บทที่ 1
จดหมาย
ดรุณีน้อยเ้าของดวงตาทอประกายแสงนับเก้าสี กำลังวิ่งเล่นท่ามกลางต้นมู่หลาน[1]ที่กำลังเบ่งบานท้าทายลมหนาวในเหมันตฤดู ฉะนั้นในเวลานี้จึงไม่มีอะไรจะสวยงามไปกว่าการได้ชมหิมะแรกของปี
ยิ่งได้จิบสุราดอกท้อกับแกล้มด้วยหมั่นโถวร้อนๆ หนึ่งถึงสองลูก ตบท้ายด้วยดอกเหมยเชื่อมช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก
ให้เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม.....
“ชื่นใจดีจริงๆ” เหลียงเฟยฮวาจ้องมองไหสุราในมือด้วยความรื่นเริงใจ ก่อนจะกระดกเข้าปากอีกระลอกใหญ่หนึ่งที ทว่าเมื่อหูได้ยินเสียงคุ้นเคย ใบหน้างดงามก็หันไปตามเสียงเรียกที่ฟังดูก็รู้ว่าไม่ใช่มนุษย์
“อู๊ด....อู๊ด...เ้ามาที่นี่อีกแล้วหรือ” ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็เ้าลูกหมูป่าตัวอ้วนกลม ขนสีน้ำตาลเข้ม มีขนสีดำพาดผ่านตามลำตัว ช่างเหมือนแตงโมไม่มีผิดเพี้ยน
เหลียงเฟยฮวาเป็เด็กพิเศษ นางสามารถสื่อสารกับบรรดาสัตว์ต่างๆ หรือแม้กระทั่งธรรมชาติรายล้อมรอบตัว รวมไปถึงภูต ผี มาร ปีศาจ นางสามารถเข้าใจ และสื่อสารกับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างถ่องแท้
ในวัยเยาว์เหลียงเฟยฮวาไม่สามารถแยกได้ว่า สิ่งไหนเป็คนหรือสิ่งไหนเรียกว่าิญญา จนท่านอาจารย์เหลียงหรูซินถึงกับต้องร่ายมนตร์สะกดเปาเฟินฮัวให้ปราศจากสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง ดรุณีน้อยถึงได้กลับมาอยู่ในร่องในรอยอีกครั้ง ไม่ถูกภูต ผี มาร ปีศาจ ดูดกลืนิญญา
แต่เมื่อนางเติบโตได้ในระดับหนึ่ง ความอยากรู้อยากเห็นก็เพิ่มมากขึ้น เหลียงเฟยฮวาถึงได้เริ่มทำตัวซุกซน แอบหนีไปเที่ยวในเมืองอยู่บ่อยครั้ง โดยมีทรัพย์สินที่ไม่ว่าอย่างไรชาตินี้ก็ไม่มีวันใช้หมด นั่นก็คือ.....
อัญมณีทั้งเก้าชนิด นางมักจะเปลี่ยนแปลงจากก้อนกรวดธรรมดาไร้ค่า ให้กลายเป็เพชรนิลจินดาอย่างไม่รู้จบรู้สิ้น ถึงแม้จะโดนท่านอาจารย์สั่งห้ามอย่างเด็ดขาดว่า ไม่ให้แสดงอิทธิฤทธิ์นี้ แต่มันก็อดไม่ได้จริงๆ ที่จะฝ่าฝืน
เหลียงเฟยฮวารู้ถึงความหวังดีของท่านอาจารย์อย่างยิ่งยวด เพราะสิ่งที่อยู่ในร่างกายนาง มันเป็กระบี่สองคม หากตกอยู่ในมือคนชั่วไม่ต้องนึกเลยว่าสภาพจะเป็เช่นใด ขนาดเ้าของพลังอย่างเหลียงเฟยฮวายังหลงระเริงไปชั่วขณะ แล้วไยคนอื่นจะไม่โดนพิษของพลังวิเศษนี้
“มันก็เหมือนกับที่เ้าหนีครอบครัวมาเที่ยวเล่นกระมัง” เหลียงเฟยฮวากล่าวอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะเอนตัวพิงไปกับต้นมู่หลานพร้อมกับหยิบดอกเหมยเชื่อมขึ้นมากัดกิน
หวานหอมอร่อยยิ่งนัก......
“คงจะใช้คำว่าหนีเที่ยวไม่ได้ ข้าไม่ใช่เ้าเสียหน่อยที่ต้องถูกกักขัง ราวกับคนไปทำความผิดแล้วต้องถูกจองจำ” เ้าหมูตัวอ้วนกลมเชิดหน้าขึ้น ด้วยความหยิ่งผยอง พลางอวดอ้างว่าตนนั้นไม่ได้หนีเที่ยวอย่างที่เ้ามนุษย์ผู้นี้กล่าวอ้าง แต่นั่นกลับยิ่งสร้างความไม่พอใจแก่เหลียงเฟยฮวา
“ว่าอย่างไรนะ! ข้าไม่ได้ถูกท่านอาจารย์เหลียงลงโทษเสียหน่อย อีกอย่างข้าก็ไม่ได้ทำอันใดผิดด้วย ไยเ้าถึงคิดว่าข้าถูกจองจำ” เสียงไพเราะเสนาะหูดังตวาดลั่นไปทั่วทุกสารทิศ แต่เ้าหมูป่าก็ยังคงไม่ยอมเชื่อ แถมยังหัวเราะเยาะเป็การตบท้าย
“ก็ข้าไม่เคยเห็นมนุษย์ผู้ใด ต้องถูกเคี่ยวเข็ญเช่นเ้าเลยนี่ มีทั้งคนคอยเฝ้าตลอดเวลา ข้าคิดว่าเ้าเป็นักโทษเสียอีก” ซึ่งที่หมูป่าตัวอ้วนกลมพูดไปนั้นหาใช่ความผิดของมันไม่ เพราะมีเพียงเหลียงเฟยฮวาคนเดียว ที่ห้ามย่างกรายออกนอกอาณาเขตของท่านอาจารย์ ไม่เช่นนั้นนางจะต้องถูกลงโทษด้วยไม้หวายจนทำให้ลุกไม่ขึ้นไปหลายวัน
ซึ่งเหลียงเฟยฮวาก็เคยถูกลงโทษอย่างแสนสาหัสมาแล้ว ครั้งต่อไปนางจึงต้องรอบคอบมากยิ่งขึ้น ถึงขนาดติดสินบนเหล่าพระพายให้ช่วยเป็ม้าเร็วส่งข่าวไปบอกนาง ก่อนที่ท่านอาจารย์และศิษย์น้องจะรู้ตัว
“เ้าเข้าใจผิดแล้ว” แต่เพราะไม่อยากยอมรับว่า สิ่งที่เ้าหมูอ้วนพูดเหน็บแนมเป็ความจริง นางจึงปฏิเสธหัวชนฝา
'หน็อยเ้าหมูหน้าขนช่างปากกล้ายิ่งนัก'
“อย่างนั้นเ้าก็แสดงให้ข้าประจักษ์สายตา....ฮึ ทำไม่ได้ใช่หรือไม่ ข้ารู้ข้าเห็นไม่ต้องพยายาม ข้าเข้าใจ”
ราวกับลมร้อนออกหูจนหน้าตาแดงก่ำ เหลียงเฟยฮวาจึงลุกขึ้นยืนกระทืบเท้า ชี้หน้าใส่เ้าหมูจองหอง ก่อนจะลั่นวาจาดังลั่นทั่วฟ้าะเืแผ่นดิน
“ถ้าอย่างนั้น คืนนี้เ้ากับข้ามาเจอกันที่นี่ พวกเราจะไปเที่ยวในเมืองด้วยกัน” เหลียงเฟยฮวากล่าวอย่างหมายมั่นปั้นมือ พลางแสยะยิ้มให้เ้าสัตว์สี่ขาตัวเปื้อนหิมะ
“หวังว่าข้าคงไม่ต้องรอเ้าจนเขี้ยวงอก” จากนั้นเ้าหมูป่าลายคล้ายแตงโม ก็วิ่งหางจุกตูดเข้าป่าไปไม่เห็นฝุ่น ทิ้งให้เด็กสาวผมสีน้ำตาลยืนหัวเราะร่า เพราะสิ่งที่เ้าหมูได้เอ่ยสบประมาทนางนั้น มันเกินกว่าคำว่าโอ้อวดไปมากโข
'มันน่าจับมาทำหมูหันเสียนี่'
“ศิษย์พี่ใหญ่มาอยู่ที่นี่นั่นเอง” เสียงศิษย์น้องเหลียงเล่อจิงดังขึ้นด้านหลัง ซึ่งนั่นทำให้เหลียงเฟยฮวาต้องลอบยิ้ม
จะว่าไปสิ่งที่เ้าหมูอ้วนพูดมาทั้งหมดนั่น ก็ไม่ได้ผิดไปเสียหมด เพราะนางก็เหมือนนักโทษที่ต้องถูกกักขังไว้ในที่แห่งนี้ ถึงแม้จะเต็มไปด้วยหมู่มวลดอกไม้นานาพันธุ์ ไม่ว่าจะมองไปทางใดก็เจอแต่ผีเสื้อบินว่อนดื่มด่ำน้ำหวาน ซึ่งดูแล้วมันช่างน่าอภิรมย์นัก ทว่ามันกลับทำให้นางนึกหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่ใช่ว่าไม่ชอบเพียงแต่นาง้าอิสระ
“มีอันใดสำคัญหรือไม่เหลียงอัน ข้าเพิ่งจะเริ่มดื่มสุราไปเพียงหนึ่งไหเท่านั้น ข้ายังไม่อยากกลับ” เหลียงเฟยฮวาบอกกล่าวอย่างถือดี แอบแฝงเร้นไว้ด้วยความดื้อดึง จนศิษย์น้องอย่างเหลียงอันลำบากใจ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาเกรงกลัวศิษย์พี่ใหญ่ เพราะนางกลัวถูกท่านอาจารย์เหลียงลงโทษเสียมากกว่า ถ้าหากพาศิษย์พี่กลับไปไม่ได้
“หลังจากเปิดจดหมายจากท่านไป๋อี้เยี่ยน ท่านอาจารย์เหลียงก็มีท่าทีเปลี่ยนไป และตอนนี้ท่านอาจารย์ก็เรียกเหล่าศิษย์ทั้งหลายรวมพลโดยด่วน ข้าว่าต้องเป็เื่ใหญ่เป็แน่” เหลียงอันกระอักกระอ่วนใจเหลือเกิน เพราะท่านอาจารย์เหลียงมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างมาก
“ไป๋อี้เยี่ยนอย่างนั้นรึ” ที่เหลียงอันคาดเดาไว้ก็คงไม่ผิดเพี้ยนอะไร เพราะไป๋อี้เยี่ยนเป็เซียนผู้โด่งดัง มีอายุมากกว่าหลายร้อยปี เป็ที่เคารพแก่เซียนด้วยกัน มีวิทยายุทธ์แข็งแกร่งสามารถปราบ ภูต ผี มาร ปีศาจ หรือแม้กระทั่งสัตว์อสูรร้ายมาั้แ่วัยเยาว์ และที่สำคัญไป๋อี้เยี่ยนได้ละทางโลกไปแล้ว
เหตุใดจึงมีจดหมายมาถึงท่านอาจารย์เหลียงได้......
รึว่าจะเกี่ยวข้องกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน เพราะตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา มีเสียงเล่าขานและคำทำนายจากเซียนหลายสำนักว่า ในอีกไม่กี่ปี โลกมนุษย์กำลังจะสิ้นสลายลง
ไม่เช่นนั้นไป๋อี้เยี่ยนคงไม่เคลื่อนไหวแน่.....
“เหลียงอัน! ถ้าอย่างนั้นเรารีบกลับไปหาท่านอาจารย์กัน”
ทั้งศิษย์พี่ใหญ่อย่างเหลียงเฟยฮวา และศิษย์น้องอย่างเหลียงเล่อจิง จึงต้องรีบวิ่งฝ่าดงหิมะ กลับสู่วิหารเซียนของตระกูลทันที เมื่อมาถึงก็เจอกับท่านอาจารย์เหลียง ที่กำลังแสดงสีหน้าเคร่งเครียดอย่างที่เหลียงอันบอกไม่มีผิด
“มากันครบแล้ว” เสียงแหบชราของประมุขเหลียงกล่าวขึ้น ท่ามกลางลูกศิษย์ที่กำลังนั่งก้มหน้ารับฟังคำสั่ง มีเพียงแค่ผู้มาใหม่อย่างเหลียงเฟยฮวาศิษย์เอกเท่านั้น ที่กล้ายืนประจันหน้าไม่ยอมลงไปนั่งฟังแต่โดยดี เหมือนสหายคนอื่น
“ข้าได้ข่าวว่าท่านได้รับจดหมายจากท่านไป๋อี้เยี่ยน เกิดเื่อันใดขึ้นหรือ” เหลียงเฟยฮวาถามเข้าประเด็น ทั้งที่ในมือข้างหนึ่งยังถือไหสุราสีขาว ส่วนอีกมือถือกระบี่เป่าฉือซึ่งมีเสียงเล่าลือกันว่าคงเป็กระบี่ที่มีราคามากในปฐี เพราะด้ามกระบี่ประกอบไปด้วยนพรัตน์ทั้งเก้าชนิด ส่วนคมกระบี่ทอประกายแสง จนทำให้คู่ต่อสู้ต้องตาบอดไปชั่วขณะ
ช่างร้ายกาจยิ่งนัก.....
ประมุขเหลียงได้แต่ส่ายศีรษะไปมา ก่อนจะนึกโทษตัวเองที่ดันปล่อยปละละเลย ให้เหลียงเฟยฮวาทำย่ามใจได้ถึงเพียงนี้ พลางมองไปยังตัวหนังสือ ซึ่งเขียนด้วยลายมือวิจิตรศิลป์ ในกระดาษสีเหลืองอ่อนอย่างชั่งใจ
“ข้ามีเื่ที่จะต้องแจ้งให้กับศิษย์ของข้าทุกคนได้รับรู้ รวมถึงเ้าด้วยอาอ้าย”
“ศิษย์จากสำนักต่างๆ ที่อายุครบ 14-17 ปีจากทั้งห้าตระกูลใหญ่ จะต้องออกไปฝึกวิชาที่จินซานจากท่านไป๋อี้เยี่ยน....” แต่ยังไม่ทันจะป่าวประกาศจบ เหลียงเฟยฮวาก็โพล่งขึ้นมาเสียก่อน
“จินซานหุบเขามรณะที่ในสัปดาห์หนึ่งจะมีถึง 5 ฤดูกาลด้วยกัน แถมยังมีเสียงเล่าขานอีกว่า มีสัตว์ร้ายมากกว่าพันชนิดที่เหล่าเซียนก็ไม่สามารถปราบได้ ว่ากันว่าจินซานมีทองที่ถูกโจรในอดีตกาลขุดจากทั่วทุกมุมโลกไปฝังไว้ที่นั่น เพราะไม่อยากให้โจรด้วยกันขโมยไปโดยง่าย”
“ทว่าโชคร้ายที่พวกโจรเ่าั้ ก็ไม่สามารถเอาชีวิตรอดออกจากจินซานได้เช่นกัน” เหลียงเฟยฮวากล่าวสิ่งที่ตนได้ร่ำเรียนมาั้แ่สมัยยังเป็เด็ก พานทำให้เหล่าศิษย์น้อยใหญ่ทั้งหลายแสดงสีหน้าเหยเก เพราะรู้ว่าตนเข้าข่ายต้องไปฝึก
“ก็อย่างที่อาอ้ายบอก แต่ข้าไม่อยากบังคับพวกเ้า ใครใคร่จะไปก็ไป” ประมุขเหลียงกล่าวอย่างลำบากใจ เพราะนี่ถือเป็การหักหน้าท่านไป๋อี้เยี่ยน และเสียชื่อตระกูลเป็อย่างมาก อาจจะทำให้ถูกติฉินนินทาได้ในภายหลัง แต่นางไม่อยากให้ลูกศิษย์ต้องมาตายจากการฝึกวิชา เพราะรู้ดีว่าการไปเรียนรู้ในครั้งนี้มันอันตรายเพียงใด ราวกับก้าวขาข้างหนึ่งเข้าไปในยมโลก
“แต่ข้าเกรงว่าจะทำเยี่ยงนั้นไม่ได้ เพราะท่านไป๋อี้เยี่ยนคงไม่ได้ตั้งใจ จะเอาชีวิตลูกศิษย์หลายสำนักไปตายเป็แน่ ถ้าไม่มีเหตุจำเป็ ท่านอาจารย์ยังมีเื่อันใดที่ยังไม่ได้บอกพวกข้าหรือไม่” เหลียงเฟยฮวาถามเข้าประเด็นอีกครั้งด้วยความสงสัย จนประมุขเหลียงหรูซินถอนหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน
'เด็กคนนี้ฉลาดเกินไป'
“ตอนนี้มีภัยพิบัติเกิดขึ้นมากมาย และได้คร่าชีวิตผู้คนไปกว่าหนึ่งในสามของประชากรโลก แต่ถ้ามันเป็ภัยธรรมชาติ ท่านไป๋อี้เยี่ยนคงไม่ต้องออกโรงเกณฑ์กำลังไพร่พล”
“หมายความว่ามันอยู่นอกเหนือความคาดหมาย จากที่คนทั่วไปเข้าใจใช่หรือไม่” ถ้าเป็อย่างนั้นจริง สิ่งที่มนุษย์เผชิญอยู่ถือว่าเป็ภัยร้ายแรงมาก เพราะในประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ั้แ่มนุษย์ถือกำเนิด ไม่เคยมีภัยครั้งใดเกิดติดต่อกัน และพรากชีวิตผู้คนได้มากถึงเพียงนี้
“ใช่!” เหลียงหรูซินกล่าวเสียงต่ำ แต่นางไม่สามารถอธิบายรายละเอียดได้ต่อ ว่าต้นเหตุมาจากสิ่งใด ส่วนเหลียงเฟยฮวาเอง เมื่อเห็นสีหน้าของอาจารย์แสดงออกมาเช่นนั้น นางจึงไม่ซักไซ้ไล่ถามต่อ เพราะคิดว่าเื่นี้จะต้องเกี่ยวข้องกับความลับที่ท่านอาจารย์ปิดบังมาตลอดแน่
'ถ้าอยากรู้ก็จะต้องออกไปค้นคว้า หาคำตอบด้วยตัวเอง'
เสียงเซ็งแซ่ดังกึกก้องไปทั่วห้องโถง จนเหลียงลี่อินเอ่ยปากอย่างเสียไม่ได้
“ข้าเพิ่งอายุเพียง 15 ปี ยังไม่ได้แต่งงานใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า ข้ายังไม่อยากตายเสียหน่อย”
“ใครบอกว่าจะไปตายกันเล่า แค่ไปฝึกวิชาหาความรู้ใส่ตัว นี่ถือเป็โอกาสที่ดี ใช่ว่าใครจะได้เห็นท่านไป๋อี้เยี่ยนง่ายๆ” เหลียงเฟยฮวากล่าวไปยิ้มไป จนเหล่าบรรดาศิษย์คนอื่นๆ ถึงกับพยักหน้าเห็นพ้องต้องกัน
“จริงด้วยท่านไป๋อี้เยี่ยนอยู่ด้วยทั้งคน คงไม่ปล่อยให้พวกเราตายง่ายๆ แน่ ไม่อย่างนั้นคงเสียชื่อท่านเซียนผู้เก่งกาจ” จากนั้นเสียงซุบซิบก็ดังขึ้นอย่างเห็นด้วย ซึ่งนั่นทำให้เหลียงหรูซินต้องยกยิ้ม กับคำพูดล่อลวงของเหลียงเฟยฮวา
“ถ้าอย่างนั้น ใครพร้อมที่จะไปฝึกวิชาที่จินซานกับข้าบ้าง ยกมือขึ้น” ทุกคนต่างยกมือด้วยความเต็มใจ จนศิษย์น้องที่มีอายุยังไม่ถึงเกณฑ์อยากจะเข้าร่วมด้วย
“เ้าเพิ่งจะอายุเพียง 12 ปี ท่านอาจารย์ไป๋อี้เยี่ยนยังไม่้าเ้าหรอก” เหลียงเฟยฮวาชี้ไปทางศิษย์น้อง และพูดด้วยเสียงหัวเราะดังลั่น เพราะก่อนหน้านี้เด็กหญิงยังหวาดกลัวจนตัวสั่น แต่พอบรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไป ก็ดันคล้อยตามศิษย์พี่คนอื่นๆ อย่างง่ายดาย
ช่างสมกับเป็เด็กเสียจริง......
“ถ้าข้าอายุเท่าศิษย์พี่ รับรองข้าต้องเป็กำลังรบคนสำคัญให้กับท่านไป๋อี้เยี่ยนแน่” จากนั้นเด็กหญิงเ้าของความสูงเพียงหน้าอกของเหลียงเฟยฮวา ก็สืบเท้าวิ่งออกไปด้วยความไม่พอใจ พานทำให้บรรดาศิษย์คนอื่นๆ หัวเราะกันดังครืด ก่อนจะมีมือหยาบกระด้างและเหี่ยวย่น มาจับอยู่บนลาดไหล่นางพร้อมคำสั่ง
“ตามข้ามา ข้ามีเื่จะบอกเ้า”
จากนั้นเหลียงเฟยฮวา จึงต้องสืบเท้าตามท่านอาจารย์ไปยังห้องบรรพชน ด้วยความสงสัย
“อาอ้ายนั่งลง และตั้งใจฟังสิ่งที่ข้าบอกให้ดี เพราะนี่ถือเป็สิ่งที่เ้าควรรู้ไว้ ก่อนจะไปฝึกวิชาที่จินซาน” เหลียงเฟยฮวารีบนั่งลงทำความเคารพพยักหน้าหงึกหงัก พร้อมกับจับจ้องไปยังภาพบรรพชนที่มีแสงไฟสีส้มสลัวสาดส่อง
“เ้ายังจำสิ่งที่ข้าสั่งสอนได้หรือไม่”
“จะ....จำได้เ้าค่ะท่านอาจารย์” หากตอบว่าจำไม่ได้ คงต้องโดนคัดลายมือเป็พันๆ หมื่นๆ จบ เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาแน่ โดยข้อห้ามนอกเหนือจากกฎของตระกูลเหลียงที่มีไว้สำหรับนาง นั่นก็คือห้ามใช้อิทธิฤทธิ์จากดวงเนตรนพเก้าอย่างเด็ดขาด
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี ข้าจะถือว่าเ้าสาบานต่อหน้าบรรพชน ไม่อย่างนั้นชีวิตของเ้าจะต้องพบจุดจบในเร็ววัน” หลังจากประมุขเหลียงกล่าวจบ ก็มีลมพัดผ่านใบหน้าเหลียงเฟยฮวาทันที ทั้งที่ห้องนี้ได้ทำการปิดประตูหน้าต่างไว้หมดแล้ว นั่นจึงยิ่งทำให้นางขนลุกขนพองหนักกว่าเดิม
“ข้าไม่กล้าแล้วเ้าค่ะ ท่านอาจารย์” แม้จะเคยออกล่าภูต ผี มาร ปีศาจ กับท่านอาจารย์เหลียงมาเป็สิบเป็ร้อยครั้ง แต่ความน่ากลัวยังไม่เท่ากับครั้งนี้เพียงครั้งเดียว เพียงแค่ลมผสมกลิ่นธูปพัดผ่านใบหน้าเท่านั้น ยังทำให้นางกระอักกระอ่วนใจจนแทบนั่งไม่ติดที่ ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเหล่าิญญาศิษย์พี่ทั้งหลายปรากฏต่อหน้าต่อตา เหลียงเฟยฮวาจะปั้นสีหน้าเช่นใด
“สิ่งที่ข้าย้ำเตือนมาตลอดก็เพื่อตัวเ้า ข้าไม่อยากให้เืเนื้อที่เหล่าบรรดาศิษย์พี่ของเ้าสละต้องสูญเปล่า” ั้แ่ฝนเืห่าใหญ่ตกลงมาไม่ขาดสายเป็เวลาหลายเดือน เปาเฟินฮัวก็ถูกย้อมไปด้วยกลิ่นคาวเื สายน้ำธาราก็ต่างใช้การไม่ได้ต้องนำมาเข้ากระบวนการกลั่นแยกน้ำออกจากเื แต่เพราะสิ่งที่ปนเปื้อนมากับสายฝนไม่ใช่เืธรรมดา
หากใครได้ดื่มกินต่างก็ต้องสละชีพไปแล้วหลายราย จนเหล่าบรรดาเซียน ต้องทำพิธีชำระล้าง ภาวนาต่อองค์เทพสูงสุดบนสรวง์ และยอมศิโรราบแต่โดยดี โลกมนุษย์แห่งนี้จึงได้เข้าสู่สภาวะสงบสุขอีกครั้ง
แต่นั่นก็ต้องแลกมาด้วยเื ไม่มีาใดที่ไร้การสละชีพ.....
“อยู่ที่นั่นก็ต้องทำตัวให้ดี เป็แบบอย่างแก่ศิษย์น้องรุ่นต่อไป พวกนางเคารพเ้ามากนะอาอ้าย และข้าขอเตือนไว้อย่างว่าท่านไป๋อี้เยี่ยนไม่ได้ใจดีเหมือนข้า” ท่านประมุขสืบเท้าเข้ามาใกล้ศิษย์เอกที่นางภาคภูมิใจ ก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างร่ายคาถาสกัดกั้นพลังิญญาเทพเซียนที่มีมาั้แ่กำเนิด เพื่อไม่ให้เหลียงเฟยฮวาเป็จุดเด่นจนนำภัยมาสู่ตัว เหลือแค่เศษเสี้ยวเล็กน้อยเอาไว้ให้เหลียงเฟยฮวาใช้ฝึกวิชา
“ท่านอาจารย์ทำไมต้องสกัดกั้นิญญาของข้าด้วย” เหลียงเฟยฮวาถามด้วยความไม่เข้าใจ ทำให้ท่านประมุขเหลียงถึงกับลอบยิ้มกว้าง อย่างไม่เคยมีมาก่อน
“คืนนี้เ้านัดกับเ้าลูกหมูไว้ ว่าจะไปเที่ยวในเมืองมิใช่หรือ”
“ทะ...ท่านอาจารย์รู้”
“ไม่มีสิ่งใดในเปาเฟินฮัวที่ข้าไม่รู้ ไปเถิดไปบอกลาบรรดาสหายของเ้า เพราะในอีก 2 วัน เ้าจะต้องเดินทางไปจินซาน” นับเป็ครั้งแรกในชีวิต ที่ท่านอาจารย์เหลียงอนุญาตให้ไปเที่ยวเล่นได้ตามใจชอบ ซึ่งนั่นทำให้นางดีใจมาก
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านอาจารย์” จากนั้นเหลียงเฟยฮวาจึงวิ่งไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อเตรียมตัวออกไปเที่ยวในค่ำคืนนี้
[1] เป็ไม้สกุลแม็กโนเลีย