“พี่ชาย ถ้าท่านไม่้ามันแล้วท่านให้ข้าได้หรือไม่”
เสียงเด็กหญิงตัวน้อยอายุราวหกปีนามกู้เซียนเซียนพูดพลางชี้ไปที่ก้อนไม้เล็กๆ ที่ถูกแกะสลักกลายเป็ลูกหมาป่าตัวกลมและมันเพิ่งถูกขว้างทิ้งไว้บนพื้นในสวนนอกหน้าต่างห้องคัดอักษรหลังกู้หยุนผู้เป็พี่ชาย ไม่พอใจลักษณะของมันเขาสั่งให้บ่าวไปซื้อมันมาหลังจากที่เพื่อนของเขามีของเล่นไม้แกะสลักลักษณะคล้ายกันนี้เกือบทุกคนโดยหวังว่าจะนำไปอวดเพื่อนในสถานศึกษาที่เขาต้องไปทุกวัน่เช้าแต่ผลที่ได้นั้นเล่า เขาได้ลูกหมูมาตัวหนึ่ง หาใช่หมาป่าอหังการตามที่เขา้าเสียที่ไหนบ่าวพวกนี้เห็นเขาเป็เพียงเด็กน้อยอายุสิบปีใช่หรือไม่ถึงได้ไปตีความ้าของเขาเป็เพียงของเล่นเด็กผู้หญิงชิ้นหนึ่งเช่นนี้
“เ้าอยากได้ ก็เอาไป” ถึงแม้เขาจะไม่พอใจแต่เขาก็จงใจลดเสียงลงกึ่งหนึ่งเมื่อหันไปพูดกับน้องสาว
“ข้าจะอ่านหนังสือต่อสักหน่อย เ้าเอาไปเล่นแล้วอย่าไปเดินเกะกะที่เรือนหน้าให้ท่านพ่อดุเอาเล่า“ เขากำชับก่อนหันไปเปิดหนังสือที่อ่านค้างไว้เมื่อครึ่งชั่วยามก่อนต่อโดยทำท่าไม่สนใจกู้เซียนเซียนอีก
“ข้าทราบแล้วพี่ชาย”นางวิ่งไปหยิบเ้าก้อนหมาป่าที่นอนตะแคงอยู่บนพื้นก่อนวิ่งออกไปทางประตูโค้งข้างเรือนห้องคัดอักษรอย่างรวดเร็วโดยมีสายตาของกู้หยุนมองตามส่งไปตลอดทาง
ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับน้องสี่จะไม่ใช่พี่น้องมารดาเดียวกันแต่เขาก็เป็พี่ชายของนางจริง
กู้เซียนเซียนเคยเป็บุตรของฮูหยินรองของจวนเพราะก่อนหน้านี้มารดาของพี่ชายและพี่สาวฝาแฝดของนางเป็บุตรของฮูหยินเอกก่อนที่นางจะจากไปด้วยสุขภาพที่อ่อนแอภายหลังจากที่คลอดบุตรสาวฝาแฝดสองคนได้ไม่นานด้วยบิดาของนางกู้เซียวหลาง แม้มีอนุมากมาย แต่กลับมีฮูหยินเอกและฮูหยินรองเพียงสองคนเท่านั้นกอปรกับฮูหยินทั้งสองก็แต่งเข้าตระกูลในเวลาไล่เลี่ยกัน ฮูหยินเอกคนก่อนนั้นมีพื้นฐานมาจากครอบครัวบัณฑิต ทำให้นางมีความรู้ตัวอักษร หมาก พิณและภาพวาดส่วนฮูหยินรองนั้น นางแต่งเข้ามาเพื่อเสริมบารมีด้านความมั่งคั่งให้กับนายท่านกู้โดยแท้แม้ว่ามารดาของฮูหยินรองจะเป็เพียงอนุ แต่ด้วยทรัพย์สินของบิดานางก็มากเพียงพอที่จะทำให้นางแต่งเข้าตระกูลกู้แล้วไม่มีใครสามารถกดข่มนางได้เช่นกันโดยเฉพาะในจวนที่เบื้องบนไม่มีบิดามารดาของสามีแล้วเช่นนี้กลับกันเสียอีกที่บางครั้งนางนำของมีค่าบางส่วนจากสินเ้าสาวของนางให้กับบุตรสาวของฮูหยินเอกด้วยความใจกว้างส่งผลให้ตำแหน่งในจวนของนางมั่นคงและอยู่ได้อย่างราบรื่นยิ่งนักดังนั้นภายหลังเมื่อฮูหยินเอกจากไป มารดาของกู้เซียนเซียนจึงขึ้นมาเป็ฮูหยินเอกรับหน้าที่ดูแลลูกของอดีตฮูหยิน และดูแลจวนตระกูลกู้ต่อจากนั้นเป็ต้นมา
เมืองหยางโจว ซึ่งถือเป็เมืองหลวงของแคว้นซ่งแม้ไม่อาจกล่าวได้ว่าตระกูลกู้เป็ตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดแต่หากกล่าวว่าเป็หนึ่งในสิบตระกูลพ่อค้าอันมั่งคั่งก็ไม่มีทางเกินจริงการค้าของตระกูลกู้ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ผ้าทอ ผ้าไหม และเครื่องหนังมีหน้าร้านนับสิบร้านทั้งในเมืองและนอกเมือง ไม่นับตามหัวเมืองหลักๆของแคว้นอีกนับสิบร้าน กล่าวได้ว่าร้านค้าของตระกูลกู้ไม่อาจนับจำนวนทั้งหมดได้ด้วยนิ้วจนครบหากแต่นายท่านกู้เซียวหลางก็สมกับเป็ผู้กว้างขวางมากประสบการณ์นอกจากสมุดบัญชีและการดูแลร้านรับซื้อวัตถุดิบแล้ว เขาแทบไม่ไปดูร้านอื่นๆหรือแม้กระทั่งร้านตามหัวเมืองเลยเพราะเขามีหลงจู๊ประจำร้านที่เขาไว้ใจมาั้แ่สองรุ่นก่อนดูแลและคอยส่งข้อมูลบัญชีให้เขาเป็ประจำทุกสามเดือนรวมถึงในทุกๆ ปี จวนตระกูลกู้จะมีหลงจู๊ของแต่หัวเมืองผลัดเปลี่ยนมารายงานผลประกอบการของแต่ละสาขาอย่างละเอียดเช่นเดียวกันกับตอนนี้ที่กลุ่มของ หนานกงหลุน หลงจู๊าุโของหัวเมืองเทียนซานกำลังถกอยู่กับนายท่านกู้ถึงผลประกอบการในรอบปีที่ผ่านมาของร้านค้าในเขตนั้นซึ่งทำให้เรือนด้านหน้าที่กู้หยุนพูดถึงเต็มไปด้วยความวุ่นวายของผู้คนและสมุดบัญชี ซึ่งก็เป็ภาพที่เห็นกันอย่างชินตามาั้แ่จำความได้แล้ว
“อาหยุน เ้าทำอะไรอยู่ ข้าเข้าไปได้หรือไม่ “ เสียงหวานทุ้มต่ำดังแว่วเข้ามาในห้องแม้จะไม่ดังนัก แต่เพราะว่าในห้องอักษรนั้นเงียบมาก กู้หยุนจึงได้ยินอย่างชัดเจนเขาหันมองไปตามทิศทางของเสียงที่หน้าประตูห้องก็พบกับฮูหยินเอก แช่ไป๋ นามอวี้ซี่งบัดนี้เป็มารดาในนามของเขามานานหลายปีแล้ว
“ท่านแม่ ท่านมีสิ่งใดให้ข้ารับใช้หรือไม่เหตุใดไม่ให้บ่าวมาเรียก” เขาหันไปถามมารดา ก่อนเหลือบไปเห็นเด็กชายตัวเล็กๆ ข้างๆมารดาของเขา
“อ่อ ที่แท้น้องข่ายลี่ก็มาด้วย” หนานข่ายลี่เป็ลูกชายของหลงจู๊แซ่หนานนั่นเองเด็กชายอายุประมาณสิบปีสิบเอ็ดปี เขาติดตามบิดามาด้วยแทบจะทุกปีเพราะเขาบอกบิดาว่า เขาชอบความครึกครื้นของเมืองหลวง แต่นอกเหนือจากความชอบนั้นสิ่งที่ไม่ได้บอกบิดาก็คือ เขาชอบพูดคุยและเล่นกับอาหยุนยิ่งนัก มิใช่ว่าอาหยุนเป็เพียงหนอนหนังสือเสียเมื่อไหร่กัดจิ้งหรีด ตีไก่ รวมถึงหมากกระดานอาหยุนล้วนมีทักษะทีดีกว่าเด็กวัยเดียวกันมากนัก
“ข้าก็ติดตามพ่อข้ามาหาเ้าทุกปีเ้าก็อย่าทักข้าแบบนี้สิ มันทำให้ข้าคิดว่าเ้าไม่อยากให้ข้ามา” หนานข่ายลี่ตอบพร้อมทำท่ายักคิ้วให้กับเ้าของห้อง
ฮูหยินกู้ผู้มีใบหน้าเปื้อนยิ้มดวงตาสีอำพันเป็ประกาย แม้ดูเยือกเย็นทว่าไม่ทำให้เกิดความรู้สึกห่างเหินแม้อายุจะล่วงเลยมายี่สิบเจ็ดย่างยี่สิบแปดหนาวแล้วแต่เพราะความสุขสบายและความเอาใจใส่ในการดูแลตัวเองนางแทบจะเหมือนเด็กสาวอายุยี่สิบต้นๆ เท่านั้น
“เอาหล่ะๆ พวกเ้าอย่ามัวแต่ทักกันไปมาอยู่เลยข้ายกของว่างมาให้พวกเ้าให้ทานด้วยกันเสียที่นี่ พวกเ้าทานกันไปก่อนพอถึงยาวโย่วแล้วจะให้บ่าวมาตามพวกเ้าไปทานอาหารที่เรือนหน้าอีกที อาหยุนเ้าเองก็อย่ามัวแต่เคร่งเครียดอ่านแต่หนังสือมากนัก พาอาลี่ไปเดินเล่นที่สวนซักรอบก่อนไปเรือนหน้าก็ดี “ นางกล่าวก่อนที่จะให้บ่าวที่เดินตามมาข้างหลังวางของว่างรังนกสองชามไว้บนโต๊ะหนังสือด้านข้างของกู้หยุน
“ลำบากท่านแม่แล้ว “ กู้หยุนกล่าวขอบคุณนางก่อนที่จะพูดคุยกันอีกซักพักถึงผลการเรียนใน่นี้ของเขากับหนานข่ายลี่
หลังจากที่กู้ฮูหยินเดินจากไปหนานข่ายลี่ก็ตรงเข้าเื่ทันที เขาขอให้กู้หยุนเล่าเื่ราวต่างๆของเมืองหลวงใน่ที่เขาไม่ได้มาและนัดแนะกันเพื่อออกไปเที่ยวชมเมืองในวันรุ่งขึ้นซึ่งกู้หยุนก็ไม่ได้ปฏิเสธ กลับกันเขาให้สัญญาในการพาสหายเที่ยวชมเมืองและยังบอกอีกว่าจะพาไปดูการแข่งขันยิงธนูที่จัดขึ้นเพื่อทดสอบนักเรียนในสำนักศึกษาของเขาในวันพรุ่งนี้ด้วย
เนื่องจากทั้งสองคนมีอายุไล่เลี่ยกันเมื่อได้พูดคุย ก็แทบจะคุยกันได้ทุกเื่ ไม่นานก็ถึงยามโย่วเมื่อมีบ่าวชายมาแจ้งเวลา จึงได้ติดตามกันออกไปที่เรือนหน้าทันที
เมื่อไปถึงก็พบว่าห้องโถงของเรือนหน้าได้จัดเตรียมอาหารไว้แล้วโต๊ะอาหารประกอบไปด้วยโต๊ะขนาดใหญ่นั่งได้เจ็ดแปดคนสองโต๊ะซึ่งแน่นอนว่านายท่านกู้และเหล่าหลงจู๊าุโจะนั่งรวมกันหนึ่งโต๊ะ ฮูหยินและเด็กๆนั่งแยกไปอีกโต๊ะหนึ่ง ซึ่งอยู่ด้านในใกล้ประตูเรือนระหว่างสองโต๊ะมีม่านยาวกั้นแยกไว้เป็สัดส่วน วัฒนธรรมในเมืองหลวงตอนนี้นั้นแม้ไม่อาจกล่าวได้ว่าเปิดกว้าง แต่ก็ไม่ได้ถึงกับให้ชายหญิงต้องนั่งแยกโต๊ะแยกห้องเหมือนเช่นในสมัยก่อนอีกมีเพียงก็แต่หากมีบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่คนในครอบครัวมาร่วมทานอาหารด้วยก็เพียงแค่นั่งแยกโต๊ะกันเท่านั้น
หลังจากทั้งสองทักทายผู้าุโในห้องแล้วก็แยกไปนั่งโต๊ะที่จัดไว้สำหรับคนในครอบครัวทันที
ไม่นานเสียงหวานใสแต่แฝงไว้ด้วยความเป็เด็กสองเสียงก็ดังแว่วมาจากภายนอกห้องโถงจนนายท่านกู้ยังต้องหันไปมองตาม
พูดถึงนายท่านกู้ หากคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนอาจคิดว่าเขาคือคนแก่หัวล้านพุงโตที่เป็ไปตามมาตรฐานของเถ้าแก่ร้านขายของชำทั่วไปผู้ซึ่งมีภรรยาและอนุภรรยามากมายประกบหน้าหลังคอยแย่งกันเอาใจ แต่ใครเลยจะคิดว่าเถ้าแก่กู้ผู้มีกิจการมากมายในเมืองหลวงนั้น จะยังหล่อเหลาองอาจแม้อายุจะล่วงเลยมาถึงเลขสามแล้วก็ตามวันนี้เขาสวมเสื้อตรงยาวสีน้ำเงินเข้มแขนกว้างไม่มีลวดลายซึ่งเป็ชุดแบบที่เขาสวมใส่อยู่เป็ประจำเมื่ออยู่ที่จวน ขับเน้นให้ดูสูงโปร่งเข็มขัดหนังวัวอย่างดี คาดอยู่บนเอวที่ไม่มีไขมันส่วนเกินแม้แต่น้อย เมื่อประกอบกับที่เขามีดวงตาโตจมูกโด่ง คิ้วเรียงตัวยาวเฉียงไปด้านข้างขมับใบหน้าเช่นนี้ของเขาได้มาจากฝั่งมารดาชาวเหนือยิ่งทำให้นายท่านกู้ดูเด็กลงต่างจากสหายร่วมอายุไปมากหากว่าเขาเพียงโกนหนวดเคราที่มีไว้เพื่อเสริมบารมี เพิ่มความาุโบนใบหน้ามิสู้กล่าวว่าเขาสามารถสู้ประชันความหนุ่มกับหนุ่มน้อยที่เพิ่งพ้นวัยสวมกวานได้เลยทีเดียว
“เหยาเอ๋อร์ หยางเอ๋อร์ มาคาราวะผู้าุโทางนี้” นายท่านกู้เรียกบุตรสาวทั้งสองกู้เหยา และกู้หยาง ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่แฝงไปด้วยความเอ็นดูอย่างที่สุดพร้อมมองไปที่เด็กทั้งสองคนที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายมารดาของพวกนางอยู่ห้าหกส่วนใบหน้าของพวกนางทั้งสองเหมือนกันจนแทบแยกจากกันไม่ออกหากไม่ตั้งใจพิจารณา
“ผู้น้อยแซ่กู้ นามเหยา คาราวะหลงจู๊าุโทุกท่าน”กู้เหยาผู้มีใบหน้าจิ้มลิ้ม ดวงหน้าพริ้มเพราฉลาดหลักแหลมชิงพูดก่อนน้องสาว
“ผู้น้อยกู้หยาง คาราวะผู้าุโทุกท่าน” กู้หยางผู้มีใบหน้าเฉกเช่นเดียวกันกับพี่สาวที่เกิดก่อนเพียง1 เค่อ กล่าวทักทายผู้าุโตามบ้างก่อนรับการทักทายกลับจากกลุ่มผู้าุโ และแยกย้ายกันไปนั่งที่โต๊ะของตนเอง
เนื่องจากความรู้สึกผิดกับมารดาของเด็กทั้งสามคนนายท่านกู้จึงรู้สึกรักและเอ็นดูบุตรที่เกิดจากฮูหยินเอกคนเก่าอย่างมากย้อนกลับไปเมื่อแปดปีก่อน ่นั้นเขาเหน็ดเหนื่อยกับการขยายกิจการต้องไปที่ร้านค้าั้แ่ในยามเหม่า (ประมาณตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า) กว่าจะกลับถึงจวนก็ในยามซวี(หนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม) เกือบทุกวันเป็เช่นนี้ทำให้ฮูหยินของเขาซึ่งในขณะนั้นตั้งครรภ์ลูกของเขาอยู่ต้องอดหลับอดนอนเพื่ออยู่รอปรนนิบัติเขา แม้เขาจะบอกให้พักผ่อนก่อนก็ตามภายหลังเขาจึงไม่ค่อยได้กลับจวน เนื่องจากไม่้าให้ฮูหยินต้องมาคอยดูแล แม้ว่าจวนของเขาจะอยู่ไม่ไกลจากย่านกลางเมืองที่ร้านค้าตั้งอยู่ก็ตามขึ้นรถม้าไม่เกินสองเค่อก็ถึงจวนแล้ว แต่เพราะเขามีกินเลี้ยงภายนอกกอปรกับมีอนุภรรยาหลายคนที่พร้อมดูแลเขาในยามที่ฮูหยินเอกของเขาไม่สะดวกทำให้เขาขาดการดูแลเอาใจใส่นาง ปล่อยปละละเลยการบำรุงสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์ภายหลังเมื่อนางคลอดลูกฝาแฝดให้แก่เขา สุขภาพของนางจึงค่อยๆเสื่อมถอยทรุดโทรมจนเสียชีวิตในเวลาไม่นานหลังคลอด จวบจนบัดนี้เขายังรู้สึกผิดและโทษตัวเองอยู่ไม่หาย หากมิใช่เพราะเขาขาดการดูแลเอาใจใส่นางมีข้ออ้างในการขยายกิจการการค้าใน่นั้น ไม่แน่ว่าตอนนี้นางอาจจะยังมีชีวิตอยู่เมื่อเขาหวนคิดไปถึงเื่นี้สายตาของเขาก็อดไม่ได้ที่จะทอดมองไปที่กลุ่มบุตรชายบุตรสาวทั้งสามอย่างไม่รู้ตัวก่อนจะเดินหลบฉากกั้นกลับไปนั่งที่โต๊ะของตนเอง
“ท่านแม่ น้องสี่ไปไหนเหตุใดถึงยังไม่มาข้าเริ่มหิวแล้วนะ” กู้เหยาถามหาน้องสาว แม้ว่านางมีใจจะรอ แต่ด้วยความเป็เด็กนางเพิ่งตื่นนอนยามบ่าย จึงหิวมากกว่าปกติ
“ข้าไม่รอได้หรือไม่ ข้าก็หิวแล้วเช่นกันน้องสี่เหตุใดจึงเสียมารยาทเช่นนี้ ปล่อยให้ผู้าุโต้องรอ “ กู้หยางกล่าวขึ้นมาบ้าง
กู้ฮูหยินมองหน้าเด็กทั้งสอง พร้อมยิ้มเล็กน้อย“หากพวกเ้าหิว ก็ทานกันก่อนได้เลย ข้าจะให้บ่าวไปเรียกนางอีกที หากนางมาไม่ทันค่อยจัดอาหารแยกให้นางอีกสำรับหนึ่งก็พอ แล้วเดี๋ยวค่อยยกไปให้ที่เรือน”
“เช่นนั้นก็ตามใจท่านแม่แล้ว ข้าขอทานก่อนเดี๋ยวหลังจากนี้ต้องกลับไปฝึกคัดอักษรกับอาลี่อีก”กู้หยุนกล่าวขึ้นมาพร้อมขยับตะเกียบในมือไปคีบกับข้าวข้างหน้าขึ้นมาเข้าปากทันที
เมื่อกู้หยุนเริ่มขยับตะเกียบคนที่เหลือก็เริ่มลงมือทานอาหารทันที เพราะหากกลุ่มผู้าุโทานเสร็จก่อนพวกเขาก็สมควรต้องวางตะเกียบลงเช่นกัน
นี่เป็ภาพที่กู้เซียงเซียงเดินเข้ามาเห็นในขณะที่ทุกคนทานอาหารร่วมโต๊ะผ่านไปได้ครึ่งทางแล้วในมือทั้งสองของนางยังคงประคองหมาป่าไม้แกะสลักที่ได้จากพี่ชายเมื่อตอนกลางวันไว้อยู่ตอนที่มีบ่าวไปตาม นางไม่ทันได้วางมันลงบนโต๊ะเสียด้วยซ้ำได้แต่รีบวิ่งมาที่เรือนหน้าทันทีเพราะเรือนของนางอยู่ห่างไกลจากเรือนหน้ามากที่สุดนางสาบานได้เลยว่ายามที่นางอยู่ในเรือนนั้น ไม่มีใครบอกนางเลยว่าวันนี้นางต้องมาทานร่วมโต๊ะกับครอบครัวที่เรือนหน้านี่นา
“ท่านแม่ พี่ชาย พี่รอง พี่สาม คุณชายหนานขออภัยที่ข้ามาสาย ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าวันนี้มีทานอาหารที่เรือนหน้าท่านแม่ท่านให้ข้านั่งตรงนี้ได้หรือไม่ “ กู้เซียงเซียงก้มหน้าลงและกล่าวทักทายทุกคนเสียงเบา
“ตามใจเ้าเถอะ แต่เ้าต้องเร่งมือหน่อยเพราะโต๊ะผู้าุโจะทานกันเสร็จแล้ว ข้าว่าทางที่ดีให้บ่าวจัดอาหารแยกให้เ้าทานน่าจะอิ่มกว่ามาเร่งทานในตอนนี้ หากเร่งทานเกินไป เ้าจะปวดท้องได้” มารดาตอบกลับนางพร้อมกับมองมาทางกู้เซียนเซียนด้วยสายตาตำหนิ
“ถ้าอย่างนั้นเอาตามที่ท่านแม่ว่าข้าจะกลับไปรอที่เรือน” กู้เซียนเซียนกล่าวลาทุกคนและหันตัวกลับเดินก้มหน้าฝ่าความมืดภายนอกกลับไปตามทางที่นางเพิ่งเดินจากมา
ทุกๆการกระทำของครอบครัวกู้ล้วนอยู่ในสายตาของหนานข่ายลี่เขาขมวดคิ้วและมองตามแผ่นหลังเล็กๆ ของเด็กหญิงไปจนลับสายตา
ในความมืด ใบหน้าเล็กๆ อาบไปด้วยน้ำตากู้เซียนเซียนกัดริมฝีปากด้วยไม่อยากให้มีเสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมาให้บ่าวด้านหลังที่เดินตามมาได้ยินน้ำตาบางหยด ไหลไปโดนเ้าหมาป่าน้อยตัวกลมในมือราวกับว่ามันร้องไห้ไปด้วยกับนางถึงแม้ใครๆ จะบอกว่านางเป็เด็กขี้ขลาด แต่ใครเล่าจะรู้ว่านางต้องเผชิญกับอะไรบ้างในเรือนหลังเล็กที่นางอาศัยอยู่
ความรู้สึกของนางในตอนนี้ ก็คงเหมือนกับเ้าหมาป่าไม้แกะสลักนั่นไม่ชอบใจก็ถูกทิ้งขว้าง นางไม่รู้จริงๆ ว่า ระหว่างนางกับหมาป่าไม้ แท้จริงแล้วใครกันแน่ที่เป็ส่วนที่เกินมากกว่ากัน