9 2-2
ตอนที่17 หนี่หนี่ บังเอิญจังเลย!
เงินทุกหยวนของบ้านสกุลกู่ล้วนอยู่ในกำมือของกู่กัวเฉิงมาโดยตลอด แม้ซูหนี่จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายซ่อนมันไว้ที่ไหน แต่มั่นใจเถอะว่า รื้อค้นไปสักพักน่าจะต้องพบเจอเบาะแสได้ไม่ยาก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ซูหนี่กังวลมากกว่าก็คือ ปัญหาที่จะตามมาหลังจากนี้ต่างหาก
หากเธอกล้าดีขโมยไป คนอย่างกู่กัวเฉิงต้องตามล่าเธอสุดขอบโลกอย่างแน่นอน แม้กู่กัวเฉิงในตอนนี้จะไม่สามารถออกจากหยุนเฉิงได้ก็จริง แต่เขาก็มีเครือข่ายคอยส่งข่าวสารและแม้กระทั่งพรรคพวก ส่วนจะมีจำนวนมากน้อยหรือกว้างขวางเพียงใดนั้น เื่นี้เธอเองก็ไม่รู้เช่นกัน
ซูหนี่ได้แต่รำพึงรำพันกับตัวเอง
“ช่างเถอะ อย่าโลภมากนักเลย หมาป่าเ้าเล่ห์อย่างกู่กัวเฉิงไม่ใช่คนที่ฉันในตอนนี้ควรจะต่อกรด้วย เลี่ยงได้ก็เลี่ยงไปก่อนดีกว่า!”
ตัดสินใจได้เช่นนั้น ดวงตาของหญิงสาวก็สว่างเป็ประกาย นี่นับเป็ความคิดที่ดีที่สุดในเวลานี้แล้ว
เธอรวบเก็บเครื่องนอนยัดใส่เป้กระสอบ ส่วนข้าวปลาอาหารแห้งก็บรรจุใส่ในกระเป๋าทหารสีเขียวแล้วจึงเก็บเข้าห้วงมิติพื้นที่ สรุปก็คือ ทั้งเนื้อทั้งตัวของเธอในตอนนี้มีเพียงเป้กระสอบเพียงใบเดียวเท่านั้น
เหตุผลที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นสงสัยว่าเธอเป็ขโมยนั่นเอง
เป้กระสอบใบเล็กแค่นี้ จะไปขโมยข้าวของในครัวหมดได้ยังไง จริงมั้ย?
จัดระเบียบสัมภาระเสร็จสรรพ ก่อนจะตบเท้าเดินออกจากบ้านหลังนี้ไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ เธอก็ได้เงยหน้าขึ้นมองเป็ครั้งสุดท้าย พร้อมคลื่นอารมณ์หลายหลากที่ไหลผ่านเข้าสู่ห้วงจิตใจ มันคือบ้านที่เธออยู่อาศัยมาร่วมสิบกว่าปี มันคือสถานที่แห่งความทรงจำ
วี่แววความเศร้าโศกฉายแวบขึ้นผ่านั์ตาคู่สวยของเธอ
ซูหนี่ระบายยิ้มอ่อนพร้อมส่ายหัวเล็กน้อย ก่อนตัดสินใจตบเท้าจากไปในท้ายที่สุด
ละแวกใกล้เคียงมีสวนสาธารณะแห่งหนึ่งอยู่ ภายในสวนนั้น นอกจากจะมีเหล่าแม่บ้านกำลังจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนานแล้ว ยังมีเหล่าอันธพาลที่ซุ่มแฝงตัวคอยเสาะหาเหยื่อเพื่อขโมยของเป็ปกติด้วย ก่อนจากไปในวันนี้ ซูหนี่ยังมีหน้าที่สุดท้ายต้องทำทิ้งทวน นั่นก็คือการกระจายข่าวเื่ที่กู่หวานหวานแอบไปมีสัมพันธ์สวาทกับชายเถื่อนให้ชาวโลกได้รับรู้
ซูหนี่ย่องเบาเข้าไปซ่อนตัวหลังพุ่มไม้ ขยับเข้าไปชิดใกล้ระหว่างคนสองกลุ่ม อาศัยทักษะการเลียนเสียงที่ติดตัวมาจากชาติก่อน เธอดัดเสียงเป็ผู้หญิงวัยกลางคนกำลังพูดคุยกันขึ้น
“อะไรนะเธอ! หมายถึงกู่หวานหวานลูกสาวสกุลกู่น่ะเหรอที่ติดคุก?! รู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ เห็นเป็กุลสตรีประพฤติตัวดีแบบนั้น เนื้อแท้กลับเป็ผู้หญิงคันคะเยอ เที่ยวไปมีสัมพันธ์สวาทกับผู้ชายไปทั่ว!”
จากนั้น ซูหนี่ก็ดัดเสียงเป็อีกคน รีบจุ๊ปากลดเสียงลงเล็กน้อยอย่างระแวดระวัง
“ชู้ว..เงียบๆหน่อยสิ เดี๋ยวใครแถวนี้ก็แอบได้ยินเข้าหรอก! เห็นว่าตอนนี้ทางครอบครัวกำลังวิ่งวุ่นช่วยเธออยู่เลยล่ะ ร้อนใจกันซะจนลืมล็อกบ้านปิดประตู! ได้ยินว่าในบ้านนั้นมีแต่ของล้ำค่าราคาแพง เรารีบไปบอกพวกเขาก่อนเถอะ เดี๋ยวถูกหัวขโมยขึ้นบ้านจะยุ่งเอา!”
เธอสลับเสียงเปลี่ยนกลับ พูดตอบตัวเองไปว่า
“อ๊ะ! รอด้วยสิ!”
ซูหนี่แอบหัวเราะคิกคัก ต้องขอบคุณตัวเองในศตวรรษที่ 21จริงๆ ที่มีงานอดิเรกเป็การฝึกพากย์เสียงการ์ตูนเล่น!
แม้จะไม่ได้เก่งเหมือนพวกนักพากย์มืออาชีพ แต่ด้วยความสามารถที่มี เธอเคยใช้ทักษะนี้หลอกหนุ่มๆในเกมมาได้นักต่อนักแล้ว!
สิ้นเสียงพูดเท่านั้น ซูหนี่ก็เห็นคนสองกลุ่มลุกฮือวงแตก ฝ่ายหนึ่งรีบวิ่งอาสาไปช่วยแจ้งข่าว ส่วนอีกกลุ่มก็รีบวิ่งเช่นกัน แต่สับเท้าวิ่งหวังจะไปยกเค้าบ้านสกุลกู่
ของรางวัลชิ้นโตอยู่ต่อหน้าแล้ว ใครที่ไหนจะทนไหวล่ะ!
ต่อให้หลังจากนี้ข้าวของภายในบ้านสกุลกู่ที่เหลือ จะไม่มีอะไรถูกขโมยไปเลยสักชิ้นก็ตาม แต่นั่นก็เท่ากับว่า เื่ที่เกิดขึ้นวันนี้จะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเธอด้วยเช่นกัน
หลังเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว ซูหนี่ก็เดินทางไปรายงานตัวที่จุดรวมพลของเยาวชนผู้มีการศึกษาประจำสถานีรถไฟ เธอต่อแถวติดตามเยาวชนคนอื่นๆ เตรียมขึ้นรถไฟเพื่อออกเดินทางไปด้วยกัน
เ้าหน้าที่รัฐสาวจากสำนักงานเยาวชนที่เดินทางมาส่งด้สังเกตเห็นว่า ทั้งเนื้อทั้งตัวของซูหนี่มีเพียงเป้กระสอบสะพายติดมาแค่ใบเดียว ขณะที่คนอื่นๆต่างพากันหอบหิ้วข้าวของสัมภาระพะรุงพะรังน้อยใหญ่แตกต่างกันไป เหตุเพราะความสงสัย เธอจึงอดที่จะขมวดคิ้วเอ่ยถามขึ้นไม่ได้
“สหายซู ทำไมถึงมีสัมภาระเพียงแค่ใบเดียวล่ะ?”
ซูหนี่ได้ยินเช่นนั้นจึงแสร้งตีหน้าเศร้าสลด ได้แต่ยิ้มอ่อนกลบเกลื่อนและตอบไปว่า
“ปกติตอนอยู่ที่บ้าน ฉันก็ต้องคอยหาข้าวปลาอาหารกินเองอยู่แล้ว อีกอย่าง การเดินทางไกลครั้งนี้ เราไปเพื่ออุทิศตนช่วยเหลือสังคม จะมาเื่มากขอโน่นขอนี่ได้ยังไงกันล่ะ อีกอย่าง ่นี้น้องสาวของฉันก็กำลังประสบปัญหาอยู่ ก็เลยมีเหตุจำเป็ให้เธอต้องใช้เงินที่บ้านมากพอสมควร ฉันก็เลยไม่กล้ารบกวนอีกน่ะค่ะ…”
ขณะที่พูด เธอยังเปิดปากเป้กระสอบเผยให้ดูสิ่งของที่อยู่ภายใน
“ดูสิคะ อย่างน้อยเครื่องนอนของฉันก็ยังอยู่ครบ ถึงจะขาดเป็รูเล็กน้อยก็เถอะ แต่นอนสบายมากเลยล่ะค่ะ!”
นอกจากนี้เธอยังหยิบเกลือแกงถุงหนึ่งขึ้นมา และพูดด้วยรอยยิ้มอีกว่า
“นี่ไงคะของว่างยามหิวของฉัน ชงเกลือแกงกับน้ำดื่มอร่อยอย่าบอกใครเลยนะ!”
ยิ่งรับฟังสิ่งที่ซูหนี่พูดมากเท่าไหร่ เ้าหน้าที่รัฐสาวคนนั้นก็ยิ่งทำหน้าเหยเกรู้สึกหดหู่เป็ที่สุด
ดั่งคำพูดที่ว่า ข่าวดีแพร่ไม่ออก บอกข่าวเสียแพร่ไปไกลนับแสนลี้
เวลานี้ หลายต่อหลายคนของหน่วยงานภาครัฐในหยุนเฉิง ต่างก็เริ่มล่วงรู้ข่าวคราวเกี่ยวกับกู่หวานหวานกันหมดแล้ว
จึงไม่แปลกนักที่เหตุไฉนเ้าหน้าที่รัฐสาวคนนี้จึงได้รู้สึกเห็นอกเห็นใจซูหนี่มากเป็พิเศษ แต่ถึงอย่างนั้น นี่เป็เื่ของครอบครัวอื่นไม่เกี่ยวกับเธอ เธอจึงไม่มีสิทธิ์ติฉินนินทาหรือพูดอะไรได้เช่นกัน
อย่างดีที่สุด เธอก็ทำได้เพียงตบไหล่เบาๆให้กำลังใจซูหนี่เท่านั้น พร้อมกับยิ้มและพูดว่า
“ฉันเชื่อว่าคนดีๆอย่างเธอจะต้องมีความสุขในวันหนึ่งแน่ เดินทางปลอดภัยล่ะ”
“แน่นอนค่ะ”
ซูหนี่โบกมือร่ำลาอีกฝ่าย แล้วรีบะโขึ้นรถไฟไปพร้อมกับเป้กระสอบบนบ่า
เท่ากับว่าตอนนี้ซูหนี่มีพยานชี้ชัดแล้วว่า ตัวเธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับเหตุการณ์ของหายภายในบ้านสกุลกู่อย่างสมบูรณ์ สิ่งเดียวที่เ้าหน้ารัฐสาวคนนี้รับรู้ก็คือ ซูหนี่เดินทางขึ้นรถไฟโดยมีเพียงชุดเครื่องนอนกับเกลือแกงอีกหนึ่งถุงติดตัวไปเท่านั้น
หลังจากที่เธอขึ้นรถไฟจากไปแล้ว นั่นเท่ากับว่าความผิดทั้งหมดจะตกเป็ของกลุ่มคนที่กำลังไปขโมยของที่บ้านสกุลกู่ทันที
แผนการทุกอย่างล้วนสมบูรณ์แบบ
ซูหนี่รับตั๋วโดยสาร พลางเดินเสาะหาหมายเลขที่นั่งของตัวเอง แต่เมื่อไปถึง จังหวะที่ต้องนำสัมภาระขึ้นเก็บ ชั้นวางดันสูงเกินกว่าเธอจะเอื้อมถึงเสียได้
เธอจำต้องเอื้อมมือไปสะกิดเรียกคนที่นั่งข้างกันอย่างช่วยไม่ได้ พร้อมพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า
“สหาย รบกวนช่วยยกกระเป๋าขึ้นวางบนชั้นให้หน่อยจะได้มั้ยคะ? พอดีฉันเอื้อมไม่ถึง”
ชายคนนั้นหันหน้ามาตามเสียงเรียกเป็ปกติ แต่ทันทีที่เห็นว่าเป็ซูหนี่ อีกฝ่ายก็ถึงกับปั้นสีหน้าประหลาดใจ
“หนี่หนี่? บังเอิญจังเลย!”