ดวงใจมังกรจ้าวปฐพี (ฉบับรีไรท์)

    บทที่ 11 หยกแทนใจ

           “ท่านได้ยินข้าหรือไม่? ท่าน๤า๪เ๽็๤สาหัส อ้าปากกลืนยาเร็ว” 

    หรงจื่อที่สติพร่าเลือนได้ยินเสียงเล็กใสเอ่ยสั่งที่ข้างหู แม้สติจะยังไม่ฟื้นคืนเต็มที่แต่ความเจ็บปวดแสนสาหัสกลับแจ่มชัด เขาจึงอ้าปากตามคำสั่งแล้วกลืนเม็ดยารสขมลงคอ ความอ่อนเพลียและความง่วงงุนทำให้เขาหลับใหลไปอีกครั้ง“ท่านฟื้นแล้วหรือ” หรงจื่อลืมตาขึ้นช้า ๆ แล้วหันไปมองที่มาของเสียง เห็นเด็กสาวหน้าตางดงามที่นั่งอยู่ไม่ไกลกำลังจ้องมองเขาอยู่ มุมปากขาวซีดยกยิ้มให้เด็กสาวแทนคำตอบ“ท่านหมดสติไปสามวันสามคืน” เด็กสาวเดินเข้ามาประคองศีรษะเขาขึ้น มือเล็กเรียวป้อนน้ำเขาทีละช้อนอย่างช้า ๆ แล้ววางศีรษะเขาลงบนหมอนผ้าอย่างอ่อนโยน“ยังรู้สึกเจ็บตรงไหนอยู่หรือไม่? ท่านบาดเจ็บสาหัสมาก คงต้องใช้เวลาพักฟื้นอีกสองสามวัน” หรงจื่อลองขยับตัว ร่างกายทุกส่วนไม่หลงเหลืออาการเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย เหลือแค่อาการอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรงเท่านั้น เขายกแขนตัวเองขึ้นมาดู ตรงที่เคยเป็นแผลฉกรรจ์เหลือแค่รอยจาง ๆ เท่านั้น คิ้วกระบี่ขมวดแน่นด้วยความสงสัย แต่ไม่ได้เอ่ยปากถามสิ่งใด“ท่านค่อย ๆ กิน จะได้มีแรง” เด็กสาววางซาลาเปาหนึ่งลูกไว้บนมือเขา“เสี่ยวเปาเด็กดี เจ้าห้ามไปแย่งเขากิน เขากำลังป่วย เราออกไปหาเนื้อมาย่างกินกันดีกว่า”  เมื่อเด็กหญิงเดินจากไป หรงจื่อก็มองสำรวจรอบตัว พบว่าตัวเองนอนอยู่บนฟูกบางในซอกหินขนาดใหญ่คล้ายถ้ำตื้น ๆ เขาหลับตาลงทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้  “เพียงสามวันกระดูกที่หักกับบาดแผลฉกรรจ์ทั่วร่างข้าหายได้อย่างไร? ฟูกบางกับซาลาเปานี่เจ้าเอามาจากไหน? แม่นางน้อยเจ้าช่างมีแต่เรื่องชวนให้ข้าประหลาดใจ”ใกล้พลบค่ำเด็กสาวก็กลับมา ในมือหอบเศษไม้มากองใหญ่ พร้อมขาของสัตว์อะไรสักอย่าง นางก่อกองไฟย่างเนื้ออย่างเงียบๆ โดยมีเจ้าสัตว์เลี้ยงตัวเล็กของนางยืนน้ำลายไหลจ้องมองเนื้อที่กำลังย่างอยู่ข้าง ๆ“สุกแล้ว” เด็กสาวแบ่งเนื้อมาให้เขาชิ้นหนึ่ง ตัวนางเองกินชิ้นหนึ่ง ส่วนที่เหลือสามสี่ชิ้นล้วนตกไปอยู่ในท้องของเจ้าสัตว์ตัวเล็กสีขาว มันกินจนพุงกลมนอนแผ่หลาขาชี้ฟ้า หรงจื่อสังเกตเห็นชุดของนางมีรอยขาด คราบเลือดเปื้อนตามรอยขาดอย่างชัดเจน แต่ผิวเนื้อใต้รอยขาดกลับไม่มีบาดแผล“ขอบคุณแม่นางน้อยที่ช่วยชีวิต” หรงจื่อพูดเสียงเบา พร้อมยื่นหยกประดับเอวให้เด็กสาว“ข้าไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ ที่ข้าช่วยท่านเพราะท่านเป็นคนดี” เด็กสาวนั่งเฉยไม่รับหยกประดับ“นี่คือหยกประจำตัวเรา มันมีความหมายมากกว่าเครื่องประดับ เราอยากมอบมันให้เจ้า” หรงจื่อขยับตัวเข้าไปใกล้ มือใหญ่ผูกหยกประดับเข้ากับสายรัดเอวของเด็กสาว แล้วกลับไปนั่งที่เดิมเด็กสาวมองหยกประดับที่เอว หยกขาวน้ำงามสลักเป็นรูปมังกรมีอักษรคำว่า ‘หรงจื่อ’ ตัวเล็ก ๆ อยู่ด้านหลัง“ข้าชื่อ เทียนหลิน” นางบอกชื่อให้เขารู้ก่อนลุกไปนั่งที่มุมข้าง ๆ แล้วหลับตาพักผ่อน โดยมีเจ้าตัวเล็กนอนอยู่บนตักหรงจื่อแอบมองเด็กสาวตอนหลับ คอเสื้อตัวในของนางเปิดอ้าออกเล็กน้อย สายตาคมดุจเหยี่ยวมองเห็นรอยแผลเป็นที่ไหปลาร้า หัวใจเขารู้สึกเจ็บแปลบ ทำไมเขาถึงรู้สึกห่วงใยนาง อยากปกป้องนางไว้ในอ้อมกอด ยิ่งได้ใกล้ชิดยิ่งรู้สึกลึกซึ้งราวกับผูกพันกันมานาน ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เขามอบหยกประจำตัวให้นางไม่ใช่เพื่อตอบแทนบุญคุณ แต่ใช้หยกแทนใจ..เขามอบหัวใจให้นางหรงจื่อนอนพักฟื้นอยู่สามวันร่างกายก็แข็งแรงเป็นปกติ ตลอดสามวันที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับเทียนหลิน เขามีความสุขมาก นางดูแลเขาอย่างดี รอยยิ้มกับเสียงหัวเราะของนางเข้ามาเติมเต็มหัวใจที่เย็นชา เขาไม่อยากแยกจากนาง แต่ก็รู้ตัวดีว่าระดับพลังของตนต่ำเกินไป ป่าชั้นในไม่ใช่ที่สำหรับเขา เขากำลังเป็นตัวภาระของนาง   “ร่างกายเราแข็งแรงดีแล้ว รบกวนเจ้าไปส่งเราที่ริมป่าชั้นกลางได้หรือไม่" หรงจื่อเอ่ยเสียงเบา “ได้สิ ไม่มีปัญหา”  ทั้งสองออกเดินทางหลังกินมื้อเช้าเสร็จ จุดหมายคือชายป่าชั้นกลาง ระหว่างทางเมื่อพบเจอสัตว์อสูร เทียนหลินจะเข้าสู้เพียงคนเดียวไม่ให้หรงจื่อเข้าร่วมสู้ เพราะระดับพลังของเขาอยู่ที่ขั้นเจ็ดระดับต้น ห่างชั้นกับระดับพลังสัตว์อสูรขั้นเก้ามากเกินไป นางไม่อยากให้เขาบาดเจ็บ ทุกครั้งที่ต่อสู้กับสัตว์อสูรเทียนหลินจะมีบาดแผลเต็มตัว ครั้งนี้ก็เช่นกันนางสู้กับแมงป่องโลกันตร์ เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลพิษ“หลินเอ๋อร์! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”  หรงจื่อรีบพุ่งไปหาเด็กสาว ดวงตาเขาแดงก่ำปลายหางตามีน้ำเกาะอยู่ สองมือใหญ่รวบร่างบางเข้าไปกอดไว้แนบอก เทียนหลินสัมผัสได้ว่าหรงจื่อตัวสั่นเทา หัวใจเขาเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมานอกอก “วีวี่ ๆ”  เสียงร้องโวยวายของเสี่ยวเปาทำให้หรงจื่อได้สติ รีบปล่อยร่างบางออกจากอ้อมแขน เจ้าเสี่ยวเปารีบกระโดดขึ้นไปยืนบนไหล่บาง เอาหัวเล็กจ้อยถูไปมากับแก้มเนียนอย่างหวงแหน  “เจ้าตัวหอมเนื้อนุ่มนิ่มเป็นของข้า”“ขออภัย เราไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกินเจ้า..เราแค่เป็นห่วง..บาดแผลเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” “ข้าไม่เป็นไร กินยาแก้พิษกับยาสมานแผลแล้ว พักสักครึ่งชั่วยามก็หาย”ปากบอกพักแต่ตัวกลับเดินไปเก็บหญ้าสีม่วงเงินที่อยู่ไม่ไกลจากซากแมงป่องโลกันตร์ เมื่อต้นหญ้ามาอยู่ในมือนางมันก็หายไปทันทีราวกับสลายไปในอากาศ ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับนางล้วนไม่ธรรมดา หรงจื่อรู้เห็นทุกอย่างแต่ไม่เคยเอ่ยถามอะไร ซึ่งก็ทำให้นางพึงพอใจกับนิสัยของเขา“มื้อค่ำนี้เรากินเนื้อแมงป่องย่างก็แล้วกัน ส่วนก้ามของมันไม่มีพิษ” เทียนหลินยกเนื้อก้ามแมงป่องย่างให้เจ้าเสี่ยวเปาหนึ่งก้าม ส่วนนางกับหรงจื่อแบ่งกันกินคนละครึ่ง“อืมม..รสชาติคล้ายเนื้อปูอร่อยจริง ๆ” สาวน้อยกัดเนื้อสีขาวคำใหญ่เข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆหรงจื่อมองเด็กสาวที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย แก้มป่อง ๆ ของนางช่างน่ารักน่าเอ็นดูจนเขาอยากจะยื่นมือไปลูบเล่น “เจ้าชอบก็กินให้มาก ๆ หน่อย” หรงจื่อส่งเนื้อก้ามส่วนของตัวเองให้เทียนหลิน“ท่านกินเถอะ ข้าอิ่มแล้ว” หัวใจของเทียนหลินรู้สึกอบอุ่นขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดเวลาที่ร่วมเดินทางด้วยกัน หรงจื่อจะอ่อนโยนและห่วงใยนางเสมอ ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นในหัวใจของเด็กสาวทั้งคู่ใช้เวลาเดินทางไม่กี่วันก็มาถึงริมชายชั้นกลาง หรงจื่อให้เด็กสาวส่งเขาเพียงเท่านี้“เจ้าส่งเราเพียงเท่านี้ก็พอ ขอบคุณเจ้ามาก เราขอโทษที่ทำให้เจ้าลำบาก”“ข้าไม่ลำบากแต่อย่างใด การต่อสู้กับสัตว์อสูรเป็นการฝึกฝนฝีมือให้พัฒนามากยิ่งขึ้น”“หลินเอ๋อร์ เราจะฝึกฝนฝีมือให้พัฒนามากยิ่งขึ้นเช่นกัน เมื่อพบกันครั้งหน้าเราจะแข็งแกร่งขึ้น และเราจะเป็นฝ่ายปกป้องเจ้า เราจะไม่ยอมให้เจ้าเจ็บตัวอีกแม้แต่น้อย”เทียนหลินยิ้มหวานเมื่อได้ฟังคำพูดที่หนักแน่นของคนตรงหน้า นางมอบขวดยาให้เขาสองขวด “ยาสองขวดนี้ข้าหลอมเอง ขวดสีแดงคือยาสมานบาดแผล ขวดสีดำคือยาฟื้นพลัง สมุนไพรในป่าแห่งนี้ถ้าเป็นต้นดีจะมีสรรพคุณล้ำเลิศ ถ้าเป็นต้นร้ายแค่สัมผัสโดนก็จะเสียชีวิตทันที”“อืม” หรงจื่อรับขวดยาทั้งสองใบจากมือเล็ก แล้วใส่เข้าไปในอกเสื้อ เขาดึงร่างบางเข้ามากอดครู่หนึ่งแล้วเดินหายเข้าไปในป่าชั้นกลางอย่างรวดเร็วโดยไม่หันหลังกลับมามองแม้แต่น้อย“ไปจากนุ่มนิ่มของข้าได้ซะที เจ้าตัวผู้ร่างยักษ์หน้าด้าน” ในป่าชั้นกลางมีเสียงใสดั่งนกขมิ้นของหญิงสาวกำลังหัวเราะอย่างอารมณ์ดี“ฮ่า ๆ ๆ ชางซิวผู้เก่งกาจ เหตุใดเจ้าถึงมีสภาพเช่นนี้ได้เล่า”  “ซู่ซิน! เจ้ากล้าหัวเราะเยาะข้า” ชางซิวหน้าแดงจนเขียว เขาทั้งโกรธทั้งอาย...นางตัวซวย“พอที! ตอนนี้หาใช่เวลาที่พวกเจ้าจะมาทะเลาะกัน” หรงซวี่ปรามทั้งคู่ด้วยความรำคาญซู่ซินโดนศิษย์ร่วมสำนักทิ้งไว้ที่ป่าชั้นแรกเพราะคำพูดยุยงของชางซิว นางต้องพูดจาโน้มน้าวใจคนกลุ่มใหญ่กว่ายี่สิบคนที่พักรักษาตัวอยู่ริมป่าชั้นนอกให้ร่วมเดินทางมาด้วยกัน โดยพูดถึงสมบัติล้ำค่าที่ป่าชั้นในเป็นสิ่งจูงใจ ตลอดการเดินทางทุกครั้งพวกเขาต่อสู้และสังหารสัตว์อสูรได้อย่างง่ายดาย เพราะร่วมแรงร่วมใจกันสู้ “องค์ชายห้าเพคะ จะร่วมเดินทางไปกับพวกเราหรือไม่? แต่การเดินทางเข้าไปในป่าชั้นใน ไม่ควรมีคนบาดเจ็บสาหัสร่วมขบวนไปด้วยนะเพคะ เพราะนอกจากจะช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ยังเป็นตัวซวยดึงดูดสัตว์อสูรให้เข้ามาทำร้ายพวกเราด้วย”เมื่อซู่ซินพูดจบ ชางซิวก็หน้าซีดทันที เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก มือเท้ารู้สึกชา “ไม่ ข้าจะโดนทิ้งให้ตายกลางป่าแบบนี้ไม่ได้ นางตัวซวยถ้าข้ารอดไปได้ ข้าจะฆ่าเจ้า” กลุ่มของหรงซวี่ออกเดินทางมาพร้อมกลุ่มของซู่ซิน เขาจ้างคนสี่คนให้อยู่ดูแลอาการบาดเจ็บของชางซิว โดยหลอกล่อว่าจะแบ่งสมบัติที่พบให้ครึ่งหนึ่ง ชางซิวจึงหยุดโวยวาย หรงซวี่ไม่ยอมทิ้งโอกาสการค้นหาสมบัติเพื่อหมากเพียงตัวเดียวคนกลุ่มใหญ่มุ่งหน้าเข้าป่าลึกอย่างห้าวหาญ แต่พอก้าวขาเข้าเขตป่าชั้นใน ขุมพลังป่าเถื่อนกับจิตสังหารรุนแรงทำเอาทุกคนขนลุกซู่ ความกล้าและความมั่นใจพลันหายไปสิ้น บางคนถึงกับหายใจไม่ออก ขาก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว“ทุกท่านอย่าได้กลัวเจ้าค่ะ ถ้าพวกเราร่วมแรงร่วมใจกันเช่นที่ผ่านมา ต้องเอาชนะพวกสัตว์อสูรได้แน่ สมบัติล้ำค่ากำลังรอพวกเราอยู่”เสียงหวานของซู่ซินยังคงพูดจาโน้มน้าวใจเช่นเดิม เมื่อได้ยินคำว่าสมบัติล้ำค่า ความโลภในจิตใจก็เอาชนะความหวาดกลัวได้ทันที ทุกคนแสดงความฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้ง มีเพียงกลุ่มของหรงซวี่เท่านั้นที่รู้ดีว่าสัตว์อสูรในป่าแห่งนี้แข็งแกร่งและน่ากลัวเพียงใด “กรรรร!!” เสียงขู่คำรามดังขึ้นพร้อมร่างของหมาป่าโลหิตตัวใหญ่ ทุกคนตกตะลึงตัวแข็งค้าง รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวมัน ทำให้พวกเขาถึงกับหายใจไม่ออก  “ทุกคนสู้มัน” เสียงของซู่ซินทำให้ทุกคนได้สติ กระชับอาวุธในมือแล้วพุ่งเข้าโจมตีหมาป่าโลหิตพร้อมกัน เสียงต่อสู้ดังนานราวครึ่งชั่วยาม ในที่สุดหมาป่าโลหิตก็ถูกสังหาร“เฮ! สำเร็จแล้ว พวกเราสังหารสัตว์อสูรขั้นเก้าได้แล้ว”  “ใช่ ๆ แค่พวกเราช่วยกันสู้ เราต้องไปถึงใจกลางป่าได้อย่างแน่นอน”เสียงโห่ร้องดีใจกับเสียงพูดคุยด้วยความปี่ติยินดีดังก้องป่า แม้การต่อสู้กับสัตว์อสูรขั้นเก้าจะทำให้พวกเขาได้รับบาดเจ็บแต่ก็ไม่สาหัสถึงชีวิต หลังจากพักทำแผลกันเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็เตรียมตัวออกเดินทางต่อ ซู่ซินสังเกตว่าจิงซากับตงเย่ หายตัวไป“องค์ชายห้า เห็นจิงซากับตงเย่หรือไม่เพคะ?”“พวกเขาคงจะแยกตัวออกไปตามหาพี่สามกระมัง”“ไปตามหาองค์ชายสามกันเพียงสองคน? พวกเขาไม่รักชีวิตแล้วหรือเพคะ?"“ชีวิตของพวกเขาไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรา รีบออกเดินทางต่อเถอะ”หรงซวี่คาดการณ์ได้ถูกต้อง จิงซากับตงเย่ไปหาหรงจื่อจริง ๆ ตอนที่กลุ่มของซู่ซินเดินทางผ่านริมเขตป่าชั้นใน หรงจื่อเห็นพวกเขาแต่ไม่ได้เข้าร่วมกลุ่ม และแอบสะกดรอยตามมาอย่างเงียบ ๆ ขณะที่กลุ่มซู่ซินกำลังต่อสู้กับหมาป่าโลหิต หรงจื่อก็หาโอกาสเรียกตัวจิงซากับตงเย่ออกมาโดยไม่ให้ใครเห็น“องค์ชายสาม! ทรงมา...” จิงซายังพูดไม่ทันจบ หรงจื่อยกมือขึ้นส่งสัญญาณบอกให้เงียบ“พวกเจ้าทั้งสองอยากจะร่วมเดินทางไปกับพวกเขาต่อหรือไม่?”“ไม่พ่ะย่ะค่ะ” จิงซาและตงเย่ตอบพร้อมกัน“พระองค์ไปที่ใด พวกกระหม่อมก็พร้อมไปด้วยทุกที่พ่ะย่ะค่ะ”“ดี เช่นนั้นพวกเรากลับไปที่ป่าชั้นกลางกัน”“สมบัติล้ำค่าในแดนลับแห่งนี้มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้จัก และสามารถนำมันไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้..สิ่งเดียวที่พวกเราจะได้จากแดนลับแห่งนี้คือ ความก้าวหน้าจากการฝึกฝนฝีมือของตนเองเท่านั้น”