“นี่นะรึไอ้อ้วนที่ชอบหาเื่ตาย!” ชายร่างกายสูงใหญ่หัวล้าน ใบหน้าเหลี่ยมเป็สันสักลายสิงเสียครึ่งใบหน้า กำลังมองดูเ้าติงต๊องด้วยสีหน้าเรียบเฉย ในมือมันถือกระบองั์สลักลายสิงโตทองหนักถึงสิบชั่ง ที่ด้านหลังติดตามมาด้วยลูกสมุนชนชาวอธรรมนับสิบ มันผู้นี้ถือเป็ชนชาวอธรรมผู้มีชื่อเสียงร้อยอันดับแรก นามของมันคือ ‘กู้เทียนอี้’ ฉายากระบองสิงทอง
มันเดินเข้าหาชายร่างอ้วนด้วยจิตอาฆาติ ยามที่มันเดินหนึ่งก้าวพื้นดินพลันสั่นะเืดังตึงคราหนึ่ง และยามที่มันฟาดกระบองลงพื้นผืนดินพลันปริแตกะเิออกเป็วงกว้าง นี่เรียกว่าวิชา ‘สิงคะนองปฐี!’
ตูม!!!
เพียงครั้งเดียวคนลอยกระเด็นชนกำแพงดังตึง! ยามร่วงหล่นลงมาก็กระอักเืออกมาทั้งจมูกปาก เ้าติ๊งต๊องมองดูเืสีดำซึ่งไหลย้อยลงบนมือด้วยความใ เวลานี้สายตาของมันเริ่มพล่ามัวบวกกับลมหายใจเริ่มติดขัด ดูเหมือนว่าการโจมตีถากๆเพียงครั้งเดียวจะทำให้มันาเ็ภายในอย่างสาหัสเสียแล้ว
พรวดดด!!! เืสีดำทะลักไหลออกมาทั้งจมูกปาก คนยังงงวยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตัวมันทำได้เพียงถอยร่นกลับไปด้วยความหวาดกลัว
กู้เทียนอี้มองดูชายผู้ตะเกียจตะกายอย่างน่าอนาถ มันถอนหายใจออกหลายครั้งแล้วนั่งลงด้วยความใจเย็น ตัวมันถือเป็ชนชั้นอธรรมโดยสันดาน เมื่อเห็นว่าเหยื่อไม่สามารถสู้ได้ก็มักทรมานก่อนที่จะฆ่าทิ้งอย่างไร้ปราณี นี่คือวิถีสันดานเลวของมัน
“หากอยากจะสอดมือเข้ายุ่งเื่ของผู้อื่น มิใช่ว่าจะต้องมีฝีมือระดับปรมาจารย์รึไอ้อ้วน!?”
กู้เทียนอี้เดินเข้าหาคนอย่างช้าๆ มันนั่งลงตรงหน้าเ้าติงต๊องผู้ที่กำลังจะตาย
“คนอย่างเ้านั่นรึจะช่วยอะไรใครได้”
“เ้าตัวไร้ประโยชน์”
“ไอ้โง่เง่า”
นั่นล้วนเป็คำพูดที่มันมักได้ยินเสมอมา สำหรับชีวิตของเ้าติงต๊องแล้วเื่ถูกด่าทอทุบตีล้วนถือเป็เื่ปกติ เพียงแต่ตัวมันมิเคยถือสาผู้ใดมาก่อน ด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ราวกับเด็กห้าขวบ คำสอนเดียวที่มันจำได้คือให้ปกป้องคนที่ตัวเล็กกว่า นั่นจึงเป็จอมยุทธผู้มีคุณธรรม
และเพื่อการนี้ตัวมันมิเคยคิดเสียดายชีวิตแม้แต่น้อย... นั่นทำให้มันสอดมือยุ่งเื่ชาวบ้านอยู่ร่ำไป
กู้เทียนอี้ระดมทุบใส่คนจากด้านหลังอย่างบ้าคลั่ง แม้ว่าคนจะพยายามตะเกียจตะกายหนีแต่ก็มิอาจหลบพ้น หัวฆ้อนสิงโตทองทุบใส่คนดังตุ๊บ! ครั้งแล้วครั้งเล่าแต่คนยังสามารถทนได้อย่างน่าเหลือเชื่อ เวลานี้เ้าติงต๊องทำได้เพียงมัวนตัวกลมเพื่อปัดป้องจุดสำคัญให้ได้มากที่สุด
“ทนมือทนไม้เสียจริง!” กู้เทียนอี้ปั้นสีหน้าดุร้ายก่อนที่จะหยุดมือด้วยอาการหอบแรง ตัวมันแม้ว่าจะมีฝีมือติดอันดับร้อยชาวอธรรมแต่กลับมีโรคหอบติดตัวอยู่ทำให้ต้องยั้งมือไว้กึ่งหนึ่ง นั่นอาจเป็สาเหตุให้เ้าติงต๊องรอดตาย
“แค่นั้นคงเพียงพอแล้วกระมัง!”
เสียงของเด็กหญิงผู้หนึ่งล่องลอยมาตามลม ในไม่ช้าก็ปรากฏเงาร่างของเด็กน้อยผู้หนึ่งเดินตรงเข้าหากลุ่มคนชาวอธรรมอย่างไม่กลัวตาย
นางเพียงมองเ้าติงต๊องด้วยความเป็ห่วง ก่อนที่จะหันมายิ้มให้ชายตัวโตผู้ถือไม้กระบองสิงทอง
“กู้เทียนอี้กระบองสิงทองข้ารู้จักท่าน”
คำพูดของเด็กน้อยทำเอากู้เทียนอี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ตัวมันเลื่อนสายตามองเด็กหญิงตัวน้อยด้วยความสงสัยก่อนที่จะหันมองไปด้านหลังและกระซิบถามลูกสมุนชาวอธรรมของมัน
“เด็กนี่เป็ใคร!?”
ลูกสมุนผู้หนึ่งเดินเข้าหาคนก่อนที่จะกระซิบรายงานว่า “เด็กผู้นี้คือเป้าหมายว่าจ้างขอรับ”
“เป้าหมายการว่าจ้างคือเด็กไม่ถึงสิบขวบรึ!”
เหล่าลูกสมุนของกู้เทียนอี้พากันพยักหน้า...
เด็กหญิงยังคงยืนนิ่งก่อนที่จะเอ่ยขึ้นว่า “ศิลธรรมกับหน้าที่ความจริงท่านควรเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่สิ่งที่ท่านจะเลือกนั้นจะทำให้ท่านเสียใจไปตลอดชีวิต แต่โชคดีนักที่ข้านั้นมีเมตตา ท่านจะไม่ได้เลือกสิ่งใดเลย”
กู้เทียนอี้ทำหน้างงก่อนที่กระบองสิงทองของมันจะถูกกระชากหลุดจากมือไป มันบินเข้าหาเด็กน้อยอย่างช้าๆ มันบินผ่านหน้าทุกคนไปราวปุยเมฆ และเมื่อนางะโขึ้นเหยียบโดยใช้ปลายเท้าััเพียงเล็กน้อย กระบองหนักสิบชั่งของมันพลันพุ่งปักลงดินดังตูม!เหลือเพียงหัวสิงทองที่โผล่ออกมา
กู้เทียนอี้และสมุนชาวอธรรมพลันอ้าปากค้าง พวกมันหันมองหน้ากันด้วยความตระหนก
อันยุทธจักรนั้นความจริงมียอดฝีมืออยู่หลากหลายประเภท แบ่งออกเป็สายหลากหลายแขนง แต่สายหลักนั้นมีเพียงสี่ คือ กำลัง กำลังภายใน วิชาตัวเบา วิชาป้องกัน การจะเป็สุดยอดของแต่ละสายนั้นจำต้องใช้เวลาฝึกฝนหลายสิบปี การจะไปถึงระดับนั้นมิได้เรียบง่ายอย่างที่คิด การที่จะสามารถดำรงอยู่ได้ก็มิใช่เื่ง่าย ผู้ที่มีพร์และแข็งแกร่งจริงๆเท่านั้นจึงจะอยู่ได้ โดยเฉพาะสายกำลังภายใน
ผู้มีกำลังภายในนั้นถือว่าฝึกฝนยากที่สุด คนปกติอายุยี่สิบถึงจะค่อยเริ่มรู้จักเส้นลมปราณ พออายุยี่สิบห้าจึงค่อยัักำลังภายในได้จริง พออายุสามสิบจึงค่อยเริ่มสั่งสมลมปราณได้ พออายุสี่สิบจึงค่อยมีกำลังภายใน และหากผู้ใดมีกำลังภายในสั่งสมได้ถึงสิบปี คนผู้นั้นจะถือว่าเป็ยอดคนแล้ว
ผู้ที่มีกำลังภายในยี่สิบปีล้วนเป็ระดับขั้นปรมาจารย์ พอสามสิบปีจะมีด่านคอขวดที่ยากจะผ่านพ้นอีก พอมากกว่านั้นก็นับหัวได้เลยว่ามีเพียงไม่กี่คน ไหนจะห้าวท้าประลองประชันฝีมือกันจนถึงตาย ไหนฝึกจนธาตุไฟเข้าแทรกจนเสียสติ นั่นจึงทำให้ผู้มีกำลังภายในนั้นมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
ในตำราพงสาวดาลเคยกล่าวไว้ว่า “ผู้ที่ฝึกบ่มกำลังภายในถึงสามสิบปีจะเจอคอขวดอันยากเย็นที่มิอาจผ่านได้เรียกว่าขั้น ‘ประตู์’ แต่หากผู้ใดผ่านได้นั้นจะกลายเป็ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือ ผู้ที่มีกำลังภายในถึงสามสิบปีสามารถประทับฝ่ามือลงบนหินได้ ผู้ที่มีกำลังภายในถึงสี่สิบปีสามารถผลักหินใหญ่ได้ ผู้ที่มีกำลังภายในถึงห้าสิบปีสามารถเคลือบปราณทุบทำลายหินผ่าครึ่งได้ ส่วนผู้มีกำลังภายในจนสามารถความคุมวัตถุให้ล่องลอยได้นั้นล้วนเป็คำบอกเล่าในตำนาน ไม่เคยมีจริง!”
กู้เทียนอี้หันมองลูกสมุนรอบๆตนเองพร้อมกับถามขึ้นว่า “เมื่อครู่เหมือนเราจะตาฝาดเห็นกระบองของเราลอยเข้าหาเด็กหญิงผู้นั้น พวกเ้ามีใครเห็นเหมือนเราบ้าง”
เหล่าลูกสมุนชาวอธรรมพากันพยักหน้าพร้อมกับยิ้มเจื่อนออกมา ความจริงพวกมันควรจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่าเป็เื่จริง แต่เมื่อมองไปยังหัวกระบองสิงที่โผล่ขึ้นจากดินมาเพียงคืบเดียวทำให้พวกมันรู้ว่าพวกมันไม่ได้ตาฝาด
“ใช่แล้วพวกเ้ามิได้ตาฝาด เราสามารถทำสิ่งที่พวกเ้าคิดได้จริงๆ ดังนั้นมีเพียงสองทางเลือกให้พวกเ้าคิด รับใช้เราหรือตาย!” เด็กสาวพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
สมุนของมันผู้หนึ่งกลับเคยแสดงปาหี่อยู่ในคณะละครสัตว์ ยามที่เห็นกระบองสิงทองลอยได้ก็กระซิบแก่หัวหน้ามันว่า “ท่านหัวหน้าอย่าได้หลงกลมัน นั่นคือการแสดง ใครๆในคณะละครสัตว์ก็ทำได้”
“เ้าพูดจริงรึ”
“เช่นนั้นข้าก็ทำได้ขอรับ”
กู้เทียนอี้ได้ยินดังนั้นถึงกับยิ้มออกมา
‘เื่ขบขันเช่นนี้กลับกล้ามาแสดงต่อหน้าเรา ดูซินางจะเล่นอะไรต่อ’
กู้เทียนอี้เห็นเป็เด็กน้อยท่าทางน่าเอ็นดูจึงนึกสนุกขึ้นมา อีกใจหนึ่งคิดว่าคงต้องเป็การแสดงป่าหี่แน่แล้ว มันจึงถามขึ้นว่า “แล้วหากพวกเรายอมรับใช้เ้าแล้ว พวกเราจะเป็อย่างไรต่อ”
เด็กน้อยตอบอย่างฉะฉาน “หลังจากเรายุทธภพแล้ว พวกเ้าจะสุขสบายมีกินมีใช้ไม่มีใครกล้าราวี”
“เมื่อครู่ข้าได้ยินไม่ชัดนางพูดว่าอะไรนะ” กู้เทียนอี้กระซิบถามสมุนของมัน
“ดูเหมือนว่านาง้าจะยึดครองยุทธภพนะขอรับ!”
อุป!!! ฮ่าๆๆๆๆ เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว คนผู้หนึ่งหัวเราะจนเยี่ยวเล็ด บางคนถึงกลับไปนอนกลิ้งอยู่ที่พื้น
“นี่เ้าคิดว่าพวกเราจะ...!!!”
ตูม!!! โครมมม!!!
ชายผู้ที่มีปากเสียงคนแรกบัดนี้พุ่งทะลุกำแพงหายวับไปในความมืด ส่วนอีกคนที่กำลังจะอ้าปากก็กระเด็นชนหินใหญ่ราวกับมันเป็เพียงก้อนแป้ง ร่างของมันค่อยๆล้มลงต่อหน้าชาวอธรรมทั้งหมด ส่วนกู้เทียนอี้ถึงกับน้ำตาไหลออกมา....
..................
“สาขาเมืองหลี่เกิดเื่ขึ้นแล้วขอรับ!”
ชายผู้เป็ปรมาจารย์ยื่นจดหมายพร้อมตราประทับคำสั่งลับแก่ดาบมารเหล็กไหล คนพอได้อ่านจดหมายถึงกับตบโต๊ะจนพังซีกหนึ่ง
“บัดซบจริงๆเลย!”
“ข้าผู้เป็ถึงหนึ่งในสิบสามยอดยุทธในใต้หล้ายังมีคนกล้ามาหาเื่ คิดว่าคนผู้นั้นคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง” ดาบมารเหล็กไหลกล่าวออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ก็พอเดาได้ว่ามันโมโหขนาดไหน
“ได้ยินมาว่าคนผู้นั้นมีวรยุทธถึงขั้นใช้มีดเล็กแผ่ปราณกระบี่ได้ คนที่อยู่ระดับนี้หากมิใช่มีพลังลมปราณถึงห้าสิบปีไม่มีทางทำได้แน่ ในยุทธภพหากมิใช่ระดับห้าราชันย์ัหรือสูงกว่านั้นคิดว่าคงไม่มีผู้ใดทำได้แล้ว”
ดาบมารเหล็กไหลพอได้ฟังถึงกับมีเหงื่อซึมออกมาหลายหยด เพียงแต่ตัวมันไม่เชื่อว่าคนระดับห้าราชันย์ัจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการเล็กๆของมัน
“แล้วหากมิใช่ห้าราชันย์ัจะเป็ผู้ใดไปได้อีก”
ปรมาจารย์ยุทธผู้นั้นก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยลอยๆขึ้นมาว่า “หนึ่งร้อยปรมาจารย์ สามสิบยอดยุทธ สิบบุพผางาม เจ็ดมารพิสดาร ห้าราชันย์ั สามผู้ทรงธรรม นอกเหนือจากนี้แล้วแม้แต่ข้าพเ้ายังไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดเข้าข่าย”
“หรืออาจจะเป็พวกหนึ่งร้อยปรมาจารย์ที่้าท้าทายข้ากันแน่” ดาบมารเหล็กไหลมองดูดาบสีดำของตนเอง ที่มุมปากของมันค่อยปรากฏรอยยิ้มอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
“เป็ไปไม่ได้ขอรับ ระดับหนึ่งร้อยปรมาจารย์พวกเราล้วนอยู่ลำดับต้นๆ ไม่มีผู้ใดกล้าข้ามหัวพวกเราเป็แน่” ปรมาจารย์ผู้นั้นกล่าว
“ยังมีอีกกรณีหนึ่งก็คือหากมันผู้นั้นสำเร็จยอดวิชาและสามารถก้าวข้ามระดับขั้นประตู์ที่สองไปได้” ปรมาจารย์อีกผู้หนึ่งกล่าว
นั่นทำเอาทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย
“ข้าจะเดินทางไปพบมัน!” หลังจากการตัดสินใจอันแน่วแน่ ดาบมารเหล็กไหนก็ตัดสินใจออกเดินทางทันที...