ARC I: Sand and Grass
บทที่ 13: Al-Najasa
ท่ามกลางความเงียบ…หลังการจู่โจมของ the Chain Tracker หนึ่งหน่วยย่อย… พร้อมด้วยผู้นำของพวกมัน นามว่า Arshad
Edrin ยังคงกำจดหมายที่มันทิ้งไว้แน่น…
ไม่พูดอะไร… และไม่แม้แต่จะขยับเขยื้อน…
.
.
“Al-Najasa…”
“Liora…”
เสียงพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ของ Edrin ที่พูดขึ้นมาภายหลัง จากที่ได้อ่านเนื้อความในจดหมาย…
มือข้างหนึ่งซึ่งกำจดหมายเอาไว้แน่น…
ก่อนที่จดหมายใบนั้น จะหลุดจากมือของเขา ประหนึ่งว่ามันไร้ซึ่งความหมายอีกต่อไป…
ไม่มีคำพูดอื่นใดจากปากของ Edrin อีกเลย…
และไม่มีแล้วความอ่อนโยน ที่ครั้งหนึ่งเคยโอบกอดเขาเอาไว้ในคืนที่แสนหนาวเหน็บของทะเลทรายอันเวิ้งว้าง…
เหลือไว้เพียง…
.
.
“ความเงียบ…”
.
.
และที่เื้ัของเขาไม่ไกลจากกันมากนัก…
Aelthara ที่กำลังาเ็จากภายใน… ราวกับว่าสิ่งที่ท่านหญิงเอลฟ์ผู้นี้ได้สูบกลืนเข้าไปนั้น… มันเกินกว่าที่ขีดจำกัดของร่างกายจะทนได้…
“ท่านหญิง Aelthara ท่านไหวหรือเปล่าครับ”
“Aelthara… ข้า..ข้าต้องทำยังไง หรือควรทำอะไร?”
“อ้าก!… แม่หนู…ล่ะ? Rowan Bromm…”
Aelthara เมื่อเริ่มที่จะทุเลาลงจากความเ็ป… ก็เอ่ยถามหาแม่หนู Liora ในทันที…
“พวกมัน… พวก Chain Tracker”
“ได้ตัว Liora ไปแล้ว…ท่านหญิง”
Rowan กล่าวด้วยท่าทีที่ดูหมดสิ้น… ไม่แม้แต่จะสบตากับท่านหญิงเอลฟ์ที่ทรุดลงอยู่เบื้องหน้า…
“ต้อง…ช่วย…Liora…อ้าก!”
“Aelthara หยุดพูดก่อนเถอะ เ้าจะแย่เอา…”
นายช่างใหญ่ ที่ช่วยประคองร่างของท่านหญิงเอลฟ์อยู่ไม่ห่าง พูดขึ้นมาด้วยความเป็ห่วง…
และไม่นานนัก จากค่ำคืนที่หนักหน่วง… แสงแรกของวันก็พลันค่อย ๆ ส่องสว่างขึ้น…
คล้ายกับว่าเป็สัญญาณของชีวิตที่ยังต้องฟันฝ่ากับทุกสิ่ง…
ต่อไป…
เสียงฝีเท้าหนึ่ง ดังไล่หลังเข้าหา Rowan มันหนัก และแน่น ราวกับว่ากำลังแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า… เพียงลำพัง…
เมื่อ Rowan หันกลับไปเห็นเพื่อนของเขาในสภาพที่ผิดไปจากเดิม
กำลังเคลื่อนผ่านทุกคน…
ไม่… แม้แต่จะหยุด เพื่อเอ่ยคำอธิบาย…
เขาก้าวอย่างหนักแน่น แต่มันก็เลื่อนลอยในเวลาเดียวกัน โดยมุ่งตรงไปยัง Ragnar ม้าอาระเบียน เพียงตัวเดียวที่มีอยู่…
.
.
“Edrin! รอเดี๋ยว… Edrin… Edrin!”
Rowan เรียกเพื่อนของเขา ซ้ำแล้ว…ซ้ำเล่า… แต่ไรซึ่งเสียงตอบรับใด ๆ เขาเพียงแต่มุ่งไปข้างหน้า…
พร้อมกับแววตา… ที่ได้ตัดสินใจบางสิ่งไปแล้ว…
บางสิ่ง… ที่ไม่สามารถย้อนกลับได้อีก…ต่อไป…
Rowan ลุกขึ้น และดินจ้ำเท้าอย่างรวดเร็ว พลางะโเรียกเพื่อนของเขาอย่างไม่ลดละ
“Edrin! ข้ารู้เ้ากำลังเดือด… หรือไม่เ้าอาจกำลังเศร้า ข้าเองก็ไม่แตกต่าง…”
“หันมาคุยกับข้า เฮ้! Edrin!”
“หยุดได้แล้ว!”
Rowan ก้าวเท้าตามมาจนทัน ก่อนที่จะจับที่ไหล่ของเขา พร้อมกระชากด้วยแรงทั้งหมดจน Edrin ชะงักแล้วหันกลับมาในทันที…
เขาเห็นสีหน้า และแววตาที่ต่างออกไปจาก Edrin ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อย พร้อมความคิดที่ว่า ชายตรงหน้า ไม่ใช่สหายที่เคยร่วมสู้ และผ่านเื่ราวต่าง ๆ มาด้วยกัน…
“เ้าจะไปไหน Edrin!”
“แล้วเ้าจะทำอะไร จะตามมันไปทั้งอย่างนี้หรือ ตอบข้ามา…?”
Edrin ไม่แม้แต่จะสบตา และไม่…แม้แต่จะเอ่ยคำใด…
เขาเพียงแต่ยืนนิ่งอยู่แบบนั้น…
“ข้า…เห็นว่าเ้าถือกระดาษนั้น มันเขียนว่าอะไร?”
Rowan เอ่ยถาม… แต่ก็ไร้ซึ่งคำตอบ จากเพื่อนของเขา…
“ขอร้องเถิด Edrin หากนี่คือสิ่งที่จะช่วยยัยหนูได้ ได้โปรด…”
Rowan เริ่มขยับเข้าใกล้พร้อมจับไหล่ Edrin พลางเขย่าเล็กน้อยเพื่อดึงสติของเขาให้กลับมา…
แต่ผลลัพธ์กลับไม่ได้แตกต่างจากครั้งก่อนหน้า…
Rowan กระชากคอเสื้อของ Edrin เข้าหาตน ก่อนจะตะคอกกลับ
“พูดออกมาสิโว้ย!”
เสียงของเขามันดังสนั่น… และเดือดดาลจน Bromm ที่ประคอง Aelthara อยู่นั้นถึงกับสะดุ้งขึ้นมา…
“Rowan… เ้า…”
Bromm กล่าวอย่างหมดสิ้น…ก่อนจะหันมองไปยังชายทั้งสองที่อยู่ไกลออกไปไม่มากนัก…
“พูดสิวะ! Edrin! เ้าจะไปไหน!”
“เ้าจะเป็อะไรของเ้า…คิดว่า Liora อยากเห็นเ้าในสภาพนี้หรือ?”
Rowan ยังคงกระชากคอเสื้อของ Edrin และตะคอกใส่เรื่อย ๆ
ก่อนที่ Edrin ที่หลบสายตาเขาอยู่นาน จะขยับมือของเขา มาจับที่ข้อมือข้างหนึ่งของ Rowan
พร้อมหันมาสบตา…ด้วยแววตาที่ชวนให้รู้สึกขนลุกอย่างประหลาด
ก่อนจะเอ่ยคำพูดไม่กี่คำ ออกมาเป็ครั้งแรก…
.
.
“ปล่อยมือ…หรือจะให้ข้าตัดมัน…”
Edrin พูดขึ้นมาอย่างเรียบเฉย… ทั้งที่คนตรงหน้าคือ Rowan ที่เป็สหายที่เขารู้จักเพียงคนเดียว…
Rowan รับรู้ได้ในทันทีจากสายตาที่จ้องมองมา และน้ำเสียงที่เหมือนกับใครคนอื่น ที่ไม่ใช่ Edrin อีกต่อไป…
เขาไม่ได้ปล่อยมือออกมา เพียงแต่ว่ามือของเขามันไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะเหนี่ยวรั้งชายตรงหน้าอีกต่อไป…
Edrin ค่อย ๆ ปัดมือของ Rowan ออก ก่อนจะหันหลังแล้วเดินต่อไปยังจุดที่ Ragnar ถูกผูกเอาไว้…
และควบมันออกไป โดยไม่แม้แต่จะอธิบาย หรือหันหลังกลับมามอง…
ทิ้ง Rowan ที่ยังยืนอยู่ตรงนั้นถูกความเงียบ ค่อย ๆ กลืนกิน…
.
.
“Rowan! มาช่วยข้าประคอง Aelthara ที”
“Rowan!”
Rowan ที่ยืนนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก็พลันได้สติกลับมา จากเสียงะโของนายช่างใหญ่ ก่อนที่เขาจะรีบวิ่งกลับไป ช่วยกันประคองร่างของท่านหญิงเอลฟ์ ให้ลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง…
“ค่อย ๆ นะครับ ท่านหญิง Aelthara”
“Edrin… ไปแล้วหรือ?”
“ใช่ครับ…ท่านหญิง…ข้าเองนั้น…ทำอะไรไม่ได้เลย…”
“ช่างเื่ Edrin ก่อนเถอะ Rowan พา Aelthara ไปที่กระโจมของนางก่อน”
ทั้งสามประคองพากันเข้าไปนั่งที่หน้ากระโจมของท่านหญิงเอลฟ์ ก่อนที่จะเริ่มบทสนทนาใด…
Aelthara ที่ในตอนนี้อาการดีขึ้นมาก ก็เริ่มที่จะอธิบายถึงสิ่งที่พวกเขาพึ่งเผชิญ…
“พวกมันที่ข้าจัดการ…มันไม่ใช่แค่ซากศพเดินได้…”
“มันถูกควบคุม…ด้วยสิ่งที่…”
“ไม่ควรถูกค้นพบบนโลก…”
“มันคือพลัง…ที่ไม่อาจจะทำความเข้าใจได้…”
“ท่านรู้ได้อย่างไรกัน ท่านหญิง?”
Rowan กล่าวถามอย่างฉงน…
“ครั้งหนึ่งข้าเคยศึกษามัน…ไม่ใช่เพื่ออำนาจ แต่เพื่อเข้าใจมัน…”
“นั่นคือความผิดพลาด Rowan”
“มันเปลี่ยนพื้นฐานพลังเวทของข้า และเปลี่ยนข้าให้อยู่สภาพเช่น
ทุกวันนี้ ข้ามิอาจใช้พลังเวทของชาวเอลฟ์ได้อีกต่อไป…”
“และนั่นทำให้ข้ารู้ว่า สิ่งนี้ ไม่ควรมีอยู่…และไม่ควรถูกค้นพบ”
“และตอนนี้มันชัดเจนแล้วว่า มันกำลังถูกใช้จากบางคน หรือบางกลุ่มที่ดูจะอันตรายเอามาก..”
“และจากที่ข้าสังหรณ์ใจไว้ มัน้าแม่หนูน้อย เพราะ Liroa คือกุญแจของบางสิ่ง…”
“นั่นยิ่งทำให้ข้าต้องรีบไปช่วยยัยหนูตอนนี้เลย ท่านหญิง”
Rowan เมื่อได้ยินทั้งหมด ก็พลันลุกขึ้นเตรียมพร้อมที่จะเดินทาง แต่…
เขาหยุดนิ่งอยู่หน้ากระโจม
“เราไม่มีม้าแล้ว…และข้าไม่รู้ว่ามันจับยัยหนูไปที่ใด”
“Al-Najasa… มันเขียนอยู่ที่กระดาษนี่ เอาไปดู Rowan”
Bromm ยื่นกระดาษใบนั้น ที่มีข้อความของ Arshad ทิ้งไว้ให้ Edrin
“เมืองนั้น… ข้าเคยได้ยินผ่าน ๆ จะไปที่นั่นต้องขี่ม้าเป็วัน”
“แต่ตอนนี้เ้าไม่มีม้า Rowan แล้วจะทำเช่นไร…”
Aelthara เอ่ยถาม…
“งั้นข้าก็จะเดินไป… ข้ามทะเลทรายนี่ไป!”
“แล้วยังไงต่อ Rowan ทันทีที่ร่างหนาๆ ของเ้า ก้าวพ้น Oasis นี้ไป ระยะทางขนาดนั้น จะทำเ้าละลายตายกลางทะเลทรายแหง ๆ”
“ข้าทนแดดกว่าที่เ้าคิดนัก Bromm!”
“แล้วจะทนอดน้ำได้ไหมล่ะ?”
“ข้าจะแบกน้ำไปให้เยอะกว่าปกติ!”
“เลิกทำตัวเป็ Rowan ได้ไหม สมองกล้าม ๆ ของเ้า ไปได้ไม่เกิน 10 กิโลเมตรหรอก Rowan ช่วยมีหัวคิดหน่อย!”
“แล้วจะให้ข้าทำอย่างไรกันเล่า!”
“หยุดเถียงกันจะได้ไหม! ทั้งคู่นั่นแหละ!”
Aelthara ที่ทนฟังบทสนทนาที่ดูสิ้นหวังนี้ไม่ไหว จึงเอ่ยตัดบทขึ้น
“Rowan หากเ้าไปถึงที่นั่นได้จริง… เ้าจะจัดการกับพลังของมันอย่างไร…”
“พวกซากศพที่จู่โจมเราเมื่อคืน ชายผู้นั้นคือผู้ควบคุมมัน… เ้าจะต่อยพวกมันทีละตัวแบบนั้นหรือ เ้าเองจะหมดแรงเสียก่อน Rowan”
“ข้าก็แค่…ต้องทำอะไรสักอย่าง ท่านหญิง Aelthara”
“งั้นเ้าก็ควรเริ่มจากการคิด ไม่ใช่ผลีผลาม!”
บรรยากาศภายในกระโจมหลังนี้เริ่มคละคลุ้งไปด้วยความตึงเครียด ก่อนที่ Rowan จะเริ่มกำหมัดแน่น เดินย้ำเท้าไปมาอยู่ในกระโจม ราวกับว่ากำลังโทษตัวเอง ที่ไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลย…
“ข้าคิดว่า…ข้าพาพวกเราไปที่เมืองนั่นได้”
Bromm กล่าวขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศที่มาคุนี้…
“ยังไงกัน Bromm สมองใส ๆ ของเ้า จะพาเราบินข้ามทะเลทรายไปอย่างงั้นหรือ… เดี๋ยวก่อนนะ… ไม่ใช่ว่าเ้า…”
“ใช่! Rowan ใช่! สมองใส ๆ ของข้า จะพาเราบินไปช่วยยัยหนูเอง”
“ครั้งก่อนที่เ้าบินได้ รู้ตัวอีกที เราก็อยู่ที่ Oasis นี่แล้ว Bromm”
“อย่าลื้อฟื้นได้ไหม! Aelthara! ครั้งนี้ข้ารู้แล้วว่าจะต้องแก้ตรงไหน”
“แต่เดี๋ยวก่อน เราจะบินไปยังไงล่ะ Bromm?”
“เ้าสมองกล้าม Rowan เ้าจำได้ไหม เรือประหลาดที่เ้าถามข้าก่อนหน้านี้นั่นแหละ”
“ห๊ะ! ไอ้ที่เ้าด่าข้าว่า สมองกล้ามอย่างข้า อธิบายไปก็ไม่เข้าใจ
นั่นน่ะหรือ?”
“ทีแบบนี้จำได้แม่น…เออ! นั่นแหละ”
“ก่อนที่จะเจอกับพวกเ้า ข้ากับ Aelthara บินมา…ลงจอดอย่างไม่นิ่มนวลนักที่ Oasis”
“ความจริงคือ… Bromm พาข้ากระแทกผืนน้ำก่อน แล้วค่อยกระแทกผืนทรายจนเรือนั่นพัง”
“Aelthara หยุดรื้อฟื้นได้ไหม!”
“ข้าเห็นภาพได้ชัดเลย ท่านหญิง Aelthara…”
“เงียบซะ! ไอ้ั์ปักหลั่น วันนี้เ้าต้องโดนใช้แรงงานนรกแน่!”
“ก่อนอื่นเราต้องทำให้เรือนั่น ต่อกันติดเหมือนเดิม เสากระโดงใหม่ ใบเรือใหม่ และก็จัดการกับพลังงานที่ใช้ขับเคลื่อน… และใช่ ๆ รอบนี้ข้าต้องควบคุม เื่ของแรงลมด้วย และก็…”
ในระหว่างที่นายช่างใหญ่ กำลังอธิบายถึงหลักการสร้างมันอย่างไม่หยุด ท่านหญิงเอลฟ์ก็พลันลุกขึ้นมา เดินสวนชายทั้งสองที่กำลังงุนงง…
ไม่แม้แต่จะขัดจังหวะของ Bromm แม้แต่น้อย ก่อนจะหยุดอยู่หน้ากระโจม หันมองทั้งสอง และพูดขึ้นว่า…
“เ้าทั้งสอง จะยืนพูด และยืนบื้ออยู่อย่างนั้นอีกนานไหม”
“Galenaé !”
Aelthara พูดขึ้นมาด้วยภาษาที่ทั้งสองไม่เข้าใจ ก่อนที่ Rowan จะเอ่ยถามพร้อมใบหน้าที่งงงวย
“เมื่อครู่ท่านหญิง Aelthara พูดอะไรหรือ?”
“ข้าบอกพวกเ้าว่า จะเริ่มได้หรือยัง?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าพร้อมแล้วล่ะ Aelthara ครั้งนี้เราจะบินให้สง่าเลย!”
“รอข้าก่อนล่ะยัยหนู…”
Rowan พึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะก้าวตามทั้งสองไป
อย่างช้า ๆ แต่ว่าครั้งนี้นั้น มันมั่นคงกว่าทุกที…
และ่เวลาก็พ้นผ่านไป จากแสงแรกยามเช้าที่พออบอุ่น ก็ผันเปลี่ยนเป็ความร้อนระอุ ที่พร้อมแผดเผาทุกสรรพสิ่งที่กำลังดิ้นรนอยู่ ณ ทะเลทรายอันเวิ้งว้าง…
มุ่งไปทางทิศตะวันตกของ Oasis Liora ไกลออกไปยังแม่น้ำ Al-Zahir แม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านทะเลทราย Ash Desert นี้…
ยังมีชายคนหนึ่งที่กำลังควบม้าผ่านความตายที่รายล้อมอยู่รอบกาย…
เสียงของกีบม้าที่กระทบกับเม็ดทรายได้ยินอยู่อย่างชัดเจน…
จังหวะหายใจของม้าที่เริ่มถี่… และแรง…
Ragnar ยังคงวิ่งอย่างมุ่งมั่น…เพื่อส่งให้นายของมัน ไปถึงจุดหมาย…
“กินนี่เสีย…”
Edrin หยิบเอาหญ้าหางม้าทรายกำมือหนึ่งให้มันกิน ในขณะที่มันกำลังวิ่งอยู่ด้วยความเร็ว…
Ragnar ค่อย ๆ แทะเล็มเอาสมุนไพรดังกล่าวอย่างช้า ๆ ก่อนที่มันจะเคี้ยวจนหมด ก็พลันสะบัดหัวอย่างคึกคะนอง พร้อมเสียงร้องเป็จังหวะ…
“เรายังต้องไปอีก… ไปยัง Al-Najasa…”
Ragnar ขานตอบเหมือนกับว่ามันรับรู้ถึงความรู้สึกของ Edrin
และเร่งฝีเท้าขึ้นมาทีละเล็ก… ทีละน้อย… อย่างค่อยเป็ค่อยไป
ในตอนนี้ระยะทางของ Edrin ที่กำลังมุ่งหน้าสู่ Al-Najasa นั้น ยังคงเหลืออยู่อีกมากนัก
แม้ในตอนที่ข้ามแม่น้ำมาแล้ว เ้า Ragnar จะพอได้พัก ได้หายใจอยู่บ้างนั้น แต่นั่นก็ผ่านมาหลายชั่วโมงแล้ว ที่มันแทบจะไม่ได้หยุดพัก…
ความร้อนของทะเลทราย ยังคงสูงขึ้นเรื่อย ๆ … ในยามที่พระอาทิตย์เคลื่อนตัวมาอยู่ในตำแหน่งเหนือศีรษะของ Edrin พอดี…
คล้ายเป็นาฬิกาธรรมชาติ ที่ย้ำเตือนถึง่แห่งความหฤโหดของสภาพแวดล้อม…
Edrin ที่ตอนนี้อยู่ในสภาพที่แทบไม่ได้นอนพักเลยหลังจากผ่านเหตุการณ์เมื่อคืนก่อน…
แต่ยังคงฝืนทน เพื่อไปให้ถึงจุดหมาย ด้วยท่าทีที่คล้ายกับว่าเขาเป็เพียงซากร่างที่หายใจอยู่ก็มิปาน
ไม่มีเสียงอื่นใดอีก นอกเสียจากเสียงลมหายใจของ Ragnar ที่ในตอนนี้เริ่มจะถี่และแรงขึ้น…
เสียงของกีบม้าที่ควบไปข้างหน้าอย่างเป็จังหวะ…
พร้อมด้วยความรู้สึกของลมที่เข้าปะทะตลอดการเคลื่อนไหว
ที่มีทั้งฝุ่น และเม็ดทรายที่ชวนให้รู้สึกรำคาญอยู่บ้าง…
อีกทั้งเหงื่อที่ไหลอาบท่วมร่าง จนซึมออกมาจากเสื้อผ้าอย่างเห็นชัด…
และมันเป็เช่นนั้นไปนานกว่าหลายชั่วโมงต่อเนื่อง…
พระอาทิตย์ที่เคยโชติ่อยู่เหนือหัว ค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปใกล้กับทิศตะวันตก…
แต่ความร้อนของทะเลทราย กลับไม่ได้ลดลงเลย…
แม้จะพอได้เห็นพืชถิ่นอย่าง ต้นกระบองเพชร ที่ขึ้นเป็ทิวทัศน์ที่แปลกตาไปเล็กน้อย…
Edrin และ Ragnar ในตอนนี้ไม่มีแม้แต่น้ำสักหยดที่ได้ดื่มเพื่อดับกระหาย…
ปากของเขานั้นแห้งและแตก จากแดดที่แผดเผาเป็เวลานาน…
แม้ทั้งผิวกาย และผิวหน้าจะแสบร้อนแต่ Edrin ก็เลือกที่จะไม่แยแสมัน เหมือนกับว่าเขาไม่ได้สนใจมันไปแล้ว…
Ragnar ที่ตอนนี้ความเร็วของมันลดลงกว่าเก่าเล็กน้อย…
แม้จะยังคงวิ่งไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง… แต่ทว่า…
เหงื่อของมันที่เคยไหลหยดเป็ปกติเมื่อก่อนหน้านี้นั้น กลับแห้งเหือดหายไปอย่างไร้วี่แวว…
ที่สีข้างของมันนั้นกระตุกแรง และชัดอย่างต่อเนื่องจน Edrin รับรู้ได้จากต้นขาของเขาที่นั่งคร่อมมันอยู่บนอาน
ลมหายใจที่ผิดแปลก แรงและดูหอบอย่างเห็นได้ชัดของ Ragnar เริ่มแสดงออกมาให้เห็น…
มันเริ่มวิ่งเซเล็กน้อยจน Edrin ต้องออกแรงดึงบังเหียนไว้ เพื่อให้มันวิ่งตรงไปยังทิศทางที่ควรเป็…
“ไปต่อ…อย่าหยุด…”
Edrin พูดขึ้นมาเพียงเท่านี้…
ก่อนจะลากสังขารของทั้งสอง ไปข้างหน้าอย่างทุลักทุเล…
และก็ยังคงเป็ไปเช่นนี้ต่อเนื่อง… ตลอดเส้นทางที่ไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับได้… กับพื้นทรายที่เวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา
.
.
.
เวลาล่วงผ่านไปอีกครั้ง ก่อนที่ภาพด้านหน้าจะมองเห็นเป็เนินทรายสูงตระหง่าน เหมือนเป็ปราการทางธรรมชาติ…
คล้ายว่าเป็กำแพงทรายขนาดใหญ่ ก็มิปาน…
หางทั้งสองเคลื่อนผ่านมันไปได้…
Al-Najasa ก็อยู่ไม่ไกลนัก…
พระอาทิตย์ที่เคยเป็เหมือนต้นเพลิง ที่แผดเผา บัดนี้ได้ค่อย ๆ จมหายไปกับพื้นทรายและแนวเส้นขอบฟ้า…
ก่อนที่แสงสุดท้ายของวันจะมืดหายไป…
ลมหายใจของ Ragnar ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็เสียง “ค่อกแค่ก” อยู่เป็่ ๆ …
คล้ายกับว่าอากาศที่ถูกสูดเข้าผ่านจมูกนั้น… มันไม่ถูกส่งไปยังปอด…
มันวิ่งเซคล้ายกับม้าที่ไร้ดวงตา… และที่มันยังรักษาแนวเส้นตรงที่ไม่ได้ตรงดิ่งนักได้ ก็มาจากแรงของ Edrin ที่ฝืนรั้งกับบังเหียนอยู่ตลอด…
“อย่าหยุด…”
Edrin กล่าวกับมันด้วยความเยือกเย็น…
ก่อนที่ทั้งสองจะวิ่งผ่านเนินสันทรายเบื้องหน้าไป…
ไม่ไกลมากนัก…
.
.
ก็ไร้ซึ่งเสียงใด ๆ จาก Ragnar…
มันก้าวขาผิดจังหวะ…ก่อนจะเสียการทรงตัว และทรุดลงทั้งขณะที่วิ่งอยู่ด้วยความเร็ว…
Edrin ที่กระเด็นตกจากอานม้า… พร้อมด้วย Ragnar ที่ไถลไปกับพื้นทรายอยู่หลายเมตร…
มันนอนอยู่ตรงนั้น ด้วยร่างกายที่ขีดจำกัด…
พร้อมหายใจเข้าและออกอย่างรุนแรง ก่อนที่จะเริ่มขาด่ไป…
ปากของมันที่อ้าอยู่พร้อมด้วยลิ้นที่ห้อยออกมา…
เหงือกสีชมพูของม้าที่อยู่ในสภาวะปกติ เปลี่ยนไปเป็สีม่วงคล้ำ…
กล่าวกันว่า สายพันธ์อาระเบียนคือาาแห่งผืนทะเลทราย
แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมิอาจฝืนทนกับระยะทางที่ไกลเกินกว่าจะเรียกว่าการเดินทางแบบนี้ได้…
Ragnar ได้ทำหน้าที่สุดท้ายของมันผ่านการวิ่งข้ามทะเลทรายด้วยแรงทั้งหมดที่มี… เพื่อส่งนายของมันให้ถึงปลายทาง…
มันมองมายัง Edrin แม้ว่าขาของมันจะไม่มีแม้แรงจะขยับเขยื้อนอีก…
เขาลุกขึ้น และค่อย ๆ เดินไปหามัน ก่อนจะย่อตัวลงใกล้ ๆ กับ Ragnar…
ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่งจับที่บริเวณหัวของมันเบา ๆ และพูดขึ้นมาว่า
.
.
.
“หลับเสีย…”
.
.
.
ฉึก!
เสียงของมีดที่ Edrin เสียบเข้าที่บริเวณใต้แผงคอของ Ragnar…
เืของมันนั้นร้อนจนรู้สึกแสบผิว… ไหลอาบมือของ Edrin จนทั่ว…
และลมหายใจสุดท้ายของ Ragnar ก็พลันสิ้นลงในไม่กี่วินาทีต่อมา…
พร้อมด้วยแสงสุดท้ายของวันที่พลันมืดดับลง…
เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบ… และชายคนหนึ่ง…
Edrin ยังคงนั่งอยู่ตรงนั้นสักพัก…
เขาลูบหัวของ Ragnar เป็ครั้งสุดท้าย… ก่อนจะค่อย ๆ ดึงมีดที่ปักอยู่ใต้แผงคอของมันออกช้า ๆ … ก่อนจะเก็บมันไว้ที่ข้างเอวดังเดิม
เขาลุกขึ้นยืนในท่าทีที่ดูโซซัดโซเซ… แต่ก็ฝืนขึ้นมายืนได้อีกครั้ง…
และที่เื้ัของเขา… เมืองที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเดินออกมา พร้อมชื่อที่เปรียบดั่งตราบาป…
เมืองที่สร้างให้ the Death’s Whisper เป็ที่เล่าขาน…
.
.
.
Al-Najasa…
มันอยู่ตรงนั้นแล้ว…
Edrin หันไปยังหน้าเมืองที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ศูนย์การค้า ทาส ที่ใหญ่ที่สุดของทะเลทรายแห่งนี้…
เขาเดินเข้าไปใกล้มันเรื่อย ๆ …
ทุกย่างก้าว มันหนักราวกับกำลังแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า…
ภาพของกองคาราวาน ที่เคยเกณฑ์เอาทาสนับร้อย มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองก็พลันโผล่ขึ้นมาให้เห็นเป็ระยะ…
กลิ่นของทราย และกลิ่นของความเย็นยามค่ำ… ค่อย ๆ ถูกกลบลงด้วยกลิ่นของความเหม็นเน่าแปลก ๆ …
พร้อมกันด้วยกลิ่นของฉี่…และเหงื่อ รวมไปถึงกลิ่นคาวเื ยังคงคละคลุ้งอยู่ในหัวของ Edrin ั้แ่ก้าวเท้ามาถึงหน้าประตูเมือง…
ทุกอย่างยังคงคล้ายจากวันนั้น… อาคารหลายหลังยังคงอยู่ไม่ล้มพัง เพียงก็แต่ถูกทรายกลบจนดูเหมือนมันเป็ซากเก่าของสถานที่…
บางหลังที่ก็ถูกทรายทับถมจนเหลือไว้ให้เห็นแค่ส่วนบนของอาคาร…
บ้างก็ถูกกลบจนมิด และแทนที่สิ่งปลูกสร้างด้วยเนินทรายขนาดใหญ่…
Edrin เดินตรงเข้ามาจนถึงลานกลางขนาดใหญ่ ที่เคยเป็สถานที่คัด และแยกประเภทของทาส
ในตอนนี้มันเป็แค่พื้นที่โล่ง ๆ ที่ถูกทรายทับ และถมจนไม่ต่างจากสภาพแวดล้อมของทะเลทรายภายนอก…
แต่ในความรู้สึกของ Edrin นั้น… เขายังคงจดจำมันได้…
เสียงแซ่ที่ถูกฟาดลงบนแผ่นหลังของทาส…
เสียงกรีดร้องจากความเ็ป…
เสียงะโ และก่นด่าจากพวกผู้คุม…
เสียงของโซ่และตรวน ที่ครูดไปกับพื้นทราย… และเสียงของมัน ที่กระทบกันทุกครั้ง ยามที่ก้าวขา…
เสียงร้องไห้ของทาสเด็ก… ที่ต้องถูกพลากไปจากอกของแม่…
และรวมไปถึง…
จุดที่ทาสหนุ่มคนนั้น…
ยืนขึ้น…
จุดที่การนองเื…
เริ่มต้น…
ทุกภาพ และทุกเสียง…
มันชัดเจนขึ้นมาราวกับว่ากำลังวนซ้ำให้เขาเห็นโดยตั้งใจ…
ก่อนที่ Edrin จะเดินตรงลึกเข้าไปเรื่อย ๆ …
มีพวกุ์กลุ่มหนึ่ง… รอต้อนรับเขาอยู่แล้ว…
มันมีทั้ง พวกที่สวมชุดแบบ Chain Tracker…
พวกเหล่าทาส… มากมายที่เคยจบชีวิตจากการนองเืครั้งนั้น เมื่อหลายปีก่อน…
เหล่าผู้คุม ที่อยู่ในสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์นัก… บ้างก็แขนขาด บ้างก็ไม่มีแขนเลย…
กำลังดาหน้ามาหาเขา ทีละตัว…
Edrin ชักดาบออกมาช้า ๆ ก่อนจะจับมันไว้ในมือข้างถนัด… พร้อมด้วยมือข้างซ้าย ที่ถือมีดเล่มนั้นอันโชกด้วยเือุ่น ๆ ของ Ragnar…
เข้าปะทะกับพวกมันหลายสิบตัว… แต่ไม่ใช่การเข้าจู่โจมเพื่อจัดการพวกมัน…
เพียงแต่เป็การฟัด เพื่อเปิดทางให้เขาเดินต่อได้…
ก่อนที่เขาจะเร่งฝีเท้า… พร้อมวิ่งไปข้างหน้า… ไม่ได้ยี่หระกับพวกมันแต่อย่างใด…
ลึกเข้าไปในเมือง…
ที่โสมมที่สุดแห่งนี้…
.
.
Edrin วิ่งผ่านอาคารที่เคยเป็สถานที่เก็บทาสที่แข็งแรงพอจะสู้ในสังเวียนเื… ซึ่งในตอนนี้นั้น มันกลายเป็อาคารหลังหนึ่งที่ว่างเปล่า และถูกทรายถมไว้จนไม่สามารถจะเข้าไปในตัวอาคารได้…
ต่อจากนั้น Edrin เลือกที่จะเข้าไปยังอาคารที่เคยเป็เรือนรับรองหน่วย Chain Tracker ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยใช้มันหลบพายุทราย…
แม้ว่าในตอนนี้มันจะโทรมไปมาก็ตาม… Edrin ใช้้าของหลังคา เพื่อหลบการปะทะที่ไม่จำเป็ กับฝูงุ์ ด้านล่างนั่น…
เหมือนกับตอนที่เขาหยุดการจลาจลเมื่อหลายปีก่อน…
แต่เส้นทางก็ไม่ได้ราบเรียบแบบเดิม บางจุดนั้นดาดฟ้าอาคารที่เคยเชื่อมถึงกันได้ ถูกทรายทับจนไม่สามารถตรงต่อไปได้ และบีบให้เขา ต้องลงมาที่พื้นแบบเดิม…
ทำให้มีการปะทะกับพวกมันอยู่บ้าง… แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความเร็วของ Edrin ลดลงแต่อย่างใด…
ก่อนที่เขาจะมุ่งหน้ามาถึงอาคารที่เคยเป็ที่อยู่ของทาสเด็ก…
สถานที่… ที่ Edrin เริ่มตั้งคำถามในหัวเป็ครั้งแรก เมื่อหลายปีก่อน
เขาหยุดมองมันอยู่พักหนึ่ง…ก่อนจะเดินหน้าลึกไปยังสถานที่…
ที่ทำให้เมืองแห่งนี้…
คือนรก โดยแท้จริง…
.
.
.
ตรงเบื้องหน้าของ Edrin อาคารสี่เหลี่ยมเก่า ๆ เพียงชั้นเดียว…
ความรู้สึกที่ชวนให้ขนลุกอย่างประหลาดเมื่อมองอาคารเก่าหลังนี้…
เขาได้กลิ่นของบางอย่าง…
กลิ่นเดียวกันกับเมื่อหลายปีก่อน…
มันเหม็น และเน่า…
มันชวนให้เขาแสบจมูกทุกครั้งที่สูดหายใจ…
แม้จะผ่านไปนานเพียงใด ทั้งกลิ่นและความรู้สึก
มันยังคงเหมือนกับวันนั้น…
Edrin กวาดสายตามองไปโดยรอบ…
ก่อนที่จะเริ่มก้าวไปข้างหน้า เพียงแค่ก้าวเดียว…
.
.
ฟึบ!
.
.
เสียงของบางสิ่งที่พุ่งเฉียดข้างแก้มของเขาไปเล็กน้อย…
หากว่า Edrin เอียงตัวหลบช้ากว่านี้เพียงเสี้ยววินาที
ลูกศรลูกนั้น อาจหยุดอยู่ที่ใบหน้าของเขาเป็แน่…
Edrin ยังคงเดินไปข้างหน้าอย่างไม่ยี่หระกับทุกสิ่ง ก่อนที่เสียงฝีเท้าหนึ่งจะดังขึ้นมาอย่างไม่ร้อนใจ…
พร้อมกันกับเสียงปรบมือที่เว้นเป็จังหวะแห้ง ๆ เคล้ากับเสียงหัวเราะที่ดูจะถูกอกถูกใจกับสถานการณ์ตรงหน้า…
Arshad เดินออกมาต้อนรับเขาจากเงามืดที่ทอดผ่านทางด้านข้างของตัวอาคารหลังนี้…
“ข้าประทับใจที่เ้าฝ่าพวกมันมาได้นะ… หึหึหึ”
“และก็ประทับใจที่เ้า…หลบมันได้แบบพอดิบพอดี”
“ปกติแล้ว ข้าไม่ค่อยพลาดเป้าเท่าไหร่”
“เ้าเป็หนึ่งในไม่กี่คน… ไม่สิ… เป็คนแรกเลย”
“ที่ลูกศรของข้า… ส่งไปลงหลุมไม่ได้…”
“และมันทำเอาข้าถูกใจเป็อย่างยิ่ง… มันไม่แม้แต่จะเฉียดเข้าผิวของเ้าเลยแม้แต่น้อย…”
Arshad กล่าวขึ้นมาก่อนจะยืนหยุดอยู่ตรงหน้า Edrin ไม่กี่เมตร
เขาแต่งกายไม่แตกต่างจาก the Chain Tracker คนอื่น ๆ มากนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ชวนให้จับตา…
ดาบประจำตัวของเขามันมีไอเวทสีดำบางอย่างที่ห่อหุ้มมันอยู่…
จนชวนให้ Edrin นึกถึง…
.
.
“ตัวทดลองหมายเลข 98”
.
.
ก่อนที่เขาจะมองไปยังใบหน้าที่กระหยิ่มยิ้มย่องของ Arshad ที่ดูจะมีผิวที่ซีดเซียวราวกับซากศพ…
พร้อมด้วยสายตาที่เยือกเย็นราวกับว่าความตายที่เกิดจากมัน เป็เพียงแค่การละเล่น…
“ข้ามาแล้ว…”
Edrin พูดขึ้นมา พร้อมกับมือที่จับดาบไว้มั่น… และมืออีกข้างยังคงจับมีดเล่มนั้นไว้แน่น…
“ข้าคิดว่าไม่…คนที่ยืนอยู่ตรงนี้ไม่ใช่คนที่ข้า้า…”
“ข้าไม่สน…”
“งั้นเ้าก็คงไม่สนยัยเด็กนั่นเช่นกันสินะ…”
.
.
ฟึบ!
ทันทีที่ Arshad กล่าวจบ Edrin ก็พุ่งเข้ามา ตวัดดาบฟันไปที่ลำคอของ Arshad เข้าอย่างจัง…
เพียงแต่ว่าเสียงของใบดาบที่ตัดผ่านคอของ Arshad ตรงหน้าเขา กลับเป็เพียงเสียงของเหล็กที่วิ่งผ่านอากาศ…
ไม่มีความรู้สึกของกล้ามเนื้อ หรือกระดูกแข็ง ๆ ที่กระทบใบดาบแต่อย่างใด… แม้ว่าภาพเบื้องหน้าเขา Arshad จะยังคงอยู่ตรงนั้น…
.
.
ฉึบ!
เสียงของใบดาบที่เข้ากระทบกับสีข้างของ Edrin ก่อนที่มันจะเฉือนเอาเสื้อและิัของเขาจนเืกระเซ็นออกมาเล็กน้อย…
“เ้าเร็วกว่าที่ข้าคิดนะ…แต่ก็แค่นั้น”
“ในตอนนี้เ้าคงคิดว่า ทำไมข้ายังพูดอยู่ได้ ทั้ง ๆ ที่เ้าตัดคอข้าไปแล้ว”
“เหตุผลง่าย ๆ ก็คือ… ข้าเร็วกว่าเ้า จนภาพตรงหน้านั่น มันคือภาพที่ติดตาเ้ายังไงล่ะ”
“แต่สัญชาตญาณของเ้า ยังคงตื่นอยู่เสมอ… มิเช่นนั้น ตัวเ้าคงขาดครึ่งไปแล้วจากดาบเมื่อสักครู่… จริงไหม?”
เสียงของ Arshad ที่กำลังพูดเย้ยหยัน Edrin ดังมาอยู่ไม่ห่าง ทางด้านหลังของ Edrin…
และเขายังคงนิ่ง… ไม่แม้แต่จะพูดสิ่งใด…
“เป็อะไรไป… ใจนพูดไม่ออกแล้วงั้นหรือ..?”
“สภาพของเ้าในตอนนี้…ข้าฆ่าเ้าได้ในไม่กี่นาทีหรอก…”
“เว้นเสียแต่ว่า เ้านั้น…”
“หากเ้า้า…”
“the Death’s Whisper…”
Edrin ค่อย ๆ หันกลับมา แม้แผลเมื่อครู่จะยังคงมีเืไหลหยด
อยู่ตลอด…
เขามอง Arshad ด้วยสายตาที่เยือกเย็น… จนทำเอาอีกฝ่าย
นิ่งไปชั่วขณะ…
บรรยากาศที่เคยเงียบงัน กลับแทนที่ด้วยความรู้สึกอึดอัด และหนักจนแทบจะกดทุกคนให้จมพื้นทราย
Edrin เอ่ยขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่เขานิ่งไปพักหนึ่ง
“เ้าจะได้เห็น…เพียงแต่”
.
.
“ความตาย…”
.
.
สิ้นเสียงสุดท้ายของ Edrin เขาก็พุ่งตัวเข้าจู่โจมในทันที ท่าทีของเขาในตอนนี้… ความเร็ว และความหนักแน่นในทุกดาบที่จู่โจม…
มันมีเป้าหมายเพียง
…สังหาร
ทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า..
จนทำเอา Arshad ถึงกับยิ้มไม่หุบ ก่อนจะหัวเราะอย่างบ้าคลั่งในทุกการตั้งรับ และทุกแรงปะทะจากดาบของ Edrin…
ก่อนที่ทั้งคู่จะหยุดลงด้วยการที่ดาบทั้งสอง ต้านแรงปะทะกันอยู่…
มันพูดขึ้นมา พร้อมใบหน้าที่ชวนให้รู้สึกถึงความบิดเบี้ยวของจิตใจ
“ยินดีที่ได้รู้จัก…”
.
.
.
“the Death’s Whisper”