มีสมองคิดสั้นเช่นนี้ มิน่าเล่าถึงได้เดินไปสู่หนทางสายมรณะ!
ประโยคที่ชุยซื่อหลุดปากออกมา ทำให้สวี่ิอี้ต้องหันไปมอง
ที่แท้การที่ท่านแม่มีิสือเพียงคนเดียว เป็เพราะตนเองไม่อยากมีลูกอีกอย่างนั้นหรือ
พอมาคิดดูตอนนี้ก็สมเหตุสมผลอยู่ ตอนที่มีิสือ ท่านแม่เพิ่งจะอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์เท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่มีวี่แววอื่นอีกเลย คงเป็เพราะสาเหตุนี้เพียงอย่างเดียวนั่นแหละ
สวี่อวิ๋นกับนายท่านผู้เฒ่าก็มองไปยังชุยซื่อด้วยสายตาสลับซับซ้อนเช่นกัน
สีหน้าของลูกสะใภ้เมื่อครู่ตอนเอ่ยถึงิสือ ราวกับคนหลุดพ้นหลังจากทำภารกิจเสร็จสิ้นก็ไม่ปาน ทำให้ท่านปู่ผู้เฝ้าหวังว่าจะมีหลานชายอีกหลายคนมาวิ่งเล่นให้ครึกครื้นรู้สึกปั่นป่วนในใจ— สรุปว่า นี่ต่างหากคือสาเหตุที่แท้จริงของการเปลี่ยนท่าทีของลูกสะใภ้ ตอนคลอดลูกชายออกมาดีใจจนเนื้อเต้น ทว่าหลังจากนั้นกลับเลี้ยงดูแบบขอไปทีอย่างนั้นหรือ
ปริศนาที่วนเวียนอยู่ในใจเขามาหลายปี วันนี้ในที่สุดก็ไขกระจ่างเสียที
ทว่ากลับ... พูดอะไรไม่ออกเลยสักคำ
ส่วนสวี่อวิ๋นก็หันไปมองพี่ชายตนเอง
ตลอดมาเขาเอาแต่คิดว่าเป็ปัญหาของพี่ชาย มาดูตอนนี้ ที่แท้เขาก็เข้าใจพี่ชายผิดไปเสียแล้ว...
เมื่อสังเกตเห็นว่าบรรยากาศจู่ ๆ ก็เริ่มแปลกประหลาดขึ้นมา อีกทั้งแววตาของมารดาก็มีข้อความเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า 'แย่แล้ว เผลอพูดความในใจออกมาเสียได้' สวี่ิอี้จึงเอ่ยปากขึ้นอย่างได้จังหวะเพื่อทำลายบรรยากาศน่าอึดอัดนี้ "หร่วนซื่อ เ้าคิดว่าลูกของเ้าและอาการป่วยของเ้า ล้วนเป็เพราะข้าทำร้ายจริง ๆ หรือ"
เมื่อได้ยินนางเอ่ยปาก สีหน้าเย้ยหยันบนใบหน้าของหร่วนซื่อก็ยิ่งเด่นชัด "...หากไม่ใช่เพราะเ้า นายท่านก็คงไม่ใจดำถึงเพียงนี้! นายท่านไม่ได้มีใจให้ข้าเท่าไรนัก ข้าเพียงแค่อยากได้ลูกสักคนมาอยู่เป็เพื่อนข้างกาย มีความคิดแบบนี้มันเป็เื่เลวร้ายถึงขั้นต้องรับโทษมหันต์เลยหรือไร!"
น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความตัดพ้อและไม่ยินยอม
ทว่าระหว่างที่พูด เมื่อเห็นเด็กสาวนั่งอยู่บนที่นั่งสูงส่ง มองต่ำลงมาที่ตนซึ่งกำลังคุกเข่าอยู่ตรงนี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย หัวใจของนางก็ยิ่งถูกทิ่มแทงอย่างรุนแรง—
ภายใต้ความสิ้นหวัง ความอาฆาตแค้นและความไม่พอใจที่ถูกกดทับไว้ในก้นบึ้งหัวใจวันแล้ววันเล่าได้พุ่งทะลวงกรงออกมาเหมือนสัตว์ร้าย กระตุ้นให้สติสัมปชัญญะเส้นสุดท้ายของนางแตกซ่านไปจนหมดสิ้น
"คนที่สมควรตายไม่ใช่ลูกของข้า แต่เป็ตัวกาลกิณีอย่างเ้าต่างหาก! หากเ้าตายไป ก็จะไม่มีตัวเกะกะอีกต่อไปแล้ว!"
หากเื่วางพิษไม่ถูกเปิดโปงละก็ คนที่เป็โรคอาการหลับใหลผิดปกติ หากจะเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมาสักหน่อยย่อมเป็เื่ง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ... นางต้องหาโอกาสลงมือได้อยู่แล้ว!
แต่ดันความแตกเสียได้!
ในเมื่อเป็เช่นนี้ นางก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว!
หร่วนซื่อลุกขึ้นจากพื้น พุ่งตัวเข้าหาสวี่ิอี้ด้วยสีหน้าดุร้ายเหี้ยมเกรียม
อีกทั้งยังล้วงมีดสั้นสะท้อนประกายเย็นเยียบเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อกว้างอีกด้วย
การถูกเรียกตัวมาที่นี่อย่างกะทันหัน ในใจนางคาดการณ์ถึงความเป็ไปได้ที่เื่จะความแตกอยู่แล้ว หรือแม้กระทั่งก่อนหน้านี้ นางก็เคยคิดถึงผลลัพธ์เช่นนี้มาก่อน
มีดสั้นเล่มนี้ ถูกเตรียมไว้ั้แ่วันที่นางตัดสินใจลงมือกับสวี่ิอี้แล้ว
"ขวางนางไว้!"
สวี่ฉีเหวยประสาทััเฉียบคม เขาสังเกตเห็นล่วงหน้า จึงขมวดคิ้วตวาดขึ้นมาทันที
สวี่ิอี้ขมวดคิ้วอย่างรำคาญใจ คว้าถ้วยชาบนโต๊ะเล็กข้างกาย แล้วขว้างใส่หร่วนซื่อที่กำลังพุ่งเข้ามาด้วยท่วงท่าคล่องแคล่ว
"เพล้ง!"
ถ้วยชาหยกขาวอันประณีตพุ่งเข้ากระแทกข้อมือของหร่วนซื่ออย่างแม่นยำ ทำให้มีดสั้นในมือร่วงหล่นลงพื้นพร้อมกับถ้วยชา
วินาทีต่อมา อาจูก็พุ่งเข้าจับตัวหร่วนซื่อกดเอาไว้ได้อย่างแ่า
"ปล่อยข้านะ!"
หร่วนซื่อดิ้นรนอย่างไม่ยอมแพ้
ในจังหวะนั้นเอง มีของสิ่งหนึ่งสีแดงสลับเหลืองร่วงลงมาจากสาบเสื้อบริเวณหน้าอกของนาง
อาจูใช้มือข้างที่ว่างหยิบมันขึ้นมา— อันที่จริงก็ตั้งใจจะเบี่ยงเบนความสนใจของตนเองไปด้วย เพื่อกันไม่ให้ตนเองทนไม่ไหวเผลอลงมือทุบตีหร่วนซื่อต่อหน้าผู้คน
เมื่อดูชัด ๆ ก็พบว่ามันคือยันต์คุ้มภัย
"ที่แท้ก็ไม่ได้เลอะเลือนไปเสียหมดนี่นา ยังรู้จักหวาดกลัวและละอายแก่ใจ... พูดกันตามตรง ปากก็เอาแต่พร่ำบอกว่าคนอื่นทำร้ายเ้า แต่แท้จริงแล้วก็แค่หาข้ออ้างให้ความคิดชั่วร้ายของตัวเองเท่านั้น" สวี่อวิ๋นถอนหายใจ น้ำเสียงยังคงราบเรียบสบาย ๆ เหมือนเช่นเคย "คนที่ทำร้ายลูกของเ้า ไม่เคยเป็ใครอื่น แต่เป็ตัวเ้าเอง— ในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด เ้าเองก็น่าจะคิดเื่นี้ได้ทะลุปรุโปร่งตั้งนานแล้วกระมัง"
เพียงแต่หลังจากคิดทะลุปรุโปร่งแล้วก็ไม่อาจยอมรับความจริงได้ วันแล้ววันเล่า จึงค่อย ๆ เสียสติไปอย่างเงียบเชียบเช่นนี้
อีกทั้งไม่อยากจะเสียสติไปเฉย ๆ จึงร้อนรนอยากหาทางออกให้ตัวเอง ส่วนเจาเจาไม่รู้ว่าไปทำเวรกรรมอะไรมา ถึงได้กลายมาเป็ฆาตกรในจินตนาการของนางที่ต้องมาชดใช้บาปแทนอย่างงง ๆ
หร่วนซื่อจ้องมองเขาเขม็ง "ท่านพูดจาเหลวไหล!"
สวี่อวิ๋นหรี่ตาลงเล็กน้อย ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า "ข้าพูดจาเหลวไหลหรือไม่ เ้าย่อมรู้ดีกว่าใคร พูดถึงเื่เด็กคนนี้ หากตอนแรกพี่ใหญ่ไม่ได้ตกลงกับเ้าให้ชัดเจนว่าไม่อนุญาตให้มีลูก พอเ้าตั้งครรภ์แล้วเขาบังคับให้เ้าทำแท้ง หากไม่พูดถึงเื่ที่เ้าเป็แค่อนุภรรยา ไม่ว่าจากเหตุผลหรือหลักการใด นั่นย่อมเป็ความผิดของเขาทั้งหมด แต่เ้าได้ทำข้อตกลงกับเขาไว้ก่อนที่จะเข้าจวนเจิ้นกั๋วกงแล้ว ทว่ากลับจงใจละเมิดข้อตกลงนั้นเสียเอง เด็กน่ะย่อมไร้เดียงสา แต่หลังจากเกิดเื่แล้ว เ้ากลับทำตัวเป็ผู้ถูกกระทำอย่างน่าสงสาร ซึ่งแท้จริงแล้วเ้าไม่ได้ไร้เดียงสาเลยสักนิด— เ้าลองคิดดูให้ดีสิ ว่ามันเป็เหตุผลแบบนี้ใช่หรือไม่"
เดิมทีเขาไม่ใช่คนที่ชอบพูดจามีเหตุผลกับคนอื่นเท่าไรนัก แต่หร่วนซื่อเอาแต่หนีความจริงอย่างไม่ลดละ เขาจึงทนดูไม่ได้จริง ๆ
เพราะถึงอย่างไร ในครอบครัวนี้ ในฐานะคนที่เป็ที่หนึ่งเื่การใช้ชีวิตไปวัน ๆ อย่างเลื่อนลอย เขาย่อมไม่อาจทนให้ใครใช้ชีวิตเลื่อนลอยไปกว่าเขาได้หรอกนะ
เมื่อฟังอีกฝ่ายใช้คำพูดบีบคั้นให้นางตาสว่างทีละประโยค สีหน้าของหร่วนซื่อก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา นางส่ายหน้าปฏิเสธอย่างไม่หยุดหย่อน
ทว่าสวี่ิอี้กลับพยักหน้าตามคำพูดของอารองตนเองไปอย่างลืมตัว
ใช่แล้ว
เมื่อนางลองคิดทบทวนดูอย่างจริงจัง ก็รู้สึกว่าเื่การจะมีลูกหรือไม่มีลูกนั้น ยังมีรายละเอียดและกฎเกณฑ์อีกมากมาย—
อย่างแรกเลยต้องพูดถึงความสมัครใจของทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็หญิงหรือชาย การเพิกเฉยต่อความ้าของอีกฝ่าย ปิดบังหรือบังคับให้อีกฝ่ายต้องมีลูกเพียงฝ่ายเดียว ล้วนเป็เื่ที่ไม่สมเหตุสมผลทั้งสิ้น
ไม่อาจมองว่าเพราะหร่วนซื่อเป็ผู้หญิง ฐานะอนุภรรยาต่ำต้อยน่าสงสาร ดูเหมือนเป็ฝ่ายอ่อนแอ แล้วจะมองว่าการกระทำที่ 'ผิดสัญญา' นี้เป็เื่สมเหตุสมผลได้
แม้ข้อเรียกร้องของบิดาในตอนนั้นจะค่อนข้างประหลาด แต่ก็เป็สิ่งที่พูดอธิบายไว้ชัดเจนั้แ่ก่อนหร่วนซื่อจะเข้ามาในจวนเจิ้นกั๋วกง ในเมื่อหร่วนซื่อตกลงรับปาก ทั้งยังได้รับการคุ้มครองและความร่ำรวยจากจวนเจิ้นกั๋วกงแล้ว การรักษาสัญญาก็ควรจะเป็บรรทัดฐานขั้นพื้นฐานที่สุด
และไม่อาจใช้ประโยคที่ว่า— 'เพียงแค่อยากมีลูกสักคน มันเป็เื่ผิดบาปนักหรือไร' มาเบี่ยงเบนประเด็นได้
อีกทั้งเื่นี้ หร่วนซื่อทั้งปวดใจและเสียสุขภาพ บิดาของนางก็ไม่ได้มีใจคอโเี้เป็หิน การต้องกำจัดทารกอายุสี่เดือนในครรภ์ทิ้งไป ในใจของเขาจะไม่มีเงามืดและความรู้สึกผิดหลงเหลืออยู่เลยหรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเื่นี้เป็อุบัติเหตุที่สามารถหลีกเลี่ยงได้อย่างสิ้นเชิง
ในสถานการณ์เช่นนี้ ก็ไม่จำเป็ต้องพูดอะไรอีกว่ามันยุติธรรมต่อหร่วนซื่อหรือไม่ การจะพูดถึงความยุติธรรมบนพื้นฐานของการละทิ้งสัญญา มันก็ไม่ยุติธรรมั้แ่แรกแล้ว
ตอนนี้ นางกลับรู้สึกสงสัยเหลือเกิน ว่าทำไมบิดาของนางถึงได้ยืนกรานหนักแน่นั้แ่ต้นจนจบว่าไม่ยอมให้หร่วนซื่อมีลูก—