ตามปกติรั่วซีจะไม่ดื่มเหล้าเยอะ เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยดื่มหนักมากจนมึนเมาขาดสติ และเผลอไปนัวเนียผู้จัดการส่วนตัว แต่พอตื่นนอนกลับจำอะไรไม่ค่อยได้ เหลือไว้เพียงภาพเลือนรางที่ติดๆ ดับๆ เหมือนกับโทรทัศน์เสียอยู่ในหัว หลังจากนั้นมาผู้จัดการก็เลยกำหนดกฎเหล็กว่าห้ามดื่มเหล้าเกินครั้งละหนึ่งแก้วเป็อันขาด เพราะเดี๋ยวจะเกิดเื่ใหญ่ขึ้นได้
เมื่อเดินเข้ามาได้ไม่นานนัก ก็พบกับแสงสว่างส่องมาจากปลายอุโมงค์ รั่วซีจึงรีบวิ่งเข้าใส่ทันที จนกระทั่งทะลุผ่านปากถ้ำออกไป หัวใจของรั่วซีก็เต็มไปด้วยความสุข เพราะเขามองเห็นบ้านไม้หลังเล็กหลังหนึ่ง ซึ่งรายล้อมด้วยดอกไม้นานาพรรณ อีกทั้งข้างๆ ตัวบ้านก็ยังมีน้ำตก และคลองเล็กๆ ไหลผ่านอีกด้วย
“มีบ้านคนซ่อนอยู่ด้านหลังูเา โชคดีแล้วเรา เพราะถ้ามีบ้านคนก็หมายความว่าต้องมีคน และถ้ามีคนก็ต้องมีของกิน” ความรู้สึกอบอุ่นและดีใจถาโถมเข้ามาในหัวใจของรั่วซีทันที
ไม่ว่าเ้าของบ้านหลังนี้จะเป็ใครก็ตาม เขารู้สึกขอบคุณออกมาจากใจจริง หลังจากต้องตื่นขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยวในป่าอันกว้างใหญ่ซึ่งดูอยู่ห่างไกลจากบรรดาผู้คน ลึกๆ ในใจรั่วซีรู้สึกกลัวไม่น้อยเลย แม้ว่าเขาจะพยายามมองโลกในแง่ดีแล้วก็ตาม
อีกสักครู่ก็จะได้พบคนของโลกนี้แล้ว ช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ
“มีใครอยู่ไหมครับ” รั่วซีะโเรียก
“...” ไม่มีเสียงตอบรับจากข้างใน
“มีใครอยู่ไหมครับ ผมหลงทางมา ขอเข้าไปในบ้านนะครับ” เขาเปล่งเสียงเรียกออกมาอีกคำรบหนึ่ง ทว่าก็ยังคงไม่มีเสียงตอบรับกลับมาอยู่ดี
“งั้นผมเข้าไปเลยนะครับ” เมื่อไร้เสียงตอบกลับ รั่วซีจึงถือวิสาสะเดินข้ามสะพาน และตรงดิ่งไปที่ตัวบ้าน ดอกไม้ตามสองข้างทางส่งกลิ่นหอมหวานตลบอบอวลอยู่ในอากาศ แต่ถึงกระนั้น มันก็ไม่อาจกลบกลิ่นหอมกรุ่นของอาหารที่น่าจะเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ออกไปได้เลยแม้แต่น้อย
หลังจากเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูบ้าน รั่วซีก็เอื้อมมือไปลองผลักบานประตูดู ปรากฏว่ามันถูกเปิดออกได้อย่างง่ายดายโดยแทบไม่ต้องออกแรง เขาชะเง้อชะแง้คอมองผ่านช่องประตูที่แง้มเพียงเล็กน้อย ก่อนจะเห็นว่าด้านในมีโต๊ะ เก้าอี้ พร้อมด้วยบรรดาอาหารที่ถูกจัดวางเอาไว้อย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย ความหิวกระหายก่อนหน้านี้เริ่มกลับมาโจมตีอีกครั้งหนึ่ง รั่วซีรีบเดินไปทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะอาหารทันที พลางกวาดสายตามองสำรวจอาหารหลากหลายชนิดบนโต๊ะ จนน้ำลายจากกระพุ้งแก้มเริ่มไหลทะลักออกมา
“มีใครอยู่ไหมครับ ผมรั่วซี หลงทางมา ไม่มีอะไรตกถึงท้องมาหลายวันแล้ว” ถ้านับรวมั้แ่ตายก็หลายวันแล้วจริงๆ
ด้านในบ้านมีประตูอีกบานที่สามารถเปิดทะลุไปได้ คาดว่าน่าจะเป็ห้องนอนกระมัง แต่ก็เงียบสนิท ไม่มีเสียงคนเคลื่อนไหว
“ผมขอรบกวนอาหารซักมื้อนะครับ”
“...” ก็ยังคงเงียบอยู่ดี
“ถ้าไม่ตอบผมจะถือว่าตกลง เช่นนั้นผมขอกินเลยแล้วกันนะครับ ขอบคุณมากครับ ผมจะจดจำบุญคุณนี้ไว้ไม่มีวันลืมเลย ถ้ามีโอกาสผมจะตอบแทนให้ในภายหลัง” ในเมื่อไม่มีเสียงตอบกลับมา แล้วจะมัวรออะไรอยู่ล่ะ ก็กินเสียเลยสิครับ จริงๆ เขาก็ทำเป็ะโขออนุญาตไปอย่างนั้นแหละ เพียงเพื่อลดความรู้สึกผิดในใจที่ขโมยอาหารคนอื่นกินก็เท่านั้นเอง
บนโต๊ะมีทั้งผัดผัก ไก่ย่าง น้ำแกง และจากกลิ่นที่ลอยออกมา ก็เหมือนว่าจะมีเหล้าด้วยเช่นกัน แน่นอนว่าในยามนี้เขาไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ผู้จัดการก็ไม่ได้อยู่ตรงนี้ด้วย แถมในบรรยากาศยามที่เม็ดฝนกำลังโปรยปรายลงมา ทำให้อากาศเย็นชุ่มฉ่ำ เหมาะแก่การซดเหล้าสักอึกสองอึกยิ่งนัก รั่วซีรีบหยิบชามข้าวตรงหน้าขึ้นมากินทันที
แปลก... กับข้าวพวกนี้ดูเหมือนว่าจะเพิ่งตั้งทิ้งไว้ไม่นาน เพราะยังอุ่นๆ อยู่เลย แต่ด้วยความหิวโหยจนไส้กิ่วไส้แขวน เขาจึงไม่อยากคิดอะไรมาก จวบจนกระทั่งเวลาผ่านพ้นไปเกินหนึ่งถ้วยชา รั่วซีก็จัดการกับอาหารตรงหน้าเสร็จเรียบร้อย และถึงแม้ว่าเขาจะหิวมากเพียงใด ก็กินได้ไม่มากอย่างที่ใจนึก ด้วยความเคยชินกับการต้องรักษาหุ่นอยู่เสมอเมื่อตอนอยู่ในโลกเดิม เนื่องจากอาชีพนักแสดงอย่างเขาสามารถกินได้แค่ครั้งละน้อยๆ เท่านั้น
‘หากเ้าของบ้านกลับมา อย่างน้อยๆ ของกินก็ยังมีเหลืออีกเยอะ’ รั่วซีคิด
หลังจากท้องอิ่ม รั่วซีก็เริ่มสำรวจร่างกายของตนเองั้แ่หัวจรดเท้า เป็เพราะบุกป่าฝ่าดงมาตลอดทั้งวัน จึงส่งผลให้ทั่วทั้งร่างในตอนนี้เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและรอยขีดข่วน พอเห็นดังนั้นก็ทำให้นึกอยากอาบน้ำขึ้นมาในทันที ก็เลยตรงดิ่งไปยังริมลำธาร ปลดเปลื้องอาภรณ์ทั้งหมดออกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับวางมันลงบนพื้น ก่อนจะหย่อนตัวนอนลงในธารน้ำเย็นจากภูผาเพื่อพัดพาเอาความเหนื่อยล้าออกไป
‘พอได้มองดูทิวทัศน์รอบๆ อย่างละเอียดแล้ว ก็น่าอิจฉาเ้าของบ้านคนนี้เสียจริง น่าจะเป็พวกชอบปลีกวิเวกละมั้ง อารมณ์ศิลปินดีแท้ ถึงได้มาสร้างบ้านหลบผู้คนอยู่ที่นี่’ คิดพลางแช่อยู่ในน้ำพักหนึ่ง เมื่อล้างตัวและผมจนสะอาดดีแล้ว รั่วซีก็ขึ้นจากลำธาร แต่งกายด้วยชุดเดิม ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้าน
เขานั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิมอยู่ครู่ใหญ่เพื่อรอการปรากฏตัวของคนจากโลกนี้ หากทว่าก็ยังไม่มีใครออกมาแสดงตัวว่าเป็เ้าของบ้านหลังนี้สักที จนกระทั่งผมที่เปียกโชกในคราแรกเปลี่ยนเป็แห้งสนิทก็แล้ว แต่แม้แต่แมลงหรือยุงสักตัวก็ยังไม่บินผ่านมาเลยด้วยซ้ำ รั่วซีจึงหมดความอดทนกับการรอคอยอย่างไร้จุดหมาย และหยิบกาเหล้าขึ้นมารินใส่จอก พลางยกดื่มเล่นจอกแล้วจอกเล่า
จนเมื่อเวลาผ่านไป สมองรั่วซีก็เริ่มเบลอจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ผสมผสานกับความง่วงงุน เนื่องจากยามนี้มันก็ดึกดื่นค่อนคืนจนเลยเวลาเข้านอนของเขาไปมากแล้ว
สายตารั่วซีจึงย้ายจากประตูทางเข้าไปยังประตูห้องนอนแทน
“คุณเ้าของบ้านครับ ผมขอนอนที่นี่สักคืนหนึ่งนะครับ ผมรู้ครับว่ามันเป็มารยาทที่ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ที่ถือวิสาสะเข้าไปนอนในห้องนอนของคนอื่นในตอนที่เ้าของบ้านไม่อยู่อย่างนี้ แต่ตอนนี้ผมไม่ไหวแล้วจริงๆ ผมคงจะเมามากแล้วละครับ เพราะเริ่มจะมองเห็นประตูซ้อนกันเป็สองบานแล้ว” รั่วซีพึมพำเสียยืดยาว ทั้งๆ ที่รู้แก่ใจดีว่าไม่มีผู้ใดได้ยิน พอกล่าวจบก็ลุกขึ้นยืน ก้าวเดินโซซัดโซเซไปที่ประตูห้องนอน ก่อนจะเอื้อมมือผลักมันเข้าไป
ทว่าภาพที่อยู่ตรงหน้ากลับส่งผลให้รั่วซีสะดุ้งโหยงด้วยความใ แทบสร่างเมาในทันใด เพราะแทนที่ในห้องนี้จะมีเพียงเตียงนอนอย่างที่วาดภาพเอาไว้ในหัว ดันพบว่ามีร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งเป็เ้าของรูปร่างแกร่งหนาสมส่วนอย่างชายชาตรี เส้นผมสีดำขลับดุจสายไหมทิ้งตัวลงมาตามลาดไหล่ ระกับชุดโบราณสีดำที่เ้าตัวสวมใส่ ดวงหน้ารูปไข่ขาวผ่อง คิ้วหนาดำคมเข้ม จมูกโด่งคมสัน เข้ากันดีกับริมฝีปากแดงหนาที่ดูน่ากัดยิ่ง
เพียงชั่วพริบตาที่สายตารั่วซีสบเข้ากับั์เนตรดำขลับแสนเ็าคู่นั้นซึ่งกำลังจ้องมองกลับมา เขารู้สึกราวกับว่าเวลาบนโลกนี้หยุดหมุน ทุกสิ่งทุกอย่างรอบด้านหยุดการเคลื่อนไหว หัวใจของรั่วซีเต้นระรัวดุจดังกลองศึก ลมหายใจเริ่มติดขัดไม่เป็จังหวะ ทั้งยังไม่อาจละสายตาออกจากคนตรงหน้าได้เลยประหนึ่งต้องมนตร์สะกด
ั้แ่เกิดและเติบโตขึ้นมาจนป่านนี้ ถึงแม้ว่าจะโลดแล่นอยู่ในวงการมายามาอย่างยาวนาน รั่วซีก็ยังไม่เคยพานพบกับชายใดที่หล่อเหลางดงามเทียบเท่าชายหนุ่มที่อยู่ตรงเบื้องหน้าของเขาคนนี้ได้เลยแม้แต่คนเดียว!