“บ้านตระกูลไต้ของพวกเราเป็นน้ำพักน้ำแรงของพ่อแม่ฉันเหล่าซานไม่เคยทุ่มเทอะไรสักอย่าง จะแบ่งพื้นที่ของบ้านเราให้เขาอยู่ไม่ได้!”
“ถุย!ไต้เหล่าต้า เธอนี่กล้าพูดเสียจริงนะบ้านหลังนี้ใช้เวลาแค่ไม่กี่ปีก็สร้างเสร็จที่สร้างได้ก็เพราะพวกเธอพี่น้องร่วมกันสร้างมิใช่หรือไงทำไมจะไม่เกี่ยวข้องกับเหล่าซาน?”
“นั่นน่ะสิปกติก็ให้ครอบครัวเหล่าซานสี่คนไปอยู่ห้องฝั่งตะวันตกที่อยู่ลึกที่สุดของบ้านตอนนี้จะแยกบ้านกันแล้วยังไม่ยอมแบ่งบ้านให้เขา คนเป็นพี่ชายอย่างพวกเธอช่างใจร้ายใจดำจริงๆ!”
ชาวบ้านที่สะใภ้ใหญ่ไต้เรียกมาพากันต่อว่าและติเตียนคนตระกูลไต้
พี่ชายคนโตของตระกูลไต้ไม่อธิบายสนใจแต่พูดเงื่อนไขของตัวเองออกมา
“อีกอย่างคนตระกูลไต้กินอยู่ร่วมกัน ถ้าเหล่าซานจะแยกบ้าน เขาจะไม่ได้ส่วนแบ่งอะไรอีกในเมื่อพวกเขาไม่ยอมสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับพวกเราก็ไม่ควรเบียดเบียนชีวิตของพวกเราเช่นกัน”
สรุปคืออยากแยกบ้านก็ตามสบายแต่ไต้เหว่ยกับหลินเฉวียนจะไม่ได้อะไรไปทั้งนั้น
หลินอันรู้ดีว่าไต้เหว่ยมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือปกติหากทำงานจนได้คะแนนแรงงานพอแล้ว เขายังไปหางานนอกทำอีกด้วย ช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีนเขาตามคณะก่อสร้างไปสร้างเขื่อนมีรายได้วันละหนึ่งหยวนกับอีกสองเหมา
แม้จะเป็นงานที่มีรายได้สูงแต่ต้องทุ่มเทแรงกายทั้งหมดให้กับงาน เขาตรากตรำทำงานอยู่สามเดือนจนได้เงินมาเกือบร้อยกว่าหยวน
เขาใช้เงินสามสิบหยวนซื้อจักรเย็บผ้าที่ชาวบ้านในเมืองคนหนึ่งไม่อยากใช้แล้วมาให้กับหลินเฉวียนและนำเงินที่เหลือให้กับแม่ใหญ่ตระกูลไต้ทั้งหมด
ซึ่งหมายความว่าไต้เหว่ยกับหลินเฉวียนไม่มีเงินเหลือเลยสักหยวนเดียว
หากแยกบ้านออกไปจริงๆพวกเขาจะใช้ชีวิตกันอย่างไร
หลินอันกำลังจะปฏิเสธแต่มีคนกระตุกชายเสื้อของเขาเบาๆ
หลินเฉวียนเอ่ยเสียงแผ่วเบาด้วยใบหน้าซีดขาว“พี่ ตอบตกลงกับพวกเขา นอกจากลูกสองคน ฉันไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ขอแค่ฉันออกไปจากบ้านไต้จะเป็นอย่างไรก็ช่าง”
หลินอันถอนหายใจสุดท้ายก็ตอบตกลง
“ในเมื่อตกลงกันแล้วก็ลงนามเอกสารแยกบ้านตอนนี้เลย”
คนตระกูลไต้เห็นหลินอันตอบตกลงอย่างรวดเร็วแล้วรู้สึกหงุดหงิด
รู้อย่างนี้น่าจะเสนอเงื่อนไขมากกว่านี้อย่างเช่นขอให้ตระกูลหลินจ่ายเงินสักก้อน เพื่อพาลูกทั้งสองคนของหลินเฉวียนไปด้วย
แต่ตอนนี้มีทั้งผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่อยู่เป็นพยานพวกเขากลัวจะลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่โตจนหยุดไม่อยู่ จึงทำได้เพียงจำใจยอมรับ
คนตระกูลไต้ทยอยลงนามบนเอกสารทีละคนหลินอันตรวจสอบดูแล้วไม่พบปัญหา จึงบอกให้หลินเฉวียนกับไต้เหว่ยเก็บเอกสารในส่วนของพวกเขาเอาไว้
เอกสารมีทั้งหมดสามชุดอีกสองชุดเป็นของหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่กับผู้ใหญ่บ้านชุดหนึ่งและเป็นของตระกูลไต้อีกชุดหนึ่ง
เอกสารส่วนของตระกูลไต้ถูกพวกเขาทิ้งลงพื้น
“ครอบครัวหลินเฉวียนพวกคุณวางใจได้ พวกเรากลับสำนักงานฝ่ายคณะใหญ่แล้วจะดำเนินการเอกสารให้เรียบร้อยต่อไปไต้เหว่ยกับหลินเฉวียนจะไม่เกี่ยวข้องกับบ้านตระกูลไต้อีกต่อไป”
“ทำไมจะไม่เกี่ยว?” แม่ใหญ่ไต้โพล่งขึ้นมา “ฉันเลี้ยงเขามาทั้งชีวิตเขาควรเลี้ยงดูฉันยามแก่เฒ่า หรือว่าพอแยกบ้านเขาก็จะไม่เห็นฉันเป็นแม่อีกแล้ว?”
“เอ่อ...”
เมื่อครู่ไม่ได้คุยกันเรื่องนี้
ไต้เหว่ยเองก็นึกไม่ถึงว่าแม่ของตนจะทำเกินเลยขนาดนี้ มันทำให้เขารู้สึกหนาวไปทั้งใจ
“แม่วางใจได้ ผมจะเลี้ยงดูพ่อกับแม่ยามแก่เฒ่า”
“คำพูดก็แค่ลมปากเขียนลงบนกระดาษเอาไว้ด้วย!”
สวีหว่านหนิงมองหน้าแม่ใหญ่ไต้แล้วกล่าวเสียงเย็นชา“เลี้ยงดูยามแก่เฒ่าเป็นเรื่องสมควรแล้ว ไต้เหว่ยยินดีทำให้แต่ป้ามีลูกหกคนเรื่องเลี้ยงดูยามแก่เฒ่าก็ควรเป็นหน้าที่ของทั้งหกครอบครัวไม่ใช่หรือไง”
“มันเหมือนกันตรงไหนไต้เหว่ยแยกบ้านออกไปแล้ว ต่อไปฉันกับพ่อของเขาไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับเขาแต่ฉันต้องอยู่กับลูกชายคนอื่นๆ”
“ป้ามีลูกชายสี่คนครอบครัวของลูกชายทุกคนเวียนมาอยู่ที่บ้านของป้ากันคนละเดือนปีหนึ่งมาอยู่กันคนละสามครั้ง เอาอย่างนี้แล้วกัน ฉันจะช่วยตัดสินใจแทนไต้เหว่ยเองพอถึงเวลาที่เขาต้องมาอยู่ที่บ้านป้า พวกเขาจะแบ่งอาหารหรือไม่ก็ให้เงินกับพวกป้าส่วนตัวเลขจะเป็นเท่าไร แน่นอนว่าขึ้นอยู่กับลูกชายคนอื่นๆของป้าด้วยว่าจะให้เท่าไร”
“ทำแบบนี้คงยุติธรรมใช่ไหม”
แม่ใหญ่ไต้อยากขูดรีดเงินอีกสักก้อนเหล่าซานเป็นคนซื่อและแรงเยอะ นอกจากทำไร่ทำนาแล้วยังออกไปหางานทำข้างนอกได้อีกด้วยโดยเฉพาะการมีพี่ชายภรรยาเป็นคนมียศมีตำแหน่งอย่างหลินอันถ้าหลินอันยอมให้ความช่วยเหลือ วันเวลาต่อจากนี้ของไต้เหว่ยไม่มีทางย่ำแย่
เทียบกับลูกชายคนอื่นๆของเธอแล้ว ไต้เหว่ยมีอนาคตกว่ามาก
แม่ใหญ่ไต้กลอกตาไปมาอยู่สักพักในที่สุดก็ตัดสินใจได้
เธอนั่งลงกับพื้นแล้วเริ่มตบขาตัวเองพลางร้องคร่ำครวญ“ชีวิตของฉันช่างน่าสงสาร ลำบากลำบนเลี้ยงลูกชายจนเติบใหญ่พอแต่งเมียแล้วกลับทิ้งแม่อย่างฉัน ไม่คิดจะเลี้ยงดูฉันกับพ่อตัวเองยามแก่เฒ่าฉันไปทำเวรทำกรรมอะไรที่ไหนมา!”
ไม่ได้ดั่งใจก็ร้องไห้ฟูมฟายช่างเป็นการแสดงที่แม่ใหญ่ไต้เชี่ยวชาญ
ก่อนหน้านี้เธอใช้วิธีนี้ควบคุมไต้เหว่ยกับหลินเฉวียนได้อยู่หมัด
หลินอันกำลังจะพูดบางอย่างแต่ถูกสวีหว่านหนิงห้ามไว้
“ปล่อยให้เธอโวยวายต่อไปดูสิว่าจะทำอะไรได้”
หลินอันกับสวีหว่านหนิงไม่สะทกสะท้านไต้เหว่ยมัวแต่เป็นห่วงหลินเฉวียน ไม่คิดจะสนใจผู้เป็นแม่แม่ใหญ่ไต้ร้องโหยหวนอยู่คนเดียวนานๆ ก็เริ่มหมดแรง
“โวยวายพอแล้วหรือคะถ้าพอแล้วจะได้คุยธุระกันต่อถ้าป้าอยากให้ไต้เหว่ยทุ่มเทเยอะหน่อยก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้แต่อย่างน้อยก็ควรแบ่งของในบ้านให้กับลูกทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน”
“ไม่มีทาง!”
“นั่นสินะคนทั้งบ้านรุมกลั่นแกล้งพวกเขายังไม่พอ แยกบ้านกันแล้วยังไม่ยอมแบ่งของให้สักอย่างแล้วป้ายังมีหน้าขอให้พวกเขาแบกรับภาระมากกว่าคนอื่นอีกงั้นหรือ?”
“มีใครที่ไหนทำกันแบบนี้บ้าง!”
สวีหว่านหนิงมองใบหน้าชั่วร้ายของแม่ใหญ่ไต้“ทำตามที่ฉันบอก ต่อไปไต้เหว่ยจะทำทุกอย่างเหมือนที่พี่น้องของเขาทำหรือไม่ก็แบ่งทรัพย์สินของครอบครัวให้เขาอย่างเท่าเทียมเอาทรัพย์สินที่ควรเป็นของเขาให้กับเขา ถ้ายังโวยวายไม่เข้าท่าพวกเราจะไปขอให้ตำรวจมาช่วยตัดสินเรื่องนี้”
“อีกอย่าง...” สายตาของสวีหว่านหนิงกวาดมองพวกสะใภ้ตระกูลไต้แล้วแสยะยิ้มอย่างเย็นชา “จักรเย็บผ้าเป็นของที่ไต้เหว่ยซื้อมา พวกเขาจะต้องเอามันไปด้วย แล้วก็นะพวกเธอทุบตีหลินเฉวียนจนบาดเจ็บไปทั้งตัว เรื่องนี้ไม่มีทางจบง่ายๆ แน่จะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้หลินเฉวียนด้วย!”
สวีหว่านหนิงมองดูสีหน้าของแต่ละคนก่อนจะเบือนสายตามาพูดกับหลินอันว่า “หลินอันพวกเราใกล้จะเสร็จธุระตรงนี้แล้ว แวะไปที่เทศบาลชุมชนหน่อยดีกว่า หัวหน้าเทศบาลชุมชนเฉินขอให้ฉันรายงานความคืบหน้ากับเขา”
ด้วยความสูงของหลินอันทำให้เขาเห็นสวีหว่านหนิงกำลังขยิบตาให้เขา
เขาเข้าใจความหมายของสวีหว่านหนิงทันที“ได้สิ พวกเราจะไปกันเดี๋ยวนี้”
เทศบาลชุมชนเป็นหน่วยงานที่คอยกำกับดูแลฝ่ายคณะใหญ่หลายคณะรวมถึงฝ่ายคณะใหญ่ของหมู่บ้านหมิงกวงด้วย
ก่อนหน้านี้หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่เคยได้ยินมาว่าหมู่บ้านต้าเจียงมีจือชิงเป็นญาติกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกรุงปักกิ่งโรงงานอาหารชุนหัวจึงจะไปสร้างโรงงานสาขาที่หมู่บ้านต้าเจียง
ที่แท้จือชิงที่มีญาติเป็นคนใหญ่คนโตคนนั้นก็คือพี่สะใภ้ของไต้เหว่ย!
คนตระกูลไต้ไม่รู้จักดูตาม้าตาเรือเอาเสียเลย!
ท่าทีของหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่เปลี่ยนไปในชั่วพริบตา