เหนือยอดผาช่องเขานกนางแอ่น แสงสุริยันยามสายสาดทาบผ่านม่านหมอกที่เริ่มโรยรา แต่สายลมอันเหน็บหนาวยังคงพัดโหม อิ๋งม่อจุนปรายตามองแม่ทัพปีศาจทั้งสามที่คุกเข่าเบื้องหน้าด้วยแววเนตรเย็นเยียบ “พวกเจ้านี่... ช่างไร้ค่าเสียจริง”
เพียงเขาสะบัดฝ่ามือ แม่ทัพปีศาจทั้งสามก็ถูกแรงลี้ลับกระชากเข้าหาร่างของเขา แล้วกลั่นรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกายมหาเทพปีศาจ ประหนึ่งหยดน้ำที่ไหลกลับคืนสู่ห้วงมหาสมุทร
“พลังของมัน... กำลังก้าวกระโดดสู่ขั้น ปฐมเทพปีศาจ!” องค์ชายสามคำรามด้วยความตระหนก
อิ๋งม่อจุนหัวเราะร่า เสียงกึกก้องสะท้อนหุบเหว “มนุษย์ผู้อ่อนแอเอ๋ย... วันนี้พวกเจ้าจงสังเวยดวงจิตเพื่อเป็นโอสถแห่งการกำเนิดใหม่ของข้าเถิด!”
กระแสพลังดูดกลืนมหาศาลแผ่ขยายจนพสุธาปริแยก องค์หญิงมันฑนา ที่ยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าพลันรู้สึกถึงแรงกระชากวิญญาณจนแทบสิ้นสติ
“หลานสาวของน้า! ระวัง!”
องค์หญิงสี่ พุ่งเข้าโอบกอดหลานสาวก่อนจะใช้พลังเฮือกสุดท้ายผลักหลานสาวให้พ้นรัศมีทำลายล้าง แต่ทว่าตัวนางเองกลับไม่อาจต้านทานมหาพลังแห่งการดูดกลืนนั้นได้ ร่างขององค์หญิงสี่ถูกฉีกออกเป็นละอองแสง แก่นวิญญาณใสบริสุทธิ์ถูกอิ๋งม่อจุนช่วงชิงไปต่อหน้าต่อตา แล้วดูดกลืนเข้าไปในกายผ่านทางฝ่ามือ
บัดนี้ รัศมีกายของจอมปีศาจแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานพุ่งทะลุหมู่เมฆ ใช่… เขาบรรลุขั้นปฐมปีศาจ อย่างสมบูรณ์แล้ว! “ยังเหลืออีกสาม... แก่นวิญญาณของพวกเจ้านี้ ช่างเย้ายวนใจข้ายิ่งนัก”
ทันใดนั้น เสียงระฆังเงินพลันกังวานก้องจากฟากฟ้า หมอกสีม่วงพร่างพรายไหลรวมกันเหนือยอดผา ก่อนกลั่นตัวเป็นร่างของสตรีผู้งามสง่าดังเทพีในตำนานโบราณ จักรพรรดินีมารปินเสวียนเยว่ทรงเสด็จลงมาเพื่อขัดขวางจอมปีศาจ
“น้าปิ่น!” มันฑนาร้องเรียกด้วยความหวังอันริบหรี่
“ผู้ที่ก้าวล่วงมติสวรรค์เช่นเจ้า... มีโทษตายเท่านั้น!” ปินเสวียนเยว่ประกาศกร้าว พร้อมปลดปล่อยประกายสายฟ้าสีม่วงเข้าปะทะกับเพลิงปีศาจของอิ๋งม่อจุนจนผาหินแตกร้าว
“ลำพังปฐมมารอย่างเจ้า คิดหรือจะสยบข้าได้!” จอมมารคำราม
“ถ้า... รวมข้าด้วยล่ะ?”
สุรเสียงทรงอำนาจดังมาจากฟากฟ้าที่เปิดออก แสงสีเงินบริสุทธิ์ตวัดลงมาประหนึ่งขนนกเทพโปรยปราย ร่างอันเรืองรองของ จักรพรรดินีปีศาจ เซเรนเทีย ปรากฏขึ้นอย่างสง่าบนม่านแสง อิ๋งม่อจุนเบิกตากว้าง ความเกรี้ยวกราดประทุขึ้น
ปินเสวียนเยว่มองนางพลางยิ้มบางๆ “ในที่สุด… เจ้าก็มาซะที”
เสียงคำรามของมหาเทพปีศาจดังสะท้อนไปทั่ว “ดี! เช่นนั้นวันนี้… ข้าจะกลืนกินพลังทุกคนให้หมดไม่ว่าจะเป็น เทพ มาร เซียน หรือ ปีศาจ!!”
ปินเสวียนเยว่ฟาดลำแสงสีม่วงจากทางซ้าย เซเรนเทียปล่อยลำแสงสีทองจากทางด้านขวา อิ๋งม่อจุนจึงปล่อยพลังแสงสีแดงเข้าปะทะ พลังทั้งสามปะทะกันจนหมุนวนสั่นสะเทือนหน้าผาจนแตกร้าว
แต่แล้วก่อนที่ผู้ใดจะคาดคิด อิ๋งม่อจุนก็ชิงลงมือระเบิดพลังสะท้อนกลับจากกายของเขา พลังของสองจักรพรรดินีจึงหายไปชั่วขณะ เขาจึงเริ่มดูดกลืนพลังของสองจักรพรรดินีในคราเดียวกัน
“ไม่!!…”
ปินเสวียนเยว่และเซเรนเทียพยายามขัดขืน แต่ไม่อาจสลัดพลังดูดกลืนนั้นได้ ร่างทั้งสองถูกดึงเข้าหาอิ๋งม่อจุนอย่างไร้หนทางหลีกเลี่ยง ทั้งสองโดนดูดพลังจนหมดแรงล้มลงกับพื้น
ทุกคนในกองทหารที่เหลือก็ล้มลงนอนกองอยู่กับพื้นเช่นกัน ต่างพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน แต่ก็ไม่สามารถทำได้ด้วยไม่เหลือเรี่ยวแรงอีกแล้ว มหาเทพปีศาจหัวเราะ “เจ้าทั้งหมดจะทำให้ข้า… เป็นเทพปีศาจผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่พิภพนี้เคยมีมา!”
พลังของพวกเขาทุกคนกำลังจะกลายเป็นเครื่องสังเวยให้กับจอมปีศาจผู้โลภโมโทสันนี้
“พอเสียที... อิ๋งม่อจุน” เสียงบุรุษนุ่มลึกดังขึ้นจากความว่างเปล่า
“เจ้าก่อกรรมจนเกินกว่าสวรรค์จะให้อภัยแล้ว” เสียงสตรีอีกนางหนึ่งขานรับ
อิ๋งม่อจุนชะงัก พลางกวาดตามองหาแต่กลับไม่พบร่องรอย “ใคร!? ใครอยู่ที่นั่น จงแสดงตนออกมา!”
“แสดงว่าเจ้าก็ไม่เท่าไหร่สินะ แม้ข้าจะยืนอยู่เบื้องหน้า แต่เจ้ากลับมองไม่เห็น” เสียงบุรุษกล่าว
มหาเทพปีศาจหมุนกายกวาดสายตาไปรอบๆ กลับมองไม่เห็นผู้ใดเลย แต่แล้วจู่ๆร่างของราชามันตรา และ พระราชินีมันปนิตาก็พลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้า จอมปีศาจตกใจสะดุ้งจนสุดตัว แต่ก็เสแสร้งทำเป็นหัวเราะแก้เขิน “ที่แท้ก็เป็นท่านพี่ทั้งสอง... นี่เอง พวกท่านมาก็ดีแล้ว ข้าจะได้ไม่ต้องเสียแรงตามหา ขอพลังของพวกท่านสักหน่อยก็แล้วกันนะ!”
เขายกฝ่ามือขึ้นดูดพลังทั้งสองในทันที ทว่าราชามันตรากลับนิ่งเฉย “เจ้าอยากได้นักใช่ไหม... เราจะให้เจ้าจนเต็มอิ่ม!”
ทั้งองค์ราชาและราชินีทรงเร่งส่งพลังมหาศาลเข้าสู่กายของจอมมารประหนึ่งสายน้ำหลากที่พังทลายเขื่อนดิน เพียงชั่วอึดใจ ร่างของอิ๋งม่อจุนก็บวมพองจนผิวหนังแตกร้าวด้วยไม่อาจรองรับขุมพลังระดับปฐมเทพทั้งสองได้
“หยุด! ข้าไม่ต้องการแล้ว... ข้าสำนึกผิดแล้ว!” จอมมารกรีดร้องอย่างโหยหวน ผิวหนังเริ่มแตกร้าวเป็นเส้นสายสีแดง
“เช่นนั้น... เราจะช่วยดึงพลังที่เจ้าขโมยมาออกไปเอง” กล่าวจบราชินีมันปนิตากับฝ่าบาทร่วมกันดึงพลังกลับอย่างรวดเร็ว โดยใช้วิธีดึงออกอย่างรวดเร็วเพียงเสี้ยวหนึ่งของลมหายใจ ร่างของมหาเทพปีศาจหดลีบลงในทันทีก่อนกำเนิดของลมหายใจถัดไป แล้วผุสลายกลายเป็นฝุ่นกระจายไปกับกระแสลม
แก่นวิญญาณนับร้อย ของเซียน มาร เทพ ผู้ที่ถูกเขากลืนกิน ล่องลอยออกมาราวดอกไม้ไฟแห่งวิญญาณ ราชาและราชินีรวบรวมแก่นเหล่านั้นอย่างอ่อนโยน
“บัดนี้เราทั้งสองได้บรรลุขั้นปฐมเทพ จากการที่มหาเทพอัสนีย์ได้สละแก่นวิญญาณให้กับข้าหลังจากที่บรรลุเป็นเทพบรรพกาล ระดับสูงแล้ว” ราชามันตรากล่าวขึ้นกับทุกคน
“ส่วนข้าก็ได้รับแก่นวิญญาณของเทพีน้ำค้างเหมันต์ หลังจากที่บรรลุเป็นเทพบรรพกาล ระดับสูงแล้วเช่นกัน” ราชินีมันปนิตากล่าวพลางใช้ปราณปฐมวิญญาณรักษาอาการบาดเจ็บและฟื้นพลังให้กับทุกคน
“นับจากนี้เราทั้งสองจะต้องไปปกครองพิภพเทพตามที่ได้สัญญาไว้กับมหาเทพทั้งสอง ก่อนที่ท่านจะไปเกิดใหม่” ราชามันตรากล่าวพลางมองดูใบหน้าของทุกคน
องค์ราชาและราชินีทรงช่วยกันรักษาอาการบาดเจ็บ และฟื้นฟูพลังของทุกคนจนเป็นปกติ ก่อนจากไปทั้งสองพระองค์ทรงสลักอักษรไว้บนแผ่นศิลาหน้าสำนักเหมันต์มีข้อความว่า “พิภพมนุษย์จะดีหรือร้าย พวกเจ้าล้วนต้องลิขิตเอง” จากนั้นก็เสด็จขึ้นสู่สวรรค์ไม่ย้อนกลับมายังเขตแดนมนุษย์อีกเลย
สิบปีผ่านไป… ลมเหนือยังคงพัดผ่านสำนักเหมันต์ นำพากลิ่นหอมของดอกเหมยฟุ้งไปทั่วบริเวณ ศาลาไม้ข้างๆลานฝึกระงมด้วยเสียงกระดิ่งลมที่สอดประสานกับเรื่องเล่าแห่งตำนาน
“แล้ว… แล้วยังไงต่อเจ้าคะท่านอาจารย์เจ้าสำนัก ข้าฟังเพลินเสียจนลืมหายใจเลย!” ปันปัน ศิษย์หญิงคนโปรดผู้ขี้เล่นที่สุดในรุ่นเอ่ยถาม ดวงตากลมใสฉายประกายอยากรู้อยากเห็นไม่สิ้นสุด
เทพีมันฑนาเจ้าสำนักคนปัจจุบันยิ้มบางๆ ก่อนทอดสายตาเหม่อไปยังท้องฟ้าอันห่างไกลราวจดจำกาลเวลาที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี
“อืม… ต่อจากนั้นนะ” นางกล่าวเสียงอ่อนนุ่ม “เมื่อคนรุ่นก่อนของสำนักเหมันต์ได้พลีชีพจนสิ้นแล้ว ด้วยเหตุนี้ข้าจึงกลับมาฟื้นฟูสำนักเหมันต์แห่งนี้ ให้กลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง”
นางปัดปลายผมของนางที่พริ้วตามแรงลมอย่างอ่อนโยนให้เข้าที่พลางกล่าวต่อไปว่า “และด้วยความสามารถของข้าทุกคนจึงพร้อมใจกันแต่งตั้งให้ข้าเป็นเจ้าสำนัก ส่วนพี่ชายของข้า ราชามันตริน ก็ปกครองอาณาจักรเหมันต์ให้ปวงประชามีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข”
ปันปันทำตาโตทันที “แล้วทวีปอื่นๆเล่าเจ้าคะ?”
เทพีมันฑนาประคองศีรษะนางอย่างเอ็นดู คล้ายปลอบลูกนกที่ซักถามไม่หยุด “เสด็จน้าไป๋เซี่ยนจื่อได้ขึ้นครองพิภพกลางทรงตั้งชื่ออาณาจักรใหม่นี้ว่า อาณาจักรสุวรรณเมฆา ส่วนอาณาจักรสมุทรเมฆาในพิภพใต้ เสด็จอามันชญาภาก็ได้สืบทอดบัลลังก์เป็นจักรพรรดินี ปกครองต่อจากตระกูลเดิมของนางอย่างมั่นคงและสง่างาม”
ปันปันกำลังจะเอ่ยถามต่อ ทว่านางยังไม่ทันเปิดปาก เทพีมันฑนาก็พลันยิ้มพลางยกมือขึ้นเบาๆ “เอาล่ะ… วิชาประวัติเซียนบรรพกาลวันนี้พอแค่นี้ก่อนเถิด อาจารย์ชักจะเมื่อยแล้ว พวกเจ้าจงไปพักผ่อนตามอัธยาศัยเถิด”
เหล่าศิษย์ชายหญิงต่างลุกขึ้นทำความเคารพ “เจ้าค่ะ / ขอรับ!”
เมื่อศิษย์ทั้งหมดออกจากศาลา ความเงียบสงบก็กลับมาอีกครั้ง แสงแดดยามบ่ายพาดผ่านซี่ระแนงไม้ ทอดเป็นลายเรืองรองบนพื้นศาลาดุจผืนพรม
เทพีมันฑนายืนอยู่เพียงลำพัง นางแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่อบอวลไปด้วยเมฆขาวทอดยอดไปไกลจนสุดสายตา “เสด็จพ่อ… เสด็จแม่… ข้าและทุกคนในพิภพนี้กำลังสร้างโลกใหม่ให้เข้มแข็ง อีกไม่นาน ทั้งมารและปีศาจก็ไม่อาจย่างกรายมารบกวนเราได้อีก เมื่อถึงวันนั้น ลูกจะตามไปรับใช้ท่านทั้งสอง ณ พิภพเทพ… อีกไม่นานเกินรอเจ้าค่ะ”
ลมเหนือพัดแผ่ว มวลหมู่เมฆเบื้องบนสว่างวาบขึ้นมา ราวกับว่าสวรรค์ได้รับรู้ในถ้อยคำนี้ ตำนานบทใหม่ของสำนักเหมันต์ภายใต้การนำของนางและบรรดาเซียนรุ่นหลัง... กำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างสง่างามสืบไป…