หลังส่งเสด็จไท่จื่อ
ณ เรือนหงเหม่ยกุ้ย เรือนของฮูหยินรอง
“ฮ่าฮ่าฮ่า ท่านแม่ ลูกละสะใจยิ่งนักที่นังเด็กเฟยจูใบหน้าเป็เช่นนั้นฮึ่ ดี! ในเมื่อหน้ามันเป็อย่างนั้นก็ไม่ต้องห่วงแล้วว่าไท่จื่อจะยังยอมแต่งให้มันเข้าตำหนักอีก” ทันทีที่นั่งลงนางระบายความดีใจกับมาดาของนางทันที
“แน่นอนอีกไม่นานมันต้องได้รับพระราชโองการถอนหมั้นแน่” ไป๋ซูฮวายิ้มยินดีกับบุตรสาว
“ตอนนี้เ้าก็อยู่เฉยๆ ไปก่อนอย่าได้ไปพูดซ้ำเติมอะไรนาง รอให้ท่านแม่ทัพ กับเฟยิกลับไปก่อน”
“แต่ลูกอยากทำให้นางเสียใจมากกว่านี้นี่เ้าคะท่านแม่”ไป๋ซูฉีกัดริมฝีปาก แม้นางจะรู้สึกสะใจที่ไป๋เฟยจูใบหน้าเสียโฉมแต่หากนางได้ไปพูดให้ไป๋เฟยจูเสียใจและคิดมากขึ้นกว่านี้ยิ่งถึงขั้นอยากฆ่าตัวตายไปเลยยิ่งดี นางจะยิ่งรู้สึกดีและมีความสุขมากขึ้นไปอีก
“เ้าใจเย็นก่อนเถอะหากเ้าจะไปเยาะเย้ยให้นางเสียใจมากกว่านี้ แม่ก็จะไม่ห้ามเ้าเพียงแต่เ้าต้องรอให้บิดาเ้า และเ้าเฟยิกลับไปก่อน”ฮูหยินรองพยายามเกลี้ยกล่อมบุตรสาว
“ฮึ่ ก็ได้เ้าค่ะท่านแม่เช่นนั้นลูกกลับไปเรือนของลูกก่อนนะเ้าคะ” ในที่สุดไป๋ซูฉีก็ยอมตกลง
“ไปเถอะ”นางตอบและพยักหน้ามองบุตรสาวสายตาอ่อนโยนเต็มไปด้วยความรัก
ณ เรือนเหลียงเฟิง เรือนของไป๋ลี่มี่
“ท่านแม่มาดื่มชาที่เรือนลูก มีอะไรหรือไม่เ้าคะ”ไป๋ลี่มี่ถามมารดา
“เ้าเห็นหรือไม่ว่าใบหน้าของคุณหนูรองเสียโฉมแล้ว”ซ่งอี๋เหนียงไม่ตอบแต่ถามกลับ
“เห็นสิเ้าคะ แผลน่ากลัวมากเลย”ไป๋ลี่มี่ทำหน้าสยดสยอง
“แม่คิดว่า ไท่จื่อต้องขอถอนหมั้นนางแน่ไม่มีบุรุษผู้ใดที่จะยอมมีภรรยาที่ใบหน้าเสียโฉมขนาดนั้นหรอก”
ไป๋ลี่มี่ไม่พูดขัด เพียงฟังสิ่งที่มารดากล่าวเท่านั้น
“โดยเฉพาะไท่จื่อที่อนาคตจะต้องครองบัลลังก์เป็ถึงฮ่องเต้ ก็จะต้องไม่ยอมรับนางเช่นกันเช่นนั้นแล้ว นี่อาจจะเป็โอกาส”เมื่อพูดถึงตรงนี้นางก็ตวัดสายตาของนางมองไปยังบุตรสาว
“มี่เอ๋อร์ เ้าเองก็เป็สตรีงดงามผู้หนึ่งถึงแม้เ้าจะเป็บุตรสาวของอนุ ไม่สามารถไปได้สูงถึงขั้นไท่จื่อเฟยแต่ตำแหน่งชายารอง หรืออนุ ก็ไม่แย่นะลูก” เมื่อซ่งอี๋เหนียงกล่าวจบดวงตาของไป๋ลี่มี่ก็เป็ประกายวาบ ใบหน้ามีสีแดงเรื่อ
“ท่านแม่ ลูกไม่ได้...” ไป๋ลี่มี่กล่าวขึ้นอย่างเขินอาย
“หากไท่จื่อได้เป็ฮ่องเต้ เ้าก็จะได้เป็สนมตำแหน่งย่อมไม่ต่ำแน่ เพราะบิดาเ้าเป็ถึงแม่ทัพใหญ่ของแคว้น อย่างไรเสีย พระองค์ต้องมอบตำแหน่งให้เ้าไม่ต่ำเกินไปแน่นอนและเ้าที่งดงามเช่นนี้อาจจะได้เป็ถึงขั้นเฟยก็ได้” มารดายังคงกล่าวต่อไปในสายตาของผู้เป็มารดาบุตรสาวของตัวเองงดงามที่สุด
“แต่...แต่นอกจากลูกก็ยังมีพี่หญิงใหญ่ นางงดงามกว่าลูกอายุนางก็สามารถออกเรือนได้แล้ว แต่ลูกยังไม่ทันได้ปักปิ่น คงไม่ไหวหรอกเ้าค่ะ”แม้จะอาย แต่ก็รู้สึกเสียดาย
“ก็ใช่ว่าหลังจากถอนหมั้นพระองค์จะหาคู่หมายทันทีเสียเมื่อไรหากมีโอกาสเ้าก็หาทางเข้าหาพระองค์เสียหน่อยก็ได้แล้ว”ซ่งอี๋เหนียงพูดง่ายเหมือนนางจะลืมคิดไปว่าไท่จื่อไม่ได้จะมาเรือนของนางบ่อยๆและไป๋ลี่มี่ก็ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ออกจากจวนแล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปยั่วยวนไท่จื่อ
“แล้วลูกจะพบไท่จื่อ และทำให้พระองค์หลงรักลูกได้อย่างไรเล่าเ้าคะในเมื่อ...” นางอยากจะกล่าวเหลือเกินว่านางไม่เคยได้ไปที่ไหนนอกจวน
เหมือนซ่งอี๋เหนียงจะนึกได้ นางเม้มปากแล้วกล่าว“เอาเถอะ เ้าไม่ต้องกังวล ประเดี๋ยวแม่จะหาหนทางเอง”
ณ ตำหนักไท่จื่อซุนห่าวซวน
ซุนห่าวซวนได้ครุ่นคิดตลอดการเดินทางกลับจากจวนท่านแม่ทัพไป๋จนถึงตำหนักของตนเองหากไม่นับวัยเด็กที่เคยเจอคู่หมั้นหนึ่งครั้ง นี่เป็ครั้งแรกที่พระองค์ได้พบนางจากที่เห็นรอยแผลที่น่ากลัวนั่น ยังเป็แผลใหม่ที่เกิดขึ้นไม่นานอาจจะเพิ่งเกิดได้ไม่เกินหนึ่งคืนด้วยซ้ำ แต่ทั่วทั้งใบหน้านาง หากไม่มีแผลนั่นนับได้ว่านางเป็คนที่หน้าตาน่ารักมากเลยทีเดียวแล้วไยไป๋ซูฉีจึงกล่าวว่าไป๋เฟยจูอัปลักษณ์เล่า
ซุนห่าวซวนเริ่มรู้สึกคลางแคลงใจต่อไป๋ซูฉีว่าทุกสิ่งที่นางกล่าวน่าเชื่อถือเพียงใดกันแน่พระองค์รู้สึกว่าตนปล่อยปละละเลยคู่หมั้นของพระองค์มากเกินไปจริงๆเชื่อสตรีคนหนึ่งมากเกินไปหรือไม่ ไป๋ซูฉีงดงามและอ่อนหวานปานนั้นจะเป็ไปได้หรือที่นางจะหลอกลวงพระองค์
ในส่วนของความแคลงใจก็เป็เื่หนึ่งที่เขาต้องสืบหาความจริงแต่เื่ที่ไป๋เฟยจูมีาแบนใบหน้าในตอนนี้ก็เป็เื่จริงอีกเช่นกันและแผลใหญ่ถึงเพียงนั้น ต่อให้หมอเก่งเพียงใดก็มิอาจรักษารอยแผลเป็ได้อย่างแน่นอน ผู้ที่จะมาเป็ไท่จื่อเฟยของพระองค์พระองค์มิอาจยอมรับได้ที่จะให้มีรอยตำหนิบนใบหน้าที่ใหญ่โตเด่นชัดถึงเพียงนั้นพระองค์จะทำเช่นไรดี คิดแล้วก็รู้สึกกลุ้มพระทัยนัก
“ตงฟาง” ไท่จื่อเรียกองครักษ์ข้างกาย
“พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ขานรับทันที
“เ้าให้ใครไปสืบความเป็มาของแม่นางไป๋เฟยจูให้ข้าอย่างละเอียด”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ไท่จื่อนั่งจิบชาตริตรองอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงเสด็จไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้
“ถวายบังคมเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ” หลังจากกงกงหน้าห้องทรงพระอักษรทูลรายงานต่อฮ่องเต้ว่าไท่จื่อขอเข้าเฝ้าและได้รับอนุญาตแล้วไท่จื่อซุนห่าวซวนก็เข้าพบฮ่องเต้
“เป็อย่างไรบ้างซวนเอ๋อร์ ไปเยี่ยมคู่หมั้นมาเรียบร้อยแล้วหรือ”ฮ่องเต้ตรัสถามขณะที่ตาก็ยังอ่านฎีกาที่อยู่บนโต๊ะทรงงาน
“เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ว่า...” ไท่จื่อตอบและอึกอักที่จะกล่าวต่อ
ฮ่องเต้เงยพระพักตร์ขึ้นด้วยความสงสัย “มีอะไร”
“คือ เมื่อเช้านี้เอ๋อร์เฉินไปเยี่ยมเฟยจูมานางอาการไข้ดีขึ้นแล้ว แต่ว่า.....” ไท่จื่อก็อยากจะตอบแบบลื่นไหลแต่มันช่างพูดยกเหลือเกิน
“แต่ว่าใบหน้าของนางได้รับอุบัติเหตุจนเกิดาแรอยใหญ่มากพ่ะย่ะค่ะ”ไท่จื่อตัดสินใจเล่าทั้งหมดตามความจริง
ฮ่องเต้ตกพระทัย “อะไรนะ เกิดเื่นี้กับนางได้อย่างไรใครทำร้ายนาง”
เมื่อได้ฟังที่ไท่จื่อกล่าว ฮ่องเต้ตกพระทัยมากใจกระหวัดนึกถึงหยางเลี่ยงหรงขึ้นมาทันที
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ นางบอกว่าไม่มีใครทำร้ายนางนางเพียงแต่งหน้า แล้วเกิดความผิดพลาดทำให้ใบหน้าของนางเป็เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”ไท่จื่อนึกถึงดวงตาของนาง และใบหน้าที่มีแผลใหญ่ ยังมีรอยเืซึมเล็กน้อยที่าแนั้น
ฮ่องเต้นิ่งเงียบไป จากนั้นวางพู่กันลงแล้วยกสองมือขึ้นประสาน วางพระกัประ (ศอก) ไว้บนโต๊ะ ครู่ต่อมาพระองค์จึงตรัสถาม“แล้วแม่ทัพไป๋ว่าอย่างไรบ้าง”
“ในคราแรกแม่ทัพไป๋ก็โกรธคิดว่าใครทำร้ายนางเช่นกันแต่เมื่อรู้ว่าเป็นางทำตัวเอง จึงได้แต่ปล่อยเวลาให้นางทำใจพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม....ถ้าเช่นนั้นก็ส่งหมอหลวงไปดูนางหน่อยเถอะ”ฮ่องเต้กล่าว
“พ่ะย่ะค่ะ” ไท่จื่อรับคำ
“เอ่อ เสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ” ไท่จื่อไม่ยอมออกจากห้องแต่เรียกฮ่องเต้เพื่อจะพูดต่อ
“มีอะไรหรือ” ฮ่องเต้ถามด้วยความสงสัยเมื่อเห็นไท่จื่อทำหน้าเหมือนอึดอัดใจที่จะกล่าว
“คือเื่ไท่จื่อเฟย...เอ๋อร์เฉินไม่คิดว่าาแที่ใหญ่มากขนาดนั้นจะสามารถรักษาจนไม่มีรอยแผลเป็ได้เกรงว่านางคงต้องอัปลักษณ์ไปตลอดชีวิตแล้ว”
ฮ่องเต้รู้สึกหนักพระทัยจนพระขนงย่นหน้าตาของราชวงศ์ก็ต้องนึกถึง แต่แม่ทัพไป๋ก็เป็ศิษย์พี่ของพระองค์และหยางเลี่ยงหลงก็เป็ศิษย์น้องของพระองค์ และยังเป็รักแรกของพระองค์อีก แม้ตอนนี้นางจะสิ้นชีพไปแล้วก็ตามหากจะถอนหมั้นไป๋เฟยจู แล้วใครจะแต่งกับนาง ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียดจนต้องถอนพระอัสสาสะ
“เื่นั้นเอาไว้ว่ากันอีกทีให้เจิ้นคุยกับแม่ทัพไป๋ก่อน ตอนนี้เ้ากลับไปก่อนเถอะ”ฮ่องเต้กล่าวพร้อมโบกพระหัตถ์ให้ไท่จื่อออกไป
“พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ”ไท่จื่อกล่าวพร้อมยกพระหัตถ์ขึ้นแสดงความเคารพและก้มศีรษะลงแล้วออกจากห้องทรงพระอักษรไป