ปีพุทธศักราช 2136 ในคืนเดือนดับ ท้องฟ้าสีดำราวกับสีหมึก ณมหาสมุทรอินเดีย เรือใบติดปืนใหญ่ลำหนึ่งแล่นฝ่าคลื่นลมอันโหดร้าย พายุฝนฟ้าคำราม คลื่นั์สาดซัด เรือโคลงเคลง กัปตันและลูกเรือต่างหวาดกลัว
ภายใต้มหาสมุทรอันลึกล้ำ ปรากฏดวงตาสีเขียวเรืองแสงคู่มหึมาไล่ตามจับจ้องใต้ทองเรือลำนี้ไปอย่างไม่ลดละ
ทันใดนั้น พายุซัดเรือเข้าโขดหิน เรือแตกอับปาง ลูกเรือหนีตายกันจ้าละหวั่น กะลาสีผู้หนึ่งนามว่า “สปาต้า” ว่ายน้ำฝ่าคลื่นลมจนหมดแรง จึงปล่อยตัวยอมตายอยู่ใต้น้ำ พริบตานั้น เกิดคลื่นลูกใหญ่ซัดหนุนร่างเขาขึ้นมาที่เกาะร้างแห่งหนึ่ง
สปาต้าลุกขึ้นยืนมองไปรอบๆ พบไม้บาตองอันจิ๋วบนพื้นทราย เขาเก็บมันขึ้นมาด้วยความสงสัย พลางอุทานเป็ภาษาโปรตุเกส (แปลไทยว่า)
“ไม้บาตอง! โชคดีที่ไม่ตาย...”
ทันใดนั้น บังเกิดเสียงปริศนาลึกลับดังก้องในหัวเขา
‘เ้าจะโชคดีกว่านี้ หากเชื่อฟังข้า’
“นั่นใคร ?”
สปาต้าะโถาม ขนลุกซู่ กวาดตามองหาที่มาของเสียง แต่ไร้วี่แววผู้ใด จึงเก็บไม้บางตองไว้รู้สึกถึงพลังบางอย่างภายในมัน ‘หรือข้าหูฝาด’ พลางสูดลมหายใจลึก รวบรวมความกล้า ทันใดนั้น เขารู้สึกเหมือนต้องมนตร์สะกด ร่างกายไม่อาจควบคุม
มีอำนาจลึกลับบางอย่าง บังคับให้เขาพาร่างกำยำเดินขึ้นไปบนฝั่ง ซึ่งเงียบสงัดปราศจากผู้คน กะลาสีเรือแตกผู้รอดตายแม้ไม่อยากเดินไป แต่เขาไม่อาจขัดขืน ทำได้เพียงสาวเท้าเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ เบื้องหน้า ตามคำสั่งลี้ลับนั้นราวกับมีแม่เหล็กทรงพลังดึงดูดร่างเขาให้เคลื่อนเข้าไปโดยอัตโนมัติ
ผ่านป่าลึกรกชัฏรายล้อมเต็มไปด้วยสุสาน เดินตัดผ่านทะลุออกมาได้ ไม่นานนัก ก็มาถึงปากถ้ำซึ่งเต็มไปด้วยกับดักกลไก ภายในตามผนังถ้ำมีคบไฟส่องสว่างอยู่เป็ระยะ เมื่อเดินลึกเข้ามาสุดภายใน พบว่าข้างในถ้ำนี้มีแอ่งน้ำเป็วงกลมขนาดใหญ่ ราวกับสระที่ถูกขุดขึ้นอย่างจงใจ ปล่อยให้ตรงกลางเป็พื้นที่เกาะแก่งขนาดย่อม
พลันดวงตาของสปาต้าพองโตราวไข่ห่าน เมื่อเห็นกองหีบสมบัติเหรียญทองคำเพชรนิลจินดามหาศาลปรากฏอยู่ พร้อมกับโครงกระดูกหัวกะโหลกคนมากมาย กองทับถมปะปนกันอยู่บนเกาะนั้น
‘ยะฮู้! ข้ารวยแล้ว’
เขาได้แต่ลิงโลดใจด้วยความอยาก เพราะไม่สามารถขยับปากออกเสียงได้ ขณะที่ร่างสูงใหญ่กำยำยืนตัวแข็งทื่อจ้องตาเป็ประกายด้วยความโลภ มองดูกองสมบัติมหาศาลที่เขาสุดปรารถนาปรากฏอยู่ตรงหน้า ด้วยความตื่นเต้นสุดขีด
‘ฮึฮึฮาฮ่า แค่นี้ยังเพียงเล็กน้อย’
เสียงลึกลับดังก้องเข้ามาในหัวของสปาต้าอีกครั้ง ทันใดนั้น ที่ด้านหลังของเขาปรากฏเสียงฝีเท้าดังแว่วขึ้น สปาต้ารีบหันหลังกลับไปมอง ปรากฏว่าเป็ลูกเรืออีกผู้หนึ่งรอดชีวิตมาได้เช่นกัน แล้วเดินตามหลังเขามาห่างๆ
ลูกเรือผู้นี้เห็นแววตาอำมหิตของสปาต้าฉายแววดุดันอำมหิต มันถึงกับขนลุกซู่เสียวสันหลังวาบ มันรู้ได้ทันทีด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด มันรีบหันหลังวิ่งหนีทันที แต่ช้าไปเสียแล้ว
อำนาจลึกลับใต้น้ำปล่อยคลื่นบังคับให้สปาต้าล้วงมือหยิบไม้บาตองอันจิ๋วออกจากกระเป๋า ด้วยคลื่นพลังจิตทรงอำนาจในการควบคุม สปาต้าถลึงตาวาวอำมหิตจ้องมอง แววตาอำมหิตดุดันคู่นี้คล้ายกับดวงตาสีเขียวเรืองแสงคู่มหึมาที่ปรากฏอยู่ใต้พื้นน้ำ อำนาจลึกลับบังคับให้สปาต้าขยับปากท่องเวทมนตร์ดำเป็อักขระประหลาดหกคำ แล้วชูชี้ปลายไม้บาตองอันจิ๋วในมือขึ้น จ่อจี้ปลายไม้ไปที่ด้านหลังลูกเรือผู้นั้น ซึ่งมันกำลังวิ่งหนีไป
พริบตานั้น ที่ปลายไม้บาตองบังเกิดประกายไฟเจิดจ้าราวสายฟ้า พุ่งวาบเป็สายไล่กวดตามไปที่ด้านหลังของมันทันที พลันร่างของลูกเรือที่วิ่งหนีอยู่กระตุกวูบ แล้วหยุดชะงักค้างนิ่งงันตัวแข็งทื่อไป ในพริบตาร่างมันก็กลายเป็รูปปั้นหินหยุดยืนอยู่ตรงนั้น
สปาต้าอุทานดังเฮ้ย! แม้มันจะเป็คนเืเย็นโเี้ แต่ลูกเรือผู้นั้นมิได้ทำผิดอะไร ยามนี้ สปาต้ามันเริ่มสับสน ทั้งหวาดกลัว ทั้งสะใจ ไม่คาดคิดว่า ตนเองจะมีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ สาปคนให้กลายเป็หินได้ มันสุดทึ่งกับพลังอำนาจลี้ลับที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ด้วยไม้กายสิทธิ์อันจิ๋วที่ถืออยู่ในมือ ลึก ๆ แล้วมันแอบกระหยิ่มอยู่ในใจ ขณะยืนลังเลว่าตนเองจะเอายังไงดีกับชีวิต ทันใดนั้น เสียงลึกลับดังก้องเข้ามาในหัวของมันอีกหน
‘คิดดูให้ดี ขุมทรัพย์ทั้งหมดนี้จะเป็ของเอ็ง แค่เอ็งยอมตนเป็บริวารของข้า หรือไม่งั้น เอ็งก็จะกลายเป็หินเหมือนเพื่อนของเอ็งไปอีกคน...เลือกเอา’
พลันได้ยินเสียงหัวร่อแหลมเล็กเสียดหูดังขึ้น “ฮิฮิ ๆ...” ภายในโถงถ้ำอีกฟากฝั่งหนึ่ง ปรากฏหญิงชราหลังค่อม สวมชุดดำแขนกว้างยาวคลุมถึงข้อเท้า เดินถือตะเกียงออกมาส่งเสียงหัวร่อชอบใจ นังค่อมเปิดฮู้ดผ้าคลุมศีรษะออก เผยให้เห็นใบหน้ายับย่นยู่ยี่ พลางหยุดหัวเราะกล่าวบอก
“เร็ว รีบตัดสินใจ อย่าให้เ้านายข้าต้องเสียเวลา เพราะสมองก้อนน้อยอันโง่เขลาของเอ็ง”
“ได้ตกลง ข้ายอมแล้ว ข้ายอมเป็บริวารของท่าน” สปาต้ากะลาสีเรือแตกรีบเอ่ยรับปากทันที ลึก ๆ แล้วมัน้าเป็คนมีอำนาจร่ำรวย ส่วนจะได้มาด้วยวิธีใดนั้นมันไม่เกี่ยง ดังนั้นมันจึงตัดสินใจได้โดยไม่ลังเล ทันใดนั้นเสียงลึกลับก็ดังก้องขึ้นในหัว
‘ดีมาก เอาล่ะ...เอ็งจงไปที่เรือจอดอยู่ที่หลังเกาะ แล้วนำสินค้าบนเรือไปส่งให้พวกสยามด่วน! หวังว่าข้าคงจะได้ตกรางวัลให้เอ็งด้วยผลงานที่น่าประทับใจนะ ไปเร็ว!’
ขณะเดียวกัน บน์ชั้นฟ้า วิมานทองหลังหนึ่งสวยงามวิจิตรตั้งอยู่บนเมฆา ลอยเคลื่อนมาในอากาศ ภายในวิมานปรากฏนางอัปสรแสนสวยองค์หนึ่ง รอบกายมีเทพธิดาบำเรออยู่เฝ้าปรนนิบัติ
วิมานเมฆลอยใกล้เข้ามา เห็นนางอัปสรนั่งอวดโฉมอยู่ริมหน้าต่าง นางชม้ายชายตาเมียงมอง พร้อมส่งยิ้มมาให้ ด้วยกิริยาอ่อนหวาน ใบหน้าอันเบิกบานบริสุทธิ์ ดุจจะควักหัวใจของผู้ที่เฝ้ามองออกไปกุมไว้ในกำมือ
ครุฑยืนจ้องตะลึงตาค้าง ดังต้องมนตร์สะกด จึงรีบกางปีกเหินบินขึ้นฟ้าติดตามวิมานเมฆลอยไปทันทีอย่างไม่ลังเล พริบตาเดียว
ครุฑรูปกายงามสง่า ศีรษะสวมหน้ากากมงกุฎหัวนกทองคำปิดบังใบหน้า ก็มายืนกางปีกลอยตัวอยู่ในอากาศเบื้องหน้าของนางแล้วส่งยิ้มให้ ครั้นแล้วนางอัปสรผู้เลอโฉม จึงแบมือรับพวงมาลัยจากเทพธิดาบำเรอองค์หนึ่ง แล้วโยนมาที่ครุฑอย่างมีความหมาย
ครุฑรับมาลัยพวงนั้นไว้อย่างง่ายดาย ดวงตาสีเขียวมรกตสดใสเปล่งประกายจับจ้องพวงมาลัย พลางก้มหน้าสูดกลิ่นหอมพวงดอกไม้ในมือ พอเงยหน้าขึ้น ปรากฏว่านางอัปสรกลายร่างเป็โครงกระดูก ควักลูกตาตนเองออกจากหัวกะโหลกมากลิ้งเล่นโชว์อยู่ในมือ มันส่งเสียงแหลมเล็กราวปีศาจหัวเราะชอบใจ
ครุฑใสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย ดีดตัวผึงลุกขึ้นจากเตียงทองอันว่างเปล่า มองไปรอบๆ ด้วยความแปลกใจ รู้สึกสับสนกับฝันร้ายนี้ ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร พลันกลิ่นธูปหอมก็โชยกลิ่นหอมฟุ้งอบอวลไปทั่ววิมาน
‘เฮ้! กลิ่นธูป!’
ครุฑฉุกคิดในใจ พลันปรากฏภาพนิมิตขึ้นในหัว เป็ภาพโลกมนุษย์ในอีกภพภูมิหนึ่ง จากนั้นก็ซูมใกล้เข้ามาเป็ภาพหญิงชราผู้หนึ่งกำลังนั่งยองๆ จุดธูปบนบานขอความช่วยเหลือ อยู่ที่อนุสาวรีย์ยืนอยู่ด้วยรูปปั้นหินอ่อนยอดนักมวยไทยในตำนานขนาดเท่าคนจริง ตรงใต้ฐานรูปปั้นมีป้ายหินแกะสลักตัวอักษรสีทอง ระบุชื่อสกุลไว้อย่างชัดเจน
เรืองเดช เอดิสัน
แชมป์โลกมวยไทยเ้าบัลลังก์ ผู้รั้งสถิติไร้พ่าย
‘อ้อ ที่แท้ก็เป็ยายคนนี้เอง จุดธูปเรียกเรา ช่างเถอะ! ตนย่อมเป็ที่พึ่งแห่งตนสิยาย’ ครุฑฉุกคิดในใจ
‘อืมม์ ก็ดีนะ ที่พวกมนุษย์สร้างอนุสาวรีย์ไว้ให้เรา แต่ก็อย่างว่าแหละ ทำไมข้าต้องยอมเสียเวลาเสวยสุขด้วยเล่า? บุญใครบุญมัน กรรมใครกรรมมันซิยาย’
คิดได้แบบนี้ สัญญาณภาพนั้นก็ถูกตัดขาดไป โดยที่ครุฑมิได้แยแสสนใจกับสัญญาณกลิ่นธูป ที่ถูกจุดเรียกขอความช่วยเหลือ
“ออกไปเที่ยวหาความสำราญดีกว่า”
ว่าแล้วครุฑก็กางปีกโผบินออกจากวิมาน มุ่งหน้าไปที่ป่าหิมพานต์ทันที ไม่กี่อึดใจต่อมา ครุฑก็โฉบเฉี่ยวมาถึงป่าหิมพานต์ ป่าที่เต็มไปด้วยสีสันสวยงามเหนือจินตนาการ หนาแน่นไปด้วยพันธุ์ไม้สวยงามแปลกประหลาด ดอกไม้หลากสีสันแข่งกันเบ่งบานออกดอกออกผล
โดยเฉพาะนารีผลลำต้นใหญ่โตหลายคนโอบ ขณะนี้ออกผลดกดาษดื่นเต็มต้น ส่งกลิ่นหอมหวนอบอวลไปทั่วบริเวณ บรรยากาศในป่าหิมพานต์ช่างมีชีวิตชีวา ชวนให้หรรษา ตื่นตาตื่นใจสุดอลังการ ลมใต้ปีกครุฑทำให้ดอกไม้ใบไม้บริเวณราวป่า ลู่ไหวเอนตามแรงลมปีกกระพือ
ฝูงกวาง ฝูงหงส์ ฝูงนกยูง ชะเง้อมองด้วยความสนใจ พวกสัตว์เหล่านี้ต่างรู้ดีว่า พวกครุฑมาที่นี้ด้วยเหตุสองอย่างคือ หนึ่งจับนาคกินเป็อาหาร สองหานารีผลที่ถูกใจเด็ดเอาไปเชยชม บรรดาสัตว์ทั้งหลายจึงมิได้ตื่นกลัววิ่งหนี
ขณะที่ครุฑกำลังโฉบขึ้นไปบนยอดต้นนารีผล เพื่อบินสำรวจหาผลงามที่้า เมื่อบินวนเวียนหาผลที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายนางในฝันไม่ได้ จึงเด็ดเอาผลที่มีขั้วจุกผมสีทอง ตาสีฟ้า ใบหน้าสวยหวานหยาดเยิ้มราวเทพธิดาติดมือไปเชยชม
ครุฑโอบอุ้มร่างงามระหงของนารีผลโผบินขึ้นฟ้าโฉบเฉี่ยวกางปีกมหึมา ทะยานไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ กระทั่งร่างงามสง่าของครุฑเหลือขนาดเล็กจิ๋ว แล้วจมหายลับตาเข้าไปในกลีบเมฆเบื้องบน
เช้าวันนี้ ที่โลกมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ภายใต้ชายคาบ้านนิยายของสองพ่อลูกนักเขียน เด็กชายวัยสิบเอ็ดขวบผู้หนึ่ง รูปร่างผอมบางแต่งชุดนักเรียนกางเกงขาสั้น ยืนเคาะประตูอยู่หน้าห้องทำงานของพ่อ แล้วผลักประตูเปิดออก
“พ่อฮะ! ไปยัง สายแล้วฮะ”
แจ็ค ลูกชายคนเดียวของอานนท์นักเขียนอิสระ เร่งเร้าผู้เป็พ่อจากด้านหลัง ขณะเดินเข้ามาในห้องทำงานของพ่อ ซึ่งเต็มไปด้วยหนังสือกองสุมรุงรัง อยู่มากมาย ทั้งบนชั้นวาง บนโต๊ะ บนเก้าอี้ และบนพื้น มีเพียงประตูทางเข้าเท่านั้น ที่ว่างเปล่าปราศจากหนังสือ
อานนท์ นั่งนิ่งเงียบอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์สักพัก ราวกับรวบรวมสติออกจากเขาวงกตของตัวอักษร เมื่อได้ยินเสียงลูกชายเรียกขาน อานนท์ค่อย ๆ หันหน้ามอง แจ็คผู้เป็บุตรชายคนเดียวของเขา ด้วยแววตาอ่อนโยน
“โอเค! ลูกรัก พ่อเขียนจบตอนพอดี”
เขาเลื่อนมือมาลูบหัวลูกชาย ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“เดี๋ยวพ่อขอเวลาปริ้นกระดาษเอาไปอ่านแป๊บนึง”
อานนท์บอกลูกชายในชุดนักเรียน ผู้มีใบหน้าเกลี้ยงเกลา ดวงตากลมโต ฉายแววฉลาดปราดเปรื่อง พลางเอื้อมมือไปกดปุ่มเครื่องปริ้น
อึดใจเดียวเขาก็ได้หน้ากระดาษ A4 ที่มีตัวอักษรเต็มไปหมดออกมาสมใจ อานนท์หนีบแม็กเย็บกระดาษหลายแผ่นติดกัน แล้วยัดแผ่นกระดาษงานเขียนเ่าั้เข้าไปในซองใส่โน๊ตบุ๊ค จากนั้นจึงหอบหิ้วโน๊ตบุ๊คคู่ใจติดมือไปด้วย ก่อนพาลูกชายเร่งรุดออกจากห้องทำงาน
“ไป เราไปโรงเรียนกันลูกรัก”
จากนั้นรถเต่าโฟล์คสวาเกน สีเขียวอ่อนคันหนึ่ง ก็เร่งเครื่องพาสองพ่อลูกบึ่งทะยานไปบนถนนอันพลุ่งพล่านแออัดของเมืองกรุง เพื่อไปส่งแจ็คที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในย่านลาดพร้าวให้ทันเวลา ภายในห้องโดยสาร แจ็คเอ่ยถามพ่อผู้เป็คนขับว่า
“พ่อฮะ พ่อแต่งนิยายเื่ใหม่อยู่หรือฮะ”
แจ็คลูกชายวัยประถมเอ่ยถาม ขณะนั่งอยู่ที่เบาะหน้ารถ
“ใช่! ลูกรัก”
“เื่อะไรฮะ ?”
“เอ...ยังไม่แน่ใจนะ แต่พ่อว่าน่าจะชื่อเื่มนตร์น้ำหมึก ไม่ก็เจาะเวลาไล่ล่าอสูร หรือไม่ก็ สยามเนรมิต อะไรทำนองนั้น”
“ผมชอบชื่อ สยามเนรมิต ฮะ ฟังดูไทยๆ และไม่ซ้ำใครดี”
ผู้เป็พ่อยิ้ม ตาเป็ประกาย ชำเลืองมองลูกชายแวบหนึ่ง ขณะบึ่งรถเต่าไปบนถนน
“ผมช่วยอะไรพ่อได้บ้างฮะ ?” แจ็คเอ่ย
“ลูกช่วยพ่อได้อยู่แล้ว แค่ลูกเป็เด็กดี ตั้งใจเรียนก็พอ”
อานนท์ตอบลูกชายสุดที่รักด้วยเสียงอบอุ่น มือจับพวงมาลัยมองไปข้างหน้า ขณะบึ่งรถเต่าต่อไปเพื่อให้ทันเวลาก่อนโรงเรียนเข้า...
ในที่สุด สองพ่อลูกก็มาถึงจุดหมาย ก่อนเวลาโรงเรียนเข้าอย่างเฉียดฉิวอีกตามเคย ครั้นส่งลูกชายเสร็จแล้ว อานนท์พ่อเลี้ยงเดี่ยวก็บึ่งรถเต่าแล่นไปบนถนนเลียบทางด่วน ก่อนโฉบรถเต่าคู่ชีพแวะพักหากาแฟดื่ม และสำหรับใช้เป็ที่หย่อนก้นนั่งเขียนงานต่อที่ร้านกาแฟเ้าประจำ...
อานนท์เป็หนุ่มใหญ่ในวัยสี่สิบ รูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาว ใบหน้าหล่อเหลาพอใช้ แม้ไม่ถึงขั้นพระเอกหนัง แต่ก็ไม่ขี้เหร่เมื่อเดินอยู่ในตลาดนัดกับชุดเก่งกางเกงยีนส์เสื้อยืด พร้อมด้วยภาระหนี้สินค้างค่าผ่อนบ้านอยู่กับธนาคาร ยังดีที่มีลูกชายกับงานแต่งนิยายเป็แรงผลักดัน เขาจึงใช้ยึดเหนี่ยวยืนหยัดสู้ชีวิตมาได้จวบถึงปัจจุบัน กับเครื่องดื่มน้ำสีอำพันที่ต้องคอยเติมย้อมใจอยู่เป็ระยะ(โดยที่ไม่ให้แจ็ครู้)
เมื่อเครื่องยนต์ดับสนิท อานนท์เปิดเก๊ะหน้ารถฉวยเอาถุงกระดาษสีน้ำตาลมาเปิดออก ปรากฏว่าข้างในถุงมีขวดแบนใสภายในใส่น้ำสีอำพัน เขายกมันออกมาดื่มย้อมใจอยู่หลายอึก พอกรุ้มกริ่มได้ที่ เขาจึงหอบหิ้วโน๊ตบุ๊คคู่ใจมาเริ่มงานเขียนต่อไปที่ร้านกาแฟ เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว อานนท์จึงพรมนิ้วลงไปบนแป้นคีย์บอร์ด...
สามวันต่อมา ณ ที่ไกลห่างออกไปจากแผ่นดินสยาม ในคาบมหาสมุทรอินเดีย ท่ามกลางท้องทะเลอันเวิ้งว้าง มีดินแดนลับแลลึกลับแห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ นามว่าเกาะแก้วมรกต ที่นั่นมีถ้ำคูหาแห่งหนึ่ง ด้านหน้าปกปิดมิดชิดไว้ด้วยศิลาหนาหนักก้อนใหญ่ แต่ภายในโถงถ้ำกลับโอ่อ่ากว้างขวาง เย็นสบาย แวววาววิจิตรไปด้วยแสงสะท้อนยิบระยับจากหินงอกหินย้อย ราวกับเครื่องประดับแก้วงามจาก์สรวง
ปะขาวโพธิสัตว์องค์หนึ่ง กำลังเข้าฌานนิโรธสมาบัติ ดื่มด่ำความสุขสงบลึกล้ำ นั่งนิ่งไม่ไหวติงอยู่อย่างนี้มากกว่าเกือบปีแล้ว เส้นผมและขนคิ้วสีขาวยาวสยาย หนวดเครายาวเฟื้อยสีเงินยวง กองสุมรวมกันอยู่บนตักในชุดขาว แต่ผิวพรรณกลับเปล่งปลั่ง ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ราวเด็กหนุ่มอายุ 18 ปี บ่งบอกถึงคุณธรรมชั้นสูง ที่สามารถหยุดยั้งความชราได้ จากตบะฌานบารมีอันแก่กล้า
ปะขาวโพธิสัตว์ผู้นี้นามว่า บันลือสีหนาท ท่านบันลือสีหนาทได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญระทมทุกข์ของบรรดาพุทธบริษัทอยู่ภายใน ด้วยความเมตตาอันเปี่ยมล้น ท่านจึงกำหนดจิตคลายออกจากสมาบัติ นั่งกะพริบตา สูดลมหายใจเข้าออกอยู่พัก จากนั้นท่านก็ลุกขึ้นเดินทะลุประตูศิลาออกไปด้านนอกถ้ำอย่างหน้าตาเฉย แล้วมายืนสูดอากาศอยู่หน้าเชิงผา ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ยามนี้ ลมทะเลโชยปะทะเส้นผมขาวกับเครายาวสีเงินยวงลู่ไปด้านหลัง ท่านบันลือสีหนาท ทอดสายตามองลงไปยังเกลียวคลื่นเบื้องล่างอย่างผ่อนคลาย ขณะใช้ความคิด
‘เกิดอะไรขึ้นกับกุลบุตร พุทธบริษัทกระนั้นฤๅ?’
ทันใดนั้น ท่านก็ได้รับคำตอบทันทีจากญาณปัญญาอันทะลุทะลวง
“อ้อ! เื่เป็เช่นนี้เอง มารร้ายก่อกรรมทำเข็ญขึ้นอีกครา วิกฤติสร้างวีรบุรุษ เพลานี้อโยธยา้าวีรบุรุษมากอบกู้สถานการณ์ ย่อมได้ ๆ เมื่อเรียกร้อง ์มีตา โพธิสัตว์เทวาย่อมปราณี” จากนั้นท่านกล่าวเป็พุทธภาษิตออกมา
“พระอาทิตย์ส่องสว่างเฉพาะกลางวัน
พระจันทร์ส่องสว่างเฉพาะกลางคืน
พระาาผู้ทรงเครื่องรบแล้วย่อมสง่างาม
แต่พระพุทธเ้าย่อมสง่างามด้วยพระเดช
ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน”
ท่านบันลือสีหนาท น้อมศีรษะพนมมือไหว้ แล้วกล่าวขอพร
“สาธุ ขอพระพุทธองค์ทรงเมตตา แก่บรรดาสัตว์โลกผู้โง่เขลาเบาปัญญา รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะความมืดบอดจากอวิชชาแท้ ๆ ขออาราธนาบารมีแห่งพระพุทธองค์ มาปกปักรักษา”
สิ้นคำพูดประโยคนี้ จากนั้นท่านปะขาวโพธิสัตว์ก็เดินทะลุผ่านประตูศิลา กลับเข้าไปในถ้ำอีกครั้ง แล้วเริ่มต้นสาธยายมนตร์ อวตารจุติ[1]อย่างคล่องแคล่ว
ในเวลาเดียวกันนี้ บน์ชั้นฟ้า ในระดับความสูงเหนือหมู่เมฆา ครุฑขณะกางปีกบินโอบอุ้มนารีผลอยู่กลางเวหา ทันใดนั้น ครุฑได้ยินเสียงสวดมนตร์ดังแว่วมา เสียงสวดนั้นดังชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆโดยไม่ทราบที่มาว่าใครเป็ผู้สวด พริบตานั้นกายทิพย์ของครุฑ ปรากฏเหงื่อไหลซึมออกมา ทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องประดับที่สวมใส่ เกิดสีหม่นหมองขึ้นมาซ่ะงั้น!
‘เอ๊ะ! ฤๅเราจักจุติ’[2]
ครุฑครุ่นคิดในใจ ขณะร่อนร่างกำยำโฉบลงที่ระเบียงแก้วหน้าวิมานบนต้นงิ้ว แล้วเดินอุ้มร่างงามระหงส่งกลิ่นหอมรัญจวนเข้าไปภายในวิมาน โดยที่เสียงสวดมนตร์นั้นยังดังแว่วกึกก้องอยู่ในใจ
พลันบัลลังก์ทองก็เปลี่ยนเป็เตียงทองคำรอคอยทันทีโดยอัตโนมัติ แต่ทว่าเตียงทองอันหนานุ่มนอนสบาย ยามนี้กลับเปลี่ยนเป็แข็งกระด้างนอนไม่สบาย นอนแล้วเ็ปตามเนื้อตัวอีกต่างหาก ครุฑจึงวางร่างงามระหงของนารีผลไว้บนเตียงอย่างหมดอารมณ์เชยชม
พริบตานั้น ครุฑก็จุติ โดยร่างกายอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับไอน้ำระเหิดหายไปในอากาศ
ขณะเดียวกันนี้ที่โลกมนุษย์ ในมหาสมุทรอินเดีย ท่ามกลางเกลียวคลื่นถาโถม พายุฝนเทกระหน่ำ สายฟ้าคำรนอยู่เป็ระยะราวกับคำขู่ แต่พวกโจรสลัดบนเรือใบลำโตติดปืนใหญ่ กลับมิได้กลัวเกรงคลื่นลมพายุร้ายแม้แต่น้อย พวกมันยังคงมุ่งมั่นไปที่เกาะมหาสมบัติอย่างท้าทาย ตามคำสั่งที่ไม่มีใครฟัง ด้วยความคาดหวังของ กัปตันโจ๊ก สตอรี่[3] ชายหนุ่มลูกครึ่งสยามโปรตุเกส รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมคาย ผิวขาว ผู้ยืนยันเสียงแข็งว่า เกาะมหาสมบัติมีอยู่จริง แม้เขาจะไม่เคยไปเห็นกับตาตัวเอง แต่เขามีลายแทงเป็มรดกตกทอดมาจากพ่อของเขา ดวงตาสีฟ้าทอประกายมุ่งมั่นขึ้นมาทันที ทุกครั้งที่พูดถึงเื่นี้
อันที่จริง เหตุที่พวกลูกเรือคล้อยตามยอมเดินทางมาด้วย หาใช่พวกมันศรัทธาเชื่อฟังคำสั่งของเขาไม่ แต่เป็เพราะโจรสลัดเคราดำลูกพี่ใหญ่ผู้ชักใยอยู่เื้ั โดยมีกัปตันโจ๊กออกหน้าเป็กัปตันหุ่นเชิด ด้วยข้อตกลงร่วมกันง่าย ๆก่อนออกเดินเรือว่า
“ทรัพย์สมบัติที่ได้มาจะแบ่งออกเป็สองส่วนเท่า ๆ กัน หนึ่งเป็ของเขา สองเป็ของโจรสลัดเคราดำและพวกลูกเรือ”
กัปตันโจ๊กหลงเข้าใจว่า ผลประโยชน์ในส่วนที่สองนี่เอง ที่ทำให้พวกโจรสลัดหูผึ่ง รีบชักสมอเรือกางใบร่วมออกเดินทางล่าขุมทรัพย์มากับเขา แต่ที่จริงนั้นกัปตันโจ๊กเข้าใจไปลำพังคนเดียว โดยที่โจรสลัดเคราดำผู้เหี้ยมโหด มันมิได้ยินดีพอใจในส่วนแบ่งเหล่านี้ด้วย
ผ่านมาสามอาทิตย์แล้ว ที่เรือแล่นออกจากชุมโจรสลัดเมืองท่ามะริด แล่นฉิวโต้คลื่นมาตามลายแทงของกัปตันโจ๊กด้วยความเชื่อมั่น แต่ทว่าความ
มั่งคั่งดูเหมือนจะไม่ใช่เื่ง่าย สำหรับพวกโจรสลัดนักล่าขุมทรัพย์เสียแล้ว เพราะขณะนี้ เรือกำปั่นลำโตกำลังโยกโคลงไปมา ราวกับมีมือั์ผู้เกรี้ยวกราดมาจับเขย่า ตะเกียงน้ำมันที่แขวนให้แสงอยู่วอมแวมตรงเชือกข้างเรือแกว่งไกว ตามแรงคลื่นลมบ้าระห่ำ ที่ซัดกระหน่ำเข้ามาไม่หยุดหย่อน ท้องฟ้าดำทะมึน ฟ้าแลบแปลบปลาบ!
ยามนี้ บนดาดฟ้าเรือ กัปตันโจ๊ก สตอรี่ กำลังวิ่งไล่กวดตามหมวกกัปตันของเขาซึ่งกำลังปลิวลงสู่ทะเล ตามแรงลมพายุพัดหอบ ขณะที่สายฝนสาดกระหน่ำ ภายใต้สายฟ้าแลบ เห็นหมวกกัปตันของเขาลอยพะเยิบพะยาบไกลห่างออกไปจากลำเรือ กัปตันโจ๊กยืนนิ่งใจหายวาบ เส้นผมดำสนิทเปียกปอน เสื้อผ้าเปียกชุ่มไปด้วยฝน สองมือเหนี่ยวกราบหัวเรือด้านหน้าไว้ กวาดตาสีฟ้ามองตามด้วยความอาลัย
พริบตานั้น สายฟ้าก็ฟาดเปรี้ยงลงมาที่กัปตันโจ๊ก ร่างสูงใหญ่หมุนคว้างราวกับลูกข่าง แล้วล้มทั้งยืนนอนวัดพื้นอยู่ตรงนั้น พวกลูกเรือรีบวิ่งกรูกันมาที่เขา ยังไม่ทันถึงตัว ในทันทีนั้นสายฟ้าก็ผ่าเปรี้ยงซ้ำลงมาที่ร่างของกัปตันโจ๊กอีกหน เข้าตรงที่เดิมอย่างแม่นยำราวจับวาง ร่างกำยำชักกระตุก เหมือนหนูลองยาถูกไฟช็อตแล้วนิ่งสงบไป
พวกลูกเรือหลายคนตั้งสติได้ เห็นว่าเขายังไม่ตาย ก็พากันเข้ามาประคอง ช่วยกันแบกร่างกัปตันโจ๊กไปปฐมพยาบาลที่เคบินห้องพักของกัปตัน
ยามนี้ แทนที่ทุกคนจะตื่นกลัวเสียขวัญ กลับมีใบหน้าราบเรียบราวกับไม่มีเหตุร้ายใดเกิดขึ้น โดยเฉพาะ โจรสลัดเคราดำ จอมข่มขู่ ท่าทีวางก้ามทรงอำนาจ น่าเกรงขาม ตัวสูงใหญ่ กำยำแข็งแรง หนวดเคราดกดำยาวรุงรังปกคลุมใบหน้าคมเข้มเกือบมิด
ทันทีที่มันทราบข่าวก็รีบรุดมาดูเหตุการณ์ที่ห้องเคบิน ดวงตาสีดำสนิทฉายแววดุร้ายจับจ้องไปยังร่างที่นอนสงบนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนเตียงของกัปตันลูกครึ่งผู้โชคร้าย โจรสลัดเคราดำเอื้อมมือมาจับชีพจรเขาดู พร้อมทั้งอังมือรอไว้ที่ปลายจมูกของเขา ปรากฏว่ากัปตันโจ๊กยังไม่ตาย เขายังมีลมหายใจอยู่ แต่ทว่ามันรวยรินแ่เบาราวกับคนใกล้ตาย โจรสลัดเคราดำจึงหันมาคำรามกับพวกลูกน้องที่รายล้อมอยู่รอบข้าง
“ปล่อยมันไว้แบบนี้แหละ ถ้ามันตาย พรุ่งนี้เช้าพวกเอ็งค่อยโยนศพมันทิ้งลงทะเลไป”
“พี่เคราดำ แล้วใครจะเป็คนอ่านลายแทงล่ะ?” ลูกสมุนคนหนึ่งถาม
“พวกเอ็งไม่ต้องกังวลเื่นี้ดอก มันเป็คนบอกข้าเอง พรุ่งนี้เช้าก็ถึงเกาะมหาสมบัติแล้ว แต่ถ้าไม่เป็จริงดังคำที่มันบอก ยังไงข้าก็จะยึดเรือลำนี้มาเป็ของเราอยู่แล้ว เอาล่ะ... พวกเอ็งแยกย้ายกันไปนอน ไป!”
วันรุ่งขึ้น เมื่อฝนซาฟ้าใส ดวงตะวันฉายแสง เช้านี้คลื่นลมสงบราบเรียบ ก็แล้วใครเล่าจะไปคาดคิด ครุฑจะมาจุติในร่าง กัปตันโจ๊ก สตอรี่ นักล่าขุมทรัพย์สุดอาภัพ ผู้ชิงด่วนเสียชีวิตไปกะทันหันเมื่อคืนจากสายฟ้าฟาด โดยมีครุฑจุติใหม่สอดแทรกจิติญญาเข้ามาในร่างกายเนื้อของเขาทันที
ยามนี้ กัปตันหนุ่มลูกครึ่ง ตายแล้วฟื้นตื่นขึ้นมาเป็คนใหม่อีกครั้ง เขานอนกะพริบตามองเพดาน ฟังเสียงสวดมนตร์ลึกลับที่ดังก้องอยู่ในหัว โดยไม่ทราบว่า เสียงสวดมนต์ปริศนานี้ดังแว่วมาจากที่ใด และใครเป็ผู้สวด
‘เอ๊ะ! เสียงสวดมนตร์’ เขาอุทานด้วยความฉงน
กัปตันโจ๊กคนใหม่ในร่างเดิม นอนกวาดตาสีฟ้ามองดูรอบข้าง เห็นผนังข้างเตียงด้านหนึ่ง มีชุดตัวเลขถูกเขียนด้วยชอล์กระบุวันที่ปี ค.ศ.ไว้อย่างชัดเจนว่า 1596 / 6 / 5 ขณะที่ตัวเองยังนอนกระดิกขาอยู่บนเตียง พลันได้ยินเสียงระฆังสั่นกระดิ่งดังจากดาดฟ้าเรือ พร้อมเสียงกู่ะโโหวกเหวกดังก้อง
“ถึงแล้ว เกาะมหาสมบัติ นั่นไง เกาะมหาสมบัติ!”
กัปตันผู้ตายแล้วฟื้น รู้สึกได้ว่า ยามนี้ภายนอกห้องเคบิน มีผู้คนหลายสิบคนพากันวิ่งกรูขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือตามเสียงกู่ะโนั้น กัปตันโจ๊กจึงดีดตัวผึงลุกขึ้นจากเตียง ถลันร่างเปิดประตูออกไปทันที
[1] มนตร์อวตารจุติ เป็คาถาเลียนแบบมนตร์กฤษณะกาลีจากในละครเื่ บุพเพสันนิวาส เมื่อสวดสาธยายแล้ว เกิดปาฏิหาริย์ ทำให้เกศสุรางค์ย้อนเวลากลับไปอยู่ในร่างของการะเกดได้
[2] จุติ :เคลื่อน, เปลี่ยนสภาพ จากกำเนิดหนึ่งไปสู่อีกกำเนิดหนึ่ง คำนี้มักใช้กับพวกเทพ เทวดา
[3]กัปตันโจ๊ก สตอรี่ : เป็ตัวละครล้อเลียนกัปตันแจ็ก สแปร์โรว์ (Captain Jack Sparrow) ซึ่งเป็ตัวละครเอกในภาพยนตร์ชุด ไพเรทส์ ออฟเดอะแคริบเบียน.