Part มี่หมิง
ตั้งแต่วิญญาณผมหลอมรวมกับวิญญาณที่ชื่อเบี้ยนฝู๋ ความทรงจำบัดซบที่แสนชั่วร้ายของมันก็แล่นเข้ามาในหัว ทำให้ผมรู้สึกรังเกียจมาก เพราะสิ่งที่แล่นเข้าหัวคือมันคิดจะสูบเลือดพี่กุ้ยอิงและให้พี่กุ้ยอิงกลายเป็นบริวารบำเรอของมัน
ผมได้รับความช่วยเหลือจากคนที่พี่กุ้ยอิงเรียกว่าเทพกระบี่ เขาสอนเคล็ดบ่มเพาะให้ ทำให้ผมได้รู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าพลังปราณ ซึ่งที่ผ่านมาผมคิดว่ามันเป็นเพียงจินตนาการของพวกนักเขียนนิยายแนวกำลังภายในเท่านั้น
หลังผ่านเหตุการณ์นั้นมา ผมกับพี่กุ้ยอิงตกลงคบกันเป็นแฟน ซ้ำพี่กุ้ยอิงมักจะมาช่วยติวหนังสือให้ทุกวัน แม้จะกลับดึกจนผมเป็นห่วง แต่เธอก็จะพูดเพียงแค่ว่า “คนร้ายต่างหากที่โชคร้ายต้องมาเจอฉัน” ผมล่ะเชื่อเธอจริง ๆ
เวลาผ่านไป ผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัยออกมา ผมสอบติดในคณะที่เลือกไว้ วันที่รู้ผล ผมโทรหาพี่กุ้ยอิงทันที พวกเราไปเดทกันวันหนึ่งเต็ม ๆ เป็นการฉลอง และพี่กุ้ยอิงก็พูดเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมได้เปิดหูเปิดตาตัวเองอีกครั้งเกี่ยวกับครอบครัวของเธอ
“เสี่ยวหมิง พ่อของฉันอยากเจอนาย วันไหนว่างบ้าง ไปที่บ้านฉันได้ไหม” พี่กุ้ยอิงถามมาแบบนั้น แน่นอนว่าผมต้องไปพบคุณพ่อตาแน่ จึงได้ตอบตกลงไป
พี่กุ้ยอิงนัดวันกับเวลามา ซึ่งผมควรจะไปถึงสักช่วง 11 โมง ผมขี่มอเตอร์ไซค์ไปตามแผนที่ที่พี่กุ้ยอิงแชร์ตำแหน่งมาให้ใน GPS แต่ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า ที่ตั้งอยู่ไกลผู้คนแบบนั้น มันมีบ้านคนอยู่ด้วยหรือ จนกระทั่งมาถึง ผมถึงรู้ว่า ผม...คิด...ผิด มันไม่ใช่บ้านแต่มันใหญ่พอ ๆ กับวังเลยต่างหาก ถ้าผมจำไม่ผิด ดูเหมือนที่นี่เคยใช้ถ่ายรายการราชานักกินมาก่อน
“ที่นี่เป็นที่ของตระกูลไป๋ ห้ามคนนอกเข้า” คนที่เฝ้าประตูใหญ่ 2 คนไม่ยอมให้ผมเข้าไป ผมจึงโทรหาพี่กุ้ยอิง ผ่านไปไม่นานเธอก็ออกมารับผม
“คนรู้จักฉัน คุณพ่อเรียกให้มาพบ” พี่กุ้ยอิงพูดกับคนเฝ้าประตูทั้ง 2 คน ก่อนทั้ง 2 คนจะเปิดประตูบานใหญ่นั้นอย่างง่ายดายราวกับมันไม่หนักอะไรเลย
ผมจูงมอเตอร์ไซค์เข้ามาและนำมันไปตรงจุดที่มีมอเตอร์ไซค์คันอื่นจอดอยู่ จากนั้นก็ตามพี่กุ้ยอิงไปยังอาคารหลังหนึ่ง
“โอ๊ะ พี่เขย ผมชื่อไป๋หู่ เป็นน้องชายของพี่กุ้ยอิง ยินดีที่ได้รู้จัก” การทักทายจากเด็กหนุ่มที่ผมเพิ่งเคยพบ เขาดูจริงใจ และยังเรียกผมว่าพี่เขยด้วย ทำให้ผมเขินนิดหน่อย แต่ที่สังเกตเห็นคือเด็กหนุ่มคนนี้เหงื่อท่วมตัว ดูจากชุดแล้วน่าจะเพิ่งเสร็จจากการออกกำลังกายมา
“ไปอาบน้ำเลย มีอะไรค่อยคุยกันตอนทานมื้อกลางวัน” พี่กุ้ยอิงใช้น้ำเสียงที่ดูเข้มงวดกับน้องชายของเธอ บุคลิกนี้ผมเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกนี่แหละ
“พวกเราไปรอกันที่ห้องรับประทานอาหารเถอะ” จากนั้นพี่กุ้ยอิงก็พาผมมาที่ห้องที่เธอบอกว่าเป็นห้องรับประทานอาหาร ผมว่าห้องขนาดนี้มันน่าจะเรียกว่าห้องจัดเลี้ยงซะมากกว่า ความใหญ่โตขนาดนี้ โต๊ะที่ยาวเหยียดเหมือนที่เคยเห็นในบ้านของชนชั้นสูง แค่เห็นผมก็คิดแล้วว่าจะมีปัญญาหาสินสอดมาสู่ขอพี่เขารึเปล่านะ
หลังนั่งรอไม่นาน น้องชายของพี่กุ้ยอิงก็เดินมา พร้อมกับชายหญิงคู่หนึ่ง ทั้งคู่ดูอายุยังไม่น่าจะเกิน 30 ด้วยซ้ำ แต่พี่กุ้ยอิงกลับแนะนำว่านี่คือพ่อแม่ของเธอ ผมถึงกับพูดไม่ออก คนที่มีลูกสาวโตจนจบมหาวิทยาลัยแล้ว ทำไมหน้าตายังดูสวยหล่อเหมือนวัยรุ่นอยู่เลยล่ะ
“เพราะฝึกพลังปราณ เซลล์ในร่างกายจะเสื่อมช้าลงน่ะ” นั่นคือคำตอบที่พี่กุ้ยอิงให้ผมมา
มื้ออาหารเริ่มต้นขึ้น การพูดคุยของคนในครอบครัวพี่กุ้ยอิงส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการฝึกพลังปราณและกระบวนท่าต่อสู้ แทบไม่มีจังหวะให้ผมได้แทรกเข้าไปมีส่วนร่วมแม้แต่น้อย จนพี่กุ้ยอิงพูดแนะนำผมให้กับพ่อและแม่ของเธอ
“ฉันไม่ได้กีดกันคนที่จะมาเป็นลูกเขยฉันหรอกนะ แต่ฉันจะให้เธอพิสูจน์ตัวเอง จากนี้ไปให้ย้ายมาอยู่ที่นี่ชั่วคราว ทุกวันเธอจะต้องฝึกซ้อมวิชากับทางตระกูลของเรา เพราะเธอเป็นบุรุษ ต้องปกป้องสตรีที่ตนรักได้ ในเมื่อผู้หญิงเขามั่นใจว่าจะฝากชีวิตไว้กับเธอ สิ่งที่เธอต้องทำคือพัฒนาตนเองให้แข็งแกร่ง เพื่อปกป้องคนสำคัญให้ได้” คุณพ่อตาพูดแบบนั้น ผมจึงตกลงทันที ก่อนที่จะพบว่า นรกบนดินคือที่ไหน มันคือที่ตระกูลไป๋ไงล่ะ
“วิ่งให้มันเร็ว ๆ หน่อย” คุณพ่อตาให้ผมวิ่ง โดยมีตัวถ่วงน้ำหนักแขนกับขาข้างละ 1 กิโลกรัม ซ้ำยังมีเชือกผูกเอวที่ปลายอีกด้านมียางรถ 1 เส้น บนยางมีท่านพ่อตากำลังหวดแส้ใส่ผมทุกครั้งที่ความเร็วตก
นอกจากนี้ยังมีวิธีฝึกฝนร่างกายอีกมากมายที่คัดมาฝึกผมโดยเฉพาะ แต่สิ่งที่ผมพบคือร่างกายของผมมันรู้สึกดีกว่าแต่ก่อนมาก ความแข็งแรงของร่างกายเพิ่มขึ้น แต่คำชมที่แสนปวดใจจากคุณพ่อตาก็คือ “พอจะป้องกันตัวจากพวกนักเลงข้างถนนได้บ้าง” ประโยคนี้ช่างตราตรึงในใจผมจนลบไม่ออกเสียที
วันนี้ครีมของพี่กุ้ยอิงหมด ผมเลยอาสาขับมอเตอร์ไซค์ไปรับเธอมาซื้อครีมที่ห้าง แม้จะโดนคุณพ่อตาดุว่าทำไมไม่ซื้อเข้ามาให้ แต่พี่กุ้ยอิงก็ช่วยออกหน้าพูดให้ว่าผมไม่รู้จักครีมที่เธอจะซื้อ และระหว่างที่พี่กุ้ยอิงกำลังเลือกซื้อสินค้าอยู่นั้น ก็มีคนมาทักเธอ
Part ไป่ฉี
“นั่นกุ้ยอิงนี่ กุ้ยอิง” เมิ่งชิงชิงเห็นหลังเพื่อนของเธอก็จำได้ทันที เธอเดินเข้ามาในร้านและตะโกนทัก ก่อนจะเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายที่ตอนนี้ก็เห็นเธอเช่นกัน โดยเธอไม่ได้สังเกตเลยว่าข้างกายของไป๋กุ้ยอิง มีชายหนุ่มผมสีแพลตินัม ดวงตาสีแดงทับทิมอยู่
“อ๊ะ ชิงชิง มาได้ยังไงเนี่ย” ไป๋กุ้ยอิงถาม ก่อนที่เธอจะเห็นไป๋หู่น้อยชายของเธอกับหลี่ซีหยาน และชายหนุ่มอีกคนที่เธอไม่คุ้นหน้า
“พี่ มาซื้อครีมกับพี่หมิงเหรอ” ไป๋หู่ถาม
“ใช่ แล้วนายมาทำอะไรที่นี่ล่ะ ถุงนั่นแบรนด์เทียนซาน นายซื้อเสื้อผ้าแพง ๆ ใส่เหรอ ไม่ใช่นิสัยนายเลยนะ” ไป๋กุ้ยอิงตอบคำถามของไป๋หู่ แต่เมื่อเห็นถุงในมือที่มีสัญลักษณ์ของเทียนซานอยู่ จึงถามกลับไป น้องชายเธอไม่ใช่พวกบ้าสินค้าแบรนด์เนมซะหน่อย ชอบใส่ก็ใส่ ไม่ชอบใส่ก็ไม่ใส่
“พี่ฉีซื้อให้น่ะ” ไป๋หู่กล่าว
“ไป่ฉีเหรอ อยู่ไหนล่ะ” ไป๋กุ้ยอิงมองซ้ายมองขวา
“เอ่อ กุ้ยอิง” เมิ่งชิงชิงสะกิด
“อะไรเหรอ” ไป๋กุ้ยอิงหันมาหาเมิ่งชิงชิง
“คือไป๋หู่เป็นน้องชายเธอเหรอ” เมิ่งชิงชิงถาม
“อ๊ะ ใช่ ไป๋หู่เป็นน้องชายแท้ ๆ ของฉันเอง คิดว่าไม่ใช่ญาติกันเหรอ” ไป๋กุ้ยอิงยิ้ม
“นึกว่าแค่คนแซ่เดียวกัน แต่ไม่ได้เป็นญาติกันน่ะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“จะเข้าใจผิดมันก็ไม่แปลกหรอกนะ ก็ฉันไม่เคยเล่าเรื่องทางบ้านให้เธอฟังเลยนี่” ไป๋กุ้ยอิงกล่าว
“จะว่าไป เธอรู้จักไป่ฉีมาก่อนเหรอ เห็นเธอถามหาเขา” เมิ่งชิงชิงถาม
“เคยเจอกันน่ะ เขาเคยมาแข่งรายการราชานักกินที่ไปถ่ายทำที่ตระกูลไป๋ แล้วก็ได้เป็นเพื่อนกับไป๋หู่ตอนนั้นล่ะ ก็เลยรู้จักกัน” ไป๋กุ้ยอิงอธิบาย
“แต่ว่าไม่คิดเหมือนกันนะครับว่าพี่กุ้ยอิงกับพี่ชิงชิงจะรู้จักกัน” ไป่ฉีกล่าว ทำให้ไป๋กุ้ยอิงมองมาที่เขาด้วยสายตาสงสัยว่าชายหนุ่มที่อยู่ข้างเมิ่งชิงชิงเป็นใคร
“ผมปลอมตัวมาน่ะ เห็นไหม ขนาดพี่กุ้ยอิงยังจำไม่ได้เลย” ไป่ฉีกล่าว
“สุดยอด ดูภายนอกเหมือนคนละคนกันเลย” ไป๋กุ้ยอิงตะลึงกับการปลอมตัวของไป่ฉี ระหว่างนั้นเมิ่งชิงชิงก็สังเกตเห็นชายหนุ่มที่อยู่ข้าง ๆ ไป๋กุ้ยอิง
“ว่าแต่นั่นใครน่ะ มากับเธอรึเปล่า” เมิ่งชิงชิงถาม เพราะเธอเห็นชายหนุ่มยืนอยู่ใกล้กับไป๋กุ้ยอิงมาก
“นั่นแฟนฉันน่ะ เพิ่งคบกันได้ไม่นาน ชื่อมี่หมิง” ไป๋กุ้ยอิงแนะนำแฟนของเธอให้เมิ่งชิงชิงรู้จัก เธอแสดงท่าทางเขินอายออกมา
“ยินดีที่ได้รู้จักครับ พี่ชิงชิง ผมชื่อมี่หมิง คบกับพี่กุ้ยอิงมาได้สักพักแล้ว ตอนนี้เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแอสการ์ด” มี่หมิงกล่าวทักทาย
“เช่นกัน อ้อ ส่วนไป่ฉีนี่เธอน่าจะรู้อยู่แล้วนะ เขาเป็นดาราที่ฉันดูแลอยู่น่ะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“เรื่องนี้ฉันรู้ว่าเขาเป็นดารา แต่เรื่องที่เขาเป็นดาราในสังกัดเธอฉันเพิ่งจะรู้ เขาเป็นแฟนเธอด้วยใช่ไหม” ประโยคท้ายไป๋กุ้ยอิงกระซิบถามเมิ่งชิงชิง
“เธอรู้.......” เมิ่งชิงชิงถามด้วยความแปลกใจ
“เธอดูสายตาที่เขาจ้องเธอไม่ออกเหรอ” ไป๋กุ้ยอิงยิ้ม พอเมิ่งชิงชิงได้ยิน เธอก็หันไปมองตาไป่ฉี ก่อนจะหลบตาด้วยความเขินอาย
“พี่ชิงชิง ผมซื้อครีมให้ไป๋หู่เสร็จแล้ว จะกลับกันเลยไหมครับ” หลี่ซีหยานเดินเข้ามาถาม ในมือถือถุงที่ใส่กระปุกครีมไว้แล้วชูให้เมิ่งชิงชิงดู
“ไป๋หู่ นายจะใช้ครีมทาผิว” ไป๋กุ้ยอิงถามด้วยความแปลกใจ
“พี่ฉีบอกให้ใช้น่ะ ผมเป็นน้องที่ดี ต้องเชื่อฟังพี่ชายของผมสิ” ไป๋หู่ตอบ
“แล้วกับพี่สาวอย่างฉัน ทำไมถึงไม่ฟังกัน ชิ ว่าแต่ชิงชิงจะกลับเลยรึเปล่า” ไป๋กุ้ยอิงถาม
“อืมยังหรอก แต่ละคนมีของต้องซื้อน่ะ จะเปิดเทอมกันแล้ว” เมิ่งชิงชิงตอบ
“ได้ ๆ ครั้งหน้า ถ้าเธอว่าง เรานัดไปเที่ยวกันหน่อยไหม” ไป๋กุ้งอิงกล่าว
“ได้สิ แต่งานไป่ฉีเยอะขึ้นมาก จากนี้คงหาวันว่างยากหน่อยล่ะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว
หลังแยกกับไป๋กุ้ยอิง พวกไป่ฉีเดินซื้อของใช้จำเป็นอีกนิดหน่อยก่อนจะกลับบ้าน เมื่อถึงมาบ้าน สมาร์ทโฟนของเมิ่งชิงชิงก็ดังขึ้น เธอจึงกดรับสาย ส่วนไป๋หู่กับหลี่ซีหยานขอตัวขึ้นไปจัดของข้างบน ด้านไป่ฉีไปหาน้ำกับขนมมาให้เมิ่งชิงชิงทาน และขอตัวขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าสักหน่อย
“ค่ะ ชิงชิงพูดค่ะ” ชิงชิงกดรับสายและตอบปลายสายด้วยน้ำเสียงสุภาพ
[ใช่คุณชิงชิงผู้จัดการของไป่ฉีรึเปล่าครับ ผมเป็นทีมงานของรายการ เมี่ยนจู จะขอติดต่อจ้างคุณไป่ฉีมาออกรายการครับ] ปลายสายกล่าว
“เรื่องนี้ขอดูรายละเอียดก่อนนะคะ นัดกันที่บริษัท LSA สำนักงานใหญ่ก็ได้ค่ะ ได้ค่ะ” เมิ่งชิงชิงวางสายหลังจากที่นัดหมายกับอีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว
เท่าที่เธอรู้ รายการเมี่ยนจู เป็นรายการที่จะให้ดารา นักร้อง นักแสดงมาทำการร้องเพลง โดยแต่งชุดคอสเพลย์เพื่อปกปิดตัวตน ซึ่งตอนนี้รายการได้ดำเนินมากถึงซีซั่น 3 แล้ว ในแต่ละซีซั่นจะมีทั้งหมด 32 คน แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือกลุ่มมังกร วิหค เต่า พยัคฆ์ กลุ่มละ 8 คน สัปดาห์หนึ่งจะออกอากาศ 1 ตอน เป็นการแข่งขัน 4 คู่ โดยจะมีกรรมการ 3 คน ซึ่งจะมีคนละ 10 คะแนน รวมกับผู้ชมที่ลงทะเบียนเพื่อมาร่วมตัดสินด้วยอีก 170 คน มีคนละ 1 คะแนน นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายตั๋วทายผู้ชนะ หากใครทายถูกทั้งตัวคอสเพลย์และชื่อจริงของตัวคอสเพลย์ที่ชนะเลิศ จะได้รับเงินสด 1 แสนหยวนอีกด้วย ถ้าเธอจำไม่ผิดผู้แพ้ในแต่ละคู่จะต้องเปิดเผยว่าตนเองเป็นใครด้วย
‘ไป่ฉีจะไหวไหมเนี่ย ยังเรียนดนตรีอยู่เลย เดี๋ยวลองถามเจ้าตัวดูแล้วกัน’ เมิ่งชิงชิงคิด
“พี่ชิงชิง มีอะไรเหรอครับ” ไป่ฉีเดินลงมาจากชั้น 2 เขาสวมเสื้อยืดคอกว้าง กำลังเช็ดผมที่เปียกของเขาไปด้วย หากหญิงสาวคนไหนมาเห็น คงได้มีอาการเลือดไหลหมดตัวเป็นแน่ ส่วนเมิ่งชิงชิงได้แต่กลืนน้ำลาย โชคดีที่เธอเริ่มมีภูมิต้านทานดาเมจของไป่ฉีอยู่บ้าง
“มีรายการเมี่ยนจู ติดต่อเข้ามาน่ะ ฉันนัดไว้แล้วว่าจะคุยรายละเอียดงานกับพวกเขา แต่ขอถามว่านายอยากทำไหม ถ้าไม่สนใจ ฉันจะได้โทรไปปฏิเสธ” เมิ่งชิงชิงถาม
“ได้อยู่ครับ แต่มันไม่รบกวนเวลาเรียนผมมากใช่ไหม” ไป่ฉีถาม
“รายการเป็นแบบบันทึกเทป น่าจะไม่มีปัญหานะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“งั้นรับก็ได้ครับ แต่ขอดูรายละเอียดในสัญญาจ้างอีกของทางนั้นอีกที” ไป่ฉีกล่าว ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ เมิ่งชิงชิง
“นายทำได้เหรอ นายยังเรียนคลาสดนตรีอยู่เลย” เมิ่งชิงชิงถาม
“เชื่อฝีมือแฟนตัวเองหน่อยสิครับ” ไป่ฉีหัวเราะ
“ก็ได้ พรุ่งนี้มีแค่ปฐมนิเทศน์แล้วกลับใช่ไหม ฉันนัดพวกเขาคุยงานช่วงบ่ายสามวันพรุ่งนี้ สะดวกรึเปล่า” เมิ่งชิงชิงถาม
“ได้ครับ ไม่มีปัญหา แล้วก็ขอบคุณที่ทำงานอย่างหนักนะครับ” ไป่ฉีกล่าว
“งานหนักอะไรกัน ฉันไม่ค่อยได้ทำอะไรเลยนะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว
“คิดว่าผมไม่รู้เหรอครับ ตอนที่ผมเข้าวงการใหม่ ๆ พี่แทบไม่ได้หยุดพัก ทั้งเข้าบริษัทเพื่อไปแย่งชิงงานกับพวกผู้จัดการดาราคนอื่น ทั้งหางานผ่านประกาศทางอินเทอร์เน็ต ขับรถไปมาแทบไม่ได้หยุดพัก บางครั้งหลับคา *โน้ตบุ๊ก* ถ้าไม่มีความเหนื่อยยากของพี่ชิงชิงในวันนั้น ผมคงไม่ได้มายืนอยู่จุดนี้หรอก ดังนั้นผมจะตอบแทนด้วยการดูแลพี่ไปตลอดชีวิต ผมสัญญา” ไป่ฉีกล่าว
(โน้ตบุ๊ก ใช้ตามนี้นะครับ เป็นคำทับศัพท์ พอลองหาคำสะกดดูพบว่าตัวผมเองใช้ผิดมาตั้งนาน ใช้ ค.ควาย มาตลอดเลย =v=)
“อย่ากลับคำซะล่ะ” เมิ่งชิงชิงยิ้ม ก่อนจะเอาหัวพิงอกของไป่ฉีที่เธอคุ้นเคย มันทำให้เธอรู้สึกอบอุ่น และสบายใจ
ขณะนั้นมีดวงตา 2 คู่กำลังแอบดูไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงอยู่จากบนชั้น 2 นั่นก็คือหลี่ซีหยานกับไป๋หู่นั่นเอง ตอนแรกทั้ง 2 คนจัดของเสร็จว่าจะลงมาหาอะไรทานสักหน่อย แต่พอเห็นไป่ฉีกับเมิ่งชิงชิงกำลังคุยกันอยู่จึงยังไม่ได้ลงไป
“ซีหยาน ฉันอยากได้แฟนแบบพี่ชิงชิงบ้าง” ไป๋หู่กล่าว
“งั้นนายก็ต้องเป็นแบบไป่ฉีให้ได้ซะก่อน” หลี่ซีหยานกล่าว
“..........” ไป๋หู่
'ชาตินี้ฉันจะเป็นได้เรอะ พี่ฉีตบฝ่ามือเดียวฉันก็ไปพบท่านยมบาลแล้วมั้ง นี่แกแซะฉันงั้นเหรอ' ไป๋หู่ก่นด่าหลี่ซีหยานในใจ เพราะไม่อยากทำลายบรรยากาศของเมิ่งชิงชิงกับไป่ฉี
_________________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
