เพียงรพิพรรณผ่องด้าว {วายพีเรียดไทย}

    ๒๑/๒

    ในหทัยของหม่อมเจ้าเพียงรพิพรรณผ่องด้าวเอิบอิ่มไปด้วยความชุ่มชื้นโดยได้รับน้ำหล่อเลี้ยงจากความภักดีและซื่อสัตย์ของชายคนรัก แม้กระทั่งยามลำบาก เขาก็ไม่เคยคิดทิ้งกัน ในยามนี้ เรื่องราวร้าย ๆ และอุปสรรคดูเหมือนจะทุเลาลงไปแล้ว ทรงวาดฝันว่าจะครองรักอยู่ที่นี่ด้วยกันสองคนไปจนกว่าจะหาไม่


    เพื่อความราบรื่นในการครองคู่อยู่ที่นี่ ท่านชายเดียวทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์สู่สามัญชนด้วยองค์เองอย่างไม่ได้บอกกล่าวใคร และเปลี่ยนนามใหม่เป็นมิสเตอร์โรเบิร์ต อำพรางองค์เป็นพ่อค้าชาวตะวันตกที่เข้ามาค้าขายในเชียงใหม่ เนื่องจากวรพักตร์ที่ค่อนไปทางมารดาทำให้ผู้คนที่นี่แยกไม่ออกว่าทรงเป็นลูกครึ่งหรือเคยเป็นเจ้าในพระอนุวงศ์มาก่อน


    ส่วนพันวาสิทธิ์นั้นได้สลัดทิ้งแล้วซึ่งยศฐาหน้าที่การงาน เขาเป็นเพียงอ้ายด้าว ชาวบ้านตาสีตาสาคนหนึ่งที่หาเช้ากินค่ำผดุงชีวิตไปวัน ๆ จะไม่มีเรื่องสรรเสริญเยินยอใด ๆ ทั้งสิ้น


    ต่อแต่นี้จะมีเพียงมิสเตอร์โรเบิร์ตและนายด้าว คนต่างถิ่นที่เผอิญมารู้จักกันที่เชียงใหม่เท่านั้น จะไม่มีใครจำแนกความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างพวกเขาสองคนได้ ตราบที่ใจของพวกเขายังเชื่อมปฏิพัทธ์กันอยู่


    “ทำอะไรอยู่หรือ ฝ่าบาทของกระหม่อม”


    เสียงที่เอ่ยขึ้นทางด้านหลังมาพร้อมกับอ้อมกอดอุ่นที่สอดเข้ามาในเอวสอบ มิสเตอร์โรเบิร์ตตกใจจั๊กจี้เล็กน้อย ก่อนจะดุอย่างไม่จริงจัง


    “นี่ ด้าวเองหรือ มากอดข้างหลังฉันอย่างนี้นึกว่าใคร”


    “ผัวเมียอยู่ด้วยกันสองคนอย่างนี้ จะมีใครที่ไหนอีกเล่ากระหม่อม” เขาตอบติดตลก แกล้งให้อีกคนเขินอายด้วยคำว่าผัวเมีย


    เขาพูดได้โดยไม่อายปาก ไม่คิดถึงใจคนฟังบ้างว่าจะรู้สึกอย่างไร


    “ดูเธอพูดเข้า ฉันเป็นเมียเธอแล้วหรือ”


    “โธ่ ฝ่าบาท หนีตามกันมาขนาดนี้แล้ว ไม่เป็นผัวเป็นเมียกัน จะเป็นอะไรได้อีกเล่ากระหม่อม”


    “ไม่รู้สิ พี่น้องกระมัง แล้วนี่ฉันบอกว่าไม่ให้ใช้ราชาศัพท์แล้ว เธอยังจะพูดอยู่อีก”


    “แต่กระหม่อมใช้ในที่รโหฐาน แค่เราสองคนเท่านั้นกระหม่อม”


    “ไม่ได้ ฉันไม่ได้เป็นเจ้าแล้ว ฉันคนธรรมดาคนหนึ่ง อยากลืมเรื่องราวในอดีตให้หมด” ที่พูดแบบนี้ เป็นเพราะเขาไม่ต้องการยึดติดกับหัวโขนใด ๆ นี้อีก ตั้งแต่เกิดจนโตในขณะมี่ดำรงพระเกียรติพระยศอันหนักอึ้งนี้อยู่ เขาไม่มีความสุขกับมันเลย แต่พอได้ถอดมันทิ้งไป กลับรู้สึกดีประหนึ่งโยนหินในอกทิ้งไปประมาณนั้น


    “รับทราบขอรับมิสเตอร์ของกระผม” เขารับทราบเสียงขึงขัง พร้อมยิ้มตาหยีจนเป็นสระอิ “แล้วนี่ทำอะไรอยู่หรือขอรับ”


    “ฉันกำลังเขียนจดหมายถึงชายปิ๋วอยู่น่ะ เขาบอกว่าถ้าฉันถึงแล้วให้รีบส่งไปหา เขาจะได้หมดห่วง”


    “ขอรับ” เขารับทราบ


    อีกคนหันไปสนใจกับการเขียนจดหมายอีกครั้ง โดยที่ไม่ทันได้ตั้งตัว คนเล่ห์ร้ายอย่างนายด้าวก็ฉวยโอกาสฟัดแก้มนุ่ม ๆ นั้นไปทั้งสองข้าง ข้างละสองสามที หากไม่โดนผลักออกก่อน คงไม่หยุดง่าย ๆ


    “นี่… นิสัยไม่ดี ใครเขาให้เธอฟัดแก้มฉันกัน ไม่ช้ำกันหมดแล้วหรือ”


    “ฮ่า ๆ ช่วยไม่ได้ขอรับ ก็น่าเอ็นดูเองนี่น่า ดูสิแก้มน้อย ๆ แดงหมดแล้ว” ชายหนุ่มว่าหยอกเย้า พลางเกลี่ยนิ้วเล่นบนแก้มขาวนุ่มแดงเรื่ออ่อน ๆ ลงตัวกับจุดกระบนใบหน้าแฉล้ม


    “พอเลย ไม่ยุติธรรม!”


    “ไม่ยุติธรรมอย่างไรขอรับ หากไม่อยากเสียเปรียบอยู่ฝ่ายเดียว ก็เอาคืนซีขอรับ” ไม่ว่าเปล่า ยังมีหน้ายื่นแก้มของตนไปให้อีกคนเอาคืนเสียด้วย เขาไม่เข้าใจว่าจะยุติธรรมได้อย่างไร ในเมื่อต่อให้หอมแก้มคืน เขาก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ดี


    คนนั้นมีแต่ได้กับได้ ทั้งขึ้นทั้งล่อง


    “ไม่!” ตอบเสียงแข็ง แต่ใจก็อ่อนไปแล้ว


    “ว๊า กระผมเสียดายขอรับ คนอุตส่าห์ให้หอม แต่เขากลับรังเกียจเราเสียนี่ ช่างเถอะ กระผมไปนอนร้องไห้น้ำตาซึมคนเดียวในห้องดีกว่า” ชายหนุ่มทำชะแง้แง่งอน น้อยใจหน้างอคอตกเดินออกไป แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อ


    “ใครว่ากันเล่า”


    ใบหน้าคมสันถูกหันกลับมา แล้วมีรอยประทับจากริมฝีปากบางแสดงความเป็นเจ้าของไปหลายแห่ง จนไม่เหลือที่ว่าง สุดท้ายแล้วคนที่แกล้งเขากลับต้องเป็นฝ่ายขอร้องให้หยุดเสียเอง


    “พอก่อนเถิดขอรับ แก้มกระผมจะช้ำอยู่แล้ว”


    “พอใจหรือยังล่ะพ่อคุณ ทีนี้จะได้รู้เสียบ้างว่าที่ฉันโดนน่ะเป็นอย่างไร” ว่าด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะพลักคนที่สูงกว่าให้ออกไปจากห้อง


    แต่แล้วอย่างไรล่ะ คนทะลึ่งตึงตังแบบเขาก็ไม่ยอมหยุดเล่นอยู่ดี “กระผมจะรออยู่บนเตียงห้องของเรานะขอรับ คุณ‘คนเดียว’ของกระผม”


    “ไปเลย! โน่น” และปิดท้ายด้วยการเปิดประตูใส่


    ภายหลังบานประตู ต่างฝ่ายต่างยิ้มเขินให้การกระทำของกันและกันไปมา ทั้งที่ต่อหน้าล่ะทำเป็นไล่กันหนีแท้ ๆ










    สถานการณ์ในวังวิจิตราลัยขณะนี้อยู่ในช่วงคับขัน ตั้งแต่ทราบเรื่องที่ท่านชายเดียวเสด็จหนีไปกับครูสอนดนตรีผู้นั้น ทำให้พระพลานามัยของเสด็จในกรมฯแย่ลงเนื่องจากความเครียดที่สะสม มิหนำซ้ำยังต้องคอยทนฟังคำเหยียดหยันจากปากของเอกภริยาอยู่ทุกเช้าค่ำ


    ท่านทรงคิดไว้ว่า ถ้าหากพบตัวท่านชายเดียวแล้ว จะรีบนำกลับมาเสกสมรสกับท่านหญิงอ้อโดยทันที แม้ว่าเรือนหอที่รับสั่งให้ช่างมาต่อเติมจะยังไม่แล้วเสร็จก็ตาม เวลานี้จะช้าไม่ได้แล้ว เรื่องกอบกู้เกียรติยศของวงศ์สกุลเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า ดีที่เรื่องนี้ยังไม่แพร่งพรายออกไปนอกรั้ววัง แต่ก็คงอีกในไม่ช้านี้


    หม่อมเอกพร้อมด้วยบุตรชายคนโต คนกลางและนางบ่าวคู่กายเดินเข้ามาภายในห้องนั่งเล่นซึ่งเสด็จพระองค์ชายประทับนั่งเงียบ ๆ อยู่เพียงพระองค์เดียว แต่คำแรกที่หล่อนควรจะเอ่ยถามสวามีอย่างเป็นห่วงเป็นใย กลับเป็นคำที่เสียดสี


    “ทรงปวดหัวสินะเพคะ ป่านนี้ลูกชายสุดโปรดคงกำลังพลอดรักอยู่กับผัว อุ๊ย! กับผู้ชายเพคะ”


    “ชายใหญ่ ชายกลาง”


    “เกล้ากระหม่อม” ทั้งสองท่านชายทรงขานพร้อมกัน


    “ช่วยเอาหม่อมแม่ของลูกออกไปไกล ๆ พ่อที”


    “ไม่ต้องไล่ ทำไมล่ะเพคะ รำคาญเกล้ากระหม่อมฉันล่ะซี”


    “ใช่ ฉันรำคาญหล่อนเหลือทน!”


    “เสด็จ!”


    เสด็จพระองค์ชายทรงไม่นำพาในกิริยาวาจาสามหาวของหล่อน เพียงผินพักตร์หม่นหมองไปทางพระโอรสทั้งสอง แล้วตรัสเสียงแผ่วอย่างไร้เรี่ยวแรงเป็นความว่า “พ่อฝากชายทั้งสองเร่งตามตัวชายเดียวกลับมาทีนะ อย่าปล่อยให้น้องทำผิด จนเรื่องนี้เป็นความใหญ่โตจนต้องอับอายไปทั่วบ้านทั่วเมือง”


    “เกล้ากระหม่อม ชายจะเร่งตามตัวน้องกลับมาให้ด่วนที่สุดเกล้ากระหม่อม” ท่านชายกลางเป็นผู้ทูลรับทราบ


    ตามด้วยท่านชายใหญ่อีกองค์ “ชายก็ด้วยเกล้ากระหม่อม ชายเดียวจะต้องได้กลับมารับผิดชอบในสิ่งที่เขาทำลงไปแน่เกล้ากระหม่อม”


    “นี่! บ้าไปแล้วหรือชาย จะไปตามตัวมันกลับมาทำไมอีก เสนียดจัญไรเปล่า ๆ” หม่อมเอกค้านเสียงกร้าว หล่อนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่พาตัวท่านชายเดียวกลับมาที่วังนี้อีกครั้ง ไม่เช่นนั้นเสี้ยนหนามก็จะยังคงปักอกหล่อนอยู่อย่างนี้ “เกล้ากระหม่อมฉันล่ะไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ท่านจะรักอะไรมันนักหนา ก็แค่ลูกเมียน้อย เลือดสยามมันก็มีอยู่ครึ่งเดียว มิหนำซ้ำยังสร้างแต่เรื่องอัปรีย์ให้ขายหน้าวันละห้าเบี้ยแบบนี้”


    เสด็จพระองค์ชายทรงไม่ต่อบทสนทนากับหล่อนให้มากความ รับสั่งให้คนดูแลพาไปพักผ่อนที่อื่นซึ่งสงบเงียบไร้สิ่งรบกวนใจ


    หม่อมเอกมองตามแผ่นหลังนั้นไปด้วยความไม่พอใจกรุ่น ๆ หล่อนไม่ชอบเอาเสียเลยที่เสด็จพระองค์ชายทรงเมินเฉยกับหล่อนอย่างนี้ “ดูสิชาย พ่อของชายเขาไม่สนใจใครเลยนอกจากอีนังฝรั่งและลูกของมัน!”


    “หม่อมแม่ก็ปล่อยวางเสียบางเถิดขอรับ อย่ายึดติดกับอดีตนักเลย” ท่านชายใหญ่ตรัสปรามให้หล่อนได้คิด แต่ก็เปล่าประโยชน์


    “แม่จะปล่อยวางได้อย่างไรล่ะชายใหญ่ แม่ต้องเจ็บใจก็เพราะพวกมัน อ้อ แล้วนี่ก็อย่าไปตามมันกลับมาที่วังเด็ดขาดนะ รู้ไหม ว่ามันอยู่ที่นี่มีแต่แก่งแย่งเกินหน้าเกินตาชายเล็ก ชายต้องรักน้องนะ อย่าให้ใครมา…”


    “แต่ชายเดียวก็น้องเหมือนกันนะขอรับหม่อมแม่” ท่านชายกลางตรัส


    “แค่พ่อเดียวกันอย่าไปนับมันเป็นน้อง เผลอ ๆ แม่มันอาจจะไปท้องกับคนอื่นมาก็ได้” หม่อมเอกกล่าวสบประมาทด้วยความเกลียดชังยังไม่พอ แสดงสีหน้าเครียดแค้นพร้อมกำมือแน่นไปด้วย


    ท่านชายใหญ่ทรงคร้านจะต่อความด้วยเต็มทน ตรัสว่า “ชายขอตัวล่ะขอรับหม่อมแม่”


    “ชายก็ด้วยขอรับ” เช่นเดียวกับท่านชายกลาง


    หล่อนสายหัวด้วยอารมณ์เสียกับการที่ไม่มีใครเข้าพวกด้วย นั่งลงกระพือพัดแล้วบ่นขึ้นมา “นังเผือก มานวดขาให้ทีสิ”


    “เจ้าค่ะ” นังบ่าวว่า แล้วคลานเข้าไปใกล้ บีบนวดเคล้าคลึงให้ผู้เป็นนาย “หม่อมเจ้าขา แล้วถ้าท่านชายเดียวกลับมาจริง หม่อมจะทำอย่างไรเจ้าคะ”


    “มันกลับมาได้ ฉันก็จะทำให้มันออกไปได้เหมือนกัน ดีไม่ดี มันอาจจะหายไปจากโลกนี้ด้วยซ้ำ”










    หลังจากที่ท่านชายกลางทรงเลี่ยงการสนทนาอันไม่น่าพึงใจมาจากหม่อมแม่ได้แล้วนั้น ก็ดำเนินไปยังโรงจอดรถเพื่อจะเสด็จไปธุระนอกวัง บังเอิญผ่านไปยังประตูทางวังอีกด้าน มีนายสนยืนคุยอยู่กับบุรุษไปรษณีย์


    มันรับซองบางอย่างมา แต่มีท่าทีลับ ๆ ล่อ ๆ เหมือนกลัวว่าใครจะมาเห็น ท่านชายกลางไม่ทรงปล่อยผ่าน ดำเนินไปอีกทางเพื่อดักหน้าอ้ายบ่าวไว้ แต่ด้วยความที่มันมัวเดินไปหันซ้ายแลขวาไปด้วย จึงทำให้ไม่ทันมองทาง ชนเข้ากับท่านชายกลางในตอนนั้น


    “ท่านชายกลาง!” อ้ายสนใจเต้นนิด ๆ เมื่อทราบว่าคนตรงหน้าคือใคร ก่อนจะรีบหาทางหนีทีไล่ออกมา “ขอประทานอภัยฝ่าบาท กระหม่อมไม่ระวังเอง กระหม่อมขอตัว”


    “เดี๋ยว จะไปไหน” ท่านชายกลางตรัสรั้งไว้ และเคลื่อนไปยืนดักหน้า “คุยอะไรกับโปสต์แมน ใครส่งอะไรมา ทำไมต้องลุกลี้ลุกลน”


    “เอ่อ… คือ จดหมายอีช้อยกระหม่อม มันเป็นหญิงที่กระหม่อมตามจีบอยู่ นี่ก็คงส่งจดหมายมาตอบรับความรักของหม่อม กระหม่อมขอตัวรีบไปอ่านก่อนนะกระหม่อม” มันกุเรื่องขึ้นมาอ้าง รีบทูลและรีบหนีออกมาจากจุดนั้นให้เร็วที่สุด


    ท่านชายกลางทอดเนตรมองอย่างใช้ความคิดพิจารณา หากเป็นจดหมายรักตามที่มันแจ้งจริงก็ทรงวางหทัยปล่อยไป แต่ถ้าไม่ใช่ก็น่าจับผิดให้ได้คาหนังคาเขา ประกอบกับอาการมีพิรุธของมันนั้นด้วย


    “จดหมายเมียมันแน่หรือ ไม่น่าไว้วางใจ”

    คล้ายกับเรื่องเพียงรพิพรรณผ่องด้าว {วายพีเรียดไทย} ที่คุณอ่าน

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    เจ้าสาวมือใหม่แห่งสกุลลู่

    นิยาย รัก
    3.84M 3388
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505