บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 31 เท้าแตะเมฆา

                ตอนนี้หานเฟิงไม่เพียงบีบให้หมิงอวี่ต้องขึ้นไปบนยอดเขาเซิงหานเท่านั้นแต่ด้านหลังของเขายังมีหลัวชีที่ตามมาด้วย แทบจะไม่ให้หมิงอวี่มีทางหนีได้เลย

               ส่วนลูกน้องของหานเฟิงอีกสิบเก้าคนต่างยืนรออยู่ที่กลางเขาเพื่อปิดทางหนีทีไล่ทั้งหมดก่อนที่หานเฟิงจะฆ่าหมิงอวี่ได้สำเร็จ พวกเขาจะไม่ให้ใครเข้ามายุ่งได้เด็ดขาด

               หมิงอวี่คิดอยากจะกระโดดหนีลงไปเลย แต่ต่อให้เขาลองฝืนดูก็ไม่มั่นใจว่าจะกระโดดลงจากเขาไปได้อย่างปลอดภัยไหม

               อีกอย่าง ข้างกายของเขายังมีเฮยจีที่ร่างกายอ่อนแออยู่ด้วยหมิงอวี่ไม่สามารถกระโดดหนีไปได้!

                “ยังจะหนีไปไหนได้อีก?”

               ในมือของหลัวชีมีกริชอยู่เล่มหนึ่ง เขาเดินลมปราณแล้วพุ่งแทงใส่หมิงอวี่

               หมิงอวี่พลิกข้อมือโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง กระบี่ส่งเสียงเพลงกระบี่ร้องไห้พลุ่งพล่านออกมาถึงแม้เขาจะมีขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่ห้าเท่านั้น แต่ว่าพลังในร่างกายก็เทียบเท่ากับราชสีห์หนึ่งพันตัวไปแล้วการโจมตีในครั้งนี้ทำให้หลัวชีต้องล่าถอยออกไป

               หลัวชีรู้สึกเจ็บที่ง่ามนิ้ว  เมื่อก้มหน้าลงมองก็เห็นว่าง่ามนิ้วของเขานั้นมีบาดแผลเลือดออก!

                “เจ้าเดรัจฉาน!”

                หลัวชีร้องขู่คำราม มือขวาของเขาปล่อยพลังและแทงกริชเข้าใส่หมิงอวี่ตัวกริชหมุนไปรอบตัวของหมิงอวี่เพื่อตัดและเฉือนร่างกายของเขา

               และในขณะเดียวกัน หานเฟิงเองก็กระโดดลอยตัวขึ้นและอาศัยแรงของอากาศดันตัวพุ่งให้เข้าไปใกล้หมิงอวี่!

                กระบวนท่าเหยียบไปที่กลางอากาศ มันเป็นทักษะการต่อสู้ระดับสูงที่มีชื่อว่า เท้าแตะเมฆา!

                ตามชื่อเลย ผู้ใช้สามารถเหยียบไปกลางอากาศเพื่ออาศัยแรงดันที่น่าสะพรึงกลัวและยังสามารถแฝงตัวไปในอากาศเพื่อฆ่าคู่ต่อสู้ได้อย่างน่าประหลาดใจ!

                แต่เท้าแตะเมฆาก็มีข้อจำกัดเหมือนกันนั่นคือหลังจากที่ใช้ไปแล้วหนึ่งครั้งจะไม่สามารถใช้ครั้งที่สองได้อีกในระยะเวลาสั้นๆ อย่างไรก็ตามหลังจากที่ฝึกเท้าแตะเมฆาจนสำเร็จแล้ว จะสามารถพลิกแพลงบนกลางอากาศได้สามครั้ง และการเปลี่ยนแปลงทิศทางได้สามครั้งก็ถือเป็นเรื่องที่ล้ำเลิศอย่างมาก!

                หานเฟิงเพิ่งฝึกเท้าแตะเมฆาในเบื้องต้นเท่านั้น จึงทำได้แค่แตะไปกลางอากาศแค่ครั้งเดียวแต่แค่ครั้งเดียวก็สามารถเข้าใกล้หมิงอวี่ได้แล้ว

               ลมปราณรายล้อมอยู่รอบง้าวศึกสีทอง หานเฟิงฟันง้าวศึกลงเข้าใส่!

                หานเฟิงมีความรวดเร็วอย่างมาก อีกทั้งด้านข้างยังมีหลัวชีที่แทงกริชมาอีกด้วยหมิงอวี่แทบไม่มีทางหนีได้เลย

               หากเจอคนหนึ่งโจมตีเข้าใส่ตรงหน้า ส่วนอีกคนโจมตีมาทางด้านข้าง มันก็แทบจะเป็นทางตัน!

               “คิดว่าจะฆ่าข้าได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?”

               เมื่อเจอการโจมตีสังหารแบบนี้ หมิงอวี่จึงเก็บกระบี่เฟิงโหวจากนั้นก็ผสานมือแล้วสวมแหวนอักขระบนนิ้วชี้ด้านขวา ตัวแหวนเริ่มเปล่งแสงจากนั้นหมิงอวี่ก็ซัดฝ่ามือออกไปด้านหน้า!

                “ระฆังทอง เปิด”

               ทันใดนั้นเอง ระฆังทองที่เผาไหม้ดั่งเปลวไฟพุ่งออกมาจากแหวนของหมิงอวี่และห่อหุ้มร่างกายของเขาเอาไว้จากนั้นมันก็เริ่มส่งเสียงร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง

               “แก๊ง!”

                เสียงที่ราวกับกลองยามพลบค่ำและระฆังยามเช้าดังขึ้นตัวระฆังสีทองแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ท่ามกลางการโจมตีที่รุนแรงดุดันของฝ่ายตรงข้ามทั้งสองคนการเคลื่อนไหวที่อันตรายถึงชีวิตนั้นถูกหมิงอวี่ต้านเอาไว้ได้

               จากนั้น หมิงอวี่ก็อาศัยแรงปะทะนั้นพาเฮยจีวิ่งหนีขึ้นไปบนเขา

               “นี่มันอะไรกัน!”

                หานเฟิงรู้สึกโกรธมาก ดวงตาของเขาคมกริบ จิตสะเทือนสยบของเขาพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างรุนแรงซึ่งภายในแฝงไปด้วยความโกรธแค้นของเขาด้วย!

               สายตาของหานเฟิงดูร้ายมาก เขาวิ่งตามล่าอย่างบ้าคลั่งที่สุด“ข้าจะดูสิว่าเจ้าจะหนีไปได้สักกี่น้ำ”

               ต่อให้ตอนนี้หมิงอวี่จะต้านการโจมตีของเขาไปได้ แต่ว่ายิ่งหนีขึ้นไปยอดเขาสูงมากเท่าไรมันก็จะยิ่งหนาวขึ้นเท่านั้น หากไม่มีตัวช่วยเสริมหมิงอวี่ไม่มีทางขึ้นไปสูงกว่านี้อีกได้แน่

               พริบตาเดียว พวกเขาทั้งหมดก็วิ่งไปจนถึงกลางยอดเขาเซิงหานชายสองคนกำลังวิ่งตามหลังมาไม่หยุดส่วนชายหนึ่งหญิงหนึ่งอีกคนก็กำลังปีนป่ายขึ้นไปสู่ยอดเขาไม่หยุดเช่นกัน

               “หมิงอวี่ ... เจ้ายังไหวไหม?” เฮยจีที่อยู่ในอ้อมแขนของหมิงอวี่ยกมือขึ้นมาจับไปที่ใบหน้าของหมิงอวี่แล้วถามอย่างเป็นห่วง

               “ข้าไม่เป็นไร”

               หมิงอวี่ตอบเสียงเข้ม จากนั้นก็ปีนขึ้นเขาต่อ

               ที่จริงตอนนี้หมิงอวี่รู้สึกหนาวแล้ว ก็เหมือนคนที่กำลังสวมชุดฤดูใบไม้ผลิแล้วจู่ๆอากาศก็เปลี่ยนเป็นหน้าหนาวขึ้นมา แต่ไม่มีเสื้อกันหนาวให้ใส่เลย

               หลัวชีกับหานเฟิงที่ไล่ตามมาติดๆ ก็รู้สึกว่าหนาวมากเหมือนกัน

               การวิ่งหนีวิ่งไล่ของพวกเขา ได้วิ่งผ่านผู้กล้าหนุ่มที่ปีนเขาอย่างยากลำบากไปคนแล้วคนเล่าหลังจากผ่านไปแล้วประมาณครึ่งชั่วยาม ด้านหน้าก็ใกล้จะไปถึงยอดเขาแล้ว!

                ในเวลานี้ บริเวณจุดนั้นมีชายหนุ่มหญิงสาวหลายคนกำลังหยุดพักอยู่พวกเขาคือคนของเผ่าธารน้ำแข็งที่ล่วงหน้ามาก่อนแล้ว

               แต่ว่า มีแค่คนเดียวที่ยังไม่ยอมหยุดพัก และยังคงลองเดินหน้าต่อไปอยู่เขาก็คือปิงเฉิง

               ในเวลานี้เขากัดฟันอย่างมาก ด้านหน้ามีหมอกหนาและลมหนาวซึ่งยากที่จะก้าวเดินระหว่างการเดินทางดูเหมือนเดินไปอย่างเชื่องช้าแต่ในความเป็นจริงมันเดินได้อย่างลำบาก เพราะอากาศที่หนาวมากทำให้เลือดไหลเวียนได้ช้ามากร่างกายก็เลยเริ่มแข็ง

               เขาเป็นผู้กล้าของเผ่าธารน้ำแข็งที่ไม่กลัวความหนาวแต่พอเจออากาศที่หนาวถึงระดับที่บัวหิมะน้ำแข็งแผ่กระจายออกมาเขาก็ทนแทบไม่ไหวเหมือนกัน

               ตอนนี้ปิงเฉิงถึงได้เข้าใจ ว่าอะไรคืออากาศที่หนาวเหน็บ!

                “ฮู้ว” ลมพัดหมอกหนาผ่านหน้า เหมือนดอกหญ้าที่ถูกอูฐเหยียบปิงเฉิงล้มลงไปกับพื้น เขาหนาวจนทนไม่ไหว พูดก็ไม่ชัด “ทน ... ทนไม่ไหวแล้ว”

               “ช่างเถอะ ปิงเฉิง ... เจ้า ... เจ้าทำดีที่สุดแล้ว เรานับถือเจ้านะ...”หญิงคนหนึ่งที่รูปร่างสวยงามของเผ่าธารน้ำแข็งที่อยู่ห่างออกไปสิบเมตรก็พูดขึ้นมา

               “ครั้งต่อไป ข้าปิงเฉิง ... จะต้องขึ้นไปบนยอดเขาให้ได้!”

                สายตาของชายหญิงหลายคนที่จ้องมองไปที่ปิงเฉิงด้วยความประทับใจในความไม่ยอมแพ้ของเขามันน่านับถือมาก

               การมาได้ไกลถึงขนาดนี้แล้วหยุดลงจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แต่ว่าในใจของปิงเฉิงยังคงรู้สึกภาคภูมิใจ

               เพราะคนกว่าพันคนที่ปีนขึ้นมาบนยอดเขาเซิงหานมีแค่เขาเท่านั้นที่ยืนหยัดมาถึงตรงได้ ไม่มีใครสามารถยืนอยู่ในจุดที่สูงกว่าเขาได้อีกแล้ว

               เมื่อมองลงไปตามเส้นทางขึ้นเขาที่ดูเล็กและแคบมากในใจของปิงเฉิงรู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อย การพิชิตธรรมชาติแบบนี้มันท้าทายอย่างมากรู้สึกดีจริงๆ

               แต่ว่า สุดสายตาของเขากลับเหมือนมีเงาของคนหลายคนปรากฏขึ้น

               “หือ?” ปิงเฉิงคิดว่าตัวเองดูผิดจึงสะบัดหัวแล้วมองไปใหม่เขาเห็นเงาคนสามคนจริงๆ แล้วเงาของคนพวกนั้นก็คือเงาของหมิงอวี่ที่กำลังอุ้มเฮยจีปีนขึ้นเขามาพร้อมกับหานเฟิงที่ตามหลังมาติดๆ!

                เมื่อหนึ่งก้านธูปก่อน หานเฟิงก็ทนความหนาวไม่ได้แล้ว แต่เขากินหัวหยวนจือเข้าไปทำให้ร่างกายเริ่มมีความร้อนถึงทนปีนเขาขึ้นมาได้ส่วนหลัวชีเดินไม่ไหวตั้งแต่ก่อนหน้านั้นไปแล้ว

               เฮยจีไม่ได้กังวลกับอากาศหนาวพวกนี้เลย นางมีร่างกายเป็นธาตุหยิน จึงไม่กลัวความหนาวเย็นแบบนี้

               แต่ว่า เมื่อเห็นหมิงอวี่ขมวดคิ้วและสัมผัสได้ว่าร่างกายของหมิงอวี่กำลังสั่นเพราะความหนาวเย็นเฮยจีก็รู้สึกปวดใจ

               มาจนถึงขั้นนี้แล้วมันหนาวมากจริงๆ ต่อให้เป็นผู้กล้าที่แข็งแกร่งความรู้สึกก็ไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดาเดินอยู่กลางถนนที่มีหิมะตกแค่เดินหนึ่งก้าวลมหนาวก็พัดจนร่างกายเหมือนถูกมีดกรีด!

                สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ เมื่ออยู่ท่ามกลางอากาศหนาวเป็นเวลานานเลือดลมจะไหลเวียนช้าลงดังนั้น ในสถานที่แบบนี้แทบจะไม่สามารถต่อสู้ได้เลย แค่ความเร็วในการเดินก็ช้าลงเป็นสิบเท่าแล้ว

               “เขาเป็นใครกัน?”

               ปิงเฉิงจ้องเขม็ง แต่ไม่นานก็มองเห็นหมิงอวี่ได้อย่างชัดเจนเขาจำได้ว่าเมื่อครึ่งชั่วยามก่อนเขาเดินผ่านตัวของหมิงอวี่ไป ตอนนั้นก็ดูเหมือนคนตัวเล็กๆไม่เอาไหนคนหนึ่ง แต่คิดไม่ถึงเลยว่าหมิงอวี่จะตามมาถึงตรงนี้ได้

               อีกทั้ง ดูจากความเร็วในการเดินเท้าแล้ว เหมือนว่าจะเร็วกว่าเขาด้วย?

               หมิงอวี่ไม่พูดอะไรเลย ยังคงเดินหน้าปีนขึ้นยอดเขาต่อไปแค่ไม่กี่อึดใจเท่านั้นเขาก็เดินมาถึงจุดที่ชายหนุ่มหญิงสาวของเผ่าธารน้ำแข็งอยู่กัน

               ชายหญิงกลุ่มนั้นรู้สึกตกตะลึงมาก แต่ว่าหมิงอวี่ก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะหยุดเลยเขายังคงเดินขึ้นไปบนยอดเขาอย่างต่อเนื่อง

               หนึ่งก้าว ... สองก้าว ... หมิงอวี่กัดฟัน เขารู้สึกว่าเลือดของเขาเริ่มแข็งตัวแต่ว่าเขามีความเชื่อความศรัทธาอันแรงกล้าถึงสามารถยืดหยัดอยู่ได้และเดินขึ้นหน้าไปทีละก้าวได้

               “อย่านะ ... ” ปิงเฉิงมองไปที่หมิงอวี่ เขารู้สึกตื่นตระหนกเล็กน้อยหัวใจเขาแทบจะหลุดออกมาอยู่แล้ว

               แต่พอวินาทีต่อมา หมิงอวี่ก็เดินมาถึงระดับเดียวกับปิงเฉิงแล้วจากนั้นสายตาของปิงเฉิงก็ตกใจอย่างมาก เพราะเขาเดินเลยผ่านไปทางกลุ่มก้อนเมฆสีครามด้านบน!

                เขา ... ข้ามกลุ่มเมฆไปแล้ว!

                สีหน้าของปิงเฉิงซีดลง เหมือนกับว่าเขาสูญเสียอะไรบางอย่างไปในใจของเขาเคว้งคว้างและรู้สึกแย่มากหญิงสาวหน้าตาสวยงามของเผ่าธารน้ำแข็งก่อนหน้านี้เองก็เหมือนกัน สายตาของนางเต็มไปด้วยความตกตะลึง

               เดิมทีปิงเฉิงคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกเขาแต่ตอนนี้พวกเขากลับพบว่า หมิงอวี่ต่างหากที่เป็นคนที่มีร่างกายแข็งแกร่งมากที่สุด!

                “ร้ายกาจมากเลย ... ” ผู้หญิงคนนั้นกัดฟันด้วยความหนาวจนลึกเข้าไปถึงกระดูก แล้วพูดออกมา

               หากการที่หมิงอวี่เดินเข้าไปในชั้นเมฆแล้วทำให้ปิงเฉิงเสียความมั่นใจถ้าอย่างนั้นสำหรับหานเฟิงที่แม้แต่ก้าวเท้าอย่างยากลำบากแล้ว มันคงเป็นความรู้สึกที่ถูกเหยียบย่ำ...

               เพราะหานเฟิงมีขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่เจ็ดอีกทั้งยังกินหัวหยวนจือเข้าไปด้วย แต่กลับยังตามหมิงอวี่ไม่ทัน

               สิ่งที่เกินไปกว่านั้นก็คือ หมิงอวี่เดินเข้าสู่ชั้นเมฆแบบเหมือนไม่ได้ออกแรงมากเท่าไรเลย

               ความรู้สึกแบบนี้หานเฟิงรู้สึกว่ามันเป็นความอัปยศที่สูงที่สุดในชีวิตเขาเลย!

                “เหอะๆ ... เจ้าขึ้นไปแล้ว ... มันจะมีประโยชน์อะไร ช้าเร็ว ...เจ้าก็ต้องหนาวตายอยู่ดี ยังมีผู้หญิงคนนั้น ... ช้าเร็วก็ต้องตายด้วยเหมือนกัน! พวกเจ้ารอก่อนเถอะ ... ข้า ... ตามพวกเจ้าทันแน่นอน!”

                หานเฟิงพูดออกมาท่ามกลางความหนาว ถึงแม้ปากเขาจะพูดแบบนี้แต่ว่าร่างกายของเขานั้นซื่อสัตย์มากกว่า เขาทรุดนั่งลงไปกับพื้น มันหนาวเกินไปหากปีนขึ้นไปมากกว่านี้ เขารู้สึกว่าคงมีอันตรายถึงชีวิตแน่!

                ในเวลานี้หานเฟิงรวบรวมสมาธิเปิดดวงตาหยั่งรู้ขึ้นมาขอแค่หมิงอวี่ลงมาจากยอดเขาเซิงหานเมื่อไหร่ เขาก็จะตามไปฆ่าทันที

               หากหมิงอวี่ไม่ลงมา อย่างไรก็ต้องตายอยู่บนชั้นเมฆนั้นอยู่ดี!

     

    คล้ายกับเรื่องบันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน