ท่ามกลางความมืดสลัวและเงียบสงบ รูปสักการะสุริยเทพหน้าตาถมึงทึงสูงกว่าสิบศอกยืนตระหง่านจ้องมองมา เป็รูปหล่อด้วยโลหะของเทวารูปร่างกำยำได้ส่วนสัดไม่สวมเสื้อ มีสี่กรแต่ละกรถืออาวุธต่างชนิด รูปสักการะประดับแต่งแต้มด้วยอัญมณีและกระจกสีสันนานา หากต้องแสงสว่างคงต้องระยิบระยับน่าชมดู
ที่นี่คืออารามหลักของ ‘มหาสุริยะเทวสถาน’ .. อุทัยนั่งกรรมฐานอยู่กลางลานนมัสการ ลมหายใจเข้าและระบายออกด้วยความแ่เบาละเอียดลุ่มลึก จากการประมือกับโจรโฉดทั้งสามซึ่งมีปราณยุทธ์ระดับสูงกว่าทำให้มันสูญเสียพลังและาเ็อยู่ไม่น้อย ถึงแม้การต่อสู้ปะทะซึ่งหน้าและหลบหนีการตามล่าจะเป็เวลาไม่ถึงชั่วโมงแต่ก็เป็่เวลาที่มันถูกเคี่ยวกรำ ใช้ทั้งพลังกาย พลังปราณ ทั้งพลังจิตจนถึงขีดสุด มันสงบจิตใจไม่คิดถึงเื่ราวใดๆ ทำการโคจรพลังปราณศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามไปตามจุดชีพจรทั่วร่างกาย
ปราณแรกคือ ‘ปราณอรุณโรจน์’ ถูกสร้างจากแก่นชีวะ ‘พุทธอรุณ’ ที่ถูกถ่ายทอดจากเมฆาผู้เป็อาจารย์ ปราณเป็สีทองเจิดจ้ามีพลังร้อนลวกรุนแรง
ปราณที่สองคือ ‘ปราณเทวะจริงแท้’ เป็พลังเทวะาบริสุทธิ์จาก ‘วารีต้นกำเนิดแห่งชีวิต’ ของ ‘อาเมตีส์เทวี’ ปราณมีสีพลอยชมพูใสสดเป็ต้นกำเนิดพลังของสรรพชีวิตไม่มีที่สิ้นสุด
ปราณที่สามคือ ‘ปราณอสูรา’ มาจากการถ่ายทอดของบูรพอสูร ‘วัตวสะมาร' พลังมีสีดำสนิทภายในมีละอองทองระยิบวิ่งพล่านอยู่ ที่มันได้รับการถ่ายทอดมิใช่มีเพียงแค่เส้นลมปราณเท่านั้น ยังมีไขกระดูก กระดูก เืเนื้อ หัวใจและอวัยวะในกายของมันล้วนมาจากบูรพอสูรทั้งสิ้น
อุทัยโคจรพลังปราณนานนับชั่วโมงร่างกายจึงรู้สึกผ่อนคลาย อาการาเ็ถูกรักษาจนสมบูรณ์ดังเดิม พลังที่สูญเสียยังถูกเติมจนเต็มปริ่ม ร่างกายปรากฏอักขระยันต์สีทองเรือง พลอยชมพูสดใสและดำสนิทมีประกายระยิบ เป็ริ้วรอยขึ้นพร้อมกัน
มันรู้สึกถึงพลังที่อัดอั้นถึงขีดสุด เส้นชีพจรทั้งสามอัดแน่นด้วยพลังปราณแทบปะทุออก แต่มันยังคงไม่หยุดการโคจรลมปราณเหมือนกับ้าให้ร่างกายของมันะเิออกมา
ราวกับ่เวลาถูกทำให้หยุดไว้ อณูของอากาศรอบกายถูกผนึกหยุดนิ่ง
เส้นลมปราณทั้งสามเป็ดังลูกยางที่ถูกอัดลมเข้าไปจนเต็มและไม่สามารถรองรับสิ่งอันใดได้อีกแล้ว
ปาฏิหาริย์ได้อุบัติ!!! ที่จุดชีพจรหลักจักระ ‘มณีปุระ’ ตรงแนวสะดือตัดกับกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็ศูนย์กลางของร่างกายเกิดเสียงดังขึ้นอย่างแ่เบาลึกล้ำ
.. ปุงงงง .. ปุงงงง .. ปุงงงง
ขุมพลังทั้งสามในจุดชีพจรโป่งพองปะทุขยายตัว แล้วแผ่ขยายพลังปราณสดใหม่รุนแรงไปตามจุดชีพจรอื่นๆ ตามเส้นลมปราณ
.. ปุงงงง .. ปุงงงง .. ปุงงงง .. ปุงงงง .. ปุงงงง .. ปุงงงง
โดยมีจุดชีพจร ‘มณีปุระ’ เป็ศูนย์กลางเสียงดังอย่างต่อเนื่องไล่ผ่านเส้นชีพจรทั้งสามกระจายไปยังจุดชีพจรทั้งหมดทั่วร่างกาย ทั้งจากล่างขึ้นบน บนลงล่าง ซ้ายไปขวา ขวาไปซ้าย เข้าสู่จุดชีพจรแขนงย่อยที่สุด จนสุดท้าย
.. เปรี้ยงงงงงงงงงงงงงง !!!!!
ดังเสียงฟ้าร้องภายในหู แสงสีทั้งสามไม่ว่าจะเป็ทองเจิดจำรัส พลอยชมพูใสระยิบ หรือดำหม่นมืดละอองทองพลันะเิออกจากร่างกายของอุทัยแย่งกันส่องประกายวูบวาบระยับเป็ระลอกริ้วไปทั่วทั้งอาราม ลำแสงเ่าั้ยังคงส่องออกจากร่างกายราวสิบห้าลมหายใจจึงสงบลง กลับเหลือเพียงยันต์อักขระตามร่างกายก็เรืองรองกว่าเดิมนับสิบเท่า
อุทัยตระหนักรับรู้ว่ามันเพิ่งก้าวผ่านระดับใหม่แห่งพลังยุทธ์แล้ว เป็กำเนิดแรกของ ‘มัธยะปราณ’ ภายในร่างกายรู้สึกเบาสบายดังลอยอยู่กลางอากาศ แต่พลังปราณกลับหนักแน่นมั่นคงดังขุนเขา
มันรู้สึกอิ่มเอมใจยิ่งนัก ภายในสุขสงบดำเนินการโคจรพลังอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับสมดุลของพลังในขอบเขตใหม่
ในระดับ ‘มัธยะปราณ’ ชีพจรและเส้นลมปราณจะขยายตัวออก เพิ่มความสามารถกักเก็บพลังปราณมากกว่าระดับเดิมถึงสิบเท่า
.. ่พลังของแต่ระดับปราณ สามารถเพิ่มขึ้นสิบเท่าในระดับที่สูงขึ้น หากใช้ตัวเลขแทนระดับพลังงานสามารถอธิบายได้ดังนี้
.. ระดับ ๑, ปฐมปราณ มีระดับพลัง ๑ ถึง ๙ หน่วย
.. ระดับ ๒, มัธยะปราณ มีระดับพลัง ๑๐ ถึง ๙๙ หน่วย
.. ระดับ ๓, มหาปราณ มีระดับพลัง ๑๐๐ ถึง ๙๙๙ หน่วย
.. ระดับ ๔, อัคระปราณ มีระดับพลัง ๑,๐๐๐ ถึง ๙,๙๙๙ หน่วย
.. นั้นคือจำนวนหน่วยของพลังที่แต่ระดับสามารถบรรจุได้ ผู้ฝึกยุทธ์ต้องฝึกฝน สะสมพลัง และพัฒนาชีพจรปราณ เพื่อไต่ระดับจนถึงขีดสุด แล้วจึงจะทะลวงไปยังระดับปราณที่สูงขึ้น
.. ความเข้มข้นของพลังหนึ่งหน่วย ของแต่ละบุคคล ของแต่ละวิชายุทธ์ มิได้เท่ากันโดยสมบูรณ์ .. มีเหลื่อมล้ำสูงต่ำกัน แต่ไม่ได้ต่างกันมาก ..ในสุดยอดวิชายุทธ์ หรือผู้มีเส้นลมปราณพิสดาร อาจมีความเข้มข้นมากกว่าค่าเฉลี่ยของผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปถึงสองเท่า
.. แต่พลังหน่วยหนึ่งของอุทัยกลับเข้มข้นรุนแรงกว่าค่าเฉลี่ยนั้น .. เป็สิบเท่าร้อยเท่า
ฟ้าสางสว่างนานแล้ว .. เสียงทุบประตูฉาดใหญ่ดังติดต่อกัน .. ปั๊งงงง ปั๊งงงง ปั๊งงงง !!!
“ไอ้ธรรมมม .. สายแล้วโว้ยยยยย ตื่นได้แล้ว จักนอนกินบ้านกินเรือนหรืออย่างไร” เสียงนายชิดผู้เป็ลุงะโปลุกหลานรักเพียงหนึ่งเดียว
ลุงชิดหัวเสียเล็กน้อย มันผละจากงานมาปลุกเ้าธรรมหลานผู้ไม่ได้ความของมัน ก่อนเดินจากไปกล่าวขึ้นอีกกว่า “อ่ออออ ไอ้ทัย... เอ็งไม่ไปทำงานที่ร้านหรอกหรือ”
“ไม่ไปขอรับลุงชิด” เสียงตอบมาจากภายใน เป็เสียงของอุทัยมันนั่งขัดสมาธิอยู่ที่มุมห้อง
ลุงชิดเดินจากไปปากยังพร่ำบ่น “เด็กสมัยนี้ .. ช่างไม่ได้ความ การงานไม่ทำ เอาแต่เที่ยวเล่นไปวันวัน”
อุทัยนั่งสมาธิปรับลมปราณอยู่ภายในห้อง เมื่อคืนมันได้บรรลุระดับ ‘มัธยะปราณ’ ความรู้สึกตื่นเต้นกับความก้าวหน้านี้ยังไม่จางหายไป
เสียงพลิกตัวของเ้าธรรม มันถูกปลุกจากเสียงเรียก คนยังงัวเงียชันตัวลุกขึ้นมา
“อืออออ เช้าแล้วหรือไร” มันหาวหวอดกำลังจะล้มตัวนอนต่อ พลันเหลือบเห็นอุทัยนั่งอยู่
“อ่า .. ไอ้ทัย กลับมาเมื่อไร ข้ารอจนเผลอหลับไป” มันกล่าวกับอุทัย
อุทัยตอบรับ “ข้ากลับมานานแล้วหนา ตื่นเถิดไปงานสมโภชพระธาตุกัน”
เ้าธรรมลงนอนต่อกล่าวว่า “งานสมโภชอันใด เริ่มวันมะรืนมิใช่รือ”
อุทัยกล่าว “ข้าจักไปสมัครแข่งชกมวย”
เ้าธรรมทะลึ่งพรวดตาสว่างขึ้นมา กล่าวพร้อมหัวเราะว่า “ยังไม่เข็ดหรือไร ปีก่อนผ่านแค่สามรอบ ถูกชกจนสลบนอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่สามวัน ฮ่า ฮ่า”
อุทัยกล่าว “ชิ .. การแข่งขันมีแพ้มีชนะ ชกแพ้แล้วอย่างไร” กล่าวถามต่อ “เ้าจะไปกับข้าหรือไม่?”
เ้าธรรมกล่าว “หวา .. รนหาเื่เจ็บตัวอีกแล้ว เ้านี่มิถูกผู้อื่นทุบตีคงจะนอนไม่หลับ .. คงหวังให้ข้าหามเ้ากลับมาซิท่า .. ฮ่า ฮ่า”
อุทัยยิ้มเบากำลังจะหลับตาทำสมาธิเดินลมปราณอีกครั้ง “เอาน่า ข้าจักแบ่งอัฐที่ได้ให้เ้ากึ่งหนึ่ง” อุทัยกล่าว
“กล่าวเยี่ยงนี้ค่อยน่าไปหน่อย แต่ข้ามิใช่คนเห็นแก่อัฐหนา ฮ่า ฮ่า” เ้าธรรมกล่าวอย่างยินดีหันมามองเพื่อนรัก มันกลับพบความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
เ้าธรรมอุทาน “เอ๊ะ!!! ดูเ้าเปลี่ยนไปหนา” หลังจากจากกันหลายเดือน นี่เป็ครั้งแรกที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกันอย่างใกล้ชิด ธรรมััได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของอุทัย
เ้าธรรมขบคิดจ้องมองอุทัย ‘สุริยเทพ!!! หรือมันไปร่ำเรียนวิชายุทธ์มาแล้วจริงๆ’ มันเก็บความสงสัยไว้ในใจ
ทั้งคู่ออกจากเทวสถานก็เป็เวลาเที่ยงแล้ว พวกมันตรงไปลานมวยไม่ไกลจากตัวพระธาตุหลวง ที่นี่ยังเป็กองอำนวยการ ยิ่งใกล้วันงานผู้คนยิ่งคึกคัก
อุทัยแจ้งความประสงค์เข้าแข่งขันชกมวยต่อเ้าหน้าที่ วันนี้มีผู้สมัครนับร้อยคน ทางกรรมการต้องคัดเลือกโดยจัดให้มีการเปรียบมวยกัน เพื่อให้ได้ผู้เข้าแข่งขันในรอบสุดท้าย
การแข่งขันเป็การชกระดับมณฑลจำกัดเพียงชายหนุ่มอายุไม่เกินสิบแปดปี ผู้เข้ารอบสุดท้ายสี่คนจักเป็ตัวแทนมณฑลอุดรไปแข่งขันในระดับแคว้นต่อไป
กรรมการผู้รับสมัครกล่าวทักทาย “อ่าวไอ้หนุ่ม !!! เอ็งมาอีกแล้ว” มันจดจำอุทัยได้ “ดูเหมือนเชิงมวยเ้าแข็งแกร่งขึ้นนี่ .. มา มา มาลงทะเบียนก่อน .. ฮ่า ฮ่า”
การแข่งขันรอบจริงในวันงานสมโภชนั้น กรรมการต้องคัดเลือกผู้สมัครให้เหลือเพียงหกสิบสี่คน ทำการชกรอบสุดท้ายอีกหกรอบจึงได้ผู้ชนะเลิศ ในหกสิบสี่คนมีตัวยืนอยู่แล้วคือผู้ผ่านเข้ารอบสิบหกคนสุดท้ายของปีก่อน แต่ปีนี้สิบหกคนเดิมมีอายุเกินสิบแปดปีไปแล้วสิบคนจึงให้ตัดออกไป เหลือตัวยืนเพียงหกคนและจะต้องคัดเลือกจากผู้สมัครทั่วไปอีกห้าสิบแปดคน
ปีที่แล้วอุทัยยังไม่ผ่านเข้าถึงรอบแข่งขันจริงหกสิบสี่คนด้วยซ้ำ ชกชนะเพียงสองรอบ รอบสามกลับพ่ายแพ้อย่างหมดรูป
กรรมการผู้รับสมัคร “เอาหล่ะ เ้ามีนามว่าอะไร อายุเท่าไร”
อุทัยกล่าว “ข้าชื่ออุทัยขอรับ อายุสิบหกปีขอรับ”
กรรมการผู้รับสมัคร “มีสำนักสังกัดหรือไม่ .. ปีนี้ออกกฎใหม่ ผู้เข้าแข่งต้องแจ้งสังกัดนะ” .. ผู้เข้าแข่งขันต้องแจ้งสังกัดหรือที่มา หากมีชื่อเหมือนกันจะได้เรียกได้ถูกต้อง
อุทัยกล่าวอ้ำอึ้ง “ข้าอุทัย .. อุทัย ..” มันก็ยังคิดไม่ออก
กรรมการผู้รับสมัคร “หึ .. อุทัย .. อุทัย อันใด”
พลันนึกขึ้นได้จึงกล่าวว่า “ข้าอุทัย .. อุทัย อิ่มโอชา .. ขอรับ” .. เ้าธรรมหันมองขวับด้วยหางตา
กรรมการผู้รับสมัครเงยหน้าขึ้นมา “ฮ่า ฮ่า ชื่อดี .. อร่อยดี .. ข้าไม่ได้ไปรับประทานพักใหญ่แล้ว .. เถ้าแก่สบายดีหรือไม่”
อุทัยกล่าวยิ้มๆ “สบายดีขอรับ ..” วันนี้มันเบี้ยวงานที่ร้านอาหาร คงมีวิธีทดแทนให้แล้ว
กรรมการผู้รับสมัคร “ชำระอัฐค่าสมัครสิบสองสลึงด้วย”
เ้าธรรมร้องอุทาน “สุริยเทพ !!! สิบสองสลึง .. เมื่อปีกลายเก็บเพียงแค่แปดสลึง เหตุใดขึ้นราคาถึงเพียงนี้”
กรรมการผู้รับสมัคร “ฮ่า ฮ่า .. ไม่ต้องชำระก็ได้หนา พวกเ้ากลับเหลาไปได้” พร้อมหันหน้าไปเรียกผู้สมัครคนต่อแถวด้านหลัง
อุทัยกล่าว “ได้ .. ได้ขอรับ .. สิบสองสลึง ก็ สิบสองสลึง ..”
อุทัยกัดฟันชำระอัฐค่าธรรมเนียมจำนวนสิบสองสลึง กรรมการทำการเขียน ‘๘/๑๐๘ อุทัย อิ่มโอชา’ บนแผ่นไม้ห้าเหลี่ยมเท่าฝ่ามือจำนวนสองแผ่น ส่งให้อุทัยแผ่นหนึ่งเป็แผ่นป้ายมีเชือกยาวร้อยอยู่สามารถคล้องคอได้ อีกอันหนึ่งร้อยเชือกสั้นส่งให้กรรมการอีกคนไปแขวนไว้บนกระดาน
กรรมการกล่าว “ไปรอเรียกรับการเปรียบมวย .. เอ๊าาา คนต่อไปมา มา ..”
ทั้งคู่เดินออกมา เ้าธรรมกล่าว “ลำดับหนึ่งร้อยแปดของวันที่แปด .. ปีนี้มีผู้มาสมัครมากมายนัก”
อุทัยกล่าว “นั่นซี .. มากกว่าปีก่อนนับเท่าตัว”
เ้าธรรมกล่าว “เ้านี่หนา .. ชื่ออื่นมีมากมายกลับนำร้านอาหารมาตั้งชื่อ หามีความน่ายำเกรงไม่ ฮ่า ฮ่า”
อุทัย “!!!”
อุทัยเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเหลือเพียงโจงกระเบนแบบหยักรั้งสูง ทำการคาดเชือกที่มือผ่านท่อนแขนถึงข้อศอก และที่เท้าถึงหน้าแข้งใต้หัวเข่า ผ้าที่ใช้คาดก็เป็สิ่งของที่อาจารย์เมฆามอบให้ .. มันระลึกถึงพระคุณมิรู้ลืม
เ้าธรรมเป็ดังพี่เลี้ยงนักมวย มันจัดเตรียมน้ำดื่มและอาหารเป็กล้วยสองเครือไว้เติมพลังให้อุทัย ยังมีสิ่งต่างๆ อีกเช่นถังบรรจุน้ำล้างตัวรวมถึงชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น
“เ้าเตรียมการพรักพร้อมนัก” อุทัยกล่าวชม
“อย่าให้เสียชื่อข้าหล่ะ เ้าไก่ชน ... เอ้ย นักมวยของข้า... ฮ่าฮ่า” เ้าธรรมกล่าวยิ้มอย่างสนุกสนาน
“!!!” อุทัย ‘เหมมม ข้ามิใช่ไก่ชนหนา’
การเปรียบมวยเริ่มขึ้นแล้วั้แ่เที่ยงวัน พวกมันรอการเรียกตัวจากกรรมการเพื่อชกคัดเลือก ทั่วบริเวณมีผู้เข้าแข่งขันนับร้อยคน บ้างเป็คนพื้นที่อื่น บ้างเป็คนเมืองเพชรปราการ แต่ที่ขาดไม่ได้เป็ศิษย์สำนักตักสิลากว่าห้าสิบคน
นักมวยมากมายขึ้นสู่สังเวียนเป็ลานจัตุรัสโล่งกว่ายี่สิบหลาน ผู้ชนะรอชกรอบต่อไป ส่วนผู้แพ้หากแพ้สองครั้งถือว่าตกรอบทันที
กรรมการร้องเรียก “อุทัยอิ่มโอชา กับ ใหญ่บ้านดอนหวาย เตรียมพร้อมขึ้นเปรียบมวย”
อุทัยได้ยินกรรมการเรียกชื่อ มันและเ้าธรรมลุกขึ้นเตรียมตัวทันที .. ผู้คนที่จดจำอุทัยได้ต่างสนทนาด้วยความสนุกสนานโดยเฉพาะศิษย์สำนักตักสิลา
“นั้นไอ้อุทัย .. เด็กรับใช้สำนักเราใช่หรือไม่”
“มันหายหัวไปเนิ่นนานยังอยู่ในเมืองเพชรปราการอีกหรือ”
“ดูร่างกายมันใหญ่โตขึ้นหนา”
“มันก็แค่สุนัขบ้าตัวหนึ่ง คงถูกอ้ายใหญ่กระทืบเป็แน่แท้”
“ชิ .. ไอ้กระจอก หากเจอข้า จะอัดให้สลบคาลาน .. ฮ่า ฮ่า”
“มันจะสู้ศิษย์มีอาจารย์อย่างพวกเราได้อย่างไร”
“เป็ร้านอาหารอิ่มโอชาส่งเข้าประกวด .. ฮ่า ฮ่า”
นักมวยที่ต้องชกด้วยคือใหญ่จากบ้านดอนหวาย มันเป็เด็กหนุ่มอายุสิบแปดปี ได้รับฉายา ‘ไอ้ใหญ่หมัดทะลวงไส้’ มีใบหน้าเหลี่ยมดุร้าย ร่างกายแข็งแรงกำยำสูงเท่าอุทัย กล้ามเนื้อเป็มัดๆ ดูเจริญวัยกว่าอายุจริงนัก
ร่างกายของใหญ่สักรูปอักขระมนต์ทั่วตัวตามรูปแบบนิยมของชาวแคว้นอโยธยา ที่โดดเด่นเป็รูปเสือเผ่นลงอาคมแยกเขี้ยวหรากลางหน้าอก ด้วยร่างกายอันใหญ่โตและรอยสักทำให้มันดูน่ายำเกรง
.. จากเหตุการณ์ที่อุทัยอัดอันธพาลบ้านดอนหวายเมื่อคืน ดูเหมือนไอ้ใหญ่จงใจประกบคู่กับอุทัย เพื่อชำระแค้นแล้ว
เ้าธรรมกล่าว “อ่าาา .. ไอ้ใหญ่บ้านดอนหวาย ข้าเคยได้ยินชื่ออยู่ เ้าระวังหมัดซ้ายของมันให้ดี”
อุทัยกล่าว “อื่มมม .. หมัดทะลวงไส้ กล่าวกันว่าหมัดเดียวชกวัวชนวัยกระทงสลบมาแล้ว”
เ้าธรรมกล่าวต่อ “จงระวังหนา เ้านี่มุทะลุดุดัน เมื่อปีก่อนได้ชกรอบหกสิบสี่คนสุดท้ายด้วย”
อุทัยกล่าว “มิต้องเป็ห่วงเพื่อนยาก ข้าล้มมันได้ในสิบลมหายใจ ฮา”
เ้าธรรมกล่าว “ทำเป็เล่น !!! มันบรรลุมัธยะปราณแล้ว”
อุทัยตบไหล่เ้าธรรมเบาๆ ราวกับบอกว่ามิให้มันกังวลจนเกินไป แต่เ้าธรรมไม่เป็เช่นนั้น มันเคยได้ยินชื่อคู่ชกของอุทัยอยู่บ้าง เพิ่งจะรอบแรกก็เจอคู่ต่อสู้แข็งแกร่งเช่นนี้ มันไม่เห็นผลเลิศของการชกของเพื่อนรัก เกรงว่าคงต้องพ่ายแพ้ในรอบนี้แล้ว
“โอ้ อ้ายใหญ่บ้านดอนหวายเจอหมูแล้ว”
“สิบต่อหนึ่งใครจะรองหรือไม่”
“ร้อยต่อหนึ่งข้ายังมิกล้าพนัน .. ฮ่า ฮ่า”
เสียงเซียนพนันเริ่มส่งอัตราต่อรอง พวกมันไม่เห็นอุทัยในสายตา และไม่มีใครทุ่มแทงข้างอุทัยสักคน
ทั้งคู่เดินขึ้นมาข้างลานชก ครูมวยกรรมการเข้าตรวจสอบผ้าที่พันมือเท้าของทั้งคู่ ว่าซุกซ่อนอาวุธหรือสิ่งทุ่นแรงอื่นที่ใช้ทำร้ายคู่ต่อสู้หรือไม่
เสียงครูมวยกรรมการกล่าวถึงกติกาเบื้องต้น
“การชกไม่จำกัดจำนวนยก ให้ชกกันจนกว่าจะได้ผู้ชนะ”
“หนึ่งยกมีเวลาห้านาที ให้ฟังเสียงระฆังเป็สัญญาณ”
“ผู้ใดล้มลงไม่ลุกขึ้นภายในสิบลมหายใจ .. ถือว่าพ่ายแพ้”
“ผู้ใดก้าวออกจากลาน .. ถือว่าพ่ายแพ้”
“ผู้ใดขอยอมแพ้ให้แจ้งต่อกรรมการ .. ถือว่าการชกสิ้นสุด”
ถุยยยยยยย !!!!! ใหญ่บ้านดอนหวายพลันถ่มน้ำลายเหยียดหยาม มันจ้องมองอุทัยขมึง แล้วสบถว่า “กูจะหักขามึง !!! มึงอัดน้องกูเมื่อคืนนี้ ..”
มันตั้งใจจะชกอุทัยให้สลบคาลานมวยในหมัดแรก อุทัยก็จ้องมองคู่ชกไม่วางตาพลันใช้พลังจิตเข้าข่ม พลังจิตนั้นเข้าเสียดแทงถึงดวงจิตของไอ้ใหญ่
เสียงครูมวยกรรมการดังเข้าสองรูหูของทั้งคู่ .. เริ่มได้ !!!