉินอวี้หลัน แต่ที่พิเศษก็คือนางสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าได้ผ่านแล็บท็อปเครื่องเก่งของนาง โดยหักค่าใช้จ่ายจากบัญชีเงินฝากของนางเอง เช่นนี้นางก็สามารถทำการค้าได้ โดยที่แทบจะไม่ต้องออกไปนอกบ้านเลย
เพียงเสียดายที่นางไม่สามารถเข้าไปในมิติได้ ไม่อย่างนั้นนางยังสามารถสกัดสมุนไพรเป็ยา และวิจัยยาต่าง ๆ ที่คั่งค้างอยู่ได้
“อย่าโลภมากนักเลยฉินอวี้หลัน ได้แค่นี้ก็ดีมากแล้ว อย่างน้อยใน่ที่สามีไม่อยู่ก็ไม่อดตายล่ะนะ”
เมื่อไขปริศนาการใช้งานมิติได้แล้ว ฉินอวี้หลันก็วางเื่ตรงหน้าลง เพราะนอกจากสั่งอาหารและหยิบยาที่ใช้ประโยชน์ได้ออกมาบำรุงตัวเองแล้ว นางก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีก
ฉินอวี้หลันหันมาสนใจบ้านของสามีที่ดูจะทรุดโทรมอยู่บ้าง เพียงแต่ยังดีที่มีบริเวณรอบด้านกว้างขวาง ในลานหน้าบ้านมีต้นพลับให้ร่มเงาอยู่หนึ่งต้น
ห้องครัวและห้องเก็บฟืนแยกออกจากตัวบ้าน เมื่อเป็เช่นนี้เวลาทำอาหารก็ไม่ต้องกังวลเื่กลิ่นควันไฟและกลิ่นอาหาร ข้างห้องครัวมีบ่อน้ำซึ่งก่อด้วยหินและลานซักล้าง
ฉินอวี้หลันมองแล้วค่อนข้างพอใจ เพราะพื้นที่ในบ้านถูกแบ่งอย่างเป็สัดส่วน แม้จะเก่าโทรมไปบ้าง แต่บ้านหลังนี้ใหญ่ใช่เล่นเลยทีเดียว
ตัวบ้านมีห้องโถง ห้องหลัก ห้องนอน ห้องปีกซ้ายขวา เรียกได้ว่าครบครันมากจริง ๆ คิดว่าเดิมทีครอบครัวนี้คงเป็ครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกมากมาย เพียงแต่บัดนี้กลับหลงเหลือสือโม่เพียงผู้เดียวแล้ว
ฉินอวี้หลันกินยาบำรุงร่างกายจากห้องวิจัยยาไปแล้ว ร่างกายจึงมีเรี่ยวแรง แต่นางสำรวจบ้านนานขนาดนี้ ร่างกายจึงอ่อนเพลีย เกิดอาการคล้ายจะหน้ามืดอยู่หน่อย ๆ แม้จะอยากสำรวจต่อ แต่ฉินอวี้หลันรู้สภาพตัวเองดีจึงไม่ดึงดัน
หลังกลับเข้าห้อง สั่งอาหารง่าย ๆ ในมิติมา กินเสร็จนางก็นอนหลับไปทันที พร้อมกับคิดในใจว่า ร่างกายนี้ช่างเป็ภาระของนางจริง ๆ
ผ่านไปสองวัน ในที่สุดสือโม่ก็สามารถกลืนหมากของเต่าัาาหมากได้สำเร็จ แม้จะเสียเวลาไปบ้าง แต่การเรียนรู้ตลอดสองวันกลับไม่เสียเปล่า
เต่าัาาหมากไม่เพียงสอนการเดินหมากแก่สือโม่เท่านั้น เขายังชี้แนะการฝึกปรานโดยใช้หมากเป็หนทางอีกด้วย ทำให้บัดนี้สือโม่บรรลุไปถึงขั้นรวมลมปรานระดับเก้าได้อย่างรวดเร็ว
“อีกเพียงก้าวเดียว เ้าก็จะบรรลุขั้นหลอมรวมแล้ว เ้าจงหมั่นฝึกฝน หากวันหน้าติดขัดหรือมีข้อสงสัยก็มาหาข้าได้” เต่าัาาหมากพอใจพัฒนาการของสือโม่มาก เด็กคนนี้มีพร์ที่น่าตะลึง เพียงแต่ก่อนหน้านี้เขาฝึกฝนผิดวิธี ทำให้ล่าช้าไปมาก
“ศิษย์ทราบแล้ว ขอบคุณท่านอาจารย์” สือโม่ซาบซึ้งกับความอดทนของเต่าัาาหมาก
การชี้แนะเขา ความจริงแล้วไม่ง่ายเลย เพราะเขามีพื้นฐานอ่อนด้อย การทำความเข้าใจก็ธรรมดาสามัญ หากไม่เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้น เกรงว่าใช้เวลาสิบปีเขาก็คงไม่มีโอกาสมาถึงขั้นนี้ได้
สือโม่มองเส้นสีแดงจาง ๆ ที่ปรากฏขึ้นที่นิ้วก้อยข้างซ้าย มั่นใจว่าสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเขาในคืนก่อนหน้า เพราะในยามที่มันปรากฏขึ้น เขาก็เหมือนกับได้เปิดปัญญา ทุกสิ่งที่เรียนรู้ช่างง่ายดาย เต่าัาาหมากสอนสิ่งใด เขาก็เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว
แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่เมื่อไม่มีอันตรายใดกับร่างกายและมีประโยชน์ต่อเขา สือโม่ก็ยินดีจะละวางความสงสัยเอาไว้ชั่วคราว
ร่ำลาเต่าัาาหมากแล้ว สือโม่เดินทางต่อไปยังูเาสูงด้านหน้า ซึ่งเต่าัาาหมากได้ชี้แนะเส้นทางที่ง่ายต่อการเดินทางแก่เขาแล้ว
ที่แทู้เาที่เขาต้องปีนป่ายอย่างยากลำบากถึงครึ่งเดือนเมื่อปีนั้น มีเส้นทางที่เรียกว่า ‘บันไดแห่งภูมิปัญญา’ อยู่ สถานที่แห่งนี้ถูกดูแลโดยปราชญ์ิญญากระจ่าง ผู้ซึ่งรอบรู้ในทุกสิ่ง
สือโม่จะต้องค้นหาผู้ที่เรียกว่าปราชญ์ิญญากระจ่างให้เจอ แต่ปัญหาก็คือไม่มีใครรู้เลยว่า ปราชญ์ิญญากระจ่างเป็ใคร มีรูปลักษณ์อย่างไร เพราะทุกครั้งที่ปราชญ์ิญญากระจ่างปรากฏตัว เขามักจะมีรูปลักษณ์แตกต่างกันไป
ตามที่เต่าัาาหมากเล่า ปราชญ์ิญญากระจ่างเคยปรากฏเป็ต้นไม้พันปี เป็กวางทองที่มีระแนงเขาอันงดงาม เป็ศิลาสีดำสนิทซึ่งแข็งแกร่งดุจเพ็ชร เป็ต้นกล้าเล็ก ๆ ของไม้ิญญาที่หาได้ยาก และอื่น ๆ อีกมากมาย
ดังนั้นการจะพบปราชญ์ิญญากระจ่างนั้นยากยิ่ง หนทางที่ง่ายที่สุด มีเพียงขึ้นบันไดแห่งภูมิปัญญาขั้นที่สิบสามให้ได้ เมื่อขึ้นไปแล้วปราชญ์ิญญากระจ่างจะรับรู้ได้และออกมาพบด้วยตนเอง
บันไดแห่งภูมิปัญญาแน่นอนว่าไม่สามารถผ่านได้ง่ายดาย แต่ละขั้นมีบทเรียนและบททดสอบแตกต่างกันไป
สือโม่เตรียมพร้อมจิตใจและร่างกายเพื่อแบกรับความกดดันที่จะได้รับ เพียงก้าวแรกที่เขาก้าวขึ้นบันได สือโม่ก็ชะงักไป
เบื้องหน้าราวกับเป็ห้องเรียนในสถานศึกษา สือโม่นั่งอยู่ด้านหน้าโต๊ะ ในมือถือตำราพันอักษรหนึ่งเล่ม เบื้องหน้ามีชายชราสวมชุดบัณฑิตสีคราม ท่าทางน่าเลื่อมใส
การเล่าเรียนของสือโม่เริ่มต้นขึ้นแล้ว!
“สามวันแล้วสินะ ไม่รู้ว่าท่านพี่จะหาชาวบ้านกลุ่มนั้นเจอหรือไม่? และจะกลับมาเมื่อไหร่? วันนี้ไม่ได้กลับบ้านเดิม ไม่รู้ว่าคนเ่าั้จะว่าอย่างไรบ้าง? เฮ้อ…”
แม้ฉินอวี้หลันไม่คิดจะข้องเกี่ยวกับบ้านเดิมของฉินจิ่ว แต่ว่ากันตามจริงแล้ว อย่างไรก็ไม่อาจหนีพ้น ถึงอย่างไรหมู่บ้านทั้งสองก็อยู่ติดกัน ไม่วันใดวันหนึ่งก็ต้องมีโอกาสพบหน้า
นึกถึงบิดาผู้เชื่อฟังท่านย่าอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่รู้ว่านางจากมาแล้ว เขาจะกินจะอยู่อย่างไร
ตามปกติแล้ว แม้ว่าฉินจิ่วจะร่างกายอ่อนแอ ทำงานหนักอย่างคนอื่นไม่ไหว แต่นางคอยดูแลบิดาอย่างรอบคอบ แย่งชิงส่วนแบ่งอาหารมาได้ก็เก็บไว้ให้บิดา ลำพังหม่าอิงที่ต้องคอยดูแลน้องชายอีกสามคน นางก็เห็นว่าหนักเต็มที เมื่อช่วยแบ่งเบาส่วนของบิดาได้ นางจึงรับหน้าถูกตำหนิถูกทุบตีเอาไว้เอง
ครอบครัวฉินอยู่รวมเป็ครอบครัวใหญ่ ท่านปู่มีภรรยาสองคน ท่านย่าทั้งสองเอาการเอางาน มีบุตรชายหญิงให้ท่านปู่มากถึงสิบเอ็ดคน แบ่งเป็ชายแปดคน หญิงสามคน
บุตรชายแปดคน อาหกกับอาแปดเสียชีวิตไปั้แ่เด็ก ส่วนลุงใหญ่ฟังว่าขึ้นเขาล่าสัตว์ เพื่อหาสินสอดให้บ้านว่าที่ภรรยา พลาดท่าตกเขาตายไปั้แ่ยังหนุ่ม จากบุตรชายแปดคนจึงเหลือเพียงห้าคน
ครั้นสูญเสียบุตรชายสามคนในเวลาไล่เลี่ยกัน ท่านปู่ก็เสียใจหนัก ล้มป่วยแล้วลุกไม่ขึ้นอีกเลย ได้แต่นอนอยู่บนเตียง
ในขณะที่บุตรสาวสามคนออกเรือนไปนานแล้ว แต่กระนั้นก็แต่งกับคนในหมู่บ้าน จึงมักกลับไปเบียดบังที่บ้านบ่อยครั้ง
ฉินอวี้หลันคิดแล้วก็ถอนหายใจ ครอบครัวใหญ่วุ่นวายมากจริง ๆ ทั้งที่คนมาก แรงงานมาก การกินการอยู่ไม่ควรมีปัญหา แต่ท่านย่าทั้งสองเลี้ยงดูบุตรชายราวกับคุณชายใหญ่ในครอบครัวคหบดี
ท่านลุงรอง ท่านลุงสาม ท่านลุงสี่ของนาง ยามเด็กเคยเล่าเรียนพออ่านเขียนคำนวนได้ จึงไปเป็นักบัญชีและเสมียนที่ว่าการในตัวอำเภอ ทั้งสามแต่งงานกับบุตรสาวตระกูลดี จึงยโสไม่เห็นคนในครอบครัวที่เคยลำบากเพื่อพวกเขาอยู่ในสายตา ดังนั้นท่านปู่จึงตัดใจแยกบ้านให้พวกเขาไปนานแล้ว
พอมาถึงฉินอู่หลางบิดานาง กลับได้รับการเลี้ยงดูที่แตกต่างออกไป เขาเคยเล่าเรียนสั้น ๆ แค่สองปีเท่านั้น ท่านย่าบอกว่าเขาหัวไม่ดี เพียงจดจำตัวอักษรได้ไม่กี่ตัวก็ดีถมไปแล้ว นางเคยสงสัยว่าบิดาใช่บุตรของท่านปู่ท่านย่าหรือไม่ เพียงแต่ความคิดนี้ถูกระงับไป เพราะท่านอาเจ็ดก็ได้รับการปฏิบัติไม่ต่างจากบิดาเช่นกัน
ท่านอาเจ็ดฉินชีหลางเป็บุตรท่านย่ารอง เขาเดินตามรอยท่านปู่ทุกประการ แต่งภรรยาสองคนและมีลูกแปดคน ดังนั้นในบ้านตระกูลฉินจึงครึกครื้น มีคนมากมายถึงสิบเก้าคน
บิดาของฉินจิ่วเป็บุตรชายภรรยาเอก เขาอยู่ในลำดับที่ห้า ไม่มีความสามารถอื่นใด เพียงเชื่อฟังเป็พิเศษเท่านั้น ฐานะในบ้านไม่สูง เรียกได้ว่าถูกละเลย แต่เขามีดีที่ขยันทำงานและเชื่อฟังท่านย่า ไม่ว่าจะทำนาหรือล่าสัตว์ เขาล้วนมีความเชี่ยวชาญ เมื่อหาสิ่งใดกลับมาได้ เป็ต้องยกให้ท่านย่าทั้งหมด
คราแรกฉินอู่หลางแต่งงานกับหลินซื่อ มารดาของฉินจิ่ว น่าเสียดายมีวาสนาไม่พอ หลังให้กำเนิดฉินจิ่วหกปี ร่างกายย่ำแย่ จากไปอย่างเงียบ ๆ ในคืนหนึ่งซึ่งหิมะตกหนัก
ดังนั้นเมื่อฉินจิ่วครบแปดปี เขาจึงแต่งหม่าอิงเป็ภรรยาคนที่สอง สองปีต่อมามีลูกชายท้องเดียวสามคน หม่าอิงจึงค่อนข้างมีหน้ามีตาในครอบครัวฉิน
คิดถึงตรงนี้ฉินอวี้หลันก็ถอนหายใจ ตัวฉินจิ่วอยู่ในบ้านปัดกวาดเช็ดถู ทำงานสกปรกทุกอย่าง แต่กลับไม่ได้รับความรักจากครอบครัว ทุกคนมองว่านางเป็ภาระ ทั้งค่ายาค่ารักษาของนาง หลายปีมานี้ก็ไม่ใช่น้อย ๆ การตัดนางออกมาเป็ทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
แต่ถึงนางออกเรือนมาแล้ว ในบ้านก็ยังมีคนป่วยอีกคน ค่ายาของท่านปู่ไม่น้อยไปกว่านาง ท่านปู่ป่วยมายี่สิบปีแล้ว บ้างว่าเป็โรคทางใจ บ้างว่ากระทบกระเทือนจนสมองท่านปู่ไม่ดีแล้วส่งผลต่อร่างกาย