ยามคิมหันตฤดู [1] มาเยือน สายลมร้อนอ่อนโยนพัดผ่านพาไออุ่นมากระทบผิวกาย ใบไม้เขียวชอุ่มพลันเบ่งบาน ผลิดอกออกผลอวดสีสันงดงามต้อนรับแสงอรุณแรกแห่งวัน ทำให้คฤหาสน์นอกเมืองของสกุลจื่ออบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของบุปผานานาพันธุ์และบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา
“อาฟู่! ไปตามท่านพ่อมาดูเร็ว ว่าวของข้าลอยขึ้นไปสูงมาก!”
เสียงใสกังวานของ จื่อเจียวอวี๋ เด็กสาววัยสิบสองย่างสิบสามปี ดังก้องสะท้อนในอากาศ นางมีหน้าตาผุดผาดหมดจด ดวงตากลมโตฉ่ำวาวราวกับอัญมณี จมูกโด่งรั้นเป็สัน กอปรกับเรียวปากแดงระเรื่อดุจกลีบดอกเหมยกุย [2] เผยให้เห็นเค้ารางแห่งความงามพิสุทธิ์เมื่อยามเติบใหญ่
เด็กสาวยืนอยู่กลางลานเนินเขาหลังคฤหาสน์ มือเล็ก ๆ กุมเชือกว่าวแน่น นางกำลังตั้งใจบังคับว่าวรูปกระต่ายสีขาวหมอก ที่ลอยล่องตามกระแสลมเหนือท้องนภาอยู่ไกลๆ สายลมพัดปลิวใบหญ้ารอบกายส่ายไหว กระทบอาภรณ์บางเบาของนางจนพลิ้วไหวตามแรงลม หยดน้ำค้างยามเช้าบนยอดหญ้าเขียวสดแต้มเปียกปลายกระโปรงสีชมพูกลีบบัวที่นางสวม บ่าวไพร่สามสี่คนยืนเรียงแถวอยู่ข้าง ๆ พลางจับจ้องคุณหนูเล่นว่าวด้วยความชื่นชม
อาฟู่ สาวใช้คนสนิทของนาง เมื่อได้ยินคำสั่งของคุณหนู ก็รีบรุดไปยังห้องหนังสือเพื่อตามจื่อถง นายท่านแห่งจวนสกุลจื่อ ผู้เป็บิดาของเจียวอวี๋
จื่อถงเป็ชายร่างสูงโปร่ง แม้จะเข้าสู่วัยสามสิบแล้ว แต่เขายังคงรูปงามหล่อเหลา ทั้งยังดูสุขุมสง่างามสมเป็หัวหน้าตระกูลผู้มีอำนาจ
ไม่นานนัก จื่อถงก็เดินมาถึงลานกว้างด้วยกิริยาที่เงียบสงบ เขาแย้มยิ้มบางเบาเมื่อเห็นบุตรสาวกำลังหัวเราะอย่างร่าเริง ใบหน้าที่มักเคร่งขรึมพลันผ่อนคลายลง เผยให้เห็นถึงความรักและความเอ็นดูที่มีต่อบุตรสาวอย่างชัดเจน ท่ามกลางสายลมอ่อนและแสงแดดที่โอบล้อมครอบครัวนี้ไว้อย่างอบอุ่น
“เจียวเจียว เป็อย่างไรบ้าง ว่าวกระต่ายของเ้าลอยขึ้นสูงหรือไม่?”
เสียงของจื่อถงอ่อนโยน ทว่ามั่นคง เขาแหงนมองว่าวกระต่ายที่ลอยละล่องอยู่กลางฟ้ากว้าง ดวงตาฉายแววอบอุ่น
“ท่านพ่อ ดูสิ ว่าวกระต่ายที่ท่านทำให้ข้า ลอยสูงมากเลยเ้าค่ะ”
จื่อเจียวอวี๋เอ่ยพลางยกยิ้ม รอยยิ้มของนางสดใสราวกับดอกไม้แรกแย้มในยามวสันต์ สายลมพลิ้วพัดเส้นผมสีดำขลับของนางปลิวไสว สร้างภาพงดงามที่บ่าวไพร่พากันมองด้วยความชื่นชมภายในใจ
จื่อถงมีบุตรธิดาสองคน คนแรกมีนามว่าจื่อจางิ่ผู้พี่ และจื่อเจียวอวี๋ผู้น้อง บุตรชายของเขาบัดนี้มีอายุครบสิบห้าปีแล้ว หลังจากได้ศึกษาเล่าเรียนในสำนักศึกษาหลวงอยู่หลายปี วันหนึ่งเขากลับเอ่ยปากบอกบิดาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
‘ท่านพ่อ ข้าไม่ปรารถนาเป็จิ้นซื่อหรือจอหงวน การปกป้องแว่นแคว้นด้วยคมดาบต่างหากคือสิ่งที่ข้า้า แคว้นจินเล่อมีบัณฑิตมากมายราวขนวัวแต่กลับขาดแคลนวีรบุรุษอาจหาญ’
จื่อจางิ่เติบโตขึ้นเป็เด็กหนุ่มเืร้อน กองทัพและสมรภูมิรบคือสิ่งที่ปลอบประโลมจิติญญา และตอบสนองความกระหายความหาญกล้าของเขาได้ดีที่สุด
จื่อถงมองเห็นความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวในแววตาของบุตรชาย จึงตัดสินใจฝากฝังเขาเข้าสู่ค่ายทหารของแม่ทัพแดนอุดร ที่มีกองทัพบางส่วนปักหลักอยู่นอกเมืองหลวง แม้จะเป็เพียงทหารฝึกหัด แต่จื่อถงก็หวังว่าการใช้ชีวิตในค่ายทหารจะช่วยหล่อหลอมจื่อจางิ่ให้เป็ชายชาตรีอย่างสมบูรณ์
ทว่าเหลียนซื่อ มารดาของจื่อจางิ่ กลับไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
‘ท่านพี่ อนุญาตให้ิ่เอ๋อร์เข้ากองทัพได้อย่างไร? ิ่เอ๋อร์ของข้ายังเด็กนัก! หอกดาบในสนามรบไร้ตา หากเขาเพลี่ยงพล้ำได้รับาเ็ หรือกระทั่งตายเล่า ข้ามีบุตรชายเพียงคนเดียวจะทำใจได้อย่างไร?’
เหลียนซื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ใบหน้าที่งดงามแม้ยามทุกข์ใจยังคงเปี่ยมเสน่ห์ จื่อถงโอบไหล่นางเบา ๆ ก่อนปลอบประโลมด้วยคำพูดที่หนักแน่น ‘ิ่เอ๋อร์ยังไม่ได้เข้าร่วมศึกา เพียงแค่เข้าไปเป็พลทหารฝึกหัดในค่ายเท่านั้น ลูกยังอยู่ภายใต้การดูแลของแม่ทัพอุดร เ้าอย่ากังวลไปเลย’ เหลียนซื่อได้ฟังคำสามี ก็พอคลายใจลงบ้าง ทว่าความกังวลในฐานะมารดายังคงเกาะกุมหัวใจ นางห่วงนักว่าบุตรชายผู้เคยมีบ่าวไพร่คอยปรนนิบัติรับใช้ จะใช้ชีวิตในค่ายทหารที่เต็มไปด้วยความหยาบกร้านและลำบากได้อย่างไร
“ท่านพ่อ ข้าได้เขียนชื่อไว้ที่หูของมันด้วย มันน่ารักมากเลยเ้าค่ะ ปีหน้าท่านทำว่าวเป็รูปปลาได้หรือไม่ ข้าจะนำไปอวดเลี่ยงหรง” เจียวอวี๋กล่าวพร้อมรอยยิ้มสดใสเผยแผงฟันเรียงตัวเป็ระเบียบขาวสะอาด ดวงตากลมโตเปล่งประกายฉายแววคาดหวัง
“ได้สิ เ้าอยากได้กี่ตัวพ่อก็จะทำให้ ดีหรือไม่?” จื่อถงยกยิ้มพลางลูบศีรษะบุตรสาวด้วยความเอ็นดู
“ดีเ้าค่ะ ข้ารักท่านพ่อที่สุดเลย” เด็กสาวยิ้มกว้างดีใจ แขนเรียวคว้าโอบเอวของบิดามากอดไว้แน่น แต่ทว่าทันใดนั้นเสียงลมที่พัดโหมแรงขึ้น ทำให้ว่าวกระต่ายแสนสวยของนาง ขาดสะบั้นจากเชือกที่ดึงรั้งมันไว้ในมือ มันลอยละลิ่วพลิ้วไปตามแรงลม ซ้ำยังสูงขึ้นเรื่อย ๆ เจียวอวี๋ใ รีบผละมือออกจากเอวสอบของบิดา นางตั้งท่าจะวิ่งตามว่าวกระต่ายไป แต่เมื่อตระหนักบางอย่างได้จึงหันกลับมามองบิดาด้วยสีหน้าร้อนใจ
“ท่านพ่อรออยู่ตรงนี้นะเ้าคะ เผื่อว่าวกระต่ายน้อยของข้าลอยกลับมา ข้าจะไปดูรอบๆ ก่อน มันอาจจะตกใกล้ๆ แถวนี้” จื่อถงผงกศีรษะบอกให้บุตรสาวระวังตัว แล้วจึงสั่งบ่าวรับใช้ให้ติดตามนางไป เมื่อได้ยินคำอนุญาตจากบิดา เจียวอวี๋จึงรีบเร่งฝีเท้าออกวิ่งตามว่าวกระต่ายของนางไปอย่างไม่ลดละ สาวใช้ต่างพากันใ รีบวิ่งตามคุณหนูของพวกนางไปอย่างลนลาน เสียงเรียกคุณหนูของพวกบ่าวและสาวใช้ดังก้องไปทั่วเนินเขา ท่ามกลางสายลมที่พัดแรงขึ้นทุกขณะ
“โอ๊ย!” เสียงร้องด้วยความเ็ปดังขึ้น เมื่อว่าวกระต่ายสีขาวลอยตกกระทบศีรษะของเด็กหนุ่มในชุดเกราะ
หลี่หลิวหยาง กำลังควบม้าอยู่ระหว่างทางกลับจากค่ายทหาร พร้อมกับสหายและองครักษ์ผู้ติดตาม
“นั่นอะไร?” หวังหย่ง บุตรชายคนโตแห่งตระกูลหวังหยางโหว สหายสนิทของหลี่หลิวหยาง ควบม้าเข้ามาใกล้พร้อมกับเอ่ยถามด้วยความฉงน เขาเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ
ขณะเดียวกันกับ เจิ้งหลี่ องครักษ์ประจำกายหลี่หลิวหยาง รีบควบม้าขึ้นมาประกบข้างกายผู้เป็นาย จับจ้องไปยังสิ่งแปลกปลอมในมือหลี่หลิวหยางด้วยแววตาแหลมคม
เด็กหนุ่มหยิบว่าวกระต่ายขึ้นพลิกไปมา สำรวจมันด้วยท่าทางเรียบเฉยแกมสงสัย
“ว่าวรูปกระต่าย… คงเป็ของเด็กชาวบ้านที่มาเล่นแถวนี้กระมัง” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่สายตากลับสะดุดเข้ากับตัวอักษรเล็ก ๆ บนหูกระต่ายที่บรรจงเขียนด้วยลายมือประณีตว่า ‘เจียวเจียว’
เชิงอรรถ^ฤดูร้อน^ดอกกุหลาบ