หัวใจของจี้ทิงพลันดิ่งวูบในตอนนั้นเองขณะที่เขาจ้องมองใบหน้าของฉินไจ้เย่ในสมองก็พลันมีภาพบางอย่างแล่นผ่านเข้ามาอย่างกะทันหัน
‘ความเย็นชาของฉินไจ้เย่นั้นต่างจากจี้เยี่ยนจื๋อความเย็นชาของเขาคือการเมินเฉยอย่างผู้ที่เหนือกว่า นอกจากครอบครัวและหลิงซีแล้วความรู้สึกของคนอื่นในสายตาเขาก็เป็นเพียงธุลีดินที่ไร้ค่า’
จี้ทิงรู้แล้วว่าเหตุใดเขาถึงรู้สึกคุ้นหน้าคนผู้นี้ทว่ายังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก ผู้คุมก็คว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของเขาเสียก่อน
“ผมขอคัดค้าน”
ในจังหวะที่ถูกกดไหล่บังคับให้หมอบลงจี้ทิงก็โพล่งออกมาว่า “ผมขอคัดค้านและแจ้งเหตุอันควรสงสัยว่าฉินไจ้เย่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผม ตามระเบียบข้อบังคับเขาไม่มีสิทธิ์ทำหน้าที่ตรวจสอบควบคุมผม”
นับตั้งแต่ก้าวเข้ามาเขาก็รู้แล้วว่าที่นี่คือที่ไหน
สถานที่แห่งนี้ถูกเรียกว่า‘ห้องกักตัว’ โดยปกติมีไว้สำหรับควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ต้องสงสัยว่าทุจริตคอร์รัปชันซึ่งระเบียบข้อบังคับระบุไว้อย่างเคร่งครัดว่ากระบวนการตรวจสอบต้องมีความโปร่งใสสูงสุดดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลใกล้ชิดหรือผู้ควบคุมการตรวจสอบจะต้องไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวใดๆ กับผู้ถูกกักตัวทั้งสิ้น
ผู้คุมทั้งสองชะงักไปเล็กน้อยความลังเลทำให้แรงกดที่มือคลายลงพวกเขานึกขึ้นได้ว่าตอนที่พันโทฉินเข้ามาไม่ได้ระบุชื่อของตนเองหากไม่รู้จักกันมาก่อน จี้ทิงจะรู้ชื่อเขาได้อย่างไร?
จี้ทิงสบโอกาสหลุดจากการเกาะกุมเขายันตัวลุกขึ้นยืนพลางนวดแขนที่บอบช้ำซ้ำซ้อนของตนเอง
ในตอนนั้นเองฉินไจ้เย่ก็แค่นยิ้มเย็นชา “งั้นลองว่ามาสิว่าคนอย่างฉันจะไปมีความสัมพันธ์ส่วนตัวอะไรกับคนอย่างนายได้?”
“ศัตรูหัวใจไงครับ” ในเมื่อกล้าถามจี้ทิงก็ไม่มีอะไรต้องอายที่จะตอบ “ตอนที่คุณเห็นประวัติผมคุณก็น่าจะรู้แล้วว่าผมเป็นใคร แต่คุณกลับจงใจปกปิดข้อมูลต่อองค์กรพฤติกรรมนี้ถือว่าเข้าข่ายละเมิดกฎระเบียบด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว”
สิ่งที่เขาพูดคือความจริงทุกประการทว่าสายตาที่ฉินไจ้เย่มองมากลับเหมือนมองตัวตลกที่กำลังร่ายรำอวดฉลาด
ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างไม่เร่งรีบนัยน์ตาคมกริบตวัดมองไปยังกล้องวงจรปิด “ผมกับผู้ถูกตรวจสอบไม่เคยพบปะกันเป็นการส่วนตัวมาก่อนไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวใดๆ ทั้งสิ้น องค์กรสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้”
พูดจบเขาก็หันกลับมามองจี้ทิง “และในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงนี้ฉันจะยังคงทำหน้าที่ควบคุมการตรวจสอบนายต่อไป”
จี้ทิงขมวดคิ้วเคร่งเครียด“นี่คุณกำลัง...”
ฉินไจ้เย่เอ่ยขัดขึ้นอย่างเย็นชา“ผู้ถูกกักตัวปฏิเสธการให้ความร่วมมือ ละเมิดกฎระเบียบเกินสามครั้งนำตัวไปขังเดี่ยว”
รูม่านตาของจี้ทิงหดเกร็งทันทีมือที่ทิ้งข้างลำตัวสั่นเทาจนต้องกำเข้าหากันแน่น “ผมเปล่า”
มุมปากของฉินไจ้เย่ยกขึ้นเล็กน้อยราวกับมองเห็นความตื่นตระหนกที่จี้ทิงพยายามปกปิดไว้“ถ้าอย่างนั้น นายก็เต็มใจที่จะให้ความร่วมมือกับฉันแล้วงั้นสิ?”
คำถามย้อนแบบเรียบง่ายนั้นกลับเป็นเหมือนมือที่มองไม่เห็นซึ่งกำลังกดหัวให้จี้ทิงยอมสยบ
ปลายนิ้วของจี้ทิงจิกเข้าที่กลางฝ่ามือจนเจ็บแปลบทว่าแววตาที่เขามองฉินไจ้เย่นั้นกลับนิ่งสงบอย่างยิ่ง“ผมยินดีให้ความร่วมมือ แต่กับคนอย่างคุณ... ไม่คู่ควร”
ส่วนโค้งที่มุมปากของฉินไจ้เย่ลึกขึ้นราวกับการเยาะเย้ยผู้แพ้ที่ไร้ความปรานี “ทหารสองคนส่งเขาเข้าห้องขังเดี่ยว”
สิ้นคำสั่งทหารท่าทางขรึมจัดสองนายก็ก้าวเข้ามาในห้อง ก่อนจะรวบแขนจี้ทิงไพล่หลังทันที
ไม่กี่นาทีต่อมาเมื่อประตูบานใหญ่ปิดลง เสียงทุกอย่างจากโลกภายนอกก็เหมือนถูกตัดสวิตช์ไฟไม่หลงเหลือให้ได้ยินแม้เพียงนิด
สิ่งที่จี้ทิงได้ยินมีเพียงเสียงหัวใจเต้นและเสียงลมหายใจของตนเองเท่านั้น
ที่นี่ไม่มีหน้าต่างผนังและประตูถูกบุด้วยวัสดุเก็บเสียงเกรดดีเยี่ยมประสาทสัมผัสแรกที่ถูกพรากไปคือการได้ยิน
บนพื้นมีเพียงฟูกนอนที่ฝังแนบสนิทไปกับพื้นห้องโดยไม่มีช่องว่างแม้แต่เซนติเมตรเดียวทั้งนี้เพื่อทำลายมิติการรับรู้ทางพื้นที่
ในห้องจะไม่มีแสงธรรมชาติมีเพียงไฟสปอตไลต์บนเพดานที่เปิดจ้าตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีนาฬิกา ไม่มีสิ่งใดให้อ่าน
ไม่ทันข้ามวันคนที่ถูกขังอยู่ข้างในจะเริ่มแยกไม่ออกว่ากลางวันหรือกลางคืนและสูญเสียความรู้สึกด้านเวลาไปโดยสิ้นเชิง
ที่นี่เปรียบเสมือนกล่องเหล็กปิดตายมันจะค่อยๆ ลอกเอาประสาทสัมผัสทั้งหมดออกไปจนคุณรู้สึกว่าถูกโลกใบนี้ทอดทิ้งอย่างสมบูรณ์
จี้ทิงเป็นโรคแอสเบอร์เกอร์มาแต่กำเนิดสิ่งที่ทำให้คนปกติเป็นบ้าได้เหล่านี้ สำหรับเขาแล้วมันคือการทรมานที่โหดเหี้ยมยิ่งกว่าหลายเท่า
จี้ทิงหลับตาลงเขาพยายามสะกดจิตตัวเองผ่านการหายใจเข้าออกไม่กี่ครั้ง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนฟูก
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้งแล้วเอ่ยออกมาด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ “หั่วจินหมายเลข5 คือขีปนาวุธภาคพื้นดินเครื่องยนต์ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีแรมเจ็ตยุคที่สี่ มีระยะยิงใกล้เคียง 1,500กิโลเมตร...”
นับตั้งแต่เข้ามาจนถึงตอนนี้ผ่านไป9นาที 36 วินาทีแล้วทุกคำที่จี้ทิงเอ่ยออกมาจะถูกกะจังหวะให้ตรงกับหนึ่งวินาทีพอดี
เขากำลังใช้ความรู้ของตนเองเพื่อกุมเรื่องเวลาเอาไว้เพราะเขาจะเสียการควบคุมไม่ได้เด็ดขาด เขาต้องหาทางช่วยตัวเองให้ได้
หลังจากฉินไจ้เย่สั่งขังเดี่ยวจี้ทิงเดิมทีเขาควรจะไปสอบปากคำลู่เหยียนชูเป็นคนต่อไป แต่เขากลับเลือกไปหาเหมียวเวยก่อน
ประธานเจิงอย่างน้อยก็มีความสัมพันธ์แบบหัวหน้าลูกน้องกับเผิงเจ๋อคุนแต่เหมียวเวยเป็นคนเดียวในบรรดาทั้งสี่คนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเผิงเจ๋อคุนเลยจุดเชื่อมโยงเดียวคืออาหารมื้อค่ำเมื่อวาน
ในตอนแรกเธอก็พยายามตอบคำถามของฉินไจ้เย่อย่างเต็มที่ทว่าเมื่อฉินไจ้เย่สั่งให้เธอเล่าเหตุการณ์ย้อนลำดับเวลาเหมียวเวยเล่าไปได้เพียงไม่กี่ประโยค อารมณ์ของเธอก็พังทลายลงทันที
เธอไม่ได้กรีดร้องโวยวายเพียงแต่น้ำตาไหลพรากไม่หยุดจนพูดจาไม่เป็นภาษา
ฉินไจ้เย่ไม่ยอมเสียเวลากับเธอต่อเขาผุดลุกขึ้นแล้วตรงไปยังห้องกักตัวของเจิงหมิงอู่
“หลังจากที่คลับไฟดับ คุณเป็นคนเสนอให้ไปที่บ้านของเผิงเจ๋อคุนใช่ไหม?”
“ผมเอง... แต่ผม... ผมแค่จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าบ้านเขาอยู่แถวนั้นก็เลยแค่พูดโพล่งออกมาเฉยๆ”
ฉินไจ้เย่มองเอกสารในมือแล้วถามต่อ“ไม่ได้มีการเตี๊ยมกันล่วงหน้ากับลู่เหยียนชูหรือจี้ทิงงั้นเหรอ?”
ประธานเจิงสูดหายใจเฮือกใหญ่ตื่นตระหนกจนพูดพ่นน้ำลายออกมา “ไม่มีครับ ไม่มีจริงๆ!ถ้าผมรู้ว่าเผิงเจ๋อคุนเป็นสายลับ ผมจะบ้าให้เขามาเป็นรองประธานทำไมผมนึกอยากจะไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำในชาตินี้!”
ฉินไจ้เย่เปิดดูบันทึกปากคำก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น“งั้นในฐานะที่คุณเป็นเจ้านายเขาปกติเคยสังเกตเห็นพฤติกรรมผิดปกติอะไรบ้างไหม?”
“ไม่เคยครับ!”
ฉินไจ้เย่ตวัดสายตาคมปลาบขึ้นมอง“ตอบเร็วขนาดนี้ ไม่ต้องคิดหน่อยเหรอ?”
“ผมก็บอกไปแปดร้อยรอบแล้ว...”
การสอบปากคำเจิงหมิงอู่ดำเนินไปจนถึงกลางดึกและสิ้นสุดลงเพราะเจิงหมิงอู่สติแตกไปอีกคน เช่นเดียวกับเหมียวเวยจึงจำต้องยุติการสอบสวนไว้เพียงเท่านี้
ในตอนนั้นลู่เหยียนชูหลับไปแล้วฉินไจ้เย่กำลังจะสั่งให้ผู้คุมไปปลุกคนขึ้นมาแต่เลขานุการจากห้องทำงานของผู้บัญชาการก็เคาะประตูเดินเข้ามาเสียก่อน
“พันโทฉินครับ คนจากสถาบันวิจัยมาถึงแล้วครับ”
คิ้วคมของฉินไจ้เย่ขยับเล็กน้อยอีกเพียงสองชั่วโมงก็จะรุ่งเช้าแล้วทางสถาบันวิจัยคงจะค้นพบอะไรบางอย่างที่สำคัญมาก ถึงได้รีบเดินทางมาในเวลาเช่นนี้
เขาวางของในมือลงแล้วเดินตามอีกฝ่ายไปยังห้องทำงานของผู้บัญชาการ
ทันทีที่ถึงหน้าประตูเขาได้ยินเสียงพูดคุยจากข้างใน ดูเหมือนจะเป็นเสียงของผู้อำนวยการฉาง
ท่านผู้บัญชาการใช้มือกุมขมับที่กำลังปวดตุบจากเสียงถกเถียงเสียงเคาะประตูดังขึ้นได้จังหวะพอดี
“เข้ามา”
ฉินไจ้เย่เดินเข้ามาแล้วทำความเคารพแบบทหารเป็นอันดับแรก
ผู้บัญชาการผายมือไปทางเขาพลางกล่าวกับผู้อำนวยการฉาง “เสี่ยวฉินคุณคงรู้จักนะ เขาคือคนรับผิดชอบงานครั้งนี้...”
ทว่ายังไม่ทันขาดคำผู้อำนวยการฉางก็หันขวับมาทันที “จี้ทิงคนนั้นล่ะตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน!”
ฉินไจ้เย่ยังคงรักษาท่าทีนิ่งสงบไม่ตอบคำถามโดยตรง “ตอนนี้เขายังอยู่ระหว่างการตรวจสอบครับกระบวนการยังไม่สิ้นสุด”
“ใครถามเรื่องกระบวนการกับแก! ฉันถามว่าตัวเขาอยู่ไหน!!” ผู้อำนวยการฉางตะคอกจนเส้นเลือดที่คอปูดโปน
ฉินไจ้เย่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากเรียบๆ “เขาปฏิเสธไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเมื่อช่วงบ่ายผมเลยสั่งขังเดี่ยวไปแล้วครับ”
“อะไรนะ?!”