นิสัยข้าเปลี่ยนยาก

    บทที่ ๒๔ จัดงานเลี้ยง...เดินแผนสังหาร

            บทที่ 24 จัดงานเลี้ยง...เดินแผนสังหาร

            คฤหาสน์สกุลซือวุ่นวายกันตั้งแต่ช่วงเช้า 

            จนตอนนี้ล่วงเลยมาถึงบ่ายรอดวงอาทิตย์ตกดินเมื่อไร งานเลี้ยงจึงจะเริ่มขึ้น

            ก่อนหน้านั้นทันทีที่ฟ้าสว่างได้ไม่นาน สิบเก้ากับสี่สิบเอ็ดก็ออกจากคฤหาสน์สกุลซือบอกว่าจะออกไปสืบข่าวเรื่องของหมายเลขหนึ่งจากนั้นจื่อเหวินก็เอาแต่ซ่อมร่ายรำอยู่ในห้อง

            หญิงงามบอกว่าคืนนี้จะสังหารองค์รัชทายาทตู๋ฝางเรื่องนี้ต่อให้หลินหลานหรูมีความเห็น นางก็ให้สิทธิ์ตัดสินใจเป็นของจื่อเหวินไม่ยุ่งเกี่ยวภารกิจของใคร ยิ่งไม่มีความคิดจะยับยั้งสงคราม

            ดังนั้นหลินหลานหรูจึงจำเป็นต้องอยู่คุ้มครองจื่อเหวินก่อนแล้วตั้งใจไว้ว่าหลังจื่อเหวินสังหารคนเรียบร้อยเมื่อไรนางจะตามสิบเก้ากับสี่สิบเอ็ดไปยังถนนทิศใต้ของเมือง...

            ระหว่างที่คิดเตรียมการต่างๆไว้ในหัวหลินหลานหรูไม่ได้ละสายตาจากบ่าวไพร่ในคฤหาสน์สกุลซือที่กำลังจัดเตรียมสถานที่สำหรับงานเลี้ยงเย็นนี้ตรงที่นางยืนอยู่เป็นมุมอับ รอบ่าวชายยกกระถางต้นไม้ประดับผ่านไปหลินหลานหรูจึงล้วงกระดาษภาพแผ่นหนึ่งขึ้นมา

            นางพูดว่า "ตามหาสตรีที่อยู่ในภาพนี้ให้ข้าที"

            เฉิงอิ้นโผล่ออกมาทางด้านหลังของหลินหลานหรูแล้วรับภาพที่นางยื่นกลับหลังมาให้

            หลินหลานหรูพูดอีกว่า"สตรีนางนี้มีแผลเป็นบนใบหน้า เป็นรอยมีดที่ข้ากรีดเองกับมือยังมีหูซ้ายและมือขวาที่ขาด สองอย่างนี้ก็เป็นข้าตัดเองเหมือนกัน"

            เฉิงอิ้นฟังจบ เขาอึ้งไปนานทีเดียวคุณหนูพูดเหมือนตัดหางตัดหูกระต่ายอย่างนั้นแหละ

            กระนั้นเฉิงอิ้นยังตอบรับโดยไม่พูดอะไรมากนอกจาก"ขอรับ" แล้วเขาก็หายไปอย่างรวดเร็ว

            หลินหลานหรูเดินสำรวจรอบๆโถงที่ใช้จัดงานเลี้ยงรอบหนึ่ง เงยหน้าขึ้นมองดวงอาทิตย์เบื้องบนก็เห็นว่าใกล้จะตกดินแล้วยิ่งมีเมฆครึ้มบดบัง ท้องฟ้ายิ่งมืดเร็ว นางจึงย้อนกลับไปที่เรือนคิดจะเตรียมลับคมมีดไว้รอสักหน่อย

            ไม่คาดคิด...จะเปิดมาเห็นจื่อเหวินนอนหมดสติบนพื้นห้อง

            อดคิดไม่ได้ว่าหญิงงามตื่นเต้นจนเป็นลมหรือไรถ้าไม่รู้สึกถึงจิตสังหารที่ลอยตลบทั่วทั้งห้องเสียก่อนหลินหลานหรูคงเห็นเป็นอย่างแรก

            หลินหลานหรูปิดประตู ลงดาลให้สนิทสูดหายใจเข้าลึกเพียงครู่ ก่อนหันไปหาเจ้าของจิตสังหารที่ลอยฟุ้งจนแทบกระอักเลือกจิตสังหารนี้รุนแรงมาก แม้แต่นางยังเทียบไม่ติด เอ่ยเสียงอ่อนว่า"ท่านพ่อ"

            อู่เทียนไฉ่ยืนหันหลังให้ เขาไม่ได้หันหน้ากลับมาด้วยซ้ำกระนั้นนางก็รับรู้ได้ถึงความโกรธของเขา

            ด้านข้างอู่เทียนไฉ่ยังมีทูตซ้ายขวาอีกสองคนทั้งสองคนประสานมือให้นางก่อนเอ่ย "คารวะประมุขน้อย"

            จากนั้นพวกเขาก็ขยับยืนห่างออกไปอีกหลายก้าวหลินหลานหรูรับรู้ถึงชะตากรรมของตนเองได้ในทันที ไม่ก้าวเดินเข้าไปใกล้อีกนางทิ้งตัวคุกเข่าแล้วพูดว่า "ลูกผิดไปแล้วหลังออกจากเกาะลูกไม่ควรทำตัวเหลวไหล ไม่มัวแต่เล่นจนลืมฝึกวิชาอีกทั้งยังเผลอใช้วิชามารไปหลายครั้ง"

            ยามนี้การปรากฏตัวของอู่เทียนไฉ่จะเป็นอะไรไปได้นางได้อ่านบันทึกควบคุมจิตมารก็จริงแต่ไม่รู้จะฝึกอย่างไรแม้แต่อาวุธวิญญาณยังเรียกใช้ตามใจชอบไม่ได้มิหนำซ้ำคนที่ทำให้นางเสียสมาธิตลอดยังเป็นคนที่นาง... นั่นสินะนางปิดอู่เทียนไฉ่ได้ก็บ้าแล้ว

            อู่เทียนไฉ่ปรายตามองหลินหลานหรูเล็กน้อยเวลานี้นับว่านางยังฉลาดเข้าใจสถานการณ์ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบขรึม"เจ้าอย่าลืมว่ายังมีงานใหญ่ที่สำคัญกว่า จะละเลยการฝึกวิชาไม่ได้ด้วยระดับความสามารถของเจ้าตอนนี้อยากฆ่าอู่เสียวฉีคงเป็นได้แค่เรื่องเพ้อฝัน"

            หลินหลานหรูเม้มปากนี่คือคำเตือนครั้งที่หนึ่งแล้ว "ลูกทราบเจ้าค่ะเสร็จเรื่องในเมืองเป่ยชางเมื่อไร ลูกจะรีบกลับขึ้นเกาะ เพื่อเก็บตัวฝึกวิชา"

            อู่เทียนไฉ่ได้ยินนางเอ่ยเช่นนี้แม้จะฟังดูฝืนใจอยู่บ้างแต่ก็ยังหันหน้ามาตรงๆ บอกให้นางลุกขึ้น ทว่านางไม่ยอมลุกเขาจึงหัวเราะเบาๆ สุ้มเสียงแฝงความโกรธขึ้งยิ่งกว่าเดิม อู่เทียนไฉ่พูดว่า"เดิมทีข้าจะไม่พูดถึงเรื่องพฤติกรรมของเจ้าในช่วงนี้แล้วเสียอีกในเมื่อเจ้าไม่ยอมลุกเห็นทีข้าคงต้องพูด"

            หลินหลานหรูก้มหน้าภายในใจรู้สึกประหวั่นอย่างที่สุด นางหงายท้องแขนแล้วเลิกแขนเสื้อข้างซ้ายขึ้นมาบนแขนมีเส้นเลือดสีม่วงลากยาวจากข้อมือขึ้นมาอีกแล้ว

            ใคร่ครวญเพียงครู่ก็คิดว่าชิงเอ่ยขึ้นก่อนเป็นการดี ก่อนที่อู่เทียนไฉ่จะสั่งให้นางทำเรื่องอะไรที่เป็นการกระชากจิตใจตัวเอง

            "ข้ารักเขา!"

            ราวกับจิ้งหรีดหยุดร้องกะทันหัน...เงียบกริบ

            ทูตซ้ายขวาที่ยืนอยู่ในมุมหนึ่งของห้องถึงกับเงยหน้าขึ้นมองหลินหลานหรูประมุขน้อยพูดเช่นนี้ เท่ากับบีบให้ท่านประมุขยอมรับคนผู้นั้นเป็นบุตรเขยเชียวนะ

            เรื่องเช่นนี้คนเป็นพ่อจะยอมรับบุรุษที่ไม่เข้าตาตนเองมาเป็นบุตรเขยได้อย่างไร

            เป็นจริงตามคาด ประมุขพรรคมารกัดฟันกรอดใบหน้าพลันแดงก่ำด้วยโทสะ "กฎของนักฆ่าเขียนไว้อย่างไรเรื่องนี้เจ้าก็ลืมแล้ว?!"

            หลินหลานหรูเลือกที่จะเงียบในบรรดากฎทั้งหลาย การห้ามมีความรักระหว่างปฏิบัติภารกิจถือเป็นข้อห้ามสูงสุดไม่เช่นนั้นแล้วฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องตาย

            อู่เทียนไฉ่จึงพูด"เจ้าคิดว่าเขาจะรักเจ้าหรือ หลังรู้ว่าเจ้าทำอะไรไว้"

            หลินหลานหรูสะอึก เกินครึ่งนางมั่นใจแล้วว่าตอนนี้เสวี่ยเฟิ่งรู้เรื่องทุกอย่าง จะอย่างไรฉางหมิงก็อยู่กับเขามีหรือที่เขาจะไม่เล่า "ข้าไม่สน แค่ข้ารักเขาก็พอ"

            "เหลวไหล!เช่นนั้นเจ้าก็ไม่สนเช่นกันใช่หรือไม่ หากเขายังมีเรื่องที่ทำไว้กับเจ้าซึ่งเจ็บแค้นยิ่งกว่าเรื่องที่เขาใช้กระบี่แทงเจ้าเมื่อสามปีก่อน"

            หลินหลานหรูพูดไม่ออกเหตุใดอู่เทียนไฉ่จึงเอ่ยถึงเรื่องนี้ ในใจนางมีหรือจะยอมรับได้เพียงแค่เรื่องเมื่อสามปีก่อนก็ถึงขั้นอยากทำให้นางฆ่าเขาแล้วแต่หากยังมากกว่านั้นก็คงไม่ไหวจริงๆ ใจนางไม่ได้ทำจากหิน ย่อมเจ็บปวดเป็นเช่นกัน

            หลินหลานหรูขบริมฝีปากนางตัดสินใจแล้วว่า หากมีเรื่องใดที่เสวี่ยเฟิ่งยังปิดบังนางอยู่และเจ็บแค้นยิ่งกว่า...ก็ให้คนที่ตายเป็นข้าเถอะ

            "ถึงเวลานั้นข้าจะปลิดชีพตนเอง" คำพูดของนางแฝงความเด็ดขาดอย่างดื้อรั้น

            อู่เทียนไฉ่โกรธจัด พูดว่า"เจ้ามันโง่! บนโลกนี้จะมีความรักลึกซึ้งเช่นนั้นที่ใดกัน ต่อให้เจ้าตายแล้วเจ้าคิดว่าเขาจะซาบซึ้งหรือ ผ่านไปหลายปีเขาจะจดจำเจ้าได้หรือ"

            "ข้า..." หลินหลานหรูน้ำตาร่วงนางยังคุกเข่าอยู่กับที่ มองแล้วจึงน่าสงสารนัก

            ที่ผ่านมาอู่เทียนไฉ่เอ็นดูหลินหลานหรูเหมือนลูกแท้ๆเรื่องนี้ถึงกับทำให้นางร้องไห้ เขาที่เป็นบิดามีหรือจะไม่ปวดใจตามน้ำเสียงจึงอ่อนลงหลายส่วน "หากเจ้าจะมีความรัก ข้าไม่ห้าม อย่างที่เคยพูดไว้เจ้าอยากทำอะไรก็เรื่องของเจ้า เพียงแต่เวลานี้เจ้ายังควบคุมจิตมารไม่ได้ นับเป็นความล้มเหลวที่สุดหลังจากที่เจ้ามีใจให้บุรุษที่เชื่อถือไม่ได้อย่างหน้าไม่อาย!"

            หลินหลานหรูเจ็บแปลบที่ใจที่สุดแล้วนางก็ยังรับรู้ได้ถึงความจริงและความห่วงใยในทุกคำพูดของอู่เทียนไฉ่จึงยิ่งรู้สึกว่าตนเองผิด ทั้งยังดื้อรั้นเกินไป ยิ่งผิดที่ไม่เชื่อฟังคำบิดา

            "ท่านพ่อ ข้าเชื่อท่านข้าจะถอนพิษให้เขา จากนี้ข้าจะไม่พบเขาอีก"อย่างน้อยก็จนกว่านางจะควบคุมจิตมารได้ ทำให้เส้นเลือดสีม่วงบนแขนหายไป

            อู่เทียนไฉ่ถอนหายใจ "อาหลันใช่ว่าข้าอำมหิตต่อเจ้า ถึงข้าจะเป็นประมุขสูงสุดของพรรคมารแต่ก็ไม่ได้ใจจืดใจดำถึงขั้นขัดขวางเจ้ากับคนรัก"พูดพลางอู่เทียนไฉ่ก็โน้มตัวลงไปประคองหลินหลานหรูให้ลุกขึ้น"หากคนผู้นั้นมีใจรักมั่นต่อเจ้าจริง ข้าจะไม่ขัดขวางอีก"

            จากนั้นอู่เทียนไฉ่ยื่นยาเม็ดหนึ่งให้หลินหลานหรูจะอย่างไรประมุขพรรคมารก็ยังเป็นมาร ต่อให้บอกว่าไม่ใจจืดใจดำแต่ก็ยังโหดเหี้ยม"บุรุษนั้น หากร่างกายยังดีทุกอย่างสักวันเขาต้องทิ้งเจ้าไปหาสตรีอื่นที่งดงามงามกว่า อ่อนโยนกว่าได้หนึ่งแล้วก็ยังอยากได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเจ้าคงเข้าใจความโลภของมนุษย์ดีกระมัง"

            หลินหลานหรูรับยาเม็ดนั้นมาอยู่ในมือนางได้กลิ่นส่วนผสมของยาที่รุนแรงถึงขั้นทำลายพลังปราณจนสูญสิ้น จึงยิ่งตกใจ

            "ท่านพ่อ!"

            "เจ้าเลือกเองจะให้เจ้าหนุ่มนั่นกินหรือไม่ก็ตามใจเจ้า ยาเม็ดนี้สามารถขับพิษร้ายแรงได้ทุกชนิดแต่ขึ้นชื่อว่าเป็นยา ย่อมต้องแลกมาด้วยบางสิ่ง" เขาหมายถึงผลข้างเคียง"หากเขาเลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ แต่ต้องกลายเป็นคนพิการ เช่นนั้นเจ้าก็ให้เขากินเถอะแต่ถ้าไม่ เช่นนั้นเขาก็ไม่ได้รักเจ้าจริงแล้ว"

            ทูตซ้ายขวารู้สึกหนักใจแทนทว่าแต่ไหนแต่ไรท่านประมุขก็โหดเหี้ยมอยู่แล้วครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าท่านประมุขรักประมุขน้อยมากมีหรือจะยอมให้บุรุษอื่นมาแย่งตัวบุตรสาวสุดที่รักของตนไป แต่กลับทำให้อีกฝ่ายพิการหากหลินหลานหรูจะรักคนพิการไปทั้งชีวิต ก็ให้มันรู้ไป

            มุมปากอู่เทียนไฉ่มีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

            หลินหลานหรูมองไม่เห็นเพราะนางเอาแต่จ้องมองเม็ดยาลูกกลมๆ ในมือ ยานี้มีฤทธิ์ชำระลมปราณและไขกระดูกซึ่งจะเจ็บปวดมาก ไม่แปลกที่พิษใดๆ ในใต้หล้าจะถูกขจัด แต่จะมีผู้ใดยอมรับวิธีการถอนพิษเช่นนี้กันหลังกินเข้าไปแล้ว กำลังภายในจะสูญสิ้น ประสาทสัมผัสทั้งห้าจะถูกทำลายนี่มิเท่ากับตายทั้งเป็นหรือ

            แม้แต่หลินหลานหรูนางยังรู้สึกยอมรับไม่ได้เทียบอะไรกับบุรุษที่ทั้งชีวิตมีความภาคภูมิใจเดียวคือความสามารถที่แข็งแกร่งแต่กลับอ่อนแอยิ่งกว่าสตรี ศักดิ์ศรีบุรุษจะเหลืออะไรหลินหลานหรูเป็นสตรีนางยังรู้เลย ทว่านางก็ไม่อยากให้เขาตายเช่นกันดังนั้นถึงได้เก็บยานี้ไว้ในผ้าเช็ดหน้าแล้วห่ออย่างดี

            อู่เทียนไฉ่เห็นแล้วก็รู้สึกไม่พอใจเดิมทีคิดว่านางจะยืนกรานแล้วส่งยาคืน เห็นทีนางเองก็คงไม่มีวิธีที่ดีกว่านั้นแล้วกระมัง

            ตอนนี้นางยังเชื่อว่าเจ้าหนุ่มนั่นรักนางจริงหรืออย่างไรเสีย เมื่อคนพิการไปแล้ว แม้จะดีน้อยกว่าตาย แต่นานวันเข้าบุตรสาวของเขาย่อมตาสว่าง นางจะหวังพึ่งพาคนพิการไปทั้งชีวิตหรือไร

            ดังนั้นอู่เทียนไฉ่จึงจากไปด้วยความกรุ่นโกรธอยู่บ้าง

            พริบตาเดียวทั้งห้องก็ไร้บุรุษฉกรรจ์กลิ่นอายอันตรายสามคน

            จื่อเหวินได้สติก็พบว่าด้านนอกฟ้ามืดสนิทแล้วนางตกใจ เมื่อเห็นหลินหลานหรูยืนนิ่งอยู่ในห้อง บนดวงตามีหยาดน้ำใสๆ คลออยู่จึงยิ่งขมวดคิ้วข้องใจ

            "นี่ยามใดแล้ว เกิดอะไรขึ้นกับข้าภารกิจของข้าล้มเหลวแล้วหรือ"จื่อเหวินจำได้ว่าตัวเองกำลังเตรียมตัวสำหรับปรากฏตัวในงานเลี้ยงคืนนี้ซือหม่าตั๋วอนุญาตให้บุตรสาวของเขาทุกคนได้แสดงความสามารถในงานเลี้ยงด้วยขณะเดียวกันเขาก็ไม่รู้ว่าจื่อเหวินจะลงมือคืนนี้

            หลินหลานหรูใช้หลังมือเช็ดน้ำตาออกลวกๆพูดว่า "ไม่มีอะไร งานเลี้ยงคงใกล้จะเริ่มแล้ว เจ้าไปเตรียมตัวเถอะเมื่อภารกิจสำเร็จ ข้ายังต้องพาเจ้าหนี"

            ทว่าจื่อเหวินไม่ไว้ใจหลินหลานหรูเสียแล้วหลังจากผ่านความทุกข์ยากต่างๆ มามากมาย นางเห็นแล้วว่าหลินหลานหรูสามารถสละนางทิ้งได้ทุกเมื่อและยิ่งเจ็บใจที่ถูกอีกฝ่ายกดข่มมาตลอดทางถึงอย่างไรหากภารกิจไม่สำเร็จก็แค่ตัดนิ้วเท้า สายลับกักขฬะที่ป่าเถื่อนโหดเหี้ยมแค่นิ้วเท้าหายไปหนึ่งนิ้ว จะสนใจชีวิตนางด้วยหรือ

            เมื่อเช้ายังได้ยินจากพ่อบ้านสกุลซือนายท่านซือล้มป่วยกะทันหัน เพราะจู่ๆ ก็มีคนตัดนิ้วเท้าบุตรชายมาวางไว้ในห้องหนังสือโรคจิตเช่นนี้ มีหรือจื่อเหวินจะไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของหลินหลานหรู

            จื่อเหวินจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของหลินหลานหรูตอบรับเบาๆ คำหนึ่ง ทว่านางมีตัวช่วยอื่นพาหนีแล้วและอีกฝ่ายก็บอกว่าจะช่วยนางกำจัดหลินหลานหรูเช่นกัน แม้สตรีที่คิดจะยื่นมือช่วยนางผู้นี้จะมือขาดและหูขาดก็ตามอีกฝ่ายบอกนางว่าตนเองคือหมายเลขหนึ่งเทียบกับหมายเลขหนึ่งร้อยห้านับว่าห่างชั้นกันมาก

            ดังนั้นจื่อเหวินจึงได้วางแผนกับหมายเลขหนึ่งสำหรับกำจัดหลินหลานหรูเอาไว้แล้ว

            หลินหลานหรูเหลือบเห็นรอยยิ้มแปลกๆของจื่อเหวินขณะที่นางหยิบเสื้อคลุมหนอนไหมปีศาจขึ้นมาสวมอย่างที่รู้ว่าหลินหลานหรูเป็นคนระแวง เรื่องพาจื่อเหวินหนีนั้นย่อมไม่จริง

            "ข้าจะไม่เข้าไปในงานกับเจ้าด้วยแต่จะอยู่รอบๆ หากเกิดอะไรขึ้นก็ให้หาทางออกมา"เมื่อช่วงเช้าหลินหลานหรูแอบดูเทียบเชิญแล้ว เป็นไปได้ว่าจ้าวมู่อวิ๋นจะติดตามองค์ชายสามมาด้วยหากนางปรากฏตัวในงาน เขาต้องจำนางได้แน่นอน

            จื่อเหวินเชิดหน้าน้อยๆ ในใจคิด...ข้ายังต้องฟังคำสั่งเจ้าหรือตอนนี้มีคนที่รับปากจะช่วยข้าแล้ว ก็แค่รอกำจัดเจ้าเท่านั้นละ

            หลินหลานหรูเดินออกจากเรือนไปแล้วมองไม่เห็นประกายชั่วร้ายในดวงตาของจื่อเหวิน

             

            เนื่องจากช่วงนี้มีฝนตกชุก สถานที่จัดงานเลี้ยงจึงเลือกเป็นที่ร่มในห้องโถงใหญ่สุดของเรือนส่วนหน้าคฤหาสน์สกุลซือ

            "สมกับเป็นท่านคหบดีซือ"ขุนนางผู้ใหญ่หลายคนในเมืองเป่ยชางล้วนได้รับเทียบเชิญมาร่วมงานทั้งสิ้นนี่จึงเป็นประโยคที่พวกเขาออกปากชมซือหม่าตั๋วที่เป็นเจ้าภาพจัดงาน

            สกุลซือกุมอำนาจทางการค้าอาวุธและธัญพืชรายใหญ่อันดับต้นๆของเมือง ย่อมเป็นหมูร่ำรวยที่พวกขุนนางต้องผูกมิตรเอ่ยชมเล็กน้อยแค่นี้ไม่กระดากปากอยู่แล้ว

            ภายในงานเลี้ยงรับรองมีเสียงพูดจอแจยืนยิ้มชื่นชมกับความหรูหรา ขณะเดียวกันก็งดงามไม่แพ้งานเลี้ยงในวังหลวงไม่แบ่งแยกชายหญิง จัดที่นั่งกันตามฐานะสูงศักดิ์และตำแหน่งขุนนาง

            ไม่นานก็ได้ยินองครักษ์รายงานว่าองค์ชายรองกับคณะทูตจากตู๋ฝางมาถึงแล้ว

            หลินหลานหรูยืนหลบอยู่มุมหนึ่งมองผ่านช่องหน้าต่างไปที่ประตูทางเข้า

            บุรุษที่เดินนำเข้ามาก่อนคือองค์ชายรองหลินหลานหรูไพล่นึกไปถึงบุรุษเจ้าของสีหน้าเฉยชาผู้ที่กระโดดลงมาจากชั้นสี่ของพิภพร้อยสังเวียนวันนั้นอีกทั้งเสวี่ยเฟิ่งยังเรียกเขาว่า 'พี่รอง' ก็คงจะไม่ผิดจากที่คาดไว้ เป็นพี่น้องกันจริงๆ

            ตอนนี้มาสังเกตดีๆมองเห็นหน้าชัดเจนก็นับว่ารูปงามไม่เบาทำสตรีชม้อยชม้ายชายตามองตั้งแต่ได้ยินเสียงเอ่ยจากด้านนอก

            เหล่าดอกไม้หน้าตาบ้านๆของซือหม่าตั๋ว พวกนางปิดบังใบหน้าไว้ครึ่งล่าง นั่งอยู่แถวหลังของบิดาที่นั่งแถวหลังเตรียมไว้สำหรับครอบครัวผู้มาร่วมงานนับว่างานเลี้ยงนี้เปิดที่ให้สำหรับสตรีอย่างมาก

            คงเป็นเพราะแคว้นตู๋ฝางเปิดกว้างและให้อิสระกับสตรีมากกว่าจึงมองข้ามธรรมเนียมบางอย่างเพื่อเอาใจคณะทูตจากตู๋ฝางดังนั้นสตรีทั้งหลายที่ออกเรือนบ้าง ไม่ออกเรือนบ้าง ส่งสายตาให้บุรุษรูปงามมิหนำซ้ำยังมีฐานะเป็นองค์ชายด้วย

            คนที่เดินเคียงข้างมากับองค์ชายรองคนผู้นี้มีรอยยิ้มและแววตาเจ้าชู้น่าดู ในมือถือพัดหยกขาวสามอาภรณ์สีเขียวเข้มสลับน้ำเงินตรงขอบ เนื้อผ้าหรูหรา ลักษณะคงจะมีฐานะไม่เลวหลินหลานหรูเดาว่าคนผู้นี้น่าจะเป็นองค์รัชทายาท

            ต่อมาที่ด้านหลังสองคนนี้ยังมีบุรุษอีกผู้หนึ่งนางได้ยินซือหม่าตั๋วที่กำลังยืนต้อนรับพูดว่า "เชิญท่านกุนซือหลิน"

            หลินหลานหรูชะงักเล็กน้อยอยากเห็นหน้าคนผู้นี้อย่างมาก แต่กลับมีเสียงหนึ่งรายงานขึ้นก่อน"องค์ชายสามเสด็จมาถึงแล้ว"

            ทันทีที่ได้เห็นบุรุษที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงเสวี่ยเฟิ่งปรากฏตัวหลินหลานหรูถึงกับตกตะลึงในรอยยิ้มของเขา คนผู้นี้มีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับบนใบหน้าทว่าแววตากลับซ่อนบางอย่างที่ร้ายกาจและน่ากลัวเอาไว้กระนั้นลักษณะภายนอกของเขาก็ทำให้สตรีทั้งหลายลุ่มหลงถึงขั้นเสียสติได้เลยทีเดียว

            แม้แต่หลินหลานหรูยังรู้สึกชมเหล่าดอกไม้หน้าบ้านๆ ของซือหม่าตั๋วหรือจะไม่เผลอลุกขึ้นยืนอย่างลืมตัวถูกฮูหยินเจ้าเมืองเป่ยชางมองเหยียดว่าเสียมารยาท

            ด้านหลังองค์ชายสามยังมีจ้าวมู่อวิ๋นทว่าหลินหลานหรูเลิกสนใจผู้มาใหม่สองคนนี้แล้ว นางกำลังรอให้พวกเขาขยับเพื่อที่จะรอดูว่ากุนซือหลินผู้นั้นเป็นใคร จะใช่คนที่นางคิดไว้หรือไม่

            นางเห็นพวกเขาขยับแล้ว ...ให้ตายเถอะ!

            เป็นผู้ใดยื่นมือมาปิดปากนางแล้วอุ้มออกไป

            หลินหลานหรูขัดขืนแทบไม่ทันที่แท้ก็เป็นเขา

            "ท่านปลอดภัยใช่หรือไม่"หลินหลานหรูถามขึ้นทันทีที่เสวี่ยเฟิ่งปล่อยให้นางเป็นอิสระ

            เด็กสาวยิ้มไปถึงดวงตาทว่ากลับต้องยิ้มค้างเมื่อเห็นเสวี่ยเฟิ่งมีแต่ความเย็นชาให้นาง

            เขารู้เรื่องทุกอย่างจริงๆแล้วด้วย หลินหลานหรูมีสีหน้าสลด

            ทั้งสองคนยืนอยู่ในที่ลับตาคนเป็นทางเดินเล็กๆ ด้านหลังเรือนส่วนหน้า มุมนี้คนในคฤหาสน์ไม่ค่อยเดินผ่านดังนั้นคนที่เดินผ่านจึงไม่ใช่คนในคฤหาสน์อย่างจื่อเหวิน

             

            จื่อเหวินบังเอิญผ่านมาเห็นหลินหลานหรูกับเสวี่ยเฟิ่งเข้าพอดี

            นางจึงหยุดเดินก่อนหลบเข้ามุมกำแพงรอจนคนทั้งสองจากไปแล้ว หญิงงามถึงออกมา

            ชั่วเวลานั้น จู่ๆนางเกิดความคิดหนึ่งขึ้นได้ จึงเดินกลับไปยังเรือนพักเมื่อทำบางอย่าง...

            เดิมทีจื่อเหวินคิดว่าหลินหลานหรูจะตัดใจจากคุณชายลิ่วผู้นี้ได้แล้วที่แท้ก็มีใจรักลึกซึ้งให้อีกฝ่าย อีกทั้งตอนที่จื่อเหวินเดินเข้ามาในงานเวลานั้นงานเลี้ยงเริ่มขึ้นแล้วจึงไม่มีใครให้ความสนใจในตัวนางเมื่อเห็นเสวี่ยเฟิ่งนั่งข้างองค์ชายรอง นางอดแปลกใจไม่ได้จึงหันไปถามสตรีด้านหลังทราบว่าที่แท้คุณชายลิ่วผู้นั้นเป็นถึงองค์ชาย

            ไพล่คิดไปอีกว่าหลินหลานหรูคงจะไม่รู้ฐานะนี้ตอนนั้นเขาเองก็ตั้งใจปกปิด คงไม่ได้จริงใจเสียเท่าไร จื่อเหวินจึงเหยียดยิ้มดูแคลนที่หลินหลานหรูหลงรักอยู่ข้างเดียว หญิงอัปลักษณ์จะคู่ควรกับบุรุษรูปงามได้อย่างไร

            คิดได้เช่นนี้จื่อเหวินพลันรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมา

            เช่นนั้นนางจะช่วยพิสูจน์ความรักขององค์ชายผู้นี้ให้เอง

             

            ตลอดทั้งงานเลี้ยง 

            จ้าวมู่อวิ๋นจับตามองเสวี่ยเฟิ่งอยู่ตลอดเขาเห็นอีกฝ่ายจ้องสตรีนางหนึ่งไม่วางตา

            ที่นั่งด้านหลังซือหม่าตั๋ว เป็นที่นั่งของคนในครอบครัวมีสตรีอยู่หลายคน แต่สตรีที่งามโดดเด่น ไม่ปิดบังใบหน้ามีอยู่ผู้เดียวคือคุณหนูจื่อ

            ในห้องโถงนี้มีนางผู้เดียวที่งดงามผุดผาดไม่แปลกที่จะกลายเป็นเป้าสายตาของบุรุษ อาวุธของนางคือความงามยามทำภารกิจจะปกปิดใบหน้าได้อย่างไร

            แต่ใต้เท้าจ้าวไม่รู้นอกจากเขาที่จับจ้ององค์ชายหกแล้ว ยังมีองค์ชายรองและองค์ชายสามที่มองเช่นกันจากนั้นสายตาของบุรุษทั้งสามก็ตกไปอยู่ที่จื่อเหวิน

            สำหรับจ้าวมู่อวิ๋น องค์ชายรองและองค์ชายสาม พวกเขาแค่อยากรู้ว่าสตรีที่เสวี่ยเฟิ่งมีใจให้คือใครทว่าเสวี่ยเฟิ่งกลับจับจ้องจื่อเหวินเพราะสังหรณ์ใจว่าอีกฝ่ายกำลังจะเล่นงานหลินหลานหรู

            บุรุษทั้งหลายต่างสนใจหญิงงามองค์รัชทายาทจึงรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกเมิน เลยคิดหาเรื่องสนุกทำ

            ในเมื่อพวกเขาดูจะสนใจหญิงงามนักหนาเช่นนั้นก็ให้หญิงงามออกมาปรากฏตัวหน่อยเป็นอย่างไร จึงพูดว่า "ท่านซือ ข้าได้ยินว่าท่านเตรียมการแสดงมากมายไว้ยังมีการแสดงของบุตรสาวท่านด้วย เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาความจริงข้าเห็นว่าเวลานี้ก็เหมาะแล้ว นั่งดื่มสุราสนทนาเรื่องเคร่งเครียดมานานเปลี่ยนมาชมสตรีร่ายรำหน่อยเป็นอย่างไร"

            ซือหม่าตั๋วประสานมือคารวะเขาย่อมไม่กล้าขัด "หลานสาวของกระหม่อมนามจื่อเหวินเตรียมการแสดงร่ายรำของทางใต้ไว้พ่ะย่ะค่ะ"

            องค์รัชทายาทพยักหน้ารับรู้เผยรอยยิ้มกระตือรือร้น "รีบให้นางออกมา"

            แววตาองค์ชายสามวูบไหวมีเล่ห์เกิดอยากรู้ว่าน้องหกชื่นชอบอะไรในตัวหญิงงามจึงอาศัยช่วงที่หญิงงามลุกไปเตรียมตัวที่ห้องด้านข้าง เอ่ยขึ้นว่า "ท่านซือได้ยินว่าระหว่างทางน้องหกได้ช่วยเหลือคุณหนูจื่อไว้เป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่"

            องค์ชายรองพลันคิ้วขมวด

            องค์ชายสามพูดอีกว่า"ไม่คิดว่าน้องชายของข้าจะมีวาสนาได้พานพบหญิงงาม" องค์ชายสามหลุบตาซ่อนรอยยิ้มเล็กน้อย คล้ายน้อยใจที่ตนไร้วาสนาได้พบหญิงงาม

            สตรีทั้งหลายต่างใจกระตุกร่ำร้องในใจว่า...ยังมีข้าๆ ท่านหันมามองข้าสิ

            "เอ่อ..."ซือหม่าตั๋วไม่รู้เรื่องนี้ ย่อมพูดไม่ออก เขาจะไปรู้เรอะ

            องค์ชายรองไม่ค่อยพอใจองค์ชายสามนักที่ยกเรื่องของหญิงงามมาพูดกลางงานเลี้ยง จะอย่างไรหากน้องหกชอบมีหรือพี่ชายอย่างเขาจะปล่อยให้สตรีในดวงใจน้องชายถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นสนทนาให้เหล่าบุรุษแทะโลมจนเสียเกียรติต่อให้แคว้นตู๋ฝางไม่ถือสาแล้วอย่างไร หากวันหน้าน้องหกตบแต่งสตรีนางนั้นขึ้นมาจริงมีหรือจะไม่มีเรื่องให้คนเปิดปากนินทาลับหลัง

            กระนั้นองค์ชายรองก็ยังไม่เปิดปากพูดเป็นหลินหลงอวี้ที่รู้เจตนาขององค์ชายรอง

            ส่วนหนึ่งหลินหลงอวี้ได้ยินมาจากปากขององค์ชายหกอีกฝ่ายพบน้องสาวของเขาที่เมืองกว่างโจว จากนั้นเดินทางมาด้วยกันจนถึงเป่ยชางจึงพูดว่า "คุณหนูจื่อนับว่าโชคดี องค์ชายหกปกติไม่ชอบช่วยเหลือคนแต่นี่กลับได้ยินว่าช่วยเหลือคุณหนูจื่อไว้หลายหนกุนซือต่ำต้อยอย่างข้าตกใจมากจริงๆ"

            องค์รัชทายาทหลุดยิ้มกิตติศัพท์เรื่องความแล้งน้ำใจขององค์ชายหกดังไกลมาถึงชายแดน ผู้ใดบ้างไม่รู้

            หลินหลงอวี้ยังพูดต่อ"ดังนั้นการช่วยเหลือนี้คงเป็นเรื่องบังเอิญกระมังทุกท่านอย่าได้ใส่ใจเลย"

            ซือหม่าตั๋วโล่งอก

            องค์ชายสามยิ้มน้อยๆกับกุนซือผู้นี้ของพี่รอง ดูถูกไม่ได้เชียว

            เสวี่ยเฟิ่งเพียงหลุบตาดื่มชามีแต่ชาที่บ่าวรับใช้ยกขึ้นโต๊ะของเขา เนื่องจากองค์ชายรองออกคำสั่งตั้งแต่เดินเข้ามาในงานให้ซือหม่าตั๋วเตรียมชาไว้

            ตอนนั้นซือหม่าตั๋วได้ยินก็ตกใจไม่คาดคิดว่าครั้งนี้องค์ชายหกจะเสด็จมาเยือนด้วย

            หลังหลินหลงอวี้พูดจบภายในห้องโถงก็เงียบกริบ สังเกตสีหน้าเสวี่ยเฟิ่ง ซึ่งชายหนุ่มไม่มีความเห็นใดใช้ความเงียบปล่อยให้ตีความกันเอง เรื่องของจื่อเหวินจึงตกไป

            ทว่าหลินหลานหรูที่ได้ยินบทสนทนาเรื่องเสวี่ยเฟิ่งกับจื่อเหวินใบหน้าเด็กสาวงอง้ำด้วยความไม่สบอารมณ์เล็กน้อยจากนั้นจึงหมุนตัวออกไปจากบริเวณงานเลี้ยง ราวกับต้องการหาที่ระบาย

            องค์ชายสามยังอยากก่อกวนน้องชายจึงยิ้มพูดว่า "คุณหนูจื่อมาจากทางใต้ได้ยินว่าการร่ายรำของทางใต้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่ใด คืนนี้ต้องรบกวนคุณหนูแสดงฝีมือแล้ว"

            องค์ชายรองกำลังจะพูดปฏิเสธสักคำแต่องค์รัชทายาทผู้ชื่นชอบหญิงงามเป็นทุนเดิม กลับเห็นดีเห็นงามด้วยทำเป็นมองไม่เห็นสายตาพิฆาตขององค์ชายรอง

            จื่อเหวินถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นสนทนากลางงานเลี้ยงหลายต่อหลายครั้งสตรีที่นั่งอยู่ด้วยกันแถวหลังต่างมีสายตาชิงชัง ทว่าพูดอะไรไม่ได้มองเห็นจื่อเหวินเยื้องย่างเข้ามาในชุดร่ายรำ งดงามปานนางฟ้านางสวรรค์ก็ยิ่งจิกผ้าเช็ดหน้าในมือระบายความไม่พอใจ

            เสียงดนตรีบรรเลงขึ้นหญิงงามร่ายรำอย่างอ่อนช้อย วาดมือสะบัดชายแขนเสื้อประหนึ่งนกน้อยบินท้าลมร่ายรำไปพร้อมกับนางรำอีกสี่คน ช่วยเสริมส่งให้จื่อเหวินโดดเด่นขึ้นอีกหลายเท่า

            องค์ชายสามแปลกใจ พอเอาเข้าจริงน้องชายของเขากลับก้มหน้าตลอด นี่ไม่ใช่สตรีที่น้องชายเขากำลังลุ่มหลงหรือพลาดได้อย่างไร!

            องค์ชายรองนั้นมองหญิงงามแล้วก็ขมวดคิ้ว

            เจิ้งเสวี่ยหมิงจำได้ว่าตอนที่อยู่ในพิภพร้อยสังเวียนสตรีที่อยู่กับน้องชายเขา ไม่ใช่คนนี้อย่างแน่นอน รูปร่างก็ต่างกันสตรีที่กล้าขึ้นประลองบนสังเวียน จะยืนร่ายรำอย่างอ่อนช้อยตรงนี้ได้อย่างไร

            เดิมทีก่อนออกจากจวนเจ้าเมืองน้องหกกระซิบบอกกับเขาว่า ในคฤหาสน์สกุลซือมีสายลับสองคนเกรงจะทำภารกิจบางอย่างอยู่ คนหนึ่งเป็นหญิงงาม ส่วนอีกคนมีวรยุทธ์สูงทันทีที่ตระหนักได้ว่าสตรีนางนี้อาจเป็นสายลับที่น้องหกพูดถึงจากเดิมที่ไม่สนใจสตรีร่ายรำ องค์ชายรองจึงมองนานหน่อย

            เสวี่ยเฟิ่งเลิกสนใจจื่อเหวินไปแล้วระหว่างนั้น จู่ๆ ก็มีบ่าวผู้หนึ่งนำบางอย่างมาส่งให้เขา เป็นกระดาษเล็กๆที่มีลายมือของหลินหลานหรู เขาจึงเอ่ยขอตัวกับเจิ้งเสวี่ยหมิงออกไปจากงานเลี้ยงด้วยสีหน้าเคร่งขรึมกว่าปกติ

            จื่อเหวินเห็นคนเดินออกไปแล้วก็มีรอยยิ้มเล่ห์ร้ายร่ายรำเพลงที่สองต่อไปจนจบ ทว่าตลอดการร่ายรำ นางพุ่งเป้าไปที่องค์รัชทายาทตู๋ฝางอีกฝ่ายจึงมีรอยยิ้มให้นางอย่างลุ่มหลง

            เหยื่อติดกับแล้ว...