ภามม์ Said
“แม่งชิบ….”
ผมนอนพลิกตัวไปมาครึ่งคืนแล้วเพราะอารมณ์หงุดหงิดแบบโคตรหงุดหงิด มันหงุดหงิดแบบหาสาเหตุไม่ได้ ในหัวผมนึกถึงแต่หน้าเธอ
‘… ปิ่นมุก’
ใบหน้าหวานๆรอยยิ้มสวยๆ ที่ผมเคยเห็นคนเดียว กำลังถูกส่งให้ผู้ชายคนอื่น พึ่งประกาศปาวๆ ว่า รักผม แต่ไม่ถึงเดือนก็เปลี่ยนใจไปควงหนุ่มคนใหม่แล้ว
‘แถมยังให้เขาจูบอีก’
แล้วผมจะสนใจทำไมในเมื่อผมก็มีของผมและเธอก็ควรจะมีของเธอความสัมพันธ์ลับระหว่างเรามันจบไปแล้ว และแน่นอนว่าเราไม่ใช่เ้าของกัน แต่มันกลับมีคำถามมากมายผุดขึ้นไม่หยุด.....
หึงงั้นหรอ??
หรือแค่หมาหวงก้าง??
… ผมรู้สึกไม่ชอบที่เธอไปกับผู้ชายคนอื่น
ใช่ พอคิดๆดูแล้ว ผมมันก็แค่หมาหวงก้าง ด้วยเพราะไม่เคยคบใครจริงจัง ไม่เคยมีความรัก มีแค่ความหลงและอยากได้อยากเอา นั่นทำให้ผมอ่อนประสบการณ์และเดาความรู้สึกตัวเองไม่ออกว่ากำลังเป็บ้าอะไร
มันปั่นป่วนไปหมดทุกอย่างดูขัดหูขัดตา ยิ่งเห็นเธอขึ้นรถไปกับเขา ภายใต้กระจกดำนั้น ภาพที่เธอเคยขึ้นขย่มผมมันยิ่งตอกย้ำว่า...
....รถที่ติดกระจกดำนี่แม่งอันตรายชิบxาย...
สองขามันจ้ำเท้าเข้าไปหาโดยยับยั้งอะไรไม่ได้ความคิดโผงผางและไร้เหตุผลจนน่าอาย มันบ้ามากที่ผมขอตามเธอกลับเหมือนลูกแหง่ติดแม่เพราะแค่กลัวว่าเธอจะไปต่อกับเขา กลัวว่าเธอจะไปเอากับคนอื่น
แค่เห็นทั้งคู่นั่งหน้าแดงข้างกันแถมไอ้พี่ทัณณ์นั่นก็มีคราบลิปสีคุ้นๆ ติดปากอยู่ด้วย ...นี่น่ะหรอที่ว่าไม่ง่ายหึ ถึงจะแค่จูบ เธอก็ไม่ควรให้ผู้ชายคนไหนสุ่มสี่สุ่มห้าแบบนี้ในวินาทีนั้นผมคิดจะทำมันจริงๆ
...บอกความลับของผมและเธอ...
ผมรู้ดีว่าถ้าทำลงไปผมกับเธอจะแตกหักชนิดที่ความเป็เพื่อนก็ไม่เหลือแค่เห็นว่าเธอกำลังเริ่มต้นใหม่อย่างมีความสุข ในขณะที่ผมเอาแต่หม่นหมองลงทุกวันผมก็มีความคิดที่ดำบอดจนแทบจะไม่เหลือจิตสำนึกความเป็คน
...ผมอยากทำลายชีวิตเธอ
...อยากทำให้เธอเ็ปกว่านี้
...อยากย้ำแผลในใจนั้นให้ลึกที่สุด
...เพื่อเธอจะได้จำอย่างขึ้นใจว่า ‘เธอรักผม’จนใครก็ไม่สามารถมาแทนที่ได้
ผมกลายเป็ไอ้ชั่วโรคจิตที่ชื่นชอบการเห็นเธอร้องไห้ผมชอบเห็นน้ำตาของเธอ ..น้ำตาที่เกิดจากผม เพราะมันทำให้รู้ว่า ผมยังมีอิทธิพลต่อความรู้สึกเธอผมยังเป็คนที่เธอรักฝังใจ ผมยังเป็คนเดียวที่เธอร้องหา
ถึงความคิดชั่วๆจะครอบงำผม แต่เศษเสี้ยวความรู้สึกดีที่ได้นึกถึงใบหน้าสวย นอนยิ้มหวานในอ้อมกอดผมก็ทำให้ผมมีสติได้ชั่วขณะ ผมจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร?
...มันแค่ความรู้สึกชั่วคราวไม่นานมันก็จะหายไป... เดี๋ยวก็หายไป
เช้าต่อมา
วันนี้คือวันแรกของการหยุดยาวด้วยเพราะผมมีคอนโดที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่ม พวกเราเลยนัดรวมตัวกันที่นี่และมันเป็ครั้งแรกที่ผมยอมเปิดรังตัวเองให้คนอื่นเข้ามา...ยกเว้นปิ่นมุกกับแบมอ่ะนะ
“หูววววสมกับเป็ลูกเ้าพ่อโรงแรมเบอร์หนึ่งของประเทศจริงๆ”
หลินเอ่ยปากชมพลางทำหน้าตื่นเต้นเดินลูบไล้เฟอร์นิเจอร์หลักสิบล้านของผมไปด้วย ภวินดิ่งเข้าหาตู้โชว์ของประมูลของสะสมที่ผมรัก พลางชูแผ่นเกมส์ยุคแรก สมัย 30 ปีที่แล้วให้ผมเห็น
“ของแรร์นี่หว่า ได้มาไงวะ”
“ประมูลมา 8 ล้าน”
“ฮะ!!แค่แผ่นซีดีเกมส์เนี้ยนะ”
เมี่ยงแหวดเสียงลั่นพลางมองแผ่นเกมส์ของสะสมล้ำค่าของผมด้วยสีหน้าไม่เชื่อ
“มันของสะสมหายากพวกหัวต่ำสนใจแต่บาร์บี้อย่างเธอไม่เข้าใจหรอก”
“อะ ไอ้บ้านี่….”
“ว้ายยยย ภามม์ อันนี้ของใครน่ะ”
หลินหวีดเสียงออกมาพลางหยิบกิ๊บแบรนด์หรูของใครบางคนขึ้นโชว์ดึงสายตาคนทั้งกลุ่มปิ่นมุกมองด้วยความใ รีบกระแอมกระไอก้มหน้าหลบไปทางอื่น
“จะอะไรของอย่างนี้ไอ้ภามม์ไม่ใช้เองหรอก ของสาวคนไหนวะ”
“ไม่บอก”
“เดี๋ยวนี้หัดมีความลับกับเพื่อนกับฝูงนะว่าแต่คุ้นๆ เหมือนของยัยปิ่นเลย”
พรวดดดดด
“แค้กๆๆๆ”
ปิ่นมุกสำลักน้ำจนหูตาแดงเธอเดินมาคว้ากิ๊บอันนั้น (ซึ่งเป็ของเธอจริงๆ นั่นแหละ) แล้วโยนลงถังขยะ
ตุ้บ
“เอ้า ทิ้งทำไมยะอันนี้ราคาเกือบแสนเลยนะ”
“ก็แค่กิ๊บ จะตื่นเต้นอะไรกัน”
“เฮ้ย มึงจัดบนโซฟาเลยหรอ” ภวินคล้องคอผม กระซิบถามเชิงแซวขำๆ
“เออ กูจัดทุกที่แหละ”
“น้องหมอป่ะ”
“เปล่า อีกคนห้องนี้กูพามาเอาแค่คนเดียว”
ผมพูดด้วยความสัจจริงพลางจ้องไปที่เธอ เธอยิ้มเหยียดมุมปาก ส่ายหัวเบาๆ เหมือนกำลังเยาะเย้ยและไม่เชื่อคำพูดผม
“พอๆๆฉันไม่อยากฟังเื่คาวๆ ของนาย”
เมี่ยงห้ามทัพแล้วเริ่มเปิดแมคบุ๊คเพื่อทำงานปิ่นมุกเดินไปนั่งอีกฟากของโต๊ะกลางรับแขก ผมนั่งลงตรงข้ามส่วนภวินนั่งปิดท้ายโต๊ะ ถึงเราจะอยู่กันคนละคณะและคนละเอกแต่ในกรอบของงานบริหาร มันก็ไม่ต่างกันเท่าไร
‘เราไม่ได้เรียนเพื่อทำงานแต่เรียนเพื่อไปคุมคนทำงาน’
...นั่นคือคำพูดป๊าที่สอนผมเสมอ
ผมแอบมองท่าทีของปิ่นมุกเป็ระยะเธอดูห่างเหินเมินผมจนน่าขัดใจ ใบหน้าหยิ่งๆ กับการกระทำที่ไม่แยแสโลก ทำให้ผมนึกถึง่วัยรุ่นแรกที่เราเจอกัน…ตอนนั้นแหละ ที่ทำให้ผมรู้ว่า ผมต้องสยบคนอย่างเธอให้ได้
“ภามม์ ดูตรงนี้ให้หน่อยแปลกๆ ป่ะ” หลินเรียกให้ผมดูวิทยานิพนธ์ของเธอ
“อืม ย้อนแย้งกันน่ะเหตุผลที่เธอรันโปรเจ็ค กลับสมมติฐานมันคนละประเด็นกัน ลองเกลาคำพูดใหม่..” ผมแนะนำไป
“เจฟไลน์ในกรุ๊ปว่ามาไม่ได้นะ” ภวินพูด
“ทำไมอ่ะ มีอะไรหรือเปล่า” เมี่ยงถาม
“เห็นว่ากำลังมีปัญหากับพ่อมัน”
“นี่เราจะเข้าวัยทำงานแล้วจริงๆหรอ ดูแต่ละคนมีปัญหาทางบ้านทั้งนั้นเลย” เมี่ยงตัดพ้อ
“เอาน่าาา พ้น่นี้ไปชีวิตคงมีอะไรให้ตื่นเต้นขึ้นเองแหละ”
ปิ่นมุกพูดปลอบทุกคนก่อนจะเปลี่ยนโฟกัสไปทำวิทยานิพนธ์กันต่อ เธอนั่งพิมพ์คอมต๊อกๆ แต๊กๆ แป๊บๆ ก็เล่นโทรศัพท์ผมแอบชะโงกหน้าดู เห็นเป็แชท แถมมีสติ๊กเกอร์รูปหัวใจส่งหาก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเป็ไอ้พี่ทัณณ์แน่ๆ
“จิ๊..”
“อะไร หงุดหงิดไรวะเห็นคิ้วขมวดั้แ่เมื่อกี้ละ” ภวินถาม
“เปล่า”
ผมหงุดหงิดจนเผลอส่งเสียงจิ๊จ๊ะในคอออกไปพอถูกจับทางได้ก็ทำทีลุกไปหยิบเบียร์ในตู้เย็น แต่ขากลับมานั่งที่ผมเปลี่ยนจุดไปนั่งเบียด แทรกระหว่างภวินกับปิ่นมุก
“โอ๊ย!... ไอ้ภามม์ ที่แกอยู่โน่น จะมาเบียดฉันเพื่อ” ภวินโวยวาย
“ตรงนั้นแอร์ตก ฉันหนาวแกเขยิบไปสิ”
“ไม่ชอบแอร์แล้วจะเปิดทำควxอะไรตั้ง 18 องศาครับคุณชาย”
ภวินด่าอย่างนั้นแต่ก็เขยิบให้แต่โดยดีปิ่นมุกถอนหายใจออกมาเพราะน่าจะเดาทางผมได้ เธอขยับตัวหนีแล้วก็นั่งทำงานต่อ
พรึ้บ
ผมแกล้งวางมือใกล้ขาอ่อนเธอพลางใช้ปลายนิ้วสะกิดเบาๆ เธอหันมามองผมด้วยความรำคาญ ก่อนจะหยิกที่หลังมือนั้นอย่างแรงจนผมคิดว่าเนื้อคงหลุดติดเล็บเธอไปแล้ว
“โอ๊ย!!”
“อะไรอีกล่ะ” หลินถามพร้อมกับสายตาทุกคนที่จ้องอย่างสงสัยมาที่ผม
“มดกัด”
“ห้องนายสกปรกถึงขั้นมดขึ้นเลยหรอเงินกองเป็ูเาทำไมไม่จ้างแม่บ้านมาทำความสะอาดยะ”
เมี่ยงบ่นยาวผมแกล้งหูทวนลมทำงานต่อ ไม่วายหาเื่เข้าใกล้เธออีกคราวนี้จากที่แอบััผมก็ออกตัวััไปตรงๆ เลย
“ตรงนี้ใช่หรอ อ่านดีๆ มันมีบางอย่างผิดนะ”
ผมแกล้งติงานเธอซึ่งจริงๆ มันถูกแล้วแหละ ผมแค่อยากหาเื่คุยกับเธอ อยากให้เธอมาอ้อนขอคำแนะนำจากผมเฉยๆก็แค่นั้น
“อะไร...”
เธอขมวดคิ้วถามมันดูเป็การถามแบบรำคาญมากกว่าสงสัย ผมใช้จังหวะนี้เข้าใกล้เธอ ส่วนบ่าไปจนถึงกลางอกซ้อนทับกับร่างบางที่กลิ่นหอมจนอยากจับมาฟัดมือข้างขวาโอบตัวเธอกุมซับมือเล็กนุ่มๆ ที่ถือเมาส์อยู่ ผมเอาคางเทินไว้บนไหล่เธอแอบเอาแก้มไปชิดกัน จนเธอผงะหันมองเพื่อนๆ
< ถอย >
เธอพิมพ์คำสั่งนั้นลงในโปรแกรมงานของเธอซึ่งไม่ใช่การสั่งงานคอมพิวเตอร์ แต่เธอกำลังพิมพ์สั่งผมต่างหาก
< ไม่ > ผมพิมพ์ตอบ
< ภามม์ ฉันไม่สนุกด้วย>
< ฉันไม่ได้ทำเพราะสนุกสักหน่อย>
< แล้วเพื่อ? >
< ไม่บอก >
< ถ้าไม่ถอย ฉันกลับนะ>
พรึ้บ
พอโดนขู่แบบนั้นผมก็ถอยตัวออกอย่างไวแบบไม่ทันประมวลผลเธอถอนหายใจทิ้งอีกครั้ง แล้วนั่งก้มหัวกุมขมับแทนการทำงาน