ด้วยระยะทางที่ห่างกันต้องใช้เวลาในการเดินทางเกือบสี่วันกว่าจะไปถึงเมืองเหลียว ระหว่างทาง กังหลงเริ่มพบเจอผู้คนที่ออกเดินทาง จากการสอบถามจึงทราบว่า ผู้คนหลายขบวนต่างเดินทางเพื่อไปร่วมงานที่เมืองเหลียวเช่นกัน
กังหลง เยี่ยนฟาง นงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะ กังหลาง กังหลิว กังเหยาและผู้อาวุโสสูงสุดของตระดูลกังร่วมเดินทางมาด้วยกัน ทั้งเจ็ดมุ่งหน้าไปสู่เมืองเหลียวโดยการนำของผู้อาวุโสสูงสุดที่เคยไปยังเมืองเหลียว วันที่ห้าระหว่างทางไปเมืองเหลียว กลุ่มของหยางเสี่ยวเอ๋อร์ก็ได้มาสมทบกับทั้งเจ็ดคนจนกลายเป็นกลุ่มใหญ่ หยางไป่หู่และหยางเช็งซีได้มาพร้อมกัน เมื่อทุกคนต่างทักทายกันแล้วจึงเดินทางต่อจนวันที่หกจึงเข้าสู่เขตของเมืองเหลียว
มองเห็นกำแพงเมืองขนาดใหญ่บัดนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่ทยอยเข้าประตูเมืองไปมีการตรวจตราจากทหารยามเล็กน้อยเมืองเหลียวเป็นเมืองที่ใหญ่และเป็นเมืองหลวงที่มีความเจริญที่สุดของอาณาจักรเนตรอสูรในบรรดาสามเมืองคือ เมืองเนตรอสูรเมืองเหลียว เมืองชิวหลิง แต่ละเมืองต่างมีตระกูลใหญ่ ๆ อยู่สี่ตระกูลเมืองเนตรอสูร ประกอบด้วย ตระกูลกัง ตระกูลหม่า ตระกูลหยาง ตระกูลเยี่ยนเมืองเหลียวประกอบด้วย ตระกูลเหลียว ตระกูลเกา ตระกูลมู่ ตระกูลเฉินเมืองชิวหลิงประกอบด้วย ตระกูลเหยียน ตระกูลหลิง ตระกูลชิว ตระกูลเซิน
แต่เมืองเหลียวนั้นยังมีตระกูลลึกลับที่ปลีกแยกออกไปอีกคือตระกูลราชวงศ์ซึ่งถือเป็นชนชั้นปกครองของอาณาจักรเนตรอสูรตระกูลราชวงศ์เป็นตระกูลเก่าแก่ที่มาพร้อมกับการก่อตั้งอาณาจักรเนตรอสูรเป็นเวลานานหลายสิบปีแล้วที่ตระกูลราชวงศ์มิได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการสู้รบอื่นๆ ที่ปลีกย่อยของอาณาจักรที่ผ่านมาเพียงทำการปกครองและสนับสนุนให้ความช่วยเหลือดูและเก็บภาษีปฏิบัติตามความเหมาะสมเป็นธรรมแก่ทุกตระกูลในอาณาจักรหลายเมืองและหลายตระกูลในอาณาจักรจึงให้ความเคารพเกรงใจต่อตระกูลราชวงศ์เป็นอย่างยิ่ง
ขบวนของกังหลงถือเป็นกลุ่มใหญ่และสะดุดตาผู้คนตามรายทางยิ่งเนื่องจากในกลุ่มถึงกับมีสตรีงามปานล่มเมืองถึงสามคนร่วมทางมาด้วยการเดินทางครานี้สตรีทั้งสามมิได้ปกปิดโฉมหน้าใด ๆอันเนื่องจากต่างคนต่างเชื่อมั่นในพลังฝีมือของตนและเชื่อมั่นในพลังฝีมือของกังหลงมีบางคราที่มาพบเจอกับกลุ่มอันธพาลกลุ่มชายหนุ่มที่คิดจะเข้ามาเกี้ยวพาราสีแต่เนื่องด้วยคนเหล่านั้นเห็นกลุ่มของกังหลงมีจำนวนมากมายถึงสิบคนจึงต่างอดใจไว้เหลียวมองสตรีงามทั้งสามด้วยความเสียดาย สตรีทั้งสามก็มิได้สนใจใด ๆต่างเดินคุยกันยิ้มแย้มสนุกสนาน ชมโน่นชมนี่ด้วยความตื่นตาเหตุเนื่องจากทั้งสามเพิ่งเคยมาเมืองเหลียวเป็นคราแรก
ทันใดนั้นมีเสียงอึกทึกครึกโครมพร้อมเสียงหวีดร้องของผู้คนและเสียงตวาดไล่พร้อมเสียงรถม้าห้อตะบึงมาตามถนนภายในเมืองอย่างดังสนั่นวุ่นวายไปทั่ว
"หลีกไป ๆอย่าขวางทางเจ้าพวกสวะ..นายน้อยของข้าจะเดินทาง..หาที่ตายรึ..!!"
"เพี๊ยะ..!!"
"ว๊ายย...ช่วยด้วย...ช่วยบุตรของข้าด้วย..!!"
กลุ่มของกังหลงทั้งหมดหันไปมองยังด้านหลังตามเสียงที่ดังมาบัดนี้มีรถม้าคันหนึ่งกำลังวิ่งอย่างรวดเร็วมาตามถนนอย่างมิสนใจผู้ใดสารถีที่เป็นชายฉกรรย์ท่าทางหยาบกระด้างกักขฬะกำลังหวดแส้ใส่ผู้คนที่ขวางทางอย่างไม่ปราณี
และขณะนี้มีหญิงชาวบ้านพร้อมเด็กชายตัวเล็ก ๆยืนตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูกขวางทางอยู่ ผู้เป็นแม่โดนแส้ฟาดกระเด็นออกนอกทางไปแต่เด็กน้อยยังยืนจังงังด้วยความตกใจอยู่ที่เดิม รถม้าที่วิ่งมาอย่างรวดเร็วสารถีผู้นั้นคล้ายมิได้สนใจชิวิตน้อย ๆ ที่ขวางอยู่ด้านหน้า สายตาเย็นชาเพียงมองผ่านไปอย่างมิสนใจ
ขณะเท้าม้าคู่นั้นกำลังจะบดขยี้ร่างน้อย ๆ นั้นทุกผู้คนที่เห็นมิอาจช่วยเหลืออันใดได้ต่างหลับตาลงมิอยากเห็นภาพอเนจอนาถที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้
"วูบบบ..!!"
"เอี๊ยด..!!"
"ฮี้..ฮี้.!!....โครม...!!"
"หาที่ตาย..!!"
เมื่อทุกคนลืมตาขึ้นกลับพบเห็นบุรุษหนุ่มชุดนักศึกษาสีขาวร่างบอบบางหล่อเหลามิทราบไปยืนอยู่เบื้องหน้ารถม้าตั้งแต่เมื่อใดมือข้างหนึ่งยันรถม้าไว้จนเกือบพลิกคว่ำ มืออีกข้างหนึ่งจับกุมแส้ของสารถีไว้แน่น เสียงดังอึกทึกครึกโครมเรียกให้ผู้คนพากันมาดูอย่างเนืองแน่นนงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะเข้าไปอุ้มทารกชายนำไปให้สตรีขาวบ้านผู้นั้นซึ่งกำลังตื่นตะลึงกับสิ่งที่เห็นพร้อมกล่าว
"ไปเสียเถอะ..บุตรชายของเจ้าปลอดภัยแล้วคราวหลังระวังด้วย.."
"ลูกแม่...ขอบ..ขอบคุณเจ้าค่ะ.."
สารถีผู้นั้นแสดงสีหน้าโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมากที่มีคนกล้ามาขัดขวางทางจนรถเกือบจะพลิกคว่ำก่อนหน้านั้นไมันด้หวดแส้ออกไปหวังจะฟาดให้ร่างที่พุ่งเข้ามาอย่างกระทันหันกระเด็นกลับไปแต่แส้ได้ถูกจับยึดไว้อย่างแน่นหนา
เมื่อมองเห็นผู้ที่สามารถหยุดรถที่พุ่งมาอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งสามารถยึดจับแส้ของตนที่ฟาดออกไปด้วยพลังระดับปราณขุนพลระดับเจ็ดขั้นสุดไว้ได้เป็นเพียงบุรุษหนุ่มชุดนักศึกษาสีขาวร่างบอบบางหล่อเหลาคนหนึ่งที่อายุยังเยาว์ถึงกับตื่นตระหนกไปวูบหนึ่งรถที่ถูกทำให้หยุดกระทันหันทำให้ผู้ที่โดยสารมารับทราบจึงมีเสียงกล่าวถามมาอย่างฉุนเฉียว
"เกิดอะไรขึ้นเส้าเหยียน ขับรถเช่นนี้ทำให้ข้าเกือบคะมำ กลับไปเจ้าจะได้รับโทษ"
เมื่อได้ยินเสียงประกาศิตจากในรถม้าที่คล้ายเป็นเสียงของบุรุษหนุ่มอายุเยาว์สารถีผู้นี้ถึงกับหน้าถอดสี รีบกล่าวออกไป
"มิมีอันใดนายน้อยพอดีมีพวกเศษสวะมาขวางทางทำให้รถม้าหยุดกระทันหันเดี๋ยวข้าจะจัดการให้เรียบร้อย.."
"อืม..รีบ ๆ จัดการเสร็จแล้วจะได้เดินทางต่อ องค์ชายสี่คงรอข้ายิ่งแล้ว"
สุ้มเสียงในรถเงียบหายไปคล้ายมิเห็นสิ่งใดอยู่ในสายตาผู้ที่มีชื่อว่าเส้าเหยียนหันไปมองยังบุรุษหนุ่มที่กำลังยึดจับแส้อยู่กล่าวอย่างหยิ่งผยอง
"เฮอะ..นับว่าเจ้าโชคดีวันนี้บิดาต้องรีบพานายน้อยไปพบองค์ชายสี่สหายของนายน้อยมิเช่นนั้นเจ้าจะได้เห็นดีที่กล้ามาขัดขวางทางครานี้"
พูดจบก็ออกแรงดึงแส้กลับไป กังหลงนั้นเห็นมิมีผู้ใดได้รับอันตรายก็มีอยากมีปัญหายุ่งยากตั้งแต่เริ่มเข้าสู่เมืองเหลียวจึงปล่อยมือจากแส้ พร้อมกล่าวอย่างแย้มยิ้ม และเดินกลับไปหากลุ่มของตนเอง
"คราหน้าก็ขับรถในเขตชุมชนให้ช้า ๆลงและระมัดระวังหน่อยก็แล้วกันเพื่อป้องกันมิให้ผู้อื่นมาพลอยได้รับอันตรายไปด้วย"
ทันที่ที่ได้ยินบุรุษหนุ่มกล่าวเหมือนเชิงตำหนิตนเส้าเหยียนที่อารมณ์หงุดหงิดจากการโดนผู้เป็นนายน้อยตำหนิคาดโทษไว้จึงโกรธเกรี้ยวยิ่ง ก่อนหน้านี้คิดระบายอารมณ์อันขุ่นแค้นนี้ออกไปแต่ยังไม่มีที่ลงครั้นบุรุษหนุ่มบอบบางคล้ายนักศึกษาอ่อนแอผู้นี้กลับมาบังอาจกล้ากล่าวตำหนิตนและกำลังเดินหันหลังไป ขณะที่อารมณ์มันได้สุดกลั้นจึงพาลเอาความรู้สึกทั้งหมดที่มีหวังจะระบายไปกับบุรุษหนุ่มผู้ไม่รู้จักแผ่นดินสูงแผ่นดินต่ำให้สิ้น
"บัดซบ..!!..บิดาคิดจะปล่อยผ่านไปแต่เจ้าดันกล้ามากล่าวตำหนิบิดาอีก วันนี้บิดาจะให้เจ้าต้องคืบคลานกลับบ้านไปโดยมิอาจเดินไปได้ ..!"
"ฟ้าววว...!!"
กังหลงเดินไปได้เพียงสองก้าวก็ได้ยินเสียงด่าทออย่างหยาบคายพร้อมพลังแส้ที่แหวกฟาดตรงมายังด้านหลังตนจึงเกิดโทสะขยับกายด้วยท่วงท่าเก้ากายาอัศนีไม่ทิ้งรอยพร้อมตบไปยังใบหน้าของผู้ลงมือในทันที
"เพี๊ยะ.!!"
"อั๊กก..!!"