ผู้อำนวยการซุนมองหน้าจางไคที่กำลังเดือดดาลอย่างเอือมระอา
“จางไคคุณควรดีใจที่มีพ่อที่ดี”
มิเช่นนั้นปากแบบนี้คงได้กลายเป็นศัตรูกับใครหลายคน ไม่แน่สักวันอาจจะถูกคนเอากระสอบมาคลุมหัวแล้วลากไปซ้อมที่ไหนสักที่ก็เป็นได้
หลังจากวางโทรศัพท์สวีหว่านหนิงก็กลับมาที่ห้องรับแขกอีกครั้งอย่างอารมณ์ดี
“เรื่องจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสำเร็จแล้วเหรอ”สวีเม่าหนิงถาม
สวีหว่านหนิงพยักหน้าแล้วยิ้มกว้างก่อนจะหันไปมองสวีเม่าหราน “พี่ใหญ่ฉันสามารถจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของผลไม้กระป๋องที่ปักกิ่งในนามบุคคลได้หรือเปล่า”
เรื่องสวีหว่านหนิงอยากจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสวีเม่าหรานรู้มานานแล้ว ด้วยเหตุนี้เขาจึงเตรียมงานไว้ล่วงหน้าเพื่อความสะดวกและราบรื่นตอนปฏิบัติงานจริง
“ได้สิเรื่องเอกสารพี่ช่วยเดินเรื่องแทนน้องได้ แต่ทางด้านมณฑลเฮย น้องคงต้องทำเองขั้นตอนต่างๆ พี่จะกลับไปเขียนมาให้คืนนี้ น้องทำตามขั้นตอนที่พี่เขียนไว้ก็พอ”
“ขอบคุณค่ะพี่ใหญ่พี่ใหญ่ดีที่สุดเลย”
สวีหว่านหนิงเพิ่งพูดจบก็รับรู้ถึงสายตาหลายคู่ที่กำลังมองมาอย่างไม่พอใจ
เธอรีบเสริมทันทีว่า“แน่นอนค่ะว่า พี่รอง พี่สาม พี่สี่ พี่ห้าก็ดีมากเหมือนกัน ลุงใหญ่ ลุงรองและคุณพ่อก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่!”
“แล้วฉันล่ะ?”สวีเม่าหนิงมองหน้าสวีหว่านหนิงอย่างเฝ้าคอยเขาเหมือนลูกหมาตัวใหญ่ที่กำลังรอให้เจ้าของมาลูบหัวปลอบใจไม่มีผิด
สวีหว่านหนิงยื่นมือไปขยี้ศีรษะเกรียนๆของสวีเม่าหนิง “นายเป็นน้องชายที่ดี เป็นน้องชายที่ดีที่สุดในโลก”
แววตาของสวีเม่าหนิงฉายความเคอะเขินเล็กน้อย“ก็...ก็พอใช้ได้!”
เที่ยงวันต่อมาณ ภัตตาคารเฉวียนฝู
สถานที่นัดพบยังคงเป็นห้องส่วนตัวห้องเดียวกันกับเมื่อวานสวีหว่านหนิงอ่านเอกสารสัญญาสองชุดที่วางอยู่ตรงหน้าเธออย่างละเอียด
เธอตั้งใจอ่านมากไม่ปล่อยให้รายละเอียดเล็กน้อยหลุดลอยไปสักนิด
เธอไม่ได้ไม่เชื่อใจผู้อำนวยการจางกับเถ้าแก่ซุนแต่เธอไม่อยากให้มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในอนาคตและทำให้เสียความรู้สึกกันทั้งสามฝ่าย
ผู้อำนวยการจางกับเถ้าแก่ซุนเห็นสวีหว่านหนิงอ่านสัญญาอย่างตั้งใจก็ไม่ได้ทำสีหน้าไม่พอใจแต่อย่างใด
สัญญามีทั้งหมดสามฉบับแบ่งให้กับทั้งสามฝ่ายคนละฉบับ
หลังสวีหว่านหนิงลงนามบนสัญญาเสร็จเรียบร้อยเถ้าแก่ซุนก็เอาเงินสองร้อยหยวนที่เตรียมไว้แล้วให้กับเธอ
“เถ้าแก่ซุนนี่คืออะไรคะ”
“ผมมีเรื่องอยากขอร้องหวังว่าคุณจะช่วยสอนพ่อครัวของภัตตาคารเฉวียนฝูทำขนมฝูหลิงทีครับ”
“ไม่มีปัญหาค่ะ”สวีหว่านหนิงตอบรับอย่างไม่อิดออด “แต่มันเป็นหน้าที่ของฉันอยู่แล้วดังนั้นเงินนี้เถ้าแก่ซุนเก็บไว้เถอะค่ะ”
เธอหันไปมองผู้อำนวยการจาง“ทางผู้อำนวยการจางอยากส่งคนมาไหมคะ ฉันจะสอนพวกเขาทำเค้กรังผึ้ง”
“ได้อย่างนั้นก็เยี่ยมเลยครับผมจะกลับโรงงานไปจัดหาคนมาเรียนกับคุณ”
ด้วยเหตุนี้สวีหว่านหนิงจึงใช้เวลาครึ่งบ่ายสอนพนักงานของโรงงานอาหารลี่หมิ่นทำเค้กรังผึ้งและสอนพ่อครัวของภัตตาคารเฉวียนฝูทำขนมฝูหลิง
เธอกลับออกจากภัตตาคารอีกทีฟ้าก็มืดแล้ว
เถ้าแก่ซุนเดินมาส่งเธอที่หน้าร้าน“ฟ้ามืดแล้ว ผมจัดหารถไปส่งคุณที่บ้านดีกว่า”
สวีหว่านหนิงกำลังจะตอบตกลงแต่สายตากลับเหลือบไปเห็นคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล เธอจึงบอกปัดไปว่า
“ขอบคุณในความหวังดีของเถ้าแก่ซุนนะคะแต่มีคนมารับฉันแล้วละค่ะ”
เถ้าแก่ซุนหัวเราะ“ได้ครับ เดินทางระมัดระวังด้วย ครั้งหน้าถ้ามีสูตรอะไรอีกแวะมาหาผมที่ภัตตาคารเฉวียนฝูได้เลยนะครับ”
หลังจากบอกลาเถ้าแก่ซุนสวีหว่านหนิงก็เดินตรงไปหาหลินอัน
หลินอันเอาเสื้อคลุมทหารตัวใหญ่มาห่มตัวเธอเสียงทุ้มลึกของเขาเจือความเป็นห่วง “ปักกิ่งตอนกลางคืนลมแรงมาก ระวังจะเป็นหวัด”
สวีหว่านหนิงกระชับเสื้อให้แน่นแล้วเหลือบตามองซีกหน้าด้านข้างคมคายของชายหนุ่ม “คุณมาได้ยังไง”
“ดึกแล้วไม่ปลอดภัย”
สวีหว่านหนิงยกมุมปาก“ไปเถอะ เราควรกลับกันได้แล้ว”
ระหว่างกลับโรงพยาบาลสวีหว่านหนิงบอกการตัดสินใจของตัวเองกับหลินอัน
“ฉันจะเดินทางกลับหมู่บ้านต้าเจียงวันพรุ่งนี้”
ฝีเท้าของหลินอันดูเสียจังหวะอย่างเห็นได้ชัดเขาหลุบตาลงแล้วถามเสียงเบาว่า “กะทันหันขนาดนี้เลยหรือ”
“หากนับเวลาที่ใช้ในการเดินทางไปกลับฉันจากมาเกือบยี่สิบวันแล้ว โรงงานสาขาย่อยเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานฉันไม่อยู่นานขนาดนี้ไม่รู้ว่าจะดำเนินงานตามปกติได้หรือเปล่าอีกอย่างฉันก็ไม่ได้เจอต้าชุนกับเยาเม่ยนานแล้ว ฉันคิดถึงพวกเขา”
ไม่มีหนูน้อยสองคนคอยเรียกหาแม่ทั้งวันสวีหว่านหนิงรู้สึกเหมือนชีวิตขาดสีสันที่สำคัญที่สุด ทำให้เธอกระสับกระส่ายไปหมด
หลินอันเงียบไปสักพักถึงตอบกลับมาว่าเข้าใจ
ตระกูลสวีรู้ว่าสวีหว่านหนิงกำลังจะกลับมณฑลเฮยปฏิกิริยาของพวกเขาเหมือนกันหมดคือตกใจและอาลัยอาวรณ์
แต่พวกเขารู้ดีว่าการตัดสินใจของสวีหว่านหนิงเป็นสิ่งที่ถูกต้องจึงไม่มีใครเอ่ยปากห้ามทั้งยังช่วยเธอเก็บสัมภาระอีกด้วย
“นี่คือของขวัญที่มีคนเอามาให้ตอนตรุษจีนพวกเรายังไม่เคยแกะเลย เอากลับไปให้คนอื่นก็ได้ หรือจะเก็บไว้กินเองก็ดี”
“ฉันแลกตั๋วน้ำตาลกับเพื่อนร่วมงานมานิดหน่อยแล้วเอาไปซื้อน้ำตาลทรายแดงมาให้ มันคือของดี อย่าลืมเอากลับไปด้วยล่ะ”
“ดีที่หลายวันก่อนฉันเริ่มเตรียมตั๋วแลกของเอาไว้แล้วเอ้า นี่คือตั๋วที่ใช้ได้ทั่วประเทศ เก็บไว้ให้ดีล่ะ”
แม่สวีและป้าสะใภ้อีกสองคนเหมือนกำลังแข่งกันยัดของใส่กระเป๋าเดินทางของสวีหว่านหนิง
สวีหว่านหนิงจะยิ้มก็ไม่ใช่ร้องไห้ก็ไม่เชิง
“แม่คะป้าสะใภ้ใหญ่ ป้าสะใภ้รอง ฉันไม่จำเป็นต้องใช้ของมากมายขนาดนี้จริงๆ ค่ะฉันมาคนเดียว ของเยอะเกินไปคงขนไม่ไหว”
“ให้พี่ชายของลูกไปส่งสิที่ทำงานเขามีรถประจำตำแหน่งให้”
“ตอนมาพี่รองก็อ้อมไปรับฉันถึงที่มณฑลเฮยแล้วฉันรบกวนเขามากแล้วจริงๆ จะให้เขาเสียงานเสียการเพื่อฉันบ่อยๆ คงไม่งามค่ะ”
“ยังมีพี่ใหญ่กับพี่สามของหลาน...”
“ป้าสะใภ้ใหญ่คะ!”สวีหว่านหนิงรีบจับมือป้าสะใภ้ใหญ่ไว้ แล้วเอ่ยปากห้าม “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรจริงๆค่ะ! อย่าทำให้ฉันกดดันเกินไปเลยนะคะ”
ได้ยินสวีหว่านหนิงพูดเช่นนี้แล้วป้าสะใภ้ใหญ่จึงต้องถอดใจ แต่ปากยังคงบ่นพึมพำ
“จากปักกิ่งไปมณฑลเฮยระหว่างทางต้องเปลี่ยนรถไฟหลายขบวน ผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างหลานจะไม่ปลอดภัยถ้าไม่อย่างนั้นให้เม่า...”
สวีหว่านหนิงส่งยิ้มให้ป้าสะใภ้ใหญ่ป้าสะใภ้ใหญ่เงียบทันที
“เรื่องตั๋วรถไฟให้เป็นหน้าที่พี่เองพี่จะซื้อให้” พี่สามอย่างสวีเม่าอิ๋งเอ่ยปาก
“ขอบคุณค่ะพี่สาม!”
สวีหว่านหนิงรีบพูดก่อนคนอื่นจะแย่งกันในขณะเดียวกันก็เพื่อให้จบเรื่องการจองตั๋วรถไฟ
หลังจากนั้นเธอก็หยิบของที่ถูกยัดใส่ในกระเป๋าออกมาทีละอย่าง
“ถ้าเรื่องจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าราบรื่นดีอีกไม่นานฉันก็จะกลับมาที่ปักกิ่งอีกครั้ง ฉันไม่เอาของพวกนี้ไปนะคะมันยุ่งยากเสียเปล่าๆ ส่วนตั๋วแลกของต่างๆ ฉันจะรับไว้ค่ะ”
“เงินก็เอาไปด้วยนะลูก”แม่สวียัดม้วนธนบัตรใส่มือลูกสาว
สวีหว่านหนิงรีบปฏิเสธทันที“แม่คะ ฉันมีเงินใช้ค่ะ หลินอันให้เงินเดือนทั้งหมดกับฉันทุกเดือน”
“นี่คือน้ำใจของป้าสะใภ้ใหญ่และป้าสะใภ้รองของลูกรับไว้เถิด”
สวีหว่านหนิงแค่กวาดตาดูแวบเดียวก็รู้ว่าม้วนธนบัตรนี้มีเงินอยู่อย่างน้อยสามร้อยหยวน
แม้คนตระกูลสวีจะมีอาชีพการงานที่มั่นคงและได้เงินเดือนสูงกันหมดแต่พวกพี่ชายของเธอต่างก็มีครอบครัวหรือไม่ก็เตรียมตัวจะแต่งงานกันแล้วไม่แน่พี่สามกับพี่สี่อาจจะแต่งงานช่วงครึ่งปีหลังมีหลายเรื่องที่จำเป็นจะต้องใช้เงิน
จะให้เธอรับเงินก้อนใหญ่จากพวกเขาอีกได้อย่างไร?