แม้สมาชิกในบ้านจะคัดค้านไม่ให้นางไปทีู่เาเพราะสภาพป่าบนเขาแทบจะเป็ป่าดงดิบ มีสัตว์ป่าดุร้ายไม่ว่าจะเป็หมูป่าหรือหมาป่า และสัตว์อื่นๆ ที่เป็อันตรายแต่ซินหยางเฟิ่งก็ไม่เปลี่ยนใจ กลับมองว่ามันเป็แหล่งอาหาร นางกล่าวว่า
“ข้าแค่ไปเก็บผักที่บริเวณเชิงเขาเท่านั้นไม่มีอันตรายอะไรหรอกเ้าค่ะ หรือว่าซูเข่อซิงไม่เคยเก็บผักป่า”
นางซินฟางส่ายหน้าปฏิเสธไม่ได้ว่าซูเข่อซิงเคยเก็บผักป่า ตัดหญ้า ขนฟืน เหมือนเด็กยากจนคนอื่นๆทั่วไปในหมู่บ้าน ที่ต้องหาของกินประทังชีวิต
“เ้าไม่เหมือนนาง เ้าเคยเป็คุณหนูจวนโหวแล้วเ้าจะมาทำงานพวกนี้ได้เช่นไร” นางซินฟางกล่าว
“แต่ตอนนี้ข้าไม่ใช่คุณหนูแล้ว ข้าต้องพยายามปรับตัว”ซินหยางเฟิ่งให้เหตุผล
“แล้วถ้าเ้าเจออันธพาลเล่า เ้าไม่กลัวถูกรังแกหรือเอาอย่างนี้ หากเ้าอยากไปเก็บผักป่าจริงๆ ก็ให้เสี่ยวกังไปด้วยเพราะปกติถ้าเข่อซิงไปเก็บผักป่า เสี่ยวกังก็จะไปกับนางด้วยอยู่แล้ว”ซินฮุ่ยชิวกล่าวขึ้นบ้าง
“ไม่เป็ไรหรอกเ้าค่ะท่านลุง ซูเข่อซิงเป็สาวงามจำเป็จริงๆ ที่จะต้องพาคนไปด้วย แต่ข้ามีใบหน้าเป็อาวุธจึงไม่ต้องเป็กังวล”
ทุกคนทำหน้าพูดไม่ออกบอกไม่ถูกสายตาเหลือบมองที่รอยเส้นเืปูดแดงบนแก้มของนางโดยไม่ได้ตั้งใจ
“ฮ่าฮ่าฮ่า เอาน่าใบหน้าอย่างข้าไม่มีใครกล้ามารังแกหรอก และถ้าใครอยากหาเื่ ข้าก็ไม่กลัวเื่ต่อยตีข้าก็เชื่อว่าข้าเอาอยู่ ข้าเคยฝึกศิลปะการต่อสู้ตอนอยู่จวนโหวไม่ต้องห่วงไปหรอกเ้าค่ะ”
ทุกคนทำหน้าไม่อยากเชื่อเพราะรูปร่างของนางอ้อนแอ้นบอบบาง แต่สุดท้ายก็ปล่อยให้นางทำในสิ่งที่นาง้าก่อนออกจากบ้าน นางซินฟางก็ย้ำอีกครั้งว่าให้เก็บผักป่าแค่บริเวณเชิงเขาก็พอซินหยางเฟิ่งส่งยิ้มให้ แล้วเดินออกไปพร้ะกร้าสะพายหลัง
กว่าจะเดินถึงเชิงเขาซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณหกลี้นางก็เหนื่อยหอบแล้ว
“แฮ่กๆๆ เหนื่อยชะมัด เอาเถอะถือเสียว่าเป็การฝึกฝนร่างกายให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเมื่อก่อนก็แล้วกันถ้ายังเป็โรคคุณหนูเหมือนตอนนี้ข้าคงใช้ชีวิตที่นี่ให้เป็ไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่ได้แน่”ซินหยางเฟิ่งปลอบใจตัวเอง
เมื่อพักจนหายเหนื่อยนางก็เริ่มหาผักป่า และผักอื่นๆที่นางรู้จัก จากนั้นเดินขึ้นเขา พบเห็ดมากมายหลายชนิด
“เอ๋ เห็ดเยอะขนาดนี้ทำไมไม่มีใครเก็บเลยล่ะ”ซินหยางเฟิ่งสงสัย คิดไปก็เก็บเห็ดไป จากนั้นก็เดินขึ้นเขาลึกเข้าไปอีกหน่อยเพื่อสำรวจว่าที่นี่มีอะไรบ้าง พบว่าสภาพป่าที่นี่อุดมสมบูรณ์มากสมกับเป็ป่าไม้สมัยโบราณ เขียวขจีเต็มไปหมด
เมื่อชื่นชมเสร็จก็เห็นกระต่ายป่าวิ่งผ่านโดยไม่รอช้าถ้าวิ่งไล่อาจไม่ทัน นางจึงเก็บหินบริเวณนั้นขึ้นมาสองสามก้อนแล้วขว้างไปยังกระต่ายป่าสีเทาตัวใหญ่ทันที
แม่นราวกับจับวาง หินก้อนนั้นขว้างโดนหัวกระต่ายแต่เพราะมันอยู่ห่างเกินไป และแรงของนางก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้มันตายมันจึงแค่มึนๆ งงๆ เดินเซเท่านั้น แต่นั่นก็เพียงพอแล้วหญิงสาวไม่รอช้ารีบวิ่งไปจับกระต่ายตัวนั้นทันทีแล้วหาเถาวัลย์มามัดขาของมันไว้แล้วใส่ลงในตะกร้าสะพายหลัง หลังจากเดินไปอีกครู่หนึ่งกระต่ายป่าชะตาขาดก็ะโผ่านหน้านางมาอีกตัวตัวนี้อยู่ใกล้หน่อยแต่ใช้แรงเท่าเดิม อีกทั้งหินก็ถืออยู่ในมืออยู่แล้วกระต่ายตัวที่สองจึงตายในที่เกิดเหตุ
“แรงไม่มี ฝีมือดีไม่ตก” ซินหยางเฟิ่งสรุปกับตัวเอง
ก่อนกลับบ้านนางยังได้ไข่ไก่ป่ามาอีกสี่ฟองนางจะนำไข่ไก่ในมิติออกมาใส่เพิ่มอีกห้าฟอง แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วสีเปลือกไข่แตกต่างกันเล็กน้อย ขนาดของไข่ก็ต่างกันบ้างแต่ว่าไข่จากชิปมิติมีขนาดแทบจะใกล้เคียงกันและใหญ่กว่าไข่ไก่ป่านั่นเป็เพราะมันเป็ไข่คัดเกรดเอ นางจึงตัดสินใจเก็บไข่จากชิปมิติเข้าที่เดิมไม่นำมากินพร้อมไข่ไก่ป่า จะได้ไม่ต้องมีการเปรียบเทียบ
หญิงสาวนั่งพักเหนื่อยใต้ร่มไม้บนเขานำคุกกี้ในชิปมิติออกมากิน
“หอมหวานอร่อยเหมือนเดิม ฝีมือข้า” หญิงสาวกล่าวชมตัวเองเพราะคุกกี้นี้นางทำเอง นางทำให้น้องชายและตัวเองกิน ชาติที่แล้วนางยังกินไม่หมดแต่ตอนนี้หมดเกลี้ยงแล้ว
เมื่อกลับถึงบ้านก็ปลายยามโฉ่วแล้ว
ทันทีที่กลับถึงบ้านนางซินฟางก็มารับตะกร้าสะพายหลังของนางทันที สีหน้าผ่อนคลายเมื่อเห็นว่านางปลอดภัย
ซินหยางเฟิ่งอมยิ้มบางๆ รู้ว่านางซินฟางคิดสิ่งใดอยู่จึงพูดขึ้น
“ข้าก็บอกแล้วอย่างไรเล่าว่าไม่ต้องห่วงข้าเก่งกว่าที่ท่านคิด ท่านก็ไม่เชื่อถ้าข้าไม่ทำเช่นนี้แล้วเมื่อไรข้าจะปรับตัวได้เล่า”
นางซินฟางเม้มปาก แล้วพยักหน้า “อื้อ แม่เข้าใจแล้ว”
ซินหยางเฟิ่งยิ้มพอใจ ดึงแขนออกจากสายสะพายตะกร้า
เมื่อนางซินฟางมองเห็นสิ่งที่อยู่ในตะกร้าก็เบิกตาโต“โอ้ เ้าจับกระต่ายป่ามาได้ด้วยหรือ”
มีเสียงว่า ‘จับกระต่ายได้’ทำให้แม่เฒ่ามู่ที่กำลังถางหญ้าหลังบ้านเดินออกมาดู
“โอ้ กระต่ายตัวใหญ่จริงๆ ด้วย” แม่เฒ่ามู่อุทานเมื่อเห็นกระต่ายป่าที่นางซินฟางวางไว้ที่พื้น
นางมองเข้าไปในตะกร้า ดูว่ามีอะไรอีกก็เห็นผักป่าหลายชนิด ในมือของนางซินฟางเพิ่งหยิบไข่ออกมาสี่ฟอง
“เก็บไข่มาได้ด้วยหรือ”ดวงตาตื่นเต้นของแม่เฒ่ามู่ปิดไม่มิดเพราะครอบครัวนี้ไม่ได้กินเนื้อสัตว์มานานแล้วเพียงเห็นสิ่งที่ซินหยางเฟิ่งเก็บกลับมาก็รู้ได้ทันทีว่ามื้อนี้อร่อยแน่
“คนอื่นๆ ไปไหนกันหมดหรือเ้าคะ” ซินหยางเฟิ่งถามเมื่อเห็นว่าที่บ้านไม่มีใครอีกแล้ว
นางซินฟาง “ท่านตา ท่านลุงของเ้าและซินกังไปรับจ้างดายหญ้าในไร่ของหัวหน้าหมู่บ้าน พี่สะใภ้กับลี่ถังไปตลาดในตัวอำเภอยังไม่กลับมาเลย ส่วนเสี่ยวกุ้ยยังหลับอยู่เดี๋ยวถ้าตื่นก็คงร้องเองนั่นแหละ"
พูดยังไม่ทันขาดคำเสียงร้องไห้จากในเรือนของซินฮุ่ยชิวก็ดังออกมา
“นั่นไง เสี่ยวกุ้ยตื่นแล้ว เดี๋ยวข้าไปดูเขาเสียหน่อย”แม่เฒ่ามู่พูดจบก็เดินเข้าไปในบ้านของซินฮุ่ยชิว
เมื่ออยู่กันสองคนนางซินฟางถามว่าจับกระต่ายมาได้อย่างไร ซินหยางเฟิ่งก็ไม่ปิดบังเล่าให้ฟังตามความจริง ทำให้สายตาของนางซินฟางเปล่งประกายความชื่นชม
“เ้าเก่งจริงๆ”
“ใช่ไหมล่ะ ข้าก็ว่าอย่างนั้นแหละ”ซินหยางเฟิ่งกล่าวยิ้มๆ
นางซินฟางหัวเราะแล้วใช้นิ้วเคาะหน้าผากของลูกสาวเบาๆซินหยางเฟิ่งแกล้งร้องโอดโอย
จากนั้นซินหยางเฟิ่งก็เล่าให้ฟังว่าตอนที่นางอยู่จวนโหวนางเคยฝึกศิลปะการต่อสู้อะไรบ้างจุดประสงค์ก็เพื่อให้นางซินฟางวางใจเื่ความปลอดภัยของนาง
ซึ่งในความเป็จริง ตอนเด็กๆซินหยางเฟิ่งคนก่อนเห็นซูป๋อเหวินฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ นางก็เลยอยากฝึกบ้างซึ่งท่านโหวก็อนุญาตและจ้างครูมาสอน แต่หลังจากที่นางฝึกได้ไม่นานนางรู้สึกเหนื่อยมากจนทนไม่ไหวจึงเลิกไปในที่สุด
การอ้างครั้งนี้ไม่มีพิรุธใดๆนางซินฟางเชื่อสนิทและรู้สึกดีใจ แต่ก็ยังเตือนว่าห้ามเข้าไปในป่าลึกถึงจะเคยฝึกศิลปะการต่อสู้ แต่ในป่าบนเขามีอันตรายเยอะถ้าจะเข้าป่าก็ไม่ควรเข้าลึกเกินไป ซึ่งซินหยางเฟิ่งก็เอออออย่างเชื่อฟัง
ขณะที่คุยกันนางซินฟางก็นำผักทั้งหมดในตะกร้าออกมาเพื่อแยกชนิดของมัน แล้วก็ต้องใเพราะนอกจากผักป่าแล้วยังมีเห็ดด้วย
“หยางเฟิ่ง เห็ดกินไม่ได้นะลูก มันมีพิษกินแล้วตายเลยนะ” นางซินฟางรีบบอกลูกสาวเพราะนางเคยได้ยินว่ามีคนในหมู่บ้านตายเพราะกินเห็ด
“เห็ดบางชนิดกินแล้วตาย บางชนิดกินได้เ้าค่ะ”ซินหยางเฟิ่งอธิบายอย่างใจเย็น
แม่เฒ่ามู่ได้ยินว่าซินหยางเฟิ่งเก็บเห็ดมาก็ใเช่นกันเมื่อครู่นี้ตอนดูในตะกร้าเห็นแต่ผักป่าไม่ทันได้เห็นเห็ดนางจึงยังไม่ได้พูดอะไรนางเดินจูงมือซินกุ้ยเดินเข้ามาที่กองเห็ด
“ใช่ เห็ดกินไม่ได้ เอาไปทิ้งเสียเถิด” แม่เฒ่ามู่กล่าว
“เห็ดบางชนิดมีพิษกินแล้วตายจริงๆแต่เห็ดที่ข้าเก็บมานี้ กินได้จริงๆ ข้าเคยกินเห็ดชนิดนี้มาก่อนตั้งหลายครั้งนอกจากไม่เป็อันตรายแล้ว ยังอร่อยด้วยเ้าค่ะ” ซินหยางเฟิ่งยืนยัน
“จริงหรือ” นางซินฟางถามย้ำ รู้สึกไม่อยากเชื่อ
“จริงเ้าค่ะ”ซินหยางเฟิ่งหยักหน้าและตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เมื่อเห็นความหนักแน่นในแววตาของลูกสาวนางซินฟางจึงเชื่อ แต่แม่เฒ่ามู่ยังไม่ค่อยวางใจนัก
“แล้วสิ่งนี้ล่ะ กินได้ด้วยหรือ”นางซินฟางชี้ไปที่พริกฮวาเจียวที่มีทั้งเม็ดเขียวเม็ดแดง
ซินหยางเฟิ่งพยักหน้ารับ “สิ่งนี้เรียกว่าพริกหรือจะเรียกว่าฮวาเจียวก็ได้เ้าค่ะ มันกินได้”
“ข้าเคยกัดแล้ว มันร้อนๆ ชาๆ ที่ลิ้น จะกินได้อย่างไร”นางซินฟางไม่เห็นด้วย
“เรียกว่ารสเผ็ดเ้าค่ะ สิ่งนี้กินได้จริงๆ”ซินหยางเฟิ่งยืนยัน
“อ้อ จู่ๆ ข้าก็นึกได้แล้วว่าเคยเห็นสิ่งนี้ที่ไหน”แม่เฒ่ามู่ผู้มากประสบการณ์ตบเข่าฉาด ทำให้สองแม่ลูกหันมามองนาง
“ข้าเคยเห็นในร้านขายยาตอนสมัยข้าสาวๆน่ะเห็นเขาว่ากันว่ามันช่วยย่อยอาหาร กระตุ้นการไหลเวียนเืและบรรเทาอาการเจ็บป่วยต่างๆได้ แต่ข้าก็ไม่รู้หรอกว่าจริงหรือไม่ แค่ฟังๆเขาพูดกัน แต่มันก็คงจะช่วยได้จริงนั่นแหละไม่อย่างนั้นร้านขายยาก็คงจะไม่นำมาขาย” แม่เฒ่ามู่เล่าให้สองแม่ลูกฟัง
“อ้อ ถ้าเช่นนั้นก็ดีเลย เวลาข้าอยากกินฮวาเจียวก็สามารถหาซื้อได้” ซินหยางเฟิ่งพอใจที่ได้รู้แหล่งซื้อฮวาเจียวเพราะนางชอบกินเผ็ด
“เอาละ ประเดี๋ยวเย็นนี้ข้าจะทำอาหารให้กินกันนะเ้าคะ”ซินหยางเฟิ่งกล่าว
“หือ เ้าทำอาหารเป็ด้วยหรือ”นางซินฟางถามด้วยความแปลกใจ เพราะความที่ซินหยางเฟิ่งเคยเป็คุณหนูนี่แหละเลยทำให้รู้สึกว่านางไม่น่าจะทำอะไรๆ ได้ในหลายๆ เื่
“เพราะอยากเอาใจท่านโหวจึงฝึกทำน่ะเ้าค่ะ”ซินหยางเฟิ่งกล่าว ทุกเื่ที่นางทำเป็ นางตั้งใจว่าจะโยนไปที่จวนโหวทั้งหมด