บทที่8 ทุ่งดอกผักกาดก้านขาว(เรพซีด/คาโนลา)
“ว้ายยยยยย ง่ะ…ง่ะ… งู” กรี๊ดดดด!
ลู่ชิงสะบัดขา เตะเท้าปัดป่ายไปมาเพื่อขยับหนี งู จนทำให้สะดุดชายกระโปรงล้มกลิ้งลงมาจากเนินเขา แม้ว่ามองด้วยตาเปล่า ปลายทางที่นางกลิ้งตกลงมานั้น จากภายนอกจะเห็นมีเถาวัลย์และพืชไม้เลื้อยต่าง ๆขึ้นคลุมไว้ ทำให้มองไม่เห็นว่าด้านลงไปนั้นเป็หุบเหว
ลู่ชิงนั้นนางพยายามอย่างมาก ที่จะคว้าทุกสิ่งทุกอย่างตรงหน้าที่พอจะคว้าเอาไว้ได้ ก่อนที่ตัวนางจะตกลงไป แต่กลับไม่เป็ผล นางหวนคิดไปว่าคงไม่รอดแน่แล้ว เสียดายมากมีหลายสิ่งหลายอย่างที่นางอยากจะทำอีกตั้งมากมาย นางใช้ชีวิตใหม่มาได้เพียงแค่2วันเองนะ ลู่ชิงร่ำร้องอยู่ในใจ
แต่ในความซวยของนาง ก็ยังมีความโชคดีอยู่ด้วย เถาวัลย์ขนาดใหญ่ รองรับร่างของนางไว้จนเหมือนนางตกลงมาในแปลญวน นอนห้อยต่องแต่ง แกว่งไกวไปมา ระยะห่างจากตัวนางและก้นเหว ประมาณ1จั้ง(3.33เมตร) นางจึงค่อยๆ ไต่เถาวัลย์เพื่อลงมายังพื้นล่างของหุบเหว
ตุ๊บ…. “อุ๊ย….เจ็บๆๆๆ เถาวัลย์ดันมาขาดตอนใกล้ถึงพื้นเสียได้ ก้นข้าระบบหมดแล้ว”
พอนางหายเจ็บ รีบลุกขึ้นมองหาทางออกไปจากหุบเหวแห่งนี้ทันที จึงได้รู้ว่า มันไม่ได้เป็หุบเหวสูงที่ต้องใช้กำลังปืนป่ายกลับขึ้นไป มองให้ดีมันก็แค่พื้นดิน ที่มีลักษณะแอ่งกระทะ ด้านล่างมีลักษณะเป็ลานกว้าง
‘ควรจะเดินหาทางกลับไปเอง หรือจะรอพวกท่านลุงดีนะ’
ลู่ชิง เริ่มคิดหาเหตุผลอีกครั้ง สุดท้ายตัดสินใจรอ อยู่ใต้โคนต้นไม้ เนื่องจาก ตอนนี้นางรู้สึกเจ็บแปลบที่ข้อเท้าจึงไม่อยากขยับตัวลงน้ำหนักเพื่อเดินไปมาโดยไม่รู้ทิศทาง
“ช่วยข้าด้วย”
“ ท่านลุง ลู่เหวิน ข้าอยู่นี่”
นางะโเรียกชื่อท่านลุงและลู่เหวินเป็ระยะๆ เพื่อให้ทั้งสองคนทราบว่านางอยู่ตรงจุดไหน เมื่อพวกเขาลงมาตามหานาง
ย่างเข้าปลายยามเซิน(15.00-16.59น.) ลู่ชิง ที่ยังคงะโร้องเรียกเป็ระยะ เริ่มรู้สึกแสบคอและหิวน้ำ เพราะตอนกลิ้งตกลงมา กระบอกน้ำไม้ไผ่ที่ท่านป้าเตรียมไว้ให้สะพายติดตัว มันได้หกไปหมดแล้ว
นางจึงเริ่มมองหาลูกไม้ป่าที่สามารถกินได้ ในละแวกนั้น พบว่าใต้ต้นไม้ใหญ่ห่างจากนางไป 3 จั้ง มีพืชที่ดูเป็เถาไม้ขึ้นคลุมอยู่ มีลูกสีแดง นางจึงคว้าซากกิ่งไม้ตรงแถวที่นางนั่งพัก มาช่วยพยุงตัว ไม่ให้เท้าข้างที่เจ็บรับน้ำหนักมาก นางพยุงตัวเองมาจนถึงจุดไม้เถาที่ขึ้นอยู่ พบว่า มันคือ ต้นมะหลอด ผลของมันมีสรรพคุณช่วยเป็ยาระบายแก้ท้องผูก ตัวเถาใช้แก้ไข้พิษ เปลือกยังใช้ขับเสมหะ ดอกใช้แกริดสีดวงและปวดศีรษะได้
ในโลกภพเก่านางจำได้ว่า สมัยที่นางเป็นักศึกษาปี4 ก่อนจบไปเที่ยวกับเพื่อนทางภาคเหนือ แรกเห็นนางไม่รู้จักมันเสียด้วยซ้ำคิดว่าเป็ผลไม้นำเข้า แต่เพื่อนของนางบอกว่ามีทั่วทุกภาค ทางเหนือพบเจอได้มาก ทางใต้เรียกมันว่า ส้มหลอด บางที่เรียกมันว่า สลอดเถา
ลู่ชิงเลือกเก็บลูกสีแดงเข้มขึ้นมา เมื่อชมรสชิมรสดูก็ออกแนว เปรี้ยวนำ หวานนิด ฝาดหน่อย ไม่ต่างจากที่เคยกินในภพเก่านางนึกอยู่ในใจ หากมีพริกเกลือ หรือ แจ่วสักถ้วยคงดีไม่น้อย กินมะหลอดจนเริ่มหายคอแห้ง จึงสังเกตว่า
ต้นไม้ใหญ่ที่ต้นมะหลอดขึ้นคลุมอยู่ด้านล้าง มันคือต้นพลับที่มีรสฝาดลักษณะลูกเป็รูปกรวย ไม่ใช่พลับหวานชนิดกลมแบนที่นิยมกินแบบสด ลูกพลับที่นางเจอถึงมันจะสุกจนมีสีเหลืองก็ยังมีรสฝาด คงต้องรอเก็บตอนที่มันสุกงอมมากๆจนเป็สีแดง จึงนำมันมาปลอกเปลือกแล้วนำไปตากแห้ง เพื่อเก็บไว้เป็เสบียงตอนฤดูหนาว เห็นทีพลับต้นนี้คงต้องรออีกสัก2อาทิตย์ นางถึงจะมาเก็บกลับไปบ้านได้
ด้านสองพ่อลูก ลู่คงและลู่เหวิน เดินอ้อมลงเขามายังจุดที่ลู่ชิงพลัดหล่น พวกเขาพอจะเดาได้ว่าตรงจุดไหน เนื่องจากพื้นที่รอบบริเวณนี้ พวกเขานั้น ได้เดินสำรวจมาจนครบหมดทุกที่แล้ว พวกเขาคาดเดาว่า นางคงตกมายังด้านล่างของหุบเขา ใกล้กับทุ่งดอกไม้สีเหลืองขนาดใหญ่
“ท่านพ่อข้าได้ยินเสียงร้องเรียกของนาง ดังมาจากทางนั้น พวกเราไปกันเถอะ”
ลู่เหวินชี้มือไปตรงต้นพลับใหญ่ที่ลู่ชิงกำลังนั่งหลบแดดอยู่
พวกเขาสองคนรีบเร่งฝีเท้าเดินตามหา เพราะตลอดทางกังวลว่านางจะาเ็หนัก ถึงขั้นเืตกยางออกอีกรอบ
ส่วนด้านคนที่าเ็หนักสุดเพียงแค่ข้อเท้าแพลงเล็กน้อยอย่างลู่ชิงนั้น กำลังนั่งเคี้ยวมะหลอดกินอย่างเอร็ดอร่อย
“ชิงเอ๋อร์ เ้าอยู่ไหน”
เสียงะโเรียกของท่านลุงดังแว่วมาไกล
“ข้าอยู่ทางนี้เ้าค่ะ ใต้ต้นพลับ”
นางพยุงตัวลุกขึ้น โบกไม้โบกมือ เพื่อให้ท่านลุงเห็นตัว ทั้งยังเอาไม้ที่ใช้พยุงตัว ฟาดไปตามกิ่งของต้นผลับ เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหว ทำให้สังเกตเห็นได้ง่าย
เสียงฝีเท้าที่ดังเข้ามาจากทางได้ข้างทำให้หันมอง
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง าเ็ที่ตรงไหนบอกข้า”
ลู่เหวินกล่าวออกมา พร้อมกับจับไหล่นางหมุนไปมา สำรวจาแ ท่านลุงเดินตามมาสมทบแล้ว เข้ามาไถ่ถามอาการนางเช่นกัน นางได้เล่าให้ทั้งสองคนว่าที่ไม่ได้รับาเ็เพราะมีเถาวัลย์ขนาดใหญ่และแ่ารองรับตัว จะมีเพียงแค่อาการข้อเท้าแพลงที่รู้สึกเจ็บอยู่เล็กน้อย
หลังจากตรวจดูอาการจนว่างใจว่านางไม่าเ็มาก จึงพากันกลับบ้าน ท่านลุงจะย้อนแบกตะกร้าหัวมันและสมุนไพรที่บนเขา ให้ลู่เหวินพานางกลับบ้าน
ลู่เหวินย่อตัวให้นางขี่หลังเขากลับไปเพราะเห็นว่าข้อเท้าเริ่มบวมแดง คงจะทนเดินกลับไม่ไหว
นางเกาะคอขี้หลังจนมาถึงทุ่งดอกไม้สีเหลืองทอง
“หยุดก่อน พาข้าลงก่อนลู่เหวิน”
“ทำไม เ้าจะลงเดินเองรึ อย่าเลย ข้าแบกไปไวกว่ามาก เดี๋ยวจะถึงบ้านค่ำมืด ท่านแม่จะเป็ห่วง”
“หยุดก่อน ข้าขอดูดอกไม้สีเหลืองๆตรงหน้าใกล้ๆก่อนนะ ข้าคิดว่าข้าเจอสมบัติ”
“ดอกไม้ป่าตรงหน้านี้นะเหรอ”
ลู่เหวินก้มตัวให้ลู่ชิงลงจากหลัง นางพยุงตัวยืนขึ้น มองดอกไม้สีเหลืองตรงหน้าอย่างตั้งใจ
ต้นแบบนี้ ดอกแบบนี้ แถมบางต้นเริ่มมีฝักแก่แล้วด้วย รวยแล้วลู่ชิง นี่มัน ดอกผักกาดก้านขาวหรือเรพซีด แต่ในภพเก่านางจำได้ว่า พวกนักวิทยาศาสตร์นำไปตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อให้ได้ผลิตที่ดีขึ้น เลยใช้ชื่อใหม่ว่า คาโนลา
“ลู่เหวิน ทุ่งดอกไม้นี้ มีเ้าของหรือไม่ หรือว่ามีใครปลูกไว้”
“ไม่มีหรอก มันเป็แค่ดอกไม้ป่า ดอกหญ้าป่า ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ที่ตรงนี้ก็ไม่มีใครเป็เ้าของ” ลู่เหวินตอบนาง
“แล้วที่นี่ น้ำมันมีราคาแพงมากหรือไม่ อย่างพวกไขมันสัตว์ หรือน้ำมันที่ได้จากสัตว์ เช่นหมู วัว แพะ พวกน้ำมันที่เราใช้ทำอาหาร อะไรพวกนี้นะ ราคาสูงมากหรือเปล่า”
ลู่ชิงเดินเข้าไปเขย่าแขนถามลู่เหวินอย่างกระตือรือร้น
“แพงมากเลยล่ะ พวกเหลาอาหาร พวกขุนนาง หรือคหบดีมีเงิน ถึงจะทำอาหารจากน้ำมันที่มาจากสัตว์ได้ ชาวบ้านอย่างพวกข้า มีนานครั้งหากได้หมูป่า จะนำไขมันมันมาทำน้ำมันปรุงอาหาร”
นางทั้งยิ้ม ทั้งหัวเราะ ดีใจมากเหมือนถูกรางวัลใหญ่ เผลอะโๆไปกอดลู่เหวินร่ำร้อง ออกมาว่า
“ลู่เหวินเรารวยแล้ว ตรงหน้าเรา เ้าดอกไม้ที่เห็นทั้งหมดนี้ มันสามารถนำมาทำน้ำมันได้ รวยแล้วๆๆๆ”
นางพูดวนไปมาว่า รวยแล้ว รวยแล้ว ไม่หยุดหย่อน
ลู่เหวินได้ฟังดังนั้น ก็ได้แต่นิ่งอึ้ง ยังคงนึกภาพในหัวตามนางไม่ออก ดอกไม้ทำน้ำมันคืออะไร แล้วจะรวยอย่างไร
“ข้าว่าเรารีบกลับบ้านก่อนเถอะ เย็นมากแล้ว” ลู่เหวินพูดชักชวนนางกลับ
ได้….แต่เ้าช่วยข้าเก็บใบอ่อน และยอดดอกอ่อนให้ข้าก่อนนะ ข้าจะนำไปทำอาหาร”
ลู่เหวินถือหายใจ แล้วเดินไปเก็บดอกไม้สีเหลืองตรงหน้าตามที่นางสั่ง
ลู่ชิงขี่หลังลู่เหวินมือขวาเกาะคอ มือซ้ายถือดอกผักกาดขาวก้านยาวกลับมาบ้านกำใหญ่ ครั้นพอถึงหน้าบ้านก็ฟ้ามืดเสียแล้ว
“พี่ใหญ่ ข้าไม่ยักรู้ ว่าท่านสามารถเข้าใกล้สตรีได้แล้ว โรคเกลียดกลัวสตรี ของท่านคงรักษาหายแล้วกระมัง ถึงขนาดพาสาวงามกลับมาที่บ้านได้”
“เ้ารอง”