เซียวจื้อหยวนขมวดคิ้วเคร่งเครียดฟังคำรายงานจากบ่าวรับใช้ก่อนจะลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง ก้าวเท้าหนักๆ ออกจากห้องไป
เจี่ยจวงเองก็ตั้งตัวไม่ทัน รีบลุกขึ้นแล้วเดินตามเซียวจื้อหยวนไปไม่ห่าง
เขาไม่ได้คาดคิดเลยว่าการมาที่จวนสกุลเซียวครั้งนี้จะมีเื่สนุกเพิ่มเข้ามา ทั้งได้พบเซียวจิ่วเอ๋อร์และได้ชมศึกที่กำลังจะเกิดขึ้น นับว่าเป็กำไรจริงๆ!
สองคนรีบเร่งมุ่งหน้าไปยังประตูหน้าจวน เห็นฉากเปิดศึกที่บ่าวรับใช้รายงานไว้กับตาตัวเอง
เดิมทีเจี่ยจวงยังสงสัยว่าเซียวจิ่วเอ๋อร์และเซียวเฟิ่งเอ๋อร์จะสู้กันอย่างไร ในเมื่อฝ่ายหนึ่งเป็ถึงขั้นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหก แต่อีกฝ่ายกลับไม่มีพลังิญญาเลย เซียวเฟิ่งเอ๋อร์เพียงปล่อยพลังทีเดียว เซียวจิ่วเอ๋อร์ก็คงพ่ายแพ้ทันทีไม่ใช่หรือ
ทว่าเมื่อเขาได้เห็นศึกที่ว่าเข้าจริงๆ เขากลับอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
นี่มันจะเรียกว่าตีกันได้อย่างไร เห็นชัดๆ ว่าฝ่ายหนึ่งกำลังวิ่งหนี ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังไล่หวดไม่หยุด
“เซียวจิ่วเอ๋อร์ หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” เซียวเฟิ่งเอ๋อร์ฟาดแส้ลงอีกครั้ง แต่ก็พลาดเป้า ความเคียดแค้นฉายชัดในแววตา
ผู้คนที่ยืนดูอยู่ต่างพากันหัวเราะเยาะ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สังเกตเห็นว่าการเคลื่อนไหวของเซียวจิ่วเอ๋อร์นั้นแม่นยำและชาญฉลาด แม้จะดูเหมือนกำลังหนีอย่างสะบักสะบอม แต่กลับสามารถหลบการโจมตีของเซียวเฟิ่งเอ๋อร์ได้อย่างเฉียบคมในทุกครั้ง ทั้งยังหลบได้อย่างสวยงาม ไม่โดนแม้แต่ชายผ้าด้วยซ้ำ
“ช่วยด้วย! นางจะฆ่าข้าแล้ว!”
เซียวจิ่วเอ๋อร์ะโพลางวิ่งหนี สร้างเสียงหัวเราะให้กับเหล่าผู้ชม ผู้คนเริ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนานเกี่ยวกับสาเหตุที่ทั้งสองทะเลาะกัน
ปกติหน้าจวนสกุลเซียวมักไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน เพราะที่นี่เป็เขตที่เงียบสงบ อีกทั้งยังเป็จวนแม่ทัพ หากยืนดูนานเกินไปแล้วเกิดถูกสงสัยจนโดนจับไปสอบสวนจะทำอย่างไร นี่ไม่ใช่เื่ที่ชาวบ้านธรรมดาจะยอมเสี่ยง
แต่วันนี้ที่มีคนมาชุมนุมกันมากมาย ก็เพราะมีข่าวลือจากในตลาดว่าเซียวหรันมีเื่ทะเลาะกับคนของตระกูลเจี่ยอีกแล้ว
ครั้งก่อนพวกเขาพลาดโอกาสชมเซียวหรันทำร้ายเจี่ยจวงไป ดังนั้นครั้งนี้เมื่อได้ยินข่าวความสนุก พวกคนที่ว่างงานจึงรีบวิ่งมาอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะได้ชมความสนุกอย่างเต็มตา
ทว่ากลับคาดไม่ถึง พวกเขาไม่ได้เห็นความขัดแย้งระหว่างตระกูลเซียวกับตระกูลเจี่ย แต่กลับได้เห็นการทะเลาะกันเองภายในตระกูลเซียวแทน
“เซียวจิ่วเอ๋อร์เสียสติไปแล้วรึ หาเื่ใครไม่หา ดันไปหาเื่คุณหนูใหญ่! เ้าเบื่อชีวิตแล้วหรือ”
“เ้าขยะนี่ไม่มีความสามารถเื่อื่นเลย แต่เื่ขายหน้ากลับทำได้ดีเยี่ยมจริงๆ”
“ท่านแม่ทัพเซียวต้องต่อสู้เสี่ยงชีวิตอยู่ชายแดน เลี้ยงดูเ้าขยะนี่อย่างดีมาตั้งหลายปี ช่างลำบากยิ่งนัก!”
“ถ้าข้ามีลูกสาวที่ไร้ความสามารถและคอยแต่สร้างปัญหาเช่นนี้ ข้าคงฟาดนางตายไปั้แ่แรก ดีกว่าปล่อยให้คนมาดูถูกเช่นนี้!”
“ข้าว่าวันนี้คุณหนูใหญ่ก็คงคิดแบบนั้น จึงได้ลงมือแทนบิดาเพราะทนไม่ไหวแล้ว!”
“ข้าว่าคงไม่ใช่อย่างนั้นหรอก สุดท้ายแล้วเืย่อมข้นกว่าน้ำ คุณหนูใหญ่คงไม่ได้ตั้งใจเอาจริง ถ้าจะฆ่ากันจริงๆ ป่านนี้เซียวจิ่วเอ๋อร์คงตายไปนานแล้ว!”
“จริงด้วย ดูสิเซียวจิ่วเอ๋อร์สู้มาจนถึงตอนนี้ยังไม่เป็อะไรเลยสักนิด!”
เสียงซุบซิบของฝูงชนที่มุงดูอยู่รอบๆ ดังเข้าหูเซียวเฟิ่งเอ๋อร์ ทำให้นางยิ่งโมโหจนแทบะเิ
นางกำลังล้อเล่นอยู่หรือ
แน่นอนว่าไม่ใช่!
ทุกกระบวนท่าที่นางปล่อยออกไปล้วนมุ่งสังหารเซียวจิ่วเอ๋อร์ทั้งสิ้น นางไม่มีความลังเลหรือปรานีต่อขยะไร้ค่าเช่นนี้แม้แต่น้อย ต่อให้นางฆ่าเซียวจิ่วเอ๋อร์ต่อหน้าผู้คนมากมายในวันนี้ บิดาของนางก็คงทำได้แค่ตำหนิตามมารยาทเพียงไม่กี่คำ ไม่มีใครกล้าตำหนิหรือกล่าวโทษนางเพราะเื่นี้เลยสักคน!
แต่ว่านางที่ปรารถนาจะสังหารเซียวจิ่วเอ๋อร์อย่างแรงกล้า หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ นางกลับยังไม่อาจแตะต้องตัวเซียวจิ่วเอ๋อร์ได้เลยแม้แต่ปลายเล็บ เื่นี้มันเป็ไปได้อย่างไรกัน!?
เซียวเฟิ่งเอ๋อร์นึกถึงคำพูดเหลวไหลที่นางได้ยินจากซินเหมยในวันนี้ แล้วเชื่อมโยงกับฝันร้ายเมื่อหลายวันก่อนที่นางต่อสู้กับเซียวจิ่วเอ๋อร์ในป่าอสูร ทำให้นางเกิดความหวั่นไหวอย่างไม่รู้ตัว
และก็เพราะเหตุนี้เอง นางจึงออกจากจวนเพื่อตามหาเซียวจิ่วเอ๋อร์ และดักนางไว้ที่หน้าประตูจวน
“ท่านพ่อช่วยด้วย!”
เซียวจิ่วเอ๋อร์เหลือบมองไปทางประตูจวน เห็นเซียวจื้อหยวนปรากฏตัวอยู่ที่นั่น นางจึงรีบฉวยโอกาสแสดงท่าทางเหมือนเห็นแสงแห่งความหวัง พุ่งตัวเข้าไปหาเขาด้วยสีหน้าแตกตื่น
“ท่านพี่จะฆ่าข้า ท่านพ่อช่วยข้าด้วย!”
น้ำเสียงของนางเจือด้วยความสะอื้น ดูน่าสงสารเป็อย่างยิ่ง
เซียวจื้อหยวนขมวดคิ้วมองนาง แต่กลับไม่มีทีท่าว่าจะยื่นมือช่วยเหลือ เซียวเฟิ่งเอ๋อร์เห็นเซียวจิ่วเอ๋อร์หันไปขอความช่วยเหลือจากเซียวจื้อหยวน ก็อดหัวเราะเยาะออกมาไม่ได้
“ร้องเรียกท่านพ่อมีประโยชน์อันใด เ้าน่ะลองร้องเรียกฉงซวงให้มาช่วยเ้าดูสิ!”
เซียวจิ่วเอ๋อร์ถูกไล่จนล้มกลิ้งลงไปกับพื้น นางกลิ้งตัวหลบการโจมตีอันตรายมาได้อย่างหวุดหวิด จากนั้นจึงพยุงตัวลุกขึ้นโดยใช้มือเกาะกำแพงไว้ ก่อนจะหันไปมองเซียวเฟิ่งเอ๋อร์
เซียวจิ่วเอ๋อร์ในชุดกระโปรงสีน้ำเงินอ่อนที่ดูเก่าโทรม ผมยาวสยายถึงเอวของนางยุ่งเหยิงเป็อย่างมาก แม้บนใบหน้าไม่ได้แต่งแต้มเครื่องสำอาง แต่ผิวที่ขาวผ่องและหน้าตาที่งดงามสะดุดตา กลับยิ่งทำให้นางดูโดดเด่นราวกับเป็แสงเจิดจ้าที่ดึงดูดผู้คนให้หันมามอง ผู้คนที่กำลังหัวเราะเยาะอดรู้สึกทอดถอนใจไม่ได้ เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่านางเป็เพียงเศษสวะไร้ค่า แต่เพราะเหตุใด ไยจึงต้องเกิดมาพร้อมรูปโฉมงามวิจิตรเช่นนี้?
คิ้วเรียวโก่งโค้ง ดวงตากลมโตสดใส ริมฝีปากแดงระเรื่อ ฟันขาวเรียงตัวงาม ลำคอยาวระหง ไหล่บอบบางราวกับแกะสลัก เอวเล็กคอดราวกับสายคาดที่บอบบาง งดงามดุจภาพวาด
นางดูราวกับก้อนเมฆอันนุ่มนวลบดบังดวงจันทร์ สง่างามราวสายลมที่พัดไอหมอกลอยวน
เมื่อเปรียบเทียบกับเซียวเฟิ่งเอ๋อร์ บุตรีผู้มากความสามารถแห่งตระกูลเซียว ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วแคว้นเป่ยหลิง นางกลับดูธรรมดาเกินไป
หากเพียงความงามของสองคนนี้สามารถสลับกันได้จะดีเพียงใด?
ดวงตาของเซียวจิ่วเอ๋อร์คลอไปด้วยน้ำตา คิ้วเรียวขมวดมุ่น นางสบสายตากับเซียวเฟิ่งเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ห่างออกไปและเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ
“เ้ารู้ทั้งรู้ว่าแม่ของข้าถูกเซียวหรันฆ่าตาย แต่กลับยังพูดจาเย้ยหยันเช่นนี้ เ้ามีจุดประสงค์อะไร ข้าไม่รู้เลยว่าวันนี้ตัวเองไปล่วงเกินสิ่งใดเ้า หรือเพียงเพราะท่านราชครูมอบหมายให้ข้าไปเข้าร่วมการสอบเข้าสำนักศึกษาซิงเฉิน เ้าถึงได้โกรธแค้นถึงขั้นอยากเอาชีวิตข้า?”
คำพูดของเซียวจิ่วเอ๋อร์เพียงประโยคเดียวทำให้บรรยากาศที่วุ่นวายกลับเงียบสงัดในทันที แม้แต่เจี่ยจวงที่ยืนอยู่ด้านหลังเซียวจื้อหยวนยังตะลึงงัน พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ฉงซวงถูกเซียวหรันฆ่าตาย?
ราชครูมอบหมายให้คนไร้ค่าคนนี้เข้าร่วมการสอบเข้าสำนักศึกษาซิงเฉิน?
นี่เป็ข่าวชวนตะลึงที่ยากจะเชื่อได้ เจี่ยจวงในฐานะผู้ที่ผ่านโลกมามากยังถึงกับตกตะลึง นับประสาอะไรกับเหล่าชาวบ้านทั่วไป
พวกเขาต่างมองหน้ากันอย่างสับสน พยายามสังเกตสีหน้าของคนรอบข้างเพื่อยืนยันให้แน่ใจว่าตนไม่ได้หูฝาด
แม้ว่าฉงซวงจะเป็เพียงอนุภรรยาฐานะต่ำต้อยในตระกูลเซียว ไม่ว่าจะอย่างไร นางก็ยังเป็ภรรยาของแม่ทัพเซียว เป็ผู้หลักผู้ใหญ่ในครอบครัว แต่กลับถูกเซียวหรันสังหารอย่างนั้นหรือ
เซียวหรันฆ่าฉงซวงแล้วยังกล้าทำร้ายท่านเจี่ยอีก ทั้งที่นางด้อยกว่าเซียวเฟิ่งเอ๋อร์ในทุกด้าน แต่กลับกล้าทำตัวยโสโอหังถึงเพียงนี้ ยังจะมีความยุติธรรมอยู่ในโลกนี้หรือ
แล้วอีกอย่าง เซียวจิ่วเอ๋อร์ไปเกี่ยวข้องกับท่านราชครูได้อย่างไร
นางไม่ใช่ว่าเป็คนไร้ค่าหรือ ไปสำนักศึกษาซิงเฉินเพื่ออะไรกัน จะไม่ตลกเกินไปหรือ
เซียวจิ่วเอ๋อร์เม้มริมฝีปาก น้ำตาไหลรินอาบแก้มตามจังหวะการกะพริบตา
เมื่อพูดถึงการจากไปของมารดา ความโศกเศร้าของนางพลันท่วมท้นจนยากจะสะกดกลั้น ดวงตาที่เคยอ่อนแอและหวาดกลัวกลับเปลี่ยนเป็ความเกลียดชังลึกล้ำ
“ข้าเกิดมาพร้อมแก่นิญญาที่เสียหาย หรือเ้าคิดว่านี่เป็สิ่งที่ข้าปรารถนา?”
“ข้าไม่มีพลังปราณ เช่นนั้นข้าสมควรต้องมีชีวิตอยู่อย่างไร้ค่าอย่างนั้นหรือ”
“หากเป็แบบนั้น คนที่พลังปราณต่ำต้อยทุกคน ก็ควรต้องเป็อย่างที่เ้ากับเซียวหรันพูดใช่หรือไม่ ต้องเป็ทาสรับใช้ เป็ชนชั้นต่ำที่ต้องถูกกดหัวไปชั่วกัปชั่วกัลป์ ไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากเลยอย่างนั้นหรือ”
เซียวจิ่วเอ๋อร์เพียงพูดไม่กี่คำ ก็ปลุกความไม่พอใจของฝูงชนที่มุงดูเหตุการณ์อยู่ได้
ในโลกนี้ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนเป็เพียงสามัญชนที่มีพลังปราณต่ำต้อย ทว่ามีใครบ้างที่ไม่หวังให้ลูกหลานของตนเติบโตเป็ผู้ยิ่งใหญ่ โด่งดังไปทั่วหล้า?
แต่เซียวเฟิ่งเอ๋อร์กับเซียวหรันกลับกล้าสาปแช่งให้พวกเขาเป็ทาสรับใช้ไปทุกชั่วอายุคน นี่มันช่างเป็คู่พี่น้องที่ทั้งโเี้และปากร้ายเสียจริง!