เมื่อเจอติงหรงอีกครั้งในห้องสอบปากคำ กลับมองไม่เห็นความหยิ่งทะนงบนใบหน้าของหล่อนแบบก่อนหน้านั้นเลย ในทางกลับกันหว่างคิ้วหล่อนเต็มไปด้วยความโศกเศร้าที่ยากจะบรรยาย แววตาหล่อนแข็งทื่อ ราวกับว่าหญิงสาวที่หยิ่งยะโสคนนั้นไม่เคยมีตัวตนอยู่มาก่อน
“ติงหรง ตอนนี้คุณน่าจะพูดความจริงได้แล้วสินะ”
ติงหรงพยักหน้า ถอนหายใจยาว สีหน้าหมดอาลัยตายอยาก “ถูกต้อง โหวจวิ้นเยี่ยนเป็พี่ชายคนละแม่กับฉัน เขาเป็คนลงมือฆ่าคน ที่ต้องทำแบบนี้ฉันว่าพวกคุณคงจะเดาออกนานแล้ว ทั้งหมดนี้ก็เพื่อพี่สะใภ้และลูกผู้น่าสงสารที่ยังไม่ทันได้ลืมตามาดูโลก ตอนนี้ทั้งหมดมันจบสิ้นแล้ว จบแล้ว...”
“ถ้าอย่างนั้นคุณช่วยเล่าเื่ราวทั้งหมดให้พวกเราฟังหน่อย เริ่มั้แ่เื่อุบัติเหตุเมื่อสามปีก่อน” หวังย่าหนานเปิดเครื่องบันทึกเสียง
แววตาของติงหรงเต็มไปด้วยความเศร้าโศกเมื่อนึกถึงเื่ราวในอดีต
“พี่ชายฉันเป็คนหัวรั้นและหลงตัวเอง ตอนอายุสามขวบแม่ของเขาหย่ากับพ่อฉันแล้วก็พาเขาไป นับแต่นั้นมาพวกเขาสองแม่ลูกก็ตกระกำลำบาก”
“สี่ปีต่อมาฉันถือกำเนิดขึ้น แต่ฉันไม่เคยรู้มาก่อนถึงการมีตัวตนของเขา จนกระทั่งฉันทำงานไปแล้วสามปีและสอบเข้าเรียนต่อปริญญาโท แต่แล้วกลับได้เป็ลูกศิษย์ของเขา ด้วยความบังเอิญฉันเห็นรูปถ่ายพ่อฉันสมัยหนุ่มๆ ในอัลบั้มรูปที่บ้านของเขา ฉันถึงได้รู้ความสัมพันธ์ระหว่างเรา ั้แ่นั้นมาเขาก็กลายเป็ญาติเพียงคนเดียวของฉัน”
“คุณไม่ได้มีลูกชายอีกหนึ่งคนเหรอครับ” จ้าวหยุนอดแทรกขึ้นไม่ได้
“เขาตายแล้ว” ตอนที่พูดประโยคนี้ออกมา น้ำเสียงของติงหรงฟังดูเ็าขึ้นมาก
หวังย่าหนานขมวดคิ้ว ทำท่าให้ติงหรงพูดต่อ “เล่าเหตุการณ์เมื่อสามปีก่อนที่โหวจวิ้นเยี่ยนฆ่าตัวตาย ทำไมเขาถึงไม่ตาย แล้วคนที่ตายเป็ใคร ฉันว่าคุณน่าจะเป็คนที่รู้ดีที่สุด”
ริมฝีปากของติงหรงสั่นระริก “หลังจากที่พี่สะใภ้ตายอย่างอนาถ พี่ชายก็ถูกวินิจฉัยว่าเส้นประสาทมือขวาได้รับความเสียหายขั้นรุนแรงจากอุบัติเหตุ อาจจะต้องบอกลาเตียงผ่าตัดไปตลอดชีวิต ชีวิตของเขาพังพินาศ ั้แ่นั้นมาเขามีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย แต่ก่อนตายเขา้าทวงความยุติธรรมให้แก่พี่สะใภ้ เพราะสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุมาจากข้อบกพร่องของตัวรถ เ้าของรถจึงรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายเพียงแค่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ชีวิตคนสองชีวิตเลยนะ! ฆาตกรฆ่าคนกลับรอดพ้นเงื้อมมือกฎหมาย โลกนี้ยังมีความยุติธรรมอยู่อีกไหม ์ไม่มีตาเหรอไง” น้ำตาของติงหรงทะลักออกมา
“เมื่อการฟ้องร้องไม่เป็ผล พี่ชายฉันผิดหวังจนถึงขีดสุด เขาตัดสินใจประท้วงด้วยความตาย” พอเล่ามาถึงตรงนี้อยู่ๆ ติงหรงก็ไม่พูดต่อ ดวงตาทั้งคู่จ้องเขม็งไปยังกำแพงตรงหน้า
“ติงหรง ใครตายแทนโหวจวิ้นเยี่ยน ลูกชายคุณใช่ไหม” คำพูดของหวังย่าหนานเหมือนกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ติงหรงปล่อยโฮออกมาทันที
จ้าวหยุนใจนอ้าปากค้าง “หัวหน้าหวัง?”
หวังย่าหนานพยักหน้า ถอนหายใจออกมาแรงๆ “เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นออกมาให้หมด”
“เสี่ยวซินติดยาและคอยมาไถเงินฉันตลอด ถ้าไม่มีเงินก็จะลงไม้ลงมือกับฉัน ของในบ้านก็ถูกเขาเอาไปขายจนเกลี้ยง แล้วยังพูดอีกว่าถ้าฉันไม่มีเงินให้เขาไปซื้อยาก็จะตีฉันให้ตาย บ่ายวันนั้นฉันไปเยี่ยมพี่ชายที่บ้าน พี่สะใภ้กับหลานเสียไปแล้ว ฉันจึงเป็ห่วงพี่ชายมาก ตอนที่ฉันไปถึงพี่ก็ดื่มเหล้าจนเมาไปแล้ว เขานอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง ฉันเจอจดหมายลาตายเข้าโดยบังเอิญ ตอนนั้นฉันใมาก ฉันจะให้พี่จากฉันไปแบบนั้นไม่ได้ เขาเป็คนดี”
“และตอนนั้นเองเสียงกริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้น ฉันไปเปิดประตู เห็นเสี่ยวซินหน้าตาโมโหยืนอยู่ พอเห็นฉัน เขาไม่พูดไม่จาตรงเข้ามาบีบคอหวังจะไถเงิน ฉันดิ้นรนอย่างเอาเป็เอาตาย แต่...แต่ว่าฉันก็หายใจไม่ออกแล้ว ตอนที่สติฉันค่อยๆ เลือนลาง ฉันได้ยินเสียงดังขึ้น แล้วเสี่ยวซินก็ล้มใส่อกฉัน เืนองเต็มร่างฉัน ด้านหลังเสี่ยวซินก็คือพี่ชายฉันที่ถือดัมเบลแข็งๆ อยู่ในมือ ยืนมองด้วยความกลัวจนไม่ได้สติ”
“โหวจวิ้นเยี่ยนฆ่าลูกชายคุณ?”
ติงหรงพยักหน้าอย่างเฉยชา“เขาทำเพื่อช่วยฉัน ไม่งั้นคนที่ตายในคืนนั้น คงต้องเป็ฉัน!”
“แล้วต่อจากนั้นล่ะ”
“ครู่เดียวพวกเราก็ได้สติ พี่ฉันจะไปมอบตัว แต่ว่าถูกฉันรั้งไว้ ฉันไม่อยากให้ชีวิตที่ขาวสะอาดของเขาต้องพังลงแบบนี้เพราะน้ำมือลูกไม่รักดีของฉัน ฉันเห็นจดหมายลาตายบนโต๊ะเข้า ก็เลยมีความคิดใช้ประโยชน์จากศพของลูกฉัน ฉันรู้ว่าพี่ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนที่เมืองเทียนฉาง ไม่มีห่วง และก็ไม่มีใครรู้เื่ความสัมพันธ์ทางสายเืของเขากับฉัน ที่ทุกคนรู้ก็คือฉันเป็ศิษย์โปรดของเขาแค่นั้น ดังนั้นถ้าฉันเป็คนแรกที่ปรากฏขึ้นในสถานที่เกิดเหตุ แถมผู้ตายยังสวมเสื้อผ้าของพี่ชายฉัน ความสูงและรูปร่างก็พอๆ กัน หากฉันยืนยันระบุว่าศพที่เละเทะที่ะโลงมาจากชั้นสิบเป็ผู้ตายที่เขียนจดหมายลาตายไว้ ตำรวจอย่างพวกคุณก็จะไม่ซักอะไรมากความ แล้วยิ่งชีวิตของพี่ถูกทำลายใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้น ฉันก็ไม่ต้องพูดอะไรต่ออีกแล้ว”
“คุณก็เลยใช้ศพของลูกชายตัวเองเป็ตัวแทนโหวจวิ้นเยี่ยน?”
“ใช่!”
“ถ้าเช่นนั้นตามที่คุณเล่ามา เื่ก็น่าจะผ่านไปแล้ว แต่แล้วทำไมวันนี้หลังจากนั้นสามปีถึงได้เกิดคดีฆ่าคนอันโหดร้ายนี้ได้ล่ะ สองชีวิตที่บริสุทธิ์ พวกคุณเป็หมอกันไม่ใช่หรือไง ทำไมถึงกลายเป็ปีศาจฆ่าคนโดยไม่กระพริบตาไปได้”
ฟังคำตำหนิจากจ้าวหยุน ติงหรงส่ายหน้าเบาๆ พูดอย่างจนปัญญา “สามปีมานี้ พี่ชายใช้ชีวิตตัดขาดจากโลกภายนอกมาตลอด ไม่ค่อยออกจากบ้าน ปกติจะมีแค่ฉันที่มาเยี่ยม เขาใช้ชีวิตอยู่ในโลกของตัวเองทั้งวัน ในโลกใบนั้นพี่สะใภ้และลูกที่ยังไม่ลืมตาดูโลกต่างก็ยังมีชีวิตอยู่ดี ฉันไม่ได้สังเกตว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่ากลัวขึ้นกับสภาพจิตของเขา”
“ตอนที่เขามีสติดี เขาไม่ลืมเื่ที่เกิดขึ้นกับพี่สะใภ้แม้แต่นิดเดียว รวมถึงชื่อเ้าของรถด้วย เขาสลักพวกมันลงในหัวสมอง ถึงแม้เขาจะไม่ค่อยออกจากบ้าน แต่เขากลับสังเกตทุกความเป็ไปของครอบครัวเ้าของรถแซ่หวังอย่างเงียบๆ เขาถึงขนาดว่าจ้างนักสืบเอกชนทางอินเทอร์เน็ตให้คอยรายงานสถานการณ์เขาเป็ระยะ นึกไม่ถึงว่าลูกสาวของเ้าของรถคนนั้นจะมาเรียนหนังสือที่เมืองนี้”
“เขาบอกแผนการให้คุณ?”
“ใช่ คนที่เขาเชื่อใจบนโลกนี้ก็มีแค่ฉันคนเดียว” ติงหรงจับปอยผมที่ร่วงลงมาทัดหูเงียบๆ
“งั้นพวกคุณลงมือยังไงกันแน่?”
“เด็กนั่นฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี แล้วเพราะเื่อุบัติเหตุที่บ้านจึงขาดรายได้หลักไป ดังนั้นเด็กนั่นจึงอยากหางานสอนพิเศษตามบ้านที่ค่อนข้างมั่นคง ตามข้อมูลที่นักสืบเอกชนรายงานฉันเลยรู้ว่าหล่อนจะคอยไปหางานเป็ติวเตอร์อยู่หน้าร้านหนังสือซินฮว๋า่วันหยุด ฉันก็เลยไปหาหล่อนที่นั่น แถมยังให้โทรศัพท์มือถือหล่อนไปด้วย บอกว่าจะได้ติดต่อกันสะดวก แล้วเริ่มผูกมิตรกับหล่อน” มุมปากติงหรงมีรอยยิ้มเ็าที่ยากจะสังเกตเห็น
“วันนั้นวันที่สิบสามเดือนพฤษภาคม ซึ่งก็เป็วันที่พี่สะใภ้กับหลานชายฉันถูกรถชนเมื่อสามปีที่แล้ว ทั้งหมดถูกเตรียมการไว้อย่างดี ฉันโทรศัพท์หาเด็กนั่น นัดให้หล่อนมาติวให้ลูกฉันที่บ้านหลังอาหารเย็น ถึงเวลาแล้วฉันจะไปรับ หล่อนตอบตกลงด้วยความดีใจ ไม่รู้เลยสักนิดว่าตัวเองกำลังจะตายเพราะความผิดที่พ่อตัวเองเคยก่อไว้ ฉันรับหล่อนขึ้นรถจากซอยนั้นเสร็จแล้วก็พามาที่คฤหาสน์ชานเมือง เหตุการณ์ต่อมาพวกคุณก็รู้กันหมดแล้ว”
“งั้นทำไมพวกคุณถึงต้องทำแบบนี้กับหล่อนด้วย โหดร้ายเหลือเกิน”
“ตลอดสามปีมานี้ พี่ชายฉันไม่เคยล้มเลิกความหวังที่จะเอามือทั้งสองข้างของตัวเองกลับคืนมา แถมมันยังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย หน้าที่การงานก็คือชีวิตของเขา ดังนั้น...”
“ดังนั้นคุณก็เลยลงมือโเี้กับผู้ตายแบบนั้น” หวังย่าหนานไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเองเลย ฆ่าคนยังจะหาเหตุผลที่สวยหรูซะขนาดนี้
“ก่อนถูกแยกชิ้นส่วนหล่อนก็เสียชีวิตแล้ว ตอนตายก็ไม่เ็ปทรมานอะไร” บางทีนี่อาจเป็เหตุผลที่ทำไมถึงไม่มีความรู้สึกผิดปรากฏขึ้นบนใบหน้าของติงหรงเลย
จ้าวหยุนจับหวังย่าหนานไว้ “คุณรับผิดชอบทิ้งศพ?”
“ใช่! ตอนนั้นพี่ก็อยู่ด้วยเหมือนกัน พอฉันไปพี่ก็โทรศัพท์แจ้งความ กลัวว่าพวกคุณจะไม่สังเกตเห็นห่อของนั่น”
“งั้นเหยื่อรายที่สองล่ะ พวกคุณฆ่าหล่อนทำไม หล่อนไม่ได้เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุคราวนั้นเลยสักนิดนี่! ”
“หล่อนเคยเดินผ่านคฤหาสน์ที่ชานเมืองแล้วเห็นพี่ชายฉัน แถมยังจำได้อีก หล่อนจ้องไม่วางตา ฉันพูดได้แค่ว่าหล่อนปรากฏตัวขึ้นผิดที่และผิดเวลา” พูดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของติงหรงมีแต่ความดูถูกปรากฏขึ้นมา “แถมพวกคุณยังบอกว่าใกล้จะไขคดีได้แล้วในโทรทัศน์อีกด้วยไม่ใช่หรือ”
หล่อนไม่ได้พูดอะไรต่ออีก แต่กลับใช้สายตาท้าทายจ้องหวังย่าหนานกับจ้าวหยุน “ไอคิวพวกคุณก็ดูธรรมดา ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ชายฉันจงใจทิ้งรูปถ่ายใบนั้นไว้ล่ะก็ พวกคุณจะคิดว่าทั้งสองคดีนี้เชื่อมโยงกันไหม”
หวังย่าหนานไม่พูด เธอหยิบรูปถ่ายขยายใหญ่สองใบออกมา ต่างก็เป็รูปรอยเืปริมาณเล็กน้อยที่เก็บได้จากเกียร์รถ และยังมีรายงานผลตรวจวิเคราะห์ทางเคมีอีกหนึ่งฉบับ เธอส่งให้ติงหรงพร้อมกันแล้วพูดเสียงเรียบ “พวกคุณก็ยังเหลือหลักฐานไว้อยู่ดี ถึงแม้จะไม่พบรอยนิ้วมือแม้แต่รอยเดียวบนรถ แต่พวกเราก็หาคุณพบจากรอยเืนี้”
เปิดดูรายงานผลตรวจดีเอ็นเอ ติงหรงหน้าแดงด้วยความโมโห หล่อนกัดกรามแน่น
“ถ้าไม่ใช่เพราะต้องรีบกลับไปผ่าตัดกับคืนรถแล้วล่ะก็ พวกเราคงไม่ต้องรีบขนาดนี้”
หวังย่าหนานรู้สึกโกรธอย่างบอกไม่ถูกจึงประชดขึ้นมา “คุณหมอติงคะ คุณไม่คิดว่ามันน่าขำเหรอคะ รีบไปช่วยพี่ชายฆ่าคน ขณะเดียวกันก็รีบกลับไปผ่าตัด วนเวียนอยู่ระหว่างการฆ่าคนและช่วยชีวิตคน เพื่ออะไรกัน”
ติงหรงไม่ตอบ