บทที่ 26
การลงมือของเหยียนไป๋เฉิน
เหยียนไป๋เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะดึงสายตากลับจากสนามรบอันวุ่นวายที่อยู่เื้ั ขณะที่ร่างของเขายังคงตั้งตรงอยู่บนหลังม้าอย่างสงบนิ่งทว่าภายในดวงตาคู่นั้นกลับคมกล้า ราวกับเหยี่ยวที่กำลังจับจ้องเหยื่อ
"ขอบเขตปฐีขั้นสูงสุด... สามคน" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยแ่เบาทว่ายามตกกระทบโสตประสาทตนเองกลับหนักหน่วงดั่งระฆังยามา
เหยียนไป๋เฉินรู้ดีว่าคนพวกนี้แม้จะยังไม่ก้าวข้ามขอบเขต์แต่ก็มิอาจประมาทได้แม้แต่น้อย โดยเฉพาะยามที่พวกมันรวมตัวกันเช่นนี้
สายตาเหยียนไป๋เฉินจดจ้องไปยังถนนเบื้องหน้าซึ่งทอดยาวผ่านป่าทึบและเนินเขาไกลออกไปราวสองลี้
ที่นั่น เงาร่างสามสายยืนตระหง่านอยู่ใต้เงาไม้ แม้จะดูเงียบสงบหากแต่กลับคล้ายพญาอสรพิษที่ซ่อนเขี้ยวเล็บเอาไว้ภายใต้ความสงบเงียบดวงตาทั้งสามคู่จับจ้องมาเช่นกัน เ็าและเต็มไปด้วยเจตนารมณ์มุ่งร้าย
พวกมันสวมอาภรณ์สีดำสนิทร่างกายปกคลุมด้วยผ้าคลุมยาวที่บดบังเค้าโครงทั้งหมดใบหน้าใช้หน้ากากโลหะปิดบังเอาไว้ เผยให้เห็นเพียงดวงตาเ็าใบหน้าทั้งสามแตกต่างกันไปตามลวดลายของหน้ากาก หนึ่งเรียบง่ายทว่าคมกริบดั่งคมดาบหนึ่งบิดเบี้ยวคล้ายยิ้มเยาะ และอีกหนึ่งสงบนิ่งเย็นเยียบไร้อารมณ์
"ผู้ที่อยู่เื้ัการลอบโจมตีครั้งนี้สินะ" เหยียนไป๋เฉินพึมพำรอยยิ้มเย็นปรากฏที่มุมปาก
เพียงพริบตาเดียว เขาขยับมือกระตุกบังเหียนร่างพุ่งทะยานออกจากหลังม้า ฝ่าเท้าเหยียบลงบนอานม้าเพียงแ่เบาแต่กลับส่งแรงผลักดันมหาศาล กระแสปราณอันรุนแรงะเิขึ้นรอบตัวเขาคลื่นลมพัดกระจายออกโดยรอบจนฝุ่นผงและเศษใบไม้ปลิวกระเจิงร่างของเหยียนไป๋เฉินกลายเป็เงาขาวพุ่งทะยานฝ่าความว่างเปล่าพริบตาเดียวก็ข้ามระยะทางนับสิบจั้งด้วยความรวดเร็วเหนือคาด
กระบี่ยาวสีเงินถูกชักออกจากฝักเสียงโลหะกระทบดังกังวานพร้อมกับประกายแสงสีขาวสะท้อนออกมาราวกับเปลวเพลิง
กระแสปราณภายในร่างพวยพุ่งขึ้นทันที ล้อมรอบร่างเขาเป็เส้นแสงสีขาวบริสุทธิ์ที่เปล่งประกายเหมือนเปลวไฟแผดเผาแม้จะไร้ควันดาบในมือสะบัดฟันออกไปครั้งแรกคลื่นกระบี่อันแหลมคมกรีดผ่านอากาศดังเสียงหอนโหยหวน
สามเงาร่างเบื้องหน้าที่ยืนรออยู่ พลันขยับพร้อมกันทันทีมือทั้งสามยกขึ้นเรียกเร้นพลังปราณของตนเอง ห่อหุ้มร่างกายและแผ่ขยายเป็ม่านปราณส่องสว่างอยู่รอบตัวป้องกันกระบี่ที่ฟาดฟันเข้ามาเต็มแรง
เปรี้ยง!
แรงปะทะรุนแรงราวกับสายฟ้าฟาดทำให้พื้นดินใต้ฝ่าเท้าทั้งสามสั่นะเื เศษหินและใบไม้ปลิวกระจายขึ้นฟ้าทว่าแม้จะป้องกันไว้ได้ แต่แรงปะทะของเหยียนไป๋เฉินก็ยังทำให้ร่างทั้งสามถอยร่นออกไปไกลกว่าสามสิบจั้งแต่ละคนฝืนยืนหยัดบนพื้นราบด้วยท่าทีมั่นคงถึงกระนั้นดวงตาทั้งสามกลับมีแววเคร่งเครียด
"แข็งแกร่ง... สมกับเป็ซื่อจื่อของเหยียนหลงอ๋อง" หนึ่งในนั้นเอ่ยด้วยเสียงเย็นเยียบ
เหยียนไป๋เฉินไม่ตอบ เขาเพียงทะยานร่างตามไปราวกับเหยี่ยวที่พุ่งเข้าใส่เหยื่อ เสียงกระบี่และฝ่ามือปะทะกันดังสนั่นก้องพลังปราณะเิออกเป็คลื่นลมแรงทำให้ต้นไม้โดยรอบเอนไหวอย่างรุนแรง
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดและรุนแรงทั้งสี่ร่างปะทะกันในพริบตาแล้วผละห่างออกไป ก่อนจะโจมตีเข้าปะทะกันอีกครั้งราวกับเป็เงาเลือนที่ยากจะติดตามได้ทัน
เสียงะเิของพลังปราณดังสนั่นในทุกครั้งที่มีการปะทะเศษก้อนหินและต้นไม้รอบข้างถูกกวาดล้างราวกับถูกม้วนกวาดไปด้วยพายุสายหนึ่ง
พวกเขายิ่งต่อสู้ ยิ่งห่างไกลจากสมรภูมิหลักออกไปเรื่อย ๆทิ้งไว้เพียงเสียงหวีดหวิวของคลื่นปราณและเงาเลือนที่ดูคล้ายกับอสูรร้ายต่อสู้กันในท้องฟ้าเบื้องบน
แต่เหยียนไป๋เฉินยังคงรู้สึกได้ถึงแรงกดดันของจำนวนแม้ตนจะยืนหยัดได้อย่างมั่นคงทว่าการต่อสู้กับศัตรูถึงสามคนในระดับเดียวกันนั้นไม่ใช่เื่ง่ายพวกมันร่วมมือกันราวกับผ่านการฝึกฝนมานับปี กระบวนท่าทุกท่วงท่าต่างเชื่อมประสานราวกับจักรกลไร้รอยต่อการโจมตีของเหยียนไป๋เฉินแต่ละครั้งแทบไม่สามารถส่งผลชี้ขาดได้ในพริบตาเดียว
ทว่า เขาไม่ได้รีบร้อนเร่งเร้า
เพียงยกดาบขึ้น ตั้งท่าและค่อย ๆจู่โจมสวนกลับไปอย่างมั่นคงราวกับภูผาใหญ่ที่ไม่มีวันถล่มทลาย
และในขณะเดียวกันนั้นเอง
พวกเขายิ่งต่อสู้ ก็ยิ่งถอยห่างจากสมรภูมิหลักออกไปไกลจนลับสายตาการสู้รบระหว่างผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงสุดเหล่านี้เป็สิ่งที่ไม่อาจให้ผลกระทบหลงเหลือมาถึงกองทัพเื้ัได้เด็ดขาดมิฉะนั้นคนหลายร้อยชีวิตที่ยังคงต่อสู้อยู่ที่สนามรบจะถูกแรงสั่นะเืจากพลังปราณที่ฟาดฟันกันเพียงครั้งเดียวกวาดล้างจนสิ้นซาก
ท่ามกลางสมรภูมิรบที่ระอุด้วยเสียงคำรามของอาวุธและเสียงโห่ร้องของนักรบทั้งสองฝ่ายเงาร่างหนึ่งก็พุ่งเข้าประจันหน้าเหล่าศัตรูด้วยท่วงท่าที่แข็งแกร่งเฉกเช่นทหารกล้าคนหนึ่งแห่งกองทัพัเพลิงชายผู้นั้นมีรูปลักษณ์ธรรมดา ผิวคล้ำแดด รูปร่างกำยำในชุดเกราะแดงเข้มของกองทัพภาพลักษณ์เช่นนี้ทำให้ไม่มีผู้ใดเอะใจว่าเขาจะเป็ผู้ใดอื่นนอกจากทหารกล้าคนหนึ่งของซื่อจื่อเหยียนไป๋เฉิน
เขาเหวี่ยงดาบในมือฟาดฟันศัตรูอย่างบ้าคลั่งใบหน้าเปื้อนเืและคราบเหงื่อ ดูเคร่งขรึมจริงจัง ทว่าในขณะเดียวกันดวงตาของเขาก็วาวโรจน์ขึ้นอย่างแปลกประหลาด ราวกับเปลวไฟที่แฝงเร้นในห้วงรัตติกาล
จู่ ๆ เสียงหอบหายใจถี่รัวก็ค่อย ๆ สงบลง
ชายผู้นั้นหยุดการโจมตี แล้วค่อย ๆถอยห่างออกจากแนวปะทะอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางเสียงกู่ร้องอันดุเดือดของาไม่มีผู้ใดทันสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของเขาเลยแม้แต่น้อย
ในขณะที่คู่ต่อสู้เบื้องหน้ากำลังเตรียมตั้งท่าโถมเข้ามาอีกครั้งชายผู้นั้นกลับพลิกฝ่ามือรวบปราณแน่นขนัด ชั่วขณะที่ฝีเท้าแตะพื้นเขาก็ดีดตัวทะยานขึ้นจากพื้นดินอย่างเฉียบพลัน!
กระแสปราณอันรุนแรงแผ่ซ่านจากร่างของเขาในทันที พลังที่เคยจำกัดอยู่เพียงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเจ็ดพลันสลัดเปลือกปลอมแปลงเผยออกเป็คลื่นปราณกร้าวแกร่งของยอดฝีมือขอบเขตตะวัน!
กวนจวิ้นที่กำลังสับเปลี่ยนท่วงท่ากับศัตรูเบื้องบนรู้สึกถึงความผิดปกติในชั่วพริบตา
ใบหน้าคมคายของเขาแปรเปลี่ยนเป็แข็งกร้าว ดวงตาเต็มไปด้วยโทสะและความเคียดแค้น
“คนทรยศ!”
เสียงคำรามของกวนจวิ้นดังลั่นสะท้อนทั่วป่า
เหยียนไป๋เฉินเองที่กำลังโรมรันกับยอดฝีมือสามคนก็สะดุดหูใบหน้าเรียบเฉยแปรเปลี่ยนเป็เย็นเยียบสายตาแหลมคมราวเหยี่ยวจ้องมองไปยังร่างของชายผู้นั้นซึ่งกำลังพุ่งทะยานไปยังรถม้ากลางขบวนทัพ