บทที่ 10
ในระหว่างที่ชายสองรุ่นได้เริ่มคุยกัน จอมยุทธคนอื่นๆก็ต่างผลัดกันมาชื่นชมในตัวชายหนุ่มด้วยเช่นกัน พวกเขาต่างก็เป็นชาวยุทธที่อยู่ในเขตของเมืองหยุนไห่แห่งนี้ และพอจะมีชื่อเสียงไปถึงหูของบัณฑิตผู้เก็บตัวอยู่แต่สำนักอย่างจางซาน เมืองหยุนไห่เป็นเมืองที่มีขนาดเล็ก ผู้คนไม่พลุกพล่าน จอมยุทธเหล่านี้จึงรู้จักกันแทบทุกคน และที่สำคัญพวกเขาก็รู้จักชื่อของจางซานด้วยเช่นกัน แม้จะเป็นชื่อเสียงที่ถูกกล่าวในเชิงนินทาเสียๆหายๆก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าเจ้าสำนักบัณฑิตที่ตกต่ำผู้นี้กลับเป็นที่ชื่นชอบของชาวยุทธในโรงเตี๊ยมนี้เสียอย่างนั้น‘พวกเขาชื่นชมเราเพียงเพราะเรื่องความอดทนอดกลั้นเมื่อตะกี้เท่านั้นหรือ? มันไม่น่าจะใช่แค่นี้แน่ๆ อืม...เราคงจะอยู่แต่สำนักนานเกินไปจริงๆ แม้แต่หลี่ซื่อเองที่ออกไปข้างนอกบ่อยๆก็ไม่ค่อยจะเล่าเรื่องอะไรให้เราฟังด้วยสิ’ จางซานที่ยังคงนั่งดื่มอยู่กับหม่าตงเฟิงคิดในใจด้วยความสงสัย แม้เขาจะรู้เรื่องที่สหายของเขาช่วยชีวิตเจ้าสำนักศิลาเหลือง แต่ก็ไม่ได้รู้เรื่องจอมยุทธคนอื่นๆ ในเหล่าจอมยุทธทั้งหมดบนชั้นสองของร้านที่แทบจะไม่เพิ่มขึ้นมาเลย ก็ยังคงมีอีกสองคนที่ไม่ได้เข้ามาทักทายบัณฑิตหนุ่ม ทั้งที่มองเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น นั่นก็คือจอมยุทธหนุ่มที่สวมหมวกฟางที่ติดขอบด้วยผ้าดำปิดบังใบหน้าเอาไว้ และสตรีลึกลับผู้ที่นั่งจิบชาอยู่ในห้องพิเศษ แต่... ขณะที่จางซานยกสุราจอกสุดท้ายหมดพอดีนั้น ก็มีแมวสีส้มปราดเปรียวกระโดดลงมาจากบนคานสู่พื้นที่ด้านข้างตัวชายหนุ่มพอดี ซึ่งนั่นทำให้คนทั้งสองที่นั่งดื่มกันอยู่ต้องตกใจขึ้นมาเล็กน้อย“เฮ้ย! แมว!” จางซานที่กำลังกรึ่มๆได้ที่ถึงกับตาสว่างทันที เขาไม่นึกเลยว่าจู่ๆมันจะโผล่มาเงียบๆแบบนี้“ฮะ! เสี่ยวหู่งั้นเหรอ?” หม่าตงเฟิงก็ประหลาดใจเช่นกันที่เห็นเจ้าเหมียวสีส้มมีลายสีดำพาดทั้งตัวคล้ายๆกับเสือโคร่ง แต่เหมือนกับว่าเขาจะรู้จักมัน ตอนนี้ที่ทั้งสองคนกำลังสนใจแมวน้อยตรงหน้ามากกว่า และมันก็ไม่ทำให้พวกเขาผิดหวัง เสี่ยวหู่เข้าไปคลอเคลียถูไถตัวของมันกับขาทั้งสองข้างของจางซาน หางยาวสีส้มของมันตั้งขึ้นพร้อมกับบิดไปบิดมาเกี่ยวพันแข็งขาเหมือนกับว่าต้องการอ้อนบัณฑิตหนุ่ม ภาพที่เห็นนี้ทำให้หม่าตงเฟิงหน้าโหดถึงกับอ้าปากค้างตาโต และเจ้าแมวลายเสือก็ทำให้ลูกค้าทั้งชั้นสองหันมามองเขาเป็นสายตาเดียว ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่งกว่าการโต้คารมของเหล่าบัณฑิตเมื่อชั่วยามที่ผ่านมามากมายนัก“พี่ตงเฟิง เป็นอะไรไปหรือ? หรือว่าท่านไม่ชอบแมว?” จางซานกล่าวถามด้วยความประหลาดใจ เพราะที่เขาเห็นนอกจากชายหน้าโหดแล้วจอมยุทธคนอื่นๆก็อึ้งตะลึงงันเช่นเดียวกัน“มะ...ไม่ใช่อย่างนั้น คือข้านั้นรักแมวมากๆเลยต่างหาก เพียงแต่ว่าทุกครั้งที่ข้ามาที่นี่เสี่ยวหู่ไม่เคยให้ข้าแตะต้องมันเลยสักครั้ง แม้แต่เข้าไปใกล้มันยังเดินหนีเลย โอ้ว! น้องซานเจ้านี่ช่างมีวาสนาอะไรเช่นนี้” หม่าตงเฟิงกล่าวออกมาด้วยเสียง และหน้าตาที่แทบร่ำไห้ ไม่รู้ว่ากำลังเสียใจหรือซาบซึ้งแทนเขากันแน่ที่เจ้าแมวส้มมันมาชื่นชอบจางซานเช่นนี้ แต่ถึงอย่างไรใบหน้าของหม่าตงเฟิงตอนนี้ก็ดูสยองขวัญมากกว่า ยังไม่ทันที่จางซานจะกล่าวถามสิ่งใดจากชายหน้าโหดต่อ จอมยุทธภายใต้หมวกฟางปิดบังใบหน้าก็เดินเข้ามาทักทายเขาที่โต๊ะ พร้อมกับถอดหมวกฟางนั้นออกเผยใบหน้าที่แท้จริง ซึ่งใบหน้าหล่อเหลานั้นมีหางคิ้วแหลมคมเป็นเอกลักษณ์“คาระวะบัณฑิตจาง ข้ามีนามว่ามู่อิงเป็นมือกระบี่พเนจรจากแดนใต้ ข้าจะขอถือวิสาสะอธิบายเรื่องราวของแมวตัวนี้ให้เจ้าได้ฟัง แทนจอมยุทธหม่าที่ดูเหมือนสติจะหลุดลอยไปแล้วเอง” จอมยุทธรูปงามที่อายุน่าจะมากกว่าจางซานไม่กี่ปีในชุดผ้าไหมสีขาวเนื้อละเอียด ได้ทำการแนะนำตัว และบอกกล่าวจุดประสงค์ที่มาด้วยอัธยาศัยดี“เอ่อ...ขอรับ ข้าจางซานขอคำชี้แนะจากท่านจอมยุทธด้วย” ชายหนุ่มที่กำลังงงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น เมื่อมีผู้อาสามาแถลงไขก็ยินดีให้เขาจัดการ“เรื่องราวมันเริ่มต้นตั้งแต่ที่เถ้าแก่เนี้ยของร้านได้แมวตัวนี้มาเลี้ยงตั้งแต่มันยังเป็นลูกแมว ตอนนั้นนางยังเป็นเพียงจอมยุทธพเนจร แต่ต่อมาชีวิตของนางก็ดีขึ้นเรื่อยๆจนมีทรัพย์สินมากมาย จึงมาเปิดร้านทำการค้าอยู่ในเมืองหยุนไห่แห่งนี้ และนางก็นำแมวตัวนี้มาอยู่ที่นี่ด้วยเพื่อเป็นตัวนำโชค...” มู่อิงกล่าวย้อนอดีตไปตั้งแต่ต้นก่อนจะมีร้านนี้เสียด้วยซ้ำ เสี่ยวหู่คือชื่อที่เถ้าแก่เนี้ยตั้งให้กับแมวที่มีลายเหมือนกับเสือโคร่งตัวนี้ และนางก็นำมาตั้งเป็นชื่อของโรงเตี๊ยมแห่งนี้อีกด้วย ส่วนความสำคัญของแมวตัวนี้ก็คือปกติมันจะไม่ยอมให้ใครจับ และไม่สุงสิงกับใคร แต่เมื่อมีผู้ใดที่มันเข้าหาเอง และคลอเคลียด้วย คนผู้นั้นจะได้รับโชคดีอย่างมหาศาล เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาถึง 5 ครั้งแล้วด้วยกัน และคนทั้งห้าที่เสี่ยวหู่เข้าไปหาก็ได้เป็นผู้มีชื่อเสียงในเวลาไม่นาน เช่นได้เป็นจอมยุทธยอดฝีมือจากการค้นพบคัมภีร์โบราณ ได้ค้นพบศาสตราเทวะ ได้เป็นขุนศึกผู้กล้า หรือแม้กระทั่งเป็นเศรษฐีร่ำรวยเงินทองก็มีมาแล้ว จางซานที่ฟังมาถึงตรงนี้ก็นึกพิจารณาตาม แม้ว่าทุกคนที่นี่จะเชื่อ แต่เขาที่ไม่ได้มีเป้าหมายยิ่งใหญ่อะไรขนาดนั้นก็ไม่ได้จริงจังกับเรื่องนี้ เพราะบัณฑิตหนุ่มมีเรื่องที่สำคัญ และเร่งด่วนกว่าจะต้องทำในวันนี้ และตอนนี้ก็เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองนั้นดื่มสุราเยอะเกินไปแล้ว“ขอบคุณจอมยุทธมู่ด้วยที่เล่าให้ฟัง ถ้ายังไงเชิญท่านนั่งก่อนดีกว่า ข้าน้อยจะขอเลี้ยงน้ำชาขอบคุณท่าน” จางซานกล่าวตามมารยาท“ฮ่ะๆ งั้นข้าไม่เกรงใจละนะ” มู่อิงนั่งลง และวางหมวกกับกระบี่ลงบนโต๊ะ มันเป็นกระบี่ยาวในฝักสีขาวสวยงามสะดุดตา และเมื่อจางซานเหลือบไปเห็นกระบี่เล่มนั้น ใจของเขาก็เต้นแรง ดวงตาเบิกกว้างตกตะลึงทันทีที่พบกระบี่สีขาวพร้อมกับจอมยุทธหนุ่มที่เขาตั้งใจออกมาตามหาในย่านตลาดใหญ่แห่งนี้ บัดนี้ใบหน้าที่ประหลาดใจจากเรื่องของแมวน้อย กลายเป็นยิ้มกว้างดีใจอย่างกับคนถูกหวย ณ สำนักหยุนหลงยามตะวันบ่ายคล้อย ด้านในสำนักบริเวณลานดินกว้างตอนนี้กลายเป็นแปลงผักไปถึงครึ่งหนึ่งแล้ว ทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือของชายหนุ่มผิวคล้ำร่างกายบึกบึน หลี่ซื่อ นั่นเอง เขากำลังรดน้ำต้นอ่อนที่เพิ่งลงปลูกไปด้วยการใช้กระบวยกวักน้ำจากถังน้ำที่ถืออยู่ และเดินไปรอบๆแปลง หลังจากนั้นชายหนุ่มก็เดินไปดูกระด้งสี่ห้าอันที่วางตากอยู่บนโต๊ะไม้ไผ่ใกล้ๆ ภายในกระด้งนั้นเป็นชิ้นเนื้อฝานบางๆที่ถูกคลุกด้วยเกลือ และเครื่องเทศน์ไว้แล้ว สิ่งเหล่านี้ก็คือเนื้อตากแห้งนั่นเอง หลี่ซื่อหยิบเนื้อขึ้นมากลับด้านทีละชิ้นๆ เพื่อให้เนื้อได้รับแสงแดดทั้งสองด้าน หลี่ซื่อทำงานอย่างขยันขันแข็งในทุกๆวัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนทำความสะอาดสำนัก ซักผ้า หาอาหาร รวมทั้งทำอาหาร แต่เนื่องจากรายได้ที่ไม่เข้ามา บวกกับเงินเก็บที่ได้ติดตัวมาจากสำนักผิงจิ้งเต๋อก็ลดน้อยลงไปมาก ชายหนุ่มจึงได้ปลูกผักไว้กินเองด้วย และตอนนี้ก็เป็นเวลาพักของเขาแล้ว‘เฮ้อ! เสร็จสักที อย่างไรงานนี่ทำทุกวันนี้ก็เบากว่าตอนอยู่ที่สำนักผิงจิ้งเต๋อตั้งหลายเท่า แค่เพิ่มการดูแลผักมาอีกอย่างก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร’ ชายหนุ่มกล่าวกับตัวเองอยู่ในใจ พร้อมกับสายตาที่มองชื่นชมแปลงผักอันแสนภาคภูมิใจของตัวเอง แต่แล้วจู่ๆหลี่ซื่อก็ทำตาเบิกโพลง เขารีบหันหน้าไปทางด้านหน้าร้าน และไม่รีรอต่อไปชายหนุ่มลุกขึ้นวิ่งเข้าไปในร้านทันที เขารีบสอดส่ายสายตาวิ่งไปทั่วเพื่อตรวจสอบดูสิ่งของต่างๆทุกซอกทุกมุม ซึ่งในที่สุดบ่าวรับใช้หนุ่มก็หยุดลงที่ประตูร้าน แล้วก็เลื่อนปิดพร้อมลงกลอนเรียบร้อย‘โชคดีไปนี่ข้าลืมปิดร้านได้ยังไงเนี่ย ถ้าของหายเจ้าจางซานต้องบ่นยับแน่เลย เฮ้อ’