โครนอส อะโพรไดท์ และไกอารีบออกตามหาที่มาของแสงสีเงินและสีทองนั้นจนถึงทางแยกของน้ำตกราตรี โครนอสจึงให้อะโพรไดท์แยกไปกับไกอาเพราะจุดหมายของพวกเขาก็คือ ราตรีอเวจี ปลายทางสุดของหุบเขาราตรีที่เป็ที่ซ่อนของหอกรัติกาล
“ไกอา ดูแลอะโพรไดท์ให้ดี ข้าจะแยกไปอีกทาง” โครนอสบอกทั้ง 2 คน
“ส่วนเ้า เวลาไกอาเตือนอะไรก็อย่าดื้อให้มันมากนัก” อะโพรไดท์ทำปากขมุบขมิบล้อเลียนโครนอส
“รู้แล้วน่า ตาแก่ขี้บ่น”
“ไว้เจอกันที่ปลายทางของราตรีอเวจี พวกเราจะต้องนำหอกรัติกาลกลับไปให้ได้” ไกอาบอกกับทั้ง 2 คน
“แล้วเ้าอย่าลืมพาข้าไปคิดบัญชีกับนังเด็กสุรัสนารีด้วยล่ะ”
“มัวยืดยาด ไปได้แล้ว” โครนอสว่าแล้วะโหายไปในป่าทึบฝั่งขวาของน้ำตก ส่วนไกอาและอะโพรไดท์ก็เดินแยกออกมาทางฝั่งซ้าย
“ไกอา เ้าจำก่อนที่เราจะมาเป็ขุนพลดาราได้ไหม”
“จำได้สิ”
“นั่นสินะ ตอนที่อิสรินทร์ยังไม่วุ่นวาย … พวกเราสนุกกันมากเลย”
“การล่าอาณานิคมของอิสรินทร์และพวกวิหารศักดิ์สิทธิ์ทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องล้มตายเป็จำนวนมาก พวกเราเองก็เป็แค่เศษเดนจากซากปรักหักพังของา”
“ไม่นะไกอา พวกเราเป็คนที่มีคุณค่า เ้าและข้า คือ 9 ขุนพลดาราไงล่ะ” อะโพรไดท์บีบไหล่ให้ไกอารู้สึกดีขึ้น
… ในยุคของจักรพรรดิที่ 7 เมืองอิสรินทร์นั้นเป็เพียงเมืองที่ปกครองโดยวิหารศักดิ์สิทธิ์อยู่ใจกลางเมืองทั้ง 4 โดยทิศเหนือเป็ภูผาม่าน ทิศใต้เป็วารี์ ทิศตะวันตกเป็มัญจคีรี และทิศตะวันออกเป็วาปีปทุม แต่จักรพรรดิที่ 7 ้ารวบรวมเมืองทั้ง 5 นี้ให้เป็อาณาจักรเดียวกันภายใต้ชื่ออิสรินทร์ จึงมีราชโองการให้จอมทัพมหาเวทย์ที่ 7 และเหล่านักเวทย์ผู้เก่งกาจออกล่าอาณานิคมั้แ่วารี์ วาปีปทุม แม้จนถึงภูผาม่าน ศึกาของภูผาม่านดำเนินมาถึง 3 เดือนเต็ม เพราะภูผาม่านนั้นเป็เมืองที่มีการผลิตและค้าขายอาวุธ มีความทันสมัยและเชี่ยวชาญ จึงสามารถยืนหยัดอยู่ได้ภายใต้การปกครองของาาเคออส
แต่โชคก็ไม่ได้เข้าข้างภูผาม่านนานนัก เพราะที่นี่เป็เมืองปิด พื้นที่ส่วนใหญ่เป็ที่สูงและูเา กองกำลังจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ได้ทำลายแหล่งน้ำกินน้ำใช้ และเฝ้ามองภูผาม่านอดอยากทรมานอย่างเืเย็น สุดท้ายการสู้รบครั้งสุดท้ายก็เกิดขึ้นกลางเมือง
ท่ามกลางซากปรักหักพังของาที่ผ่านพ้น พร้อมการปักธงแห่งชัยชนะของวิหารศักดิ์สิทธิ์ ซากศพกองทัพผู้บริสุทธิ์ที่กองทับถมสูงภายใต้ธงนั้น มีเสียงร้องของเด็กน้อยวัย 5 ขวบที่กำลังกอดศพพ่อและแม่ของเธอ
ฝีเท้าม้าและพรรคพวกหยุดตรงนั้น สายตาคู่หนึ่งมองลงมาจากหลังม้าอย่างเ็า
“นายท่านคะ ข้าขอพาเธอไปด้วยได้ไหมคะ”
ผู้นั่งบนหลังม้าไม่ส่งเสียงตอบ แต่กลับหันมองไปยังผู้ถามที่เป็เด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มที่ดูอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน
“ข้าสัญญาว่าข้าจะไม่ดื้อ ไม่ซน และจะดูแลเธอให้ดีค่ะ” เธอยิ้มหวานให้กับผู้อยู่บนหลังม้านั้น
“แล้วแต่เ้าละกัน” เขาว่าแล้วสั่งให้ม้าเดินออกไป …
“ถ้าวันนั้นข้าไม่เจอนายท่านและเ้า ข้าคงร้องไห้จนตายอยู่ตรงนั้น”
อะโพรไดท์ตบบ่าไกอาเบาๆ
“แต่เ้าก็ไม่ตายแล้วไงแถมยังมีข้าเป็เพื่อนที่สวยที่สุดด้วย”
“ขอบใจนะ”
“ถึงเ้าจะไม่มีใคร แต่เ้ายังมีข้านะไกอา” ผู้ฟังหันไปยิ้มให้ผู้พูด
“เอาละ ตอนนี้เราก็มาตามหาหอกรัติกาลอย่างเต็มที่กันเถอะ ถ้านายท่านฟื้นคืนชีพขึ้นมา เ้าจะขออะไรไกอา”
“ตอนนี้ข้าไม่้าอะไรแล้ว ข้าขอเป็เพื่อนที่ติดตามเ้าไปแบบนี้ตลอดไปละกัน”
“บ้าหรอ ถ้าวันหนึ่งข้ามีผู้ชายที่ข้ารัก ข้าก็จะไม่ได้อยู่กับเ้าแล้วนะไกอา” อะโพรไดท์ทำเสียงยานหยอกล้อเพื่อนสาว
“ให้ถึงวันนั้นก่อนเถอะ แต่ตอนนี้ข้าอยู่กับเ้าแบบนี้นี่แหละ”
“โอโห ก็ว่าเสียงใครคุ้นจัง”
ทั้งคู่หันไปทางต้นเสียงนั้น
“นี่เ้า… ไอ้หมาแก่หนังกลับ!”
“โอ้โห เจ้ นั่นปากหรอน่ะ ข้าเป็จิ้งจอกเก้าหางสุดหล่อต่างหาก แล้วนี่หายดีแล้วหรอ ถึงออกมาเดินเกะกะลูกตาข้าได้”
“ข้าน่ะทั้งสวยและแข็งแรง ไม่ต้องมาสาระแน”
“แสดงว่าหอกรัติกาลไม่ได้อยู่กับพวกเ้าจริงๆ สินะ”
“เจ้นี่แสนรู้จริงๆ”
อะโพรไดท์เงียบแทนคำตอบ แล้วหน้ากากสีทองก็ปรากฏปิดใบหน้าที่สวยงามของเธอเข้าสู่ร่างพร้อมต่อสู้
“วันนี้ข้าจะไม่ออมมือให้แล้วนะ” เตชินท์ว่าพร้อมกลายร่างป็นจิ้งจอก 9 หาง
“มาสิ ไอ้หมาหนังกลับ”
เป็จิรายุที่ชิงเปิดก่อน เขาลอยตัวขึ้นไปเหนืออากาศ
“Lose Control”
จิรายุโจมตีศัตรูด้วยการปลดพันธนาการแรงโน้มถ่วงทำให้ไกอาและอะโพรไดท์เสียหลักลอยตัวขึ้นบนท้องฟ้า ระหว่างนั้น เตชินท์จึงกลายร่างเป็จิ้งจอก 9 หาง และใช้กรงเล็บข่วนกลางอากาศกลายเป็พลังเวทย์คมกริบเข้าโจมตีทั้งคู่
“Fox Slash”
“Earth Wall”
ไกอาได้สติจึงส่งกำแพงหินขนาดใหญ่ขึ้นมาให้อะโพไดรท์ยืนตั้งหลัก เธอหันไปสบตากันก่อนที่ไกอาจะปล่อย Stone Shatter ไปทางเตชินท์และจิรายุ จังหวะนี้อะโพรไดท์จึงใช้ Lightning Strike ส่งพลังเวทย์ขนาดใหญ่ 2 ลูกโจมตีกลับไปจนอีกฝ่ายเสียหลัก
“ตอนนี้เลยไกอา”
“Canyon Bigbang”
สิ้นเสียงร่ายเวทย์ของไกอา พื้นดินบริเวณนั้นก็สูบทั้งเตชินท์และจิรายุลงไป เพียงครู่เดียวผืนดินนั้นก็เปิดออกและดีดทั้งคู่ออกมาด้วยความเร็วทำให้ร่างกายทั้งคู่หยุดเคลื่อนไหวและไม่สามารถร่ายเวทย์ได้
อะโพรไดท์จึงใช้จังหวะนี้ส่งสายฟ้าลงมาจาก้าจู่โจมจนเกิดะเิไปทั่วบริเวณนั้นด้วยความรุนแรง
“Love Me Volt”
สายฟ้านั้นโจมตีจนทั้ง 2 คนหายไปในกลุ่มควันและเศษหินที่พังทลายลงมา
“สำเร็จแล้วไกอา” อะโพรไดท์ยิ้มให้กับเพื่อนรักด้วยความดีใจ
—-------------------------------------------
แสงเหนือและเวณิกเดินทางมาจนสุดเขตน้ำตกราตรี พวกเขาพบหมู่บ้านที่มีแสงไฟสว่างท่ามกลางความมืดหลังจากเข้าเขตพิภพราตรีไม่นาน “พิภพราตรีน่ะ เป็แหล่งรวมของอสูรที่มีพลังเก่งกล้า สามารถกลายร่างเป็มนุษย์ และใช้ชีวิตอย่างชาวอิสรินทร์ได้”
“แล้วทำไมพวกเขาไม่เข้่าไปอยู่ในเมืองต่างๆ กับคนอื่นๆ ล่ะ”
“เพราะพวกเขายังไม่ได้รับการยอมรับถึงการมีอยู่ไงล่ะ ก็เปรียบเสมือนเื่เล่า ที่แม้จะมีอยู่จริง แต่ก็ไม่อนุญาตให้มีอยู่” ทั้งคู่เดินสำรวจไปตามถนนที่เหมือนมีงานรื่นเริงสนุกสนาน และมีอสูรกายในร่างมนุษย์มากมาย จนเดินหยุดที่หน้าโรงแรม
“ยินดีต้อนรับนายท่านทั้ง 2” หญิงเ้าของโรงแรมทักทาย และเงยหน้าขึ้นมา
“ท่าน…” แล้วจู่ๆ เ้าของโรงแรมก็นิ่งเงียบไปแล้วทำสีหน้าบอกไม่ถูก “เอ่อ ท่านทั้ง 2 สนใจเข้าพักที่นี่เลยไหมคะ มีห้องว่างอยู่ 2 ห้องพอดี”
“เปิดห้องให้ข้า 2 ห้อง” เวณิกแจ้งเ้าของโรงแรม
“ท่านเวณิก ข้าไม่กล้านอนคนเดียว ข้ากลัว”
“โตแล้วเ้าจะกลัวอะไร ห้องข้าก็อยู่ข้างๆ ห้องเ้า”
“แต่มันเปลืองเงินนะท่าน”
“เงินข้ามีเหลือใช้”
“แต่ข้าว่า…”
—--------------------------------
เ้าของโรงแรมเดินนำทั้งคู่มาถึงชั้น 2
“ห้องด้านซ้ายเป็ของท่านเวณิกค่ะ ส่วนห้องด้านขวาเป็ของท่านแสงเหนือ ่เช้าโรงแรมของเรามีอาหารเช้าไว้บริการและนายท่านต้องลงชื่อออกก่อนเวลาเที่ยงวันนะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะนายท่าน”
แสงเหนือเปิดประตูห้องพักตนเองเข้ามาอย่างเซ็งๆ แล้วอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า นอนหงายมองเพดานบนเตี้ยงใหญ่นุ่มนั้นแล้วถอนหายใจ ซักพัก เสียงเคาะประตูหน้าห้องเวณิกก็ดังขึ้น
“ข้าไม่รับอะไรแล้ว ข้าอยากพักผ่อน”
“ท่านเวณิก” พูดจบประตูห้องเวณิกก็เปิดออกเอง ชายหนุ่มหน้าประตูยืนยิ้มแห้งๆ
“ข้าจะมาถามท่านว่า เท้าของท่านยังเจ็บไหม”
“ไม่เจ็บแล้ว เ้ามีธุระอะไรอีกหรือเปล่า”
“ไม่มีครับ” เวณิกพยักหน้าให้เขา และประตูก็ปิดเอง
อีกซักพัก เสียงเคาะประตูหน้าห้องเวณิกก็ดังขึ้นอีก แล้วเวณิกก็เวทย์เปิดประตูออกเช่นเคย แสงเหนือยังยืนอยู่ที่เดิม เขาจึงพยักหน้าให้กับแสงเหนือ แสงเหนือดีใจรีบวิ่งเข้ามาในห้อง แต่จู่ๆ ประตูนั้นก็ปิดลงอีกครั้งจนหน้าเขาชนประตูอย่างจัง
“โอ๊ย ท่านทำอะไรเนี่ย ข้าเจ็บ”
“ข้าพยักหน้าให้เ้าพูด ไม่ใช่ให้เข้ามา เ้ามีอะไร”
“คือข้า… ข้าจะถามว่าท่านหิวข้าวไหม”
“ขนมพรายน่าจะช่วยให้ข้าอิ่มท้องได้อีก 5 - 6 วันนะ แล้วเ้ามีอะไรอีกไหม”
“ไม่มีครับ” แสงเหนือคลำหัวป้อยเช็ครอยปูดบนหน้าผากแล้วประตูก็ปิดลงอีกครั้ง
‘คงต้องกลับไปนอนห้องจริงๆ แหละไอ้เหนือเอ้ย’ เขาเดินคอตกห่อเหี่ยวกลับไป แต่แล้วจู่ๆ ประตูห้องเวณิกก็เปิดออก
“เ้าจะเข้ามาในนี้ไหมล่ะ” แสงเหนือหันไปยิ้มแก้มปริ แล้วพยักหน้าแบบลืมตาย
“ได้หรอครับ ข้าเข้าไปได้นะ” เวณิกพยักหน้าแทนคำตอบ แต่รอบนี้แสงเหนือค่อยๆ เดินและจับขอบประตูไว้เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่ดีดใส่หน้าอีก
“แต่ถ้ามาจะนอนในนี้ ข้อแรก ห้ามรบกวนข้า”
“สบาย”
“ข้อสอง … ห้ามรุ่มร่ามกับข้า”
“เอ่อ…” แสงเหนือทำอ้ำอึ้ง เวณิกจึงชี้ไปทางประตูแล้วประตูเปิดออก
“ได้ครับ”
“ดี ถ้าอย่างนั้นก่อนนอนคืนนี้ ข้าจะให้เ้าฝึกพลังเวทย์เหมือนตอนที่เ้าะเิมันใส่ไฮดรา แต่เ้าจะต้องมีสติ และควบคุมสมาธิตนเองให้ดี มานั่งตรงนี้” แสงเหนือเดินตามอย่างว่าง่ายแล้วนั่งลงบนเตียงที่เวณิกบอก ส่วนเวณิกเดินออกไปยืนกอดอกตรงหน้าเขา
“หลับตาแล้วควบคุมการเดินทางของจิตใจเ้า จนเ้ารู้สึกได้ว่าพลังเวทย์ของเข้าวิ่งอยู่ส่วนใดในร่างกายเ้าบ้าง”
แสงเหนือเริ่มทำตามที่เวณิกบอก ค่ำคืนเงียบสงบแบบนี้ ทำให้เขาเริ่มมีสมาธิ และกำหนดจิตของตนเองได้ ร่างกายของเขาและประสาทััต่างๆ ประสานเป็หนึ่งเดียวกัน เขาหงายผ่ามือออกบนหัวเข่า แล้วเร่งพลังนั้นให้ไหลไปตามแขนจนถึงผ่ามือ เพียงไม่นานลูกพลังสีทองก็ปรากฏที่มือทั้ง 2 ข้างของเขา แต่ไม่นานก็หายวูบไป
“สำเร็จแล้ว” แสงเหนือะโกอดเวณิกด้วยความดีใจจนเวณิกต้องส่งสัญญาณว่า ข้อ 2 จนแสงเหนือเดินถอยหลังออกมา
“ขั้นต่อไปคือเ้าต้องส่งพลังไปยังเป้าหมาย เริ่มจากส่งไปยังแจกันนั่น” เวณิกว่าพลางชี้ไปยังแจกันที่โต๊ะริมหน้าต่าง
แสงเหนือเริ่มตั้งสมาธิใหม่อีกครั้ง แต่แล้วทั้งคู่ก็ได้ยินเสียงะเิและเสียงกรีดร้องดังมาจากด้านล่างของโรงแรม เวณิกและแสงเหนือะโลงมาจากชั้น 3 ของโรงแรม
“พังหมดแล้ว โรมแรมของข้า พังหมดแล้ว” เ้าของโรมแรมร้องโอดครวญอย่างน่าสงสาร
“เกิดอะไรขึ้น” เวณิกถามเ้าของโรงแรม
“ท่านช่วยข้าด้วย ท่านเวณิก จัดการไอ้บ้านั่นน่ะที”
“เ้าบอกทุกคนออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้” เ้าของโรงแรมได้ยินดังนั้นก็ะโให้ทุกคนออกไปจากบริเวณนั้น บางคนก็วิ่งหนีออกไป บางคนก็กลายร่างเป็อสูรกายหลบหนีตามไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางความโกลาหล
“หาเจอจนได้ คนของวิหารศักดิ์สิทธิ์สินะ” เสียงทักทายดังขึ้นมาจากแสงสว่างวาบๆ และประกายสายฟ้าท่ามกลางกลุ่มควันที่พวยพุ่งออกมาจากซากปรักหักพัง พร้อมกับกลิ่นเหม็นไหม้ของอาคารบ้านเรือนแล้วเ้าของเสียงนั้นก็ลอยออกมาจากกลุ่มควัน
“ล้มเลิกการตามหาหอกรัติกาลซะ”
“ข้าคงไม่อาจล้มเลิกภารกิจนี้ได้”
“พูดกันดีๆ ไม่ได้สินะ” เขาหัวเราะในลำคอ
“แสงเหนือ” เวณิกกางแขนออกดันให้แสงเหนืออยู่ด้านหลังของตนเอง “หลบอยู่หลังข้า”
“ครับ มาสเตอร์”
FYI
ข้อมูลแนะนำในตอนนี้นะคะ
1. Lose Cobtrol เป็เวทย์ 1 ในท่าไม้ตายจิรายุ โดยเขาจะควบคุมแรงโน้มถ่วงทำให้ศัตรูลอยหลุดแรงโน้มถ่วง ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ สกิลนี้เป็สกิลหมู่ สามารถใช้คู่กับสกิลอื่นได้
2. Canyon Bigbang ท่าอัลติเมทของไกอา สั่งให้พื้นดินบริเวณนั้นก็สูบศัตรูลงไป เมื่อเปิดออกจะส่งศัตรูลอยออกมาด้วยความเร็วทำให้ร่างกายศัตรูเป็อัมพาตชั่วระยะเวลาหนึ่งและไม่สามารถร่ายเวทย์ได้
3. Love Me Volt ท่าอัลติเมทของอะโพรไดท์ สั่งสายฟ้าพลังสูงโจมตีใส่ศัตรูด้วยความรุนแรง พลังเวทย์นี้จะทำให้ศัตรูหยุดเคลื่อนไหวชั่วขณะและจะเกิดความเสียหายเวทย์เท่ากับจำนวนศัตรูที่อยู่ในรัศมี เช่นเมื่อยู่ในรัศมี 5 คน ก็จะเกิดความเสียหายเวทย์ 5 เท่า