ตอนที่ 22 อสูรหื่นกาม
“เถ้าแก่เนี้ย ข้าขอซื้อเสื้อผ้าหน่อยเถิด”
หญิงวัยกลางคนที่กำลังนั่งทำบัญชีอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมา นางเห็นชายร่างสูงใหญ่แต่มีใบหน้างดงามและอ่อนเยาว์ดุจสตรีอยู่ข้างหน้าก็ให้รู้สึกประหลาดใจนัก ข้างกายเขาสะพายดาบเล่มหนึ่งคล้ายทหาร ทว่าเสื้อผ้าของเขาสกปรกมอมแมมคล้ายดั่งเพิ่งทำงานหนักมาหยกๆ
“คุณชายท่านนี้มิทราบว่า้าเสื้อผ้าสำหรับผู้ใดหรือเ้าคะ”
“สำหรับข้าหนึ่งชุด สำหรับภริยาข้าอีกหนึ่งชุด”
หญิงร่างอ้วนก็เลิกคิ้วขึ้น มองออกไปนอกร้านก็เห็นสตรีงามล้ำผู้หนึ่ง ผมยาวสยายคลุมกายด้วยชุดคลุมหนังจิ้งจอกกำลังนั่งบนหลังม้าสีขาวสง่าตัวพ่วงพี ในมือนางประคองทวนศึกเล่มยาวที่วางค้ำไว้บนพื้น ช่างเป็ภาพที่ดูแปลกตายากจะได้พบเห็น
“บอกฮูหยินของท่านลงจากหลังม้าก่อนได้หรือไม่ ข้าจะได้วัดตัวและหาอาภรณ์ที่เหมาะสมให้นางได้”
ชายหนุ่มหยิบเงินแท่งขึ้นมาแท่งหนึ่ง สีวาววับของมันทำให้นางถึงกับตาโต
“ภริยาข้าเป็สตรีร่างบาง ตัวสูงเพียงเสมออกข้า ข้าขอซื้อเสื้อผ้าธรรมดาให้กับนางก็พอแล้ว สำหรับข้าก็เช่นกัน หากท่านจัดการให้เราได้ภายในเวลาไม่เกินหนึ่งก้านธูป แท่งเงินนี้กึ่งหนึ่งจะเป็ของท่าน” แล้วเขาก็หักมันครึ่งหนึ่งในตอนนั้นเอง
คนค้าขายไยจะปฏิเสธกับการค้าที่หย่อนเพียงกุ้งฝอยแต่ตกได้ปลากะพงเช่นนี้เล่า “อย่าว่าแต่หนึ่งก้านธูปเลย มิถึงเสี้ยวก้านธูปข้าก็จัดการได้ สำหรับท่านและฮูหยินอย่างละสองชุดเลยเ้าค่ะ”
เจรจาเสร็จ นางก็รีบเอาผ้าที่เนื้อธรรมดาที่สุดให้กับเขาตามจำนวนนั้นในทันที
“เสียดายที่คุณชายเร่งร้อนนัก หากมีเวลาสักนิดข้าจะจัดหาชุดที่เหมาะสมกับความงามล้ำเลิศของฮูหยินท่าน มิทราบว่าท่านจะเร่งร้อนไปที่ใดหรือ”
ชายรูปงามไม่ตอบอะไร ยื่นแท่งเงินกึ่งหนึ่งให้กับนางทันที เถ้าแก่เนี้ยหยิบเงินแท่งนั้นมาขบทันที เมื่อพบว่าเป็เงินแท้นางก็ยิ่งยินดีเป็อันมาก
“ช่างสมกันราวกับกิ่งทองใบหยกอะไรเช่นนี้ ฮูหยินก็ช่างงามล้ำอย่างหาสตรีใดเทียม คุณชายก็ช่างหล่อเหลาสง่างามดุจหยกชั้นเลิศ ช่างเป็คู่ที่เหมาะสมกันจริงๆ”
เสวียนฮวาที่นั่งอยู่บนหลังของเ้าไป๋อี้ก็หน้าแดงด้วยความขวย นางเหลือบตาไปดูผางเยว่ก็เห็นรอยยิ้มน้อยๆ ติดอยู่ที่มุมปาก
“จะ..” กำลังหลุดปากพูดคำที่เคยชินก็ยั้งทัน “สามีข้า...ช่วยซื้อกระดาษเงินกระดาษทองที่ร้านตรงข้ามให้หน่อยเถิด” พูดแล้วก็หน้าแดงซ่าน คนมองนางที่นั่งอยู่บนหลังม้าถือทวนให้เขาก็ทำให้นางขวยจะแย่แล้ว นี่กลับต้องมาพูดคำพูดที่นางไม่เคยพูดกับใครมาก่อนในชีวิตต่อหน้าคนมากมายอีก ก็ทำให้นางรู้สึกเคอะเขินเป็ธรรมดา
ผางเย่วยิ้มรับ แล้วเดินไปที่ร้านขายเครื่องเซ่นไหว้ตามที่นางบัญชา
“มิทราบว่าท่านจะรีบเดินทางไปที่ใดหรือ” หญิงผู้เป็เ้าของร้านเสื้อผ้าก็เข้ามาถาม
“สามีข้าจะไปสมัครเป็ทหารผิงซีอ๋องเ้าค่ะท่านป้า”
“โอ...ช่างประเสริฐยิ่ง ดีแล้วล่ะฮูหยิน อย่าได้เป็ข้าของวังหลวงเลย ฮ่องเต้ทรงไร้ความเป็ธรรมนัก”
“ท่านป้าไยกล่าวคำเยี่ยงนี้ มิกลัวอาญาหรือ” เสวียนฮวาดีใจ แต่แสร้งปั้นหน้าหวาดเกรง
“ท่านไม่รู้หรือ เขาบริภาษด่าฮ่องเต้ชั่วนี่กันทุกวัน ตอนเกิดภัยแล้งก็ไม่เมตตาอาณาประชาราษฎร์ มีแต่จะรีดภาษีไม่หยุดหย่อน แม้นกระทั่งขุนนางก็ยังเบื่อหน่ายชิงชังวังหลวงนัก ทุกอย่างตอนนี้แย่ไปหมด นี่ข้าค้าขายมาหลายวันแทบไม่ได้กำไร ได้เงินจากฮูหยินวันนี้ทำให้ข้าดีใจนัก ท่านรู้หรือไม่”
เสวียนฮวาเพียงยิ้มรับไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ พลางคิดว่าการที่นางเปลี่ยนใจให้ผางเยว่มาซื้อเสื้อผ้าในหมู่บ้านระหว่างทางเช่นนี้ช่างคุ้มค่ายิ่ง หญิงสาวตรองเวลาดูแล้ว ข่าวเื่การหนีออกจากวังหลวงของพวกนางยังไม่น่าจะแพร่สะพัดได้เร็วถึงเพียงนี้ ั้แ่ตอนที่ผางเยว่ชิงตัวนางออกจากตำหนักในจนถึงบัดนี้กินเวลาไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น เ้าไป๋อี้ก็ฝีเท้าว่องไวนัก กว่าทางการจะตระเตรียมคนออกตามล่า กว่าประกาศจับจะร่างเสร็จ อย่างน้อยก็กินเวลาอีกหนึ่งวันเต็มๆ
แต่หลังจากพรุ่งนี้เป็ต้นไป ข่าวสารจากม้าเร็วคงแพร่ไปทั่วทั้งต้าเฉิงก็คงกินเวลาภายในเจ็ดวัน ตอนนี้นางยังมีเวลาตระเตรียมสิ่งของจำเป็สำหรับการเดินทางไกลอยู่
นึกแล้วก็ขอบคุณผางเยว่ ที่เตรียมพร้อมสำหรับการพานางหนีจากวังหลวงอย่างรอบคอบ เงินที่นางเป็รางวัลยามที่เขาลอบมาสังวาสกับนางนั้น มิคาดเลยว่าจะกลายเป็ทุนรอนในการหนีเอาตัวรอดยามลำบาก ทั้งยังทองอีกหนึ่งถุงที่เขาหยิบฉวยมาจากหีบสมบัตินางก็เช่นกัน
เงินทองเหลือเฟือที่จะไปถึงที่หยวินหนาน แต่โอกาสได้ใช้สอยคงน้อยนัก ต่อจากนี้อีกไม่กี่วัน ขุนนางทั้งแผ่นดินคงตามล่าหาพวกนางกันหมด
เสวียนฮวาคิดถึงภาพเส้นทางจากที่นี่ไปถึงเสฉวน มีเส้นทางหลากหลายนัก หญิงสาวรู้ดีว่าแผนการอาจจะแปรเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ไหนจะโอกาสที่แผนที่ไม่ตรงตามความจริงอีก เส้นทางบางเส้นทางที่คนใช้น้อยกว่าน้อยอาจจะกลายเป็ป่าดงไปแล้วก็ได้
นางมั่นใจว่านางจำไม่ผิด แต่แผนที่ในกระดาษก็เื่หนึ่ง ภูมิประเทศในขณะนั้นจริงๆ ก็อีกเื่หนึ่งเช่นกัน
“สามีท่านเดินมาแล้ว ข้าขอตัวก่อนก็แล้วกัน ขอให้ท่านทั้งสองจงเดินทางโดยสวัสดิภาพ”
“ท่านป้าก็ขอให้ดูแลสุขภาพด้วยนะเ้าคะ ขอบคุณท่านป้าด้วยเ้าค่ะ”
ผางเยว่หอบสัมภาระ ะโขึ้นม้านังซ้อนหลังหญิงสาว เอื้อมมือคว้าเอาหอกยาวแล้วก็ควบม้าออกไปทันที
ก่อนเข้าสู่เวลาพลบ พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า ผางเยว่ก็หาที่พักแรม ณ ชายป่าแห่งหนึ่ง
ไป๋อี้เดินไปที่ลำธารแล้วก้มดื่มน้ำอย่างกระหาย เสวียนฮวาปล่อยเหมยเหมยวางไว้ที่พื้นดิน เ้าแมวน้อยวิ่งไปใกล้ๆ เ้าม้าขาวในทันทีแล้วก็ก้มหาน้ำดื่มเคียงข้างกัน
เสวียนฮวาเป็ห่วงแมวน้อยของตน กลัวว่าเ้าไป๋อี้จะมองไม่เห็นแล้วเผลอเหยียบมันเข้า ในจังหวะที่มันดื่มน้ำเสร็จและกลับตัว เท้าของมันก้าวผ่านลูกแมวสีขาวเหมือนกับว่ามันมีตาเห็นอยู่ที่ใต้ท้องตัวเอง พอเหมยเหมยเห็นสหายร่างั์เดินออกไปจากริมลำธาร มันก็ร้องเมี้ยวขึ้นสองสามครั้ง แล้วก็วิ่งตามราวกับลูกน้อยวิ่งหาแม่
ส่วนผางเยว่ตอนนี้ก่อกองไฟเสร็จเรียบร้อย กองไฟเริ่มมีเปลวเพลิงปะทุขึ้นมา เสวียนฮวาหยิบกระดาษเงินกระดาษทองที่เตรียมไว้ ค่อยๆ ยื่นเข้าไปในกองไฟทีละชิ้น
และนางก็หลับตาประนมมือ
“เพื่อนางกำนัลทั้งสองของท่านหรือ?” ผางเยว่เอ่ยถาม
“เพื่ออาเมี่ยว อาว่าน และอาตง”
“อาตง? คนที่ข้าน้อยสังหารน่ะหรือ?”
นางพยักหน้า “ข้าไม่โกรธนางแล้ว หากข้าเป็นาง ข้าก็อาจจะทำอย่างนาง ความจริงข้าก็ไม่มีสิทธิไปชี้หน้าว่าใครได้ว่าเขาทรยศ ทุกคนต่างก็มีเหตุผลของตัวเองทั้งนั้น และที่สำคัญ...นางก็ชดใช้กรรมไปแล้ว”
ผางเยว่ยิ้ม
หาใช่เพียงเท่านี้ เสวียนฮวายังเผากระดาษเงินกระดาษทองแต่ละชิ้นพร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานเผื่อแผ่ไปถึงผู้ที่ต้องตายเพราะการหลบหนีของนางทุกคน กระทั่งกระดาษทุกชิ้นกลายเป็เถ้าถ่านจนหมด ผางเยว่ก็หยิบเซาปิ่งที่ซื้อจากหมู่บ้านขึ้นมา วางไว้ที่ก้อนหินสะอาดข้างกองไฟเพื่ออุ่นให้มันอร่อยน่ารับประทานยิ่งขึ้น
เสวียนฮวาแต่ไหนแต่ไรก็เกิดมาในตระกูลของผิงซีอ๋องผู้เป็อันดับสองรองจากฮ่องเต้และใช้ชีวิตเป็ฮองเฮามาตลอด แม้นในยามที่อับเฉาที่สุดของนางก็ยังอาศัยในตำหนักฮองเฮา มีหรือที่นางเคยนอนกลางดินกินกลางทรายเยี่ยงนี้ อย่างน้อยที่สุด หากนางได้กินเซาปิ่งที่อุ่นร้อนย่อมดีกว่าต้องฝืนกินทั้งที่เย็นชืดเป็แน่
หากอะไรที่เขาทำได้ให้มันดีขึ้นสักเล็กน้อย ผางเยว่ก็ยินดี
ลมเหมันต์ก็เริ่มพัดกล้า เสวียนฮวาเอาผ้าคลุมหนังจิ้งจอกห่อกาย
“หนาวจัง..” นางเอ่ยเบาๆ
“เดี๋ยวข้าน้อยไปหากิ่งไม้แห้งมาสุมไฟอีก” ผางเยว่ทำท่าจะลุกขึ้นไปหากิ่งไม้แห้งเพิ่ม
“ถ้าเ้าไปแล้วสุนัขจิ้งจอกมาเล่า ใครจะช่วยข้า?”
“ข้าน้อยไปไม่ไกล ท่านหญิงอย่าห่วงเลย”
“แล้วถ้าแป้งเซาปิ่งที่เ้าอุ่นอยู่มันไหม้เล่า เ้าจะให้ข้าหยิบขึ้นมาเองหรือ ร้อนอย่างนั้นเ้าว่ามือข้าทนได้หรืออย่างไร!”
“...” ผางเยว่หนักใจ
“เ้าก็มาซุกตัวใต้ผ้าคลุมอยู่กับข้าสิ” เสวียนฮวาพูดเสร็จก็หน้าแดงก่ำ นางสังวาสกับเขาผู้นี้มาหลายครั้งแล้วก็จริง แต่นางก็ไม่เข้าใจว่าเหตุไฉนตนเองต้องอายขึ้นมายามที่นางเอ่ยคำพูดแสดงความ้าเขาด้วย
ผางเยว่ฉีกยิ้มกว้าง เสวียนฮวาเห็นใบหน้ากรุ่มกริ่มของเขาก็ยิ่งพาลให้อาย สองแก้มแดงก่ำของนางป่องขึ้นมา ในขณะที่ชายหนุ่มถอดผ้าคลุมนางออก ประคองนางให้ลุกขึ้น แล้วก็คว้าร่างบางของหญิงคนรักมากอดไว้บนตักตน
“เ้า!” เสวียนฮวาเสียงหลงในขณะที่เขาเอาผ้าคลุมห่มกายนางอีกทีเพื่อกันไอหนาวแล้วก็ซ้อนทับด้วยผ้าคลุมผืนใหญ่ของเขาอีกครั้ง หญิงสาวรู้สึกเหมือนตัวเองเป็เด็กทารกที่ถูกห่อด้วยผ้าหลายชั้นที่กำลังตกอยู่ในเงื้อมมือของอสูรร้ายผู้แสนจะหื่นกาม “เ้าไม่เหนื่อยบ้างหรือ ทั้งสู้รบ ทั้งพาข้าหนี ทั้งยัง...ทำกับข้าบนหลังม้ามาคราหนึ่งแล้ว เ้าเหนื่อยไม่เป็บ้างหรือไร!” หญิงสาวร้องถามสีหน้านางตอนนี้แดงก่ำดั่งเมาสุรา เมื่อรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งที่กำลังบดเบียดกับบั้นท้ายตน
ชายหนุ่มมิตอบอะไร มือไม้ใหญ่ก็ขยำเนื้ออวบที่หน้าอกของนางอย่างเหิมเกริม
“โธ่ กินเซาปิ่งกันก่อนได้หรือไม่ ประเดี๋ยวมันไหม้ก่อน” เสวียนฮวาต่อรองเสียงอ่อย