ตอนที่ 4 หาลู่ทางทำกิน
เมื่อคิดหาลู่ทางทำมาหากินได้แล้วนางก็ไม่รอช้าต้องรีบไปติดต่อครอบครัวต้วนเอาไว้ก่อนแล้ว และนางก็ย่อมจะไม่ไปมือเปล่า
ตะกร้าสานใบใหญ่ถูกนางสะพายขึ้นบนบ่า ในนั้นมีไข่ไก่อยู่ห้าฟองเห็ดอีกจำนวนหนึ่ง
แน่นอน นางไม่ได้เข้าป่าไปหาเห็ดของพวกนี้เอามาจากร้านค้าของนางทั้งนั้นแหละ และเพื่อไม่ให้เพื่อนบ้านสงสัยก็ควรเอาไปฝากแต่พองาม
“ท่านป้าต้วนขอรับ ท่านป้าต้วน”
“ใครน่ะ” เสียงดังมาจากหลังบ้านก่อนที่หญิงรูปร่างท้วมอายุยี่สิบกลาง ๆจะเดินออกมาให้เห็น
“อ้าว อาเหยา เสี่ยวชุน เสี่ยวเฉิน เข้ามาก่อน เข้ามาทำไมถึงพากันมาที่นี่ได้ล่ะ มีอะไรอย่างนั้นเหรอ”นางถามพลางเปิดประตูรั้วหน้าบ้านเพื่อให้ครอบครัวหลินเข้ามาด้านใน
“หลายวันก่อนเสี่ยวชุนบอกว่ามารบกวนพี่หนิงเสียมากวันนี้ข้าเลยพาเ้าสองแสบมาขอบคุณเ้าค่ะ”
“ไฮ้! นึกว่าเื่อะไร อย่าคิดมาก ช่วยได้ก็ช่วยกันไปข้าก็พอจะช่วยเ้าได้แค่นั้น อย่าถือเป็บุญคุณอะไรเลย”
เด็กน้อยสองคนวิ่งไปหยิบชามข้าวมาช่วยโปรยให้ไก่กินแทนท่านป้าต้วนอย่างรู้งานปล่อยให้ผู้ใหญ่ทั้งสองได้คุยกัน ไม่มาเกะกะ
“ไม่ได้หรอกเ้าค่ะ ถ้าไม่ได้ยาสมุนไพรจากพวกท่านข้าก็คงไม่หายดีอย่างตอนนี้ นี่เป็น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากข้าท่านรับเอาไว้นะเ้าคะ”
ต้วนหนิงเห็นไข่และเห็ดในตะกร้าก็ยกมือทาบอกด้วยความใเพราะจำนวนของที่มากมายถึงเพียงนี้ สามารถกินได้หลายวันทีเดียวแล้วนี่ถึงกับนำมาตอบแทนครอบครัวนาง เช่นนี้แล้วพวกเขาจะกินอะไรกันเล่า
หลินอี้เหยาดูท่าทางออกก็รีบพูดขึ้น
“ของพวกนี้หากท่านไม่รับ ต่อไปข้าคงไม่กล้ามารบกวนแล้วเ้าค่ะอีกอย่างท่านไม่ต้องกังวลว่าข้านำมาให้ท่านแล้วจะไม่เหลือกินโชคดีที่่นี้แม่ไก่ออกไข่เยอะมาก ข้าคิดอยู่ว่าจะนำไปขายในเมืองเองเ้าค่ะ”
“เ้าจะนำไปขายเองหรืออาหลิน เ้าไม่เคยขายของ จะทำได้หรือ”ต้วนหนิงยอมรับน้ำใจจากหลินอี้เหยาเพราะขัดไม่ได้
“ใช่เ้าค่ะ วันนี้ข้าก็เลยถือโอกาสมาบอกพวกท่านเอาไว้ก่อน ว่าข้าจะขอเข้าไปขายไข่ในเมืองด้วยคนอีกอย่างข้าอยากจะดูลู่ทางค้าขายด้วยเ้าค่ะ”
ต้วนหนิงพินิจพิจารณาคนตรงหน้า
“เ้าเปลี่ยนไปมากนะอาเหยา พอหายไข้ เ้าก็ดูเปลี่ยนไปราวกับคนละคนทั้งความคิดอ่านก็ดูผิดแผกไปกว่าเดิมมาก”
“นั่นเพราะ่เวลานั้นข้าเกือบตายไปแล้วเ้าค่ะ เลยคิดได้ว่าเมื่อได้รับโอกาสอีกครั้งก็ไม่ควรจมปลักอยู่กับความทุกข์ยากอีกลูก ๆ ของข้ากำลังโต ข้าอยากให้พวกเขาได้ศึกษาหาความรู้ในสำนักศึกษาดี ๆ เ้าค่ะ”
สาธุ! นางไม่ได้มุสานะ แต่ถ้าไม่แถ เอ่อ พูดแบบนี้นางก็หาทางลงไม่ได้เหมือนกัน หลิวอี้เหยาคิดในใจ
“คิดได้อย่างนั้นก็ดีแล้ว ก่อนหน้านี้เ้าเอาแต่ทำหน้าเศร้าหมองร่างกายเลยพลอยอ่อนแอไปด้วยต่อไปนี้เมื่อคิดได้แล้วก็หันมาใส่ใจตัวเองกับเด็กสองคนนั่นให้ดีละพวกเขาน่าเอ็นดูมากนะ เ้ามีบุตรชายดีจริง ๆ”
“ข้าก็คิดว่าตัวเองโชคดีเ้าค่ะ นี่ก็ไม่เช้าแล้ว ข้าต้องขอตัวกลับก่อนไม่รบกวนพี่หนิงนาน เอาเป็ว่าพรุ่งนี้ข้าจะมาที่นี่ยามเหม่านะเ้าคะ”
“ได้ ข้าจะบอกท่านพี่ไว้ให้ แล้วเด็กสองคนนั่นจะไปด้วยหรือไม่”
“ไปเ้าค่ะ ข้าอยากพาพวกเขาไปเดินเล่นบ้าง”
“ดีแล้ว ๆ ค่ารถของพวกเ้า ข้าคิดแค่สองอีแปะแล้วกัน อย่าปฏิเสธ! ถ้าปฏิเสธถือว่าเ้าไม่รับน้ำใจจากข้า”
ทั้งสองมองหน้ากันนิ่งก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน
“เ้าค่ะ ข้าไม่กล้าแล้ว ขอบคุณพี่หนิงมากนะเ้าคะที่เอ็นดูพวกเรา”
“ไม่เป็ไร ๆ พวกเ้ารีบกลับไปเถอะ แดดใกล้จะร้อนแล้ว”
สามแม่ลูกพากันเดินกลับบ้านอย่างอารมณ์ดีมีเสียงจากเ้าหนูจำไมอย่างเสี่ยวเฉิงคอยถามโน่นนี่ตลอดเวลาทำให้ระยะทางเดินไม่ไกลอย่างที่คิด
เมื่อออกมายืนมองสภาพบ้านจากด้านนอกอย่างนี้แล้ว หลิวอี้เหยาอยากจะบอกว่าเถียงนายังดูดีกว่านี้เยอะเลย
อย่างแรกที่ควรทำ คือสะสางรอบบริเวณบ้านที่วัชพืชขึ้นคลุมเต็มไปหมดให้ราบเป็หน้ากลองเพราะพงหญ้ารก ๆ นั่นคือที่อยู่ชั้นดีของสัตว์มีพิษ เช่น งู ที่อันตรายกับลูก ๆของนางอย่างมาก
เมื่อคิดได้ดังนั้น อุปกรณ์ตัดหญ้าอย่างกรรไกรตัดหญ้า จอบ คราด เสียมและกระบุงก็ถูกนำออกมาวางตรงลานหน้าบ้าน
“ท่านแม่ ของพวกนี้เอามาทำอะไรหรือขอรับ”
“เอามาถางหญ้าหน้าบ้านเรายังไงล่ะเสี่ยวชุน”
“แล้วท่านแม่เอามาจากไหนขอรับ” คำถามนี้ทำให้นางชะงักมือทันควัน
เห็นทีต่อไปนางก็คงจะยังมีอะไรหลายอย่างออกมาให้พวกเขาได้เห็นเพราะฉะนั้นก็ควรอธิบายกันให้เข้าใจเสียแต่เนิ่น ๆ จะดีกว่า
“เสี่ยวชุน เสี่ยวเฉิง มานั่งตรงนี้”นางเรียกเด็กทั้งคู่ให้มานั่งใต้ต้นพลับเพียงต้นเดียวในบริเวณบ้าน“พวกเ้าเห็นข้าวของกับอาหารที่มีในบ้านของเรา ใช่หรือไม่”
เด็กสองคนพยักหน้าพร้อมกัน
“ของพวกนั้นเป็ท่านยมทูตมอบให้แม่และพวกเ้า ต่อไปแม่สัญญาว่าเราจะไม่มีวันอดตายและแม่ก็จะมีของแปลก ๆ มาให้พวกเ้าเห็นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นหากเ้าเห็นว่าอยู่ดีๆ ก็มีของที่ไม่คุ้นโผล่มา ก็ขอให้พวกเ้ารู้เอาไว้ว่า ท่านยมทูตมอบให้พวกเราและไม่ต้องเอ่ยถามต่อหน้าใคร เข้าใจหรือไม่”
“ท่านยมทูตเป็ใครขอรับ”
“ท่านยมทูตเป็คนที่วิเศษมาก”
“เสี่ยวเฉิงยักท่างยงมาทู่ขอยับ”
“เสี่ยวชุนล่ะลูก เข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจขอรับท่านแม่” นางยกมือขึ้นลูบหัวเล็ก ๆของเด็กทั้งสองด้วยความเอ็นดู
แม้จะไม่ได้ให้กำเนิดแต่ก็รู้สึกได้ถึงสายใยบางอย่างที่ถักทอขึ้นระหว่างนางและพวกเขา
“ดีมากจ้ะ เอาละ! ใครอยากช่วยแม่ถอนหญ้าบ้าง”
“เสี่ยวชุนขอรับ / เสี่ยวเฉิงขอย้าบ” ทั้งสองคนชูมือขึ้นพร้อมกันท่ามกลางเสียงหัวเราะที่สดใสของหลินอี้เหยา
สามแม่ลูกช่วยกันถอนหญ้าหน้าบ้านอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งแดดเริ่มแรงขึ้นนางจึงเกณฑ์เด็ก ๆ เข้าบ้าน
และเมื่อเป็เด็กดีก็ต้องมีรางวัล
เค้กช็อกโกแลตแบล็กฟอเรสต์ที่ประดับหน้าด้วยเชอร์รีสีแดงสดพร้อมน้ำผักและผลไม้รวมคนละแก้ว
เด็ก ๆ ทำตาโตเมื่อเห็นของรางวัลสำหรับเด็กดีพากันปรบมือเปาะแปะด้วยความดีใจ พวกเขาไม่เคยเห็นขนมหน้าตาประหลาดแบบนี้มาก่อนแม้มันจะเป็สีดำสนิท แต่ดูแล้วต้องอร่อยมากแน่ ๆ รวมถึงน้ำสีส้มสวย ๆที่อยู่ในแก้วใสมองทะลุถึงข้างในได้นั้น ยิ่งทำให้พวกเขาตื่นเต้น
“ท่านแม่ ทำไมเรามองเห็นน้ำที่อยู่ในนี้ได้ล่ะขอรับ”เสี่ยวชุนพาตัวเองเดินวนรอบแก้วน้ำผลไม้
หญิงสาวมองท่าทางอย่างนั้นด้วยความเอ็นดู
“เสี่ยวชุนมานั่งดี ๆ ก่อน” นางเรียกลูกชายคนโตส่วนคนเล็กนางจับนั่งเก้าอี้สำหรับเด็กเรียบร้อยแล้วทำให้เขาไม่ต้องลำบากในการกินอีกต่อไป
“ที่มันใสเพราะสิ่งนี้เรียกว่าแก้ว เวลาจะใช้ต้องระวัง ถ้าตก มันจะแตกและคมของมันก็จะทำให้ลูกาเ็ได้ แล้วก็ห้ามนำไปใส่ของร้อนเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่ทั้งสองคน”หลินอี้เหยาใช้โอกาสนี้ค่อย ๆ สอนพวกเขาไปในตัว
“เอาละ! กินได้แล้ว แม่จะไปทำที่นอนให้พวกเ้าก่อนพอกินเสร็จแล้วก็ควรจะนอนกลางวัน”
เสี่ยวชุนเอียงคอมองก่อนเอ่ยขึ้นว่า
“แต่พวกเราไม่เคยนอนกลางวันเลยนะขอรับ”
“ต่อไปพวกเ้าสองคนจะต้องนอนกลางวันจ้ะลูกรัก เอาละ! รีบกิน เดี๋ยวแม่มา”
นางผละไปเพื่อจัดที่นอนให้เด็กน้อยทั้งสอง
ครั้นเข้ามามองซ้ายมองขวา เห็นห้องขนาดไม่กว้าง แค่สามคูณสามเมตรเท่านั้นหมุนตัวสองรอบก็เดินได้รอบห้องแล้วมุมด้านหนึ่งยกพื้นสูงขึ้นแล้วใช้ไม้กระดานวางพาดไว้ลวก ๆ พอให้แค่ไม่ต้องนอนกับพื้นเท่านั้นนางไม่รู้จริง ๆ ว่าสามคนแม่ลูกนอนกันยังไงก่อนหน้านี้
เมื่อคิดแล้วก็หายเข้าไปในร้านค้าเพื่อหาเครื่องนอนที่จะเอามาแทนของเก่า
นางเดินสำรวจอยู่นาน เจอที่นอนและเตียงขนาดหกฟุตที่วางโชว์เอาไว้แต่ปัญหาคือนางจะเอาออกไปยังไง หญิงสาวยืนคิดแล้วเริ่มจะหัวเสีย
“เอ่อ ขออนุญาตแทรกครับ แค่คุณแตะมันแล้วคิดถึงที่ที่นำมันไปไว้มันก็จะออกไปอยู่ตรงนั้นเองครับ”เสียงของท่านยมทูตฟรานซิสแทรกเข้ามาเพราะเขาทนดูต่อไปไม่ไหวและคิดว่าอีกไม่นานปัญหาจะต้องลามมาที่ตนเองแน่นอน จึงชิงแนะนำก่อนจะถูกนางวีนใส่
“อ้อ ขอบคุณเ้าค่ะ เดี๋ยวนะ! ไหนว่าเราจะเจอกันอีกตอนข้าตายไงล่ะแล้วนี่ข้ายังไม่ตาย เอ๊ะ หรือข้าจะตายอีกรอบแล้ว” หญิงสาวเริ่มสับสน
“ยังไม่ตายครับ แค่กระผมทนดูไม่ได้เท่านั้น เอาละ! ครั้งต่อไปที่พบกันนั่นหมายความคุณได้ตายไปแล้วจริง ๆ เคลียร์นะครับ อย่างนั้นแล้วผมขอตัวก่อน”
“อ้าว เดี๋ยวสิเ้าคะ”
เสียงของฟรานซิสเงียบหายไปจริง ๆ แล้วนางจึงหันมาใส่ใจวิธีการนำเตียงนอนออกจากร้านค้า
“แตะแล้วคิดถึงที่ที่จะให้มันออกไปอย่างนั้นเหรอ” นางลองทำตามคือใช้มือแตะแล้วคิดถึงห้องนอนรังหนู
เตียงก็ยังคงวางอยู่ที่เดิม
“เอ๊ะ ยังไง? หรือต้องลองออกไปดู” นางแตะข้อมือพาตัวเองออกมานอกร้านค้า
ก็พบเตียงไม้พร้อมที่นอนหนานุ่มวางอยู่กลางห้องแล้วแต่ดูเหมือนขนาดของมันจะใหญ่เกินไปจึงวางได้ไม่ลงตัว
ปัญหาคือ เตียงเก่าตรงนั้นจะเอาไปไว้ที่ไหนหรือต้องเก็บเตียงเก่าเข้าไปก่อน?
นางไม่รู้ว่าวิธีเอาออกมาและวิธีเก็บเข้าไปจะเหมือนกันหรือไม่แต่ไม่ลองไม่รู้ หญิงสาวแตะที่เตียงนอน คิดถึงจุดที่วางเตียงในร้านค้า
แล้วมันก็หายวับไปกับตาเลยจริง ๆ
“ยอดไปเลย ทำแบบนี้ก็ได้ด้วย ว้าว สุดยอดนะเนี่ย แต่เดี๋ยวก่อนแล้วจะทำยังไงกับไม้นี่ดีล่ะ”
นางกลับเข้าไปอีกครั้งแล้วกลับออกมาพร้อมค้อนขนาดใหญ่ ของพวกนี้นางไม่เคยทำแต่ไม่เคยก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้
ทุกอย่างต้องมีครั้งแรกด้วยกันทั้งนั้นแหละ แค่งัดไม้พวกนี้ออกมันจะยากตรงไหน
แล้วเสียงงัดแผ่นไม้ก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องพร้อมกับเสียงหญิงสาวที่เรียกพลังเป็ระยะ ๆ กว่าจะเสร็จก็เล่นเอานางปวดเมื่อยไปทั้งร่างที่สุดห้องของนางก็กลับมาโล่งอย่างที่อยากให้เป็แล้ว
พื้นบ้านหยาบ ๆ นางก็จัดการปูเสื่อน้ำมันก่อนจากนั้นก็นำเตียงออกมาวางชิดไปด้านหนึ่งของห้องพรมสีขาวถูกนำมาปูข้างเตียงพร้อมเบาะนั่งขนาดใหญ่ที่จะเปลี่ยนรูปร่างไปตามการนั่งนางวางเอาไว้ตรงมุมหนึ่งของห้อง
ต่อให้บ้านไม่สวยอย่างไรก็ขอให้ห้องที่ใช้นอนทุก ๆ คืนดูน่านอนก็ยังดี
นางจะทำเพียงเท่านี้ก่อน รอมีเงินสร้างบ้านใหม่ นางจะจัดเต็มเลย คอยดูเถอะ
หลังจากกินของว่างเสร็จเรียบร้อย หยางชุนก็จัดการพาน้องชายมาเช็ดทำความสะอาดก่อนจะจูงกันมายังห้องนอน แล้วก็ต้องห่อปากเป็ตัวโอเพราะใกับความเปลี่ยนแปลงภายในห้อง
“สวยจังเลยขอรับท่านแม่”
“สวยจังขอย้าบ เสี่ยวเฉิงชอกมาก”เ้าตัวเล็กวิ่งไปโถมตัวใส่เบาะนั่งนุ่มนิ่มอย่างแรง
เมื่อเบาะที่ด้านในเป็เม็ดโพลีโฟมถูกกดทับ มันก็อ่อนยวบไปตามน้ำหนักทันทีซึ่งเสี่ยวเฉินดูจะถูกใจเบาะนั่งอันนี้มาก
“ท่านแม่ขอรับ นี่คือที่นอนของพวกเราหรือขอรับ”หยางชุนเดินเข้ามาใกล้ที่นอน เช็ดมือกับเสื้อของตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะค่อย ๆจับลงไปเบา ๆ เพราะกลัวมันจะเปรอะเปื้อน
“เสี่ยวชุนขึ้นไปนอนได้เลย มันเป็ของพวกลูกแล้วจ้ะ”
เมื่อได้รับอนุญาตจากมารดาหยางชุนจึงจัดการปีนขึ้นที่นอนแล้วทิ้งตัวลงนอนกางแขนกางขาเต็มเตียง
“ท่านแม่ขอรับ มันเด้งและนุ่มมากเลยขอรับ เสี่ยวเฉินมานี่เร็วที่นอนนุ่มมาก ๆ เลย”
เสี่ยวเฉินผละจากเบาะนั่งไปโถมร่างลงบนที่นอนอย่างแรง ผลคือร่างเล็ก ๆของเขากระเด้งขึ้นเล็กน้อยเพราะความหนานุ่มของเบาะนอน
“ชอบหรือเปล่าจ๊ะลูก ๆ” นางเห็นเด็ก ๆนอนกลิ้งเกลือกไปมาบนที่นอนก็ยิ้มอย่างมีความสุขไปด้วย
“ชอบมากขอรับท่านแม่ ถ้าได้นอนแบบนี้ ต่อไปก็ไม่ต้องหนาวแล้วนะเสี่ยวเฉิน”
แม้จะเป็เพียงคำที่พูดกับน้องชายแต่คนฟังอย่างหลินอี้เหยาถึงกับสะท้อนใจจนลำคอตีบตันไปหมดนางทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงอีกข้าง
“ต่อไปเสี่ยวเฉินกับเสี่ยวชุนของแม่จะไม่ลำบากอีก จะไม่หนาวจะไม่หิวอีกแล้วนะ แม่สัญญา”
เ้าตัวเล็กทั้งสองคลานตุ้บตั้บมาทิ้งศีรษะลงบนขาของมารดาฝั่งละคนนางลูบหัวพวกเขาอย่างอ่อนโยน
“เสี่ยวชุนจะไม่ดื้อขอรับ เสี่ยวชุนจะเป็เด็กดี”
“เสี่ยว เสี่ยวเฉิง ก็ ก็ ดื้อขอยับ”
มุมปากของนางยกขึ้นเมื่อได้ฟังคำของเสี่ยวเฉิน
“เสี่ยวเฉินจะดื้อเหรอจ๊ะ” นางแกล้งถาม
“ม่าย ม่าย เสี่ยวเฉิงม่ายดื้อ” เ้าตัวเล็กส่ายหน้าไปมาบนตักมารดาเร็ว ๆเพราะเกรงมารดาจะไม่เชื่อที่ตนพูด
“รู้แล้ว ๆ แม่เชื่อว่าพวกเ้าจะเป็เด็กดี ไม่ดื้อ เอาละ ทีนี้ก็ไปนอนดี ๆได้แล้ว เด็กดีต้องนอนกลางวันนะจ๊ะ”
บนที่นอนมีหมอนวางอยู่สามใบ เด็กสองคนเลือกนอนด้านในสุดของที่นอนก่อนจะหลับตาลงทันที
“ถ้าเป็เด็กดี ตื่นมาแม่จะมีรางวัลให้ รู้หรือไม่”
“ขอรับ / ขอย้าบบบ” สิ้นเสียงขาน พวกเขาก็เงียบทันทีพยายามกล่อมตัวเองให้หลับ
จากนั้นไม่นานทั้งสองก็หลับไปจริง ๆ
เมื่อเห็นว่าเด็กทั้งสองนอนหลับสนิทแล้ว นางจึงหายเข้าไปในมิติอีกครั้งเลือกหยิบไข่ไก่ออกมาห้าแผงเพื่อจะนำไปขายวันพรุ่งนี้
นางจะเอาไปขายแค่นี้ก่อนเพื่อดูลาดเลาของตลาดแล้ววันต่อไปก็ค่อยว่ากัน