อัศดินทร์ทำหน้าเซ็งเมื่อเดินมาถึงโต๊ะอาหารแล้วเห็นว่าพ่อเขากับแม่เลี้ยงนั่งอยู่บนโต๊ะอาหารก่อนแล้วในเช้านี้หย่อนตัวลงนั่งอย่างเสียไม่ได้และหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษที่พ่อคงอ่านเสร็จแล้วขึ้นมาอ่านยังไม่ทันกวาดสายตาอ่านบรรทัดแรกเสียงตำหนิก็ดังขึ้นมาเสียก่อน
“ฉันรอแกลงมาตั้งเกือบชั่วโมง จะไปทำงานทำไมตื่นสายนักคิดว่าเป็บริษัทตัวเองแล้วจะไปตอนไหนก็ได้เหรอ”
“จะด่าผมั้แ่เช้าเลยใช่มั้ย”อัสดินทร์เอ่ยเสียงหงุดหงิดหมดอารมณ์ในการอ่านหนังสือพิมพ์จนต้องพับเก็บแรงๆจนมันยับยู่คามือ
“ก็ดูที่ทำตัวหน่อยสิ ปากบอกว่าขอตำแหน่งรองประธานแต่ตื่นสายตะวันโด่งแบบนี้แกได้โดนพนักงานนินทากันทั้งบริษัทแน่”
“น่ารำคาญจริงๆ” อัศดินทร์เอ่ยกระแทกเสียงแล้วลุกพรวดพราดขึ้นจากโต๊ะอาหาร
“นั่นแกจะไปไหน” เสียงพ่อร้องถามมีแววไม่พอใจอยู่ในน้ำเสียงเต็มที่
“ออกไปหาอาหารเช้ากิน เห็นหน้าคนร่วมโต๊ะแล้วกลืนไม่ลง”
“ฟิวส์ขาดง่ายแม้แต่คำพูดเล็กๆน้อยๆถ้าแกโดนสับเละในที่ประชุมแกจะทำยังไงหา!” บิดาถามเสียงดัง
“ผมก็จะเดินไปชกหน้าไอ้พวกปากหมาทั้งหลายให้หน้าหงายยังไงล่ะเก่งแต่ชอบดูถูกคนอื่นก็ไม่เห็นต้องให้ความเคารพ”อัศดินทร์ตอบกลับอย่างไม่แยแสแม้จะรู้ตัวดีว่าเป็คำตอบที่ค่อนข้างไม่มีเหตุผลตอนนี้เขาโกรธพ่อจนสามารถพูดอะไรแรงๆกลับไปได้อย่างมหาศาล
“แล้วยังไงต่อ คนอื่นเขาก็จะเอือมระอาแกไม่อยากร่วมงานด้วยแกก็จะหัวเดียวกระเทียมลีบและไม่นานก็คงโดนบีบให้พ้นออกไปจากบริษัทเท่านั้น”พ่อถามจี้ต่อ
“ก็ช่างหัวพวกนั้นสิ บีบให้ออกเหรอ ผมไม่ออกซะอย่างจะทำไม”อัศดินทร์ตอบกลับอย่างยียวน
“หึ นี่เหรอความคิดคนไปเรียนเมืองนอกเมืองนาแกมันก็แค่เด็กเอาแต่ใจไม่ยอมโตเท่านั้นแหละ”
“แล้วแต่จะคิด”อัศดินทร์ทิ้งเสียงหนักๆใส่พ่อแล้วหันหลังเดินออกไปจากห้องทานอาหารโดยไม่สนใครอีกหมดความอยากอาหารลงในทันที
“ยังไงแกก็ต้องเข้าบริษัทวันนี้เข้าใจมั้ย!” เสียงพ่อดังไล่หลังแต่อัศดินทร์ไม่ได้ตอบกลับนอกจากเดินหน้าถมึงทึงไปขึ้นรถและขับออกจากบ้านด้วยความเร็วสูงทันทีจุดหมายปลายทางเดียวที่เขานึกออกว่าจะทำให้ใจเย็นลงคือบ้านของนับนที เท่านั้น
“ดูท่าว่าสถานการณ์คงไม่ค่อยโอเคใช่มั้ย เสียงเบรคดังสนั่นหวั่นไหวแบบนี้”นับนทีเป็คนเยี่ยมหน้าออกมาจากบ้านทักทาย
“ขออาหารเช้าทานหน่อยสิครับ เอาขนมปังปิ้งง่ายๆกับกาแฟแก้วเดียวก็พอ”อัศดินทร์ตอบพร้อมรอยยิ้มที่พยายามสร้างขึ้นมาไม่อยากทำหน้าบูดใส่นับนทีั้แ่เช้า
“ได้สิ เข้ามาๆ” นับนทีเอ่ยเอาใจเปิดประตูออกกว้างให้เ้าเด็กตัวสูงเข้าไปด้านใน
“น้าอัศ มาทานอาหารเช้ากับของขวัญเหรอคะ”เสียงใสๆเอ่ยทักอัศดินทร์ทันทีที่เขาโผล่เข้าไปที่โต๊ะอาหารอัศดินททร์ยิ้มให้แกในทันที ดวงตาใสแจ๋วและรอยยิ้มกว้างขวางของแกที่ส่งมาให้ทำให้ความขุ่นมัวในใจจางลงจนน่าอัศจรรย์
“ไงคะ ทานอะไรอยู่ ขอน้าอัศทานด้วยได้มั้ย”อัศดินทร์ทักทายแกกลับด้วยเสียงที่ชื่นมื่นขึ้น
“ได้ค่ะ คุณยายทำโจ๊กเยอะแยะเลย อร๊อยอร่อย”
“เอาโจ๊กมั้ยลูก ป้าทำตั้งเยอะ กำลังร้อนๆเลย นับเค้าทานนิดเดียวก็อิ่มเ้าของขวัญนี่ไม่ต้องพูดถึงถ้วยเล็กๆก็อิ่มแล้ว”คุณป้าของนับนทีถามไถ่อัศดินทร์อย่างใจดี
“ดีเลยครับ ผมหิวจนไส้กิ่วหมดแล้ว ขอบคุณมากนะครับคุณป้า”อัศดินทร์ตอบรับความใจดีของท่านทันที
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกลูก คนกันเองทั้งนั้น รอแป๊บนะป้าไปตักให้ นั่งก่อนลูก”ท่านเชื้อเชิญอัศดินทร์ให้นั่งแล้วจะลุกไปตักอาหารมาให้แต่อัศดินทร์ห้ามไว้ก่อน
“ไม่เป็ไรครับ คุณป้านั่งเถอะ เดี๋ยวผมไปตักเองดีกว่า”อัศดินทร์ทำท่าจะเดินเข้าครัวไปตักเอง
“โอ๊ย ไม่เป็ไรลูก ไม่ต้องเกรงใจ นั่งเถอะๆป้าไปตักให้เดี๋ยวชุดทำงานเปื้อนหมด” ทว่าท่านก็โบกมือห้ามเป็พัลวัน นับนทีตามมาพยักหน้าให้เป็เชิงว่าปล่อยให้ท่านทำให้เถอะอัศดินทร์จึงยิ้มให้ท่านพร้อมเอ่ยขอบคุณแล้วนั่งลงตรงข้ามเด็กหญิงตัวน้อยที่แกส่งยิ้มมาให้เขาไม่หยุด
“เดี๋ยวพี่ไปชงกาแฟมาให้” นับนทีบอก
“ขอบคุณครับ” อัศดินทร์กล่าวขอบคุณอีกครั้งนับนทีจึงหันมายิ้มให้แล้วเดินเข้าไปในครัวตามหลังคุณป้าทิ้งอัศดินทร์และเด็กหญิงตัวน้อยให้นั่งอยู่ด้วยกันตามลำพังบนโต๊ะอาหาร
“อร่อยมั้ยคะ” อัศดินทร์เอ่ยถามพร้อมยื่นมือไปลูบศีรษะของแกอย่างเอ็นดูตอนนี้เขาคุ้นกับแกแล้วและั้แ่วันที่เขาพาไปทานไอศครีมแกก็ไว้วางใจเขาเป็อย่างมากทำให้การพบกันไม่มีความรู้สึกกระอักกระอ่วนอีกต่อไป
“อร่อยมากค่ะ” แกตอบทั้งยิ้มหวานก่อนจะเอียงหน้าทำท่าสงสัยเมื่อจ้องอัศดินทร์อยู่สักครู่ก่อนแกจะเอ่ยถาม“น้าอัศอารมณ์ไม่ดีเหรอคะ ทำไมคิ้วขมวด”
“คิ้วน้าอัศขมวดเหรอคะ” อัศดินทร์เอ่ยถาม แกพยักหน้าน้อยๆเป็คำตอบอัศดินทร์จึงหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดูสุดหัวใจในความเฉลียวฉลาดของแกก่อนจะยื่นหน้าไปหาแล้วเอ่ยร้องขอ”ของขวัญช่วยนวดให้มันคลายออกหน่อยได้ไหมคะ
แกวางช้อนแล้วเอื้อมมือมาจิ้มตรงหว่างคิ้วให้ อัศดินทร์หัวเราะชอบใจก่อนจะเอ่ยชมแก“โห น้าอัศอารมณ์ดีแล้วค่ะ ขอบคุณของขวัญนะคะ”
เด็กหญิงหัวเราะสดใสแล้วตักอาหารของแกขึ้นทานต่อก็พอดีคุณป้ายกถ้วยโจ๊กมาวางลงตรงหน้าอัศดินทร์ไหว้ขอบคุณท่านด้วยความเกรงใจตามมาด้วยกาแฟจากนับนทีพร้อมน้ำเปล่าเย็นๆอีกแก้ว
“โจ๊กพอได้ไหมลูก” คุณป้าเอ่ยถาม
“อร่อยเลยแหละครับคุณป้า สงสัยต้องมาฝากท้องทุกวันแล้วสิครับ”
“ยินดีลูก บ้านเราก็มีกันอยู่แค่นี้มีคนมาเพิ่มจะได้ครึกครื้นขึ้นบ้าง”ท่านเอ่ยเป็กันเองจนอัศดินทร์รู้สึกว่าตัวเองเป็ลูกหลานคนหนึ่ง
“เติมน้ำตาลหน่อยมั้ยกาแฟน่ะ” นับนทีถามทำท่าจะลุกไปหยิบมาให้
“ไม่ครับ ไม่ รสนี้พอดีแล้ว” อัศดินทร์ยกมือห้าม “พี่ทานเถอะ”
แล้วมื้ออาหารเช้าก็เริ่มขึ้นอัศดินทร์มองครอบครัวเล็กๆตรงหน้าและการปฏิบัติอย่างอบอุ่นต่อเขาก็อมยิ้มบางๆอันที่จริงเขาไม่้าบ้านใหญ่โตแต่ขาดคนห่วงใยเลยสักนิด แค่ครอบครัวเล็กๆตรงหน้าแต่เต็มไปด้วยความรักความห่วงใยก็เพียงพอสำหรับเขาแล้ว
หลังจากทานอาหารเช้ากันเสร็จทั้งอัศดินทร์และนับนทีก็เดินออกมาขึ้นรถเตรียมไปทำงานก่อนไปอัศดินทร์ย่อตัวลงไปแปะมือกับเด็กหญิงตัวน้อยที่แกเดินออกมาส่งเขาและแม่ของแกไปทำงานรอยยิ้มแสนสดใสของแกทำให้ใจที่ร้อนรุ่มเต็มไปด้วยความโกรธของเขาสงบลงอย่างสมบูรณ์
“ไว้น้าอัศจะแวะมาหาใหม่นะคะ”
“ให้กำลังใจน้าอัศหน่อยสิคะ” นับนทีบอกลูก
“น้าอัศสู้ๆนะคะ ของขวัญเชียร์น้าอัศสุดใจเลยค่ะ”แกบอกเสียงสดใสทั้งะโไปมาอยู่ตรงหน้า
อัศดินทร์หัวเราะยกมือขึ้นกุมที่หน้าอกด้านซ้ายพร้อมหลับตาซึมซับเอากำลังใจแสนบริสุทธิ์ที่ส่งมาให้เขาก่อนจะบอกแกกลับคืนอย่างอ่อนโยน “ขอบคุณนะคะ น้าอัศได้กำลังใจเต็มแล้วทำงานผ่านฉลุยแน่นอนค่ะ”
นับนทีที่ยืนอยู่ข้างๆอมยิ้มบางๆเมื่อมองความน่ารักของทั้งสองก่อนสายตาจะไล่ไปเห็นสิ่งไม่เรียบร้อยบนตัวของอัศดินทร์เท้าก้าวเข้าไปหาอย่างลืมตัวขณะที่มือเองก็ยื่นไปจับเนคไทของอัศดินทร์ช่วยขยับมันให้เข้าที่แล้วรูดขึ้นให้อย่างอัตโนมัติกว่าจะรู้ตัวก็พบว่าตัวเองจ้องแน่วอยู่ที่เนคไทเบี้ยวๆของอัศดินทร์ตามประสาคนชอบความเป็ระเบียบแล้ว
“เอ้อ มันเบี้ยวแน่ะ ไปทำงานวันแรกต้องเนี้ยบนะ”นับนทีเอ่ยขึ้นแก้เก้อเมื่อรู้สึกตัวว่าทำอะไรลงไปก่อนจะถอยหลังออกห่างจากอัศดินทร์ที่ทอดสายตามามองเขาอย่างอึ้งๆเช่นกัน
“ขอบคุณครับ ผมได้รับทั้งกำลังใจแล้วก็มีคนคอยดูแลความเรียบร้อยให้แบบนี้ไม่ว่าเื่ยากอะไรผมต้องผ่านไปได้แน่”
นับนทีอมยิ้มแล้วพยักหน้าให้ก่อนจะเอ่ยบอกให้อัศดินทร์ขึ้นรถเด็กหญิงโบกมือให้อัศดินทร์แล้วโผมาหอมแก้มนับนทีที่ย่อตัวลงไปรับหอมจากแกอย่างเช่นทุกวัน “เป็เด็กดีกับคุณยายนะคะ ตื่นนอนตอนบ่ายแล้วค่อยไปหาแม่ที่ร้านนะคะคนดี”
“ค่ะคุณแม่”
แล้วทั้งอัศดินทร์และนับนทีก็ขึ้นรถขับออกไปทำหน้าที่ของตัวเองนับนทีขับรถไปเปิดร้านในขณะที่อัศดินทร์มุ่งหน้าสู่อาณาจักรธุรกิจของครอบครัวเพื่อเริ่มต้นงานวันแรก
อัศดินทร์ขับรถเลยไปที่ลานจอดรถของผู้บริหารแม้ไม่แน่ใจนักว่าพ่อจะให้คนจัดเตรียมที่ไว้ให้แต่เขาก็ลองเสี่ยงขับเลยไปและพบว่าที่นั่นรปภ.ผายมือให้รถเขาเข้าไปจอดที่ว่างที่หนึ่งที่ระบุทะเบียนรถเขาไว้ก่อนแล้วอัศดินทร์ที่คิดว่าคงจะเจอกับผิดหวังกลับผิดคาด ข้างในใจเต็มไปด้วยความสงสัยว่าพ่อเขาเป็คนละเอียดขนาดนี้ด้วยเหรอ
อัศดินทร์กดลิฟต์ขึ้นไปที่ชั้นสิบสองจากทั้งหมดสามสิบชั้นอย่างคุ้นเคยเขาเติบโตมาด้วยการรับรู้ว่าพ่อเป็เ้าของบริษัทและตอนเด็กๆก็ติดตามทั้งพ่อและแม่มาบริษัทบ่อยๆอัศดินทร์จึงคุ้นเคยกับที่นี่เป็อย่างดีเช่นเดียวกับคุ้นเคยกับพนักงานเก่าที่อยู่มานานอย่างเช่นคุณบุษบาหัวหน้าแผนกชั้นสิบสองที่จ้องอัศดินทร์ตาโตในคราวแรกที่เขาเดินตรงออกมาจากลิฟต์ก่อนจะปรี่เข้ามาต้อนรับเขาทันทีด้วยสีหน้าตกอกใ
“คุณอัศทำไมมาโผล่ที่ชั้นนี้คะ ท่านประธานอยู่ชั้นสามสิบนะคะ”
“สวัสดีครับคุณบุษบา สบายดีนะครับ” อัศดินทร์ยกมือไหว้อีกฝ่ายตอนที่แม่เขายังไม่เสียคุณบุษบากับแม่เป็คนที่เคยคุ้นกันและอัศดินทร์เองก็ได้เจอคุณบุษบาบ่อยๆ
“สวัสดีค่า สบายดีค่ะคุณอัศบุษได้ยินว่าท่านประธานจะให้คุณอัศเริ่มงานที่ชั้นสามสิบไม่ใช่เหรอคะ”คุณบุษบาถามย้ำด้วยสีหน้าสงสัย
“ผมรู้ แต่ผมอยากเริ่มจากงานพื้นฐานอย่างพวกถ่ายเอกสาร ส่งแฟกซ์ แสกนงานคุณบุษหางานพวกนี้ให้หน่อยสิ เอ…ไม่ดีกว่า ผมว่าผมไปยืนประจำเครื่องเลยน่าจะดีให้คนมาสอนซักหน่อยก็แล้วกัน”
คุณบุษบาอ้าปากค้างในตอนแรกหากแต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของอัศดินทร์ก็รับปากทันที “ได้ค่ะๆคุณอัศนั่งรอที่โซฟาก่อนนะคะเดี๋ยวบุษจะจัดการให้ค่ะ”
อัศดินทร์พยักหน้ารับแล้วเดินไปทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาได้ยินเสียงคุณบุษบาบอกแม่บ้านคนหนึ่งให้ไปยกน้ำมาเสิร์ฟ อัศดินทร์กวาดสายตามองทั่วทั้งแผนกก็พบว่าเขากำลังได้รับความสนใจจากพนักงานทั้งหมดคนเ่าั้หลบตาเขาในทันทีที่อัศดินทร์กวาดสายตาไปถึงเพราะท่าทางพินอบพิเทาของคุณบุษบาที่มีต่อเขาคงบอกระดับความสำคัญของเขามากพอแล้วอัศดินทร์ละสายตาจากพนักงานที่หลบตาเขาตัวเกร็งและบางคนก็แสร้งว่างานยุ่งอย่างเห็นได้ชัดเมื่อคิดว่าเขาคงทำคนเหล่านี้อึดอัดน่าดู
อัศดินทร์รู้สึกว่าตัวเองคิดถูกที่ตัดสินใจมาเริ่มงานตรงส่วนนี้อันที่จริงงานพื้นฐานพวกนี้ไม่ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้มากแต่สิ่งที่เขาอยากเริ่มจริงๆคือการได้รู้จักคนระดับล่างเหล่านี้ ผู้ที่เป็ฟันเฟืองตัวสำคัญในการขับเคลื่อนบริษัท
“คุณอัศคะท่านประธานโทรลงมาให้เรียนว่าให้ขึ้นไปพบที่ชั้นสามสิบก่อนค่ะ”คุณบุษบาเข้ามารายงานนอบน้อม
“ไม่ล่ะ ผมจะเริ่มงานที่นี่เลย ไหนเครื่องถ่ายเอกสาร”อัศดินทร์ปฏิเสธพร้อมขยับตัวลุกขึ้นกวาดสายตามองหาและเมื่อเห็นว่ามีพนักงานชายคนหนึ่งกำลังใช้งานอยู่เขาก็เดินเข้าไปถามไถ่วิธีใช้งานทันทีถึงจะเกร็งหากแต่พนักงานก็เอ่ยอธิบายฟังก์ชั่นของเครื่องถ่ายเอกสารที่ทำงานต่างๆได้ครบวงจรไม่ว่าจะถ่ายเอกสารส่งแฟกซ์ แสกนใบงานต่างๆ เพียงไม่นานคนความจำดีอย่างอัศดินทร์ก็จดจำการทำงานได้จนหมดจึงเอ่ยเสียงดังให้ได้ยินจนทั่ว
“ใครมีเอกสารต้องถ่าย ต้องแฟกซ์ ต้องแสกน เอามาให้ผมเลยครับ”ทั้งแผนกเงียบกริบ อัศดินทร์แสร้งเอ่ยเสียงดุขึ้น “ไม่มีใครทำงานเลยเหรอเงียบกริบทั้งแผนก หรือไม่ต้องถ่ายเอกสารกันสักคน”
คุณบุษบาเป็คนหยิบปึกกระดาษมาให้คนแรกพร้อมสีหน้าลำบากใจไม่วายบอกอัศดินทร์เสียงอ่อน “คุณอัศไม่ไปพบท่านประธานสักหน่อยเหรอคะ”
“คุณบุษจะให้ทำอะไรครับ” อัศดินทร์เฉไฉชี้ไปที่กระดาษในมือคุณบุษบา
“ถ่ายเอกสารค่ะ”
“ทั้งหมดมั้ยครับ”
“ทั้งหมดค่ะ”
อัศดินทร์รับงานมาจากคุณบุษบาแล้วสอดใส่เครื่องถ่ายเอกสารไม่สนว่าคุณบุษบาจะทำสีหน้าขอร้องเพียงไหน เมื่อเสร็จแล้วจึงยื่นคืนให้
“เสร็จแล้วครับ”
“ขอบคุณค่ะคุณอัศ” คุณบุษบาเอ่ยขอบคุณด้วยท่าทีเกรงใจอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อนใจ
“เดี๋ยวบุษให้คนยกโต๊ะกับเก้าอี้มาให้คุณอัศค่ะ”
“ไม่ต้องหรอก โต๊ะทำงานผมก็นี่ไง” อัศดินทร์ตบลงที่เครื่องถ่ายเอกสารก่อนจะเอ่ยต่อ “คุณบุษไปทำงานเถอะ ไม่ต้องห่วงผม”
คุณบุษบายอมแพ้และล่าถอยไปในที่สุดอัศดินทร์ทำหน้าที่ยืนคุมเครื่องถ่ายเอกสารอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหนดังนั้นด้วยความจำเป็พนักงานก็จำต้องลุกเอางานมาให้เขาทำให้และยืนรอรับงานตัวเกร็งอัศดินทร์ง่วนอยู่กับเครื่องถ่ายเอกสารได้สักพักก็รู้สึกได้ว่าตัวเองถูกจ้องมองจากด้านหลังและบรรยากาศในแผนกก็เงียบลงแปลกๆเมื่อหันไปมองก็พบสาเหตุที่ทำให้ทุกคนเงียบและเรียบร้อยลงเป็อย่างมากเพราะพ่อของเขายืนหน้าถมึงอยู่หน้าแผนก
“ทำไมไม่ไปหาฉันข้างบน” พ่อเปิดปากถามเสียงเรียบ
“ผมทำงานอยู่” อัศดินทร์ตอบโดยไม่มองหน้า จัดการถ่ายเอกสารต่อ
“แต่ฉันโทรลงมาบอกคุณบุษว่าให้บอกแกขึ้นไปหาก่อน”
“คุณบุษบอกแล้วแต่ผมทำงานอยู่ ไม่อยากเสียเวลางาน”อัศดินทร์ตอบโดยไม่หันไปมองพ่อตามเคย จงใจทำเหมือนพ่อไม่มีความหมาย
“อัศดินทร์” คุณอดิสรเค้นเสียงเรียกลูกชาย ดูก็รู้ว่ากำลังโกรธ
“ผมยังไม่ขึ้นไปหรอก ผมจะทำงานที่นี่จนกว่าจะพอใจไว้ผมรู้งานที่ผมคิดว่าควรรู้จนครบแล้วผมจะขึ้นไปให้ตาแก่อย่างพวกพ่อสับเป็ชิ้นๆเองอ้อ เงินเดือนพนักงานแรกเข้าเท่าไหร่จ่ายให้ผมตามนั้นแล้วกัน”
“หัวดื้อ!”
“ครับ ยอมรับ” อัศดินทร์เอี้ยวตัวมายักคิ้วยียวนใส่พ่อแล้วหันกลับไปทำงานต่ออย่างไม่สะทกสะท้านเป็พ่อที่ต้องล่าถอยไปเองอย่างทำอะไรไม่ได้ แต่ก่อนไปก็สั่งกับคุณบุษบาไว้ว่า
“ฝากหน่อยแล้วกันคุณบุษ”
“ค่ะท่านประธาน”
“พร้อมเมื่อไหร่ก็ขึ้นไป ห้องทำงานแกเตรียมไว้แล้วที่ชั้นสามสิบ” นั่นคือประโยคทิ้งท้ายก่อนร่างของพ่อจะเดินออกไปจากแผนกอัศดินทร์หยุดมือแล้วหันไปมองก็เห็นหลังคุ้มของพ่อลับออกไปจากประตู
“เอ้า ใครมีงานอีกก็เอามาเร็วๆ คุณต้องช่วยกันฝึกพนักงานใหม่อย่างผมนะ”อัศดินทร์ประกาศก้องอย่างรู้สึกสนุก
“ขอผมนั่งด้วยคนนะ”อัศดินทร์ถือจานข้าวโรงอาหารสวัสดิการพนักงานมาขอร่วมโต๊ะกับพนักงานกลุ่มหนึ่งที่มีทั้งหญิงและชายเป็พนักงานของชั้นสิบสองทั้งหมดที่อัศดินทร์คุ้นหน้าคุ้นตาดีแล้วหลังจากทำงานถ่ายเอกสารมาได้ครึ่งวันทั้งหมดขยับเก้าอี้ไปชิดกันและเว้นที่ว่างไว้ให้อัศดินทร์กว้างกว่าใครเพื่อนอัศดินทร์หัวเราะบอกอย่างเป็กันเอง
“ไม่ต้องเกร็งผมไม่ได้มาในฐานะลูกชายเ้าของบริษัทแต่มาในฐานะเพื่อนร่วมงานนะ”
“อดเกร็งไม่ได้หรอกค่ะคุณอัศ” พนักงานหญิงชื่อนุ้กเอ่ยขึ้น
“ผมรับรองว่าถึงพวกคุณจะนินทาพ่อผมยังไงผมจะไม่ไล่ใครออกหรอกคุณนุ้กวางใจได้”
“จำชื่อนุ้กได้ด้วยเหรอคะ”นุ้กทำสีหน้าแปลกใจเมื่ออัศดินทร์เรียกชื่อได้อย่างถูกต้องทั้งที่ไม่คิดว่าออัศดินทร์จำเป็จะต้องจำชื่อพนักงานตัวเล็กๆด้วยซ้ำ
“ผมจำได้หมดแหละ คุณอ้น คุณชัช คุณนี คุณสน”แล้วอัศดินทร์ก็ไล่ชื่อเพื่อนร่วมโต๊ะได้อย่างถูกต้องทุกคนทั้งหมดทำสีหน้าแปลกใจก่อนจะยิ้มออกมาเขินๆ
“ถามหน่อยทำงานที่นี่มีความสุขกันมั้ย”อัศดินทร์เอ่ยปากถามขณะที่เริ่มต้นตักข้าวทานด้วยท่าทีง่ายๆ “ทานไปคุยไปเถอะไม่ต้องเกร็งผมสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรพวกคุณทั้งนั้น ตอนนี้ผมคือเพื่อนคนนึงของพวกคุณพวกเราเป็ทีมชั้นสิบสอง”
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเล็กๆดูจะผ่อนคลายมากขึ้นเมื่ออํศดินทร์แสดงความไม่ถือตัวและมีท่าทางเป็กันเองต่อทุกคนทั้งหมดจึงเริ่มต้นตักอาหารขึ้นทานบ้าง
“ก็มีความสุขดีครับ อย่างโรงอาหารนี่อาหารก็ราคาถูก สะอาด แล้วก็อร่อย”ชัชที่ดูจะาุโสุดเอ่ยตอบคนแรก
“เ้าของบริษัทไม่ได้ใจดีอะไรหรอกนะเค้าแค่ไม่อยากให้พนักงานต้องไปต่อคิวซื้ออาหารข้างนอกนานๆแล้วกลับมาทำงานสาย”
เกิดเสียงหัวเราะครืนขึ้นบนโต๊ะอาหารเมื่ออัศดินทร์แอบจิกกัดท่านประธานซึ่งก็คือพ่อตัวเอง
“แล้วก็ยังมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท มีกองทุนกู้ยืมฉุกเฉินแล้วก็มีโบนัสให้ทุกปีด้วยค่ะ” นีพูดขึ้นบ้าง
“อย่าดีใจไปล่ะคุณนีนั่นคือกับดักขังพวกคุณไว้ไม่ให้ไปไหนจนกว่าจะใช้หนี้หมดผมบอกแล้วเ้าของเค้าไม่ได้ใจดีอะไร”
ทุกคนในโต๊ะะเิหัวเราะออกมาอีกจนโต๊ะอื่นๆเกิดความสนใจเื่ที่อัศดินทร์มาเป็พนักงานถ่ายเอกสารที่ชั้นสิบสองจึงขยายเป็วงกว้างในทันทีต่างลงความเห็นเป็เสียงเดียวกันว่าลูกชายท่านประธานทั้งหล่อและเป็กันเอง
“โถ่ พวกเราเป็ฝ่ายไปยืมเองทั้งนั้นนะคะ ทางบริษัทไม่ได้บังคับเลย”นีแก้ต่างให้ท่านประธานทั้งหัวเราะน้อยๆ
“นั่นไงกับดักชัดๆ คุณนีถึงกับเทิดทูนเป็บุญคุณแล้วต้องไม่ให้ตาแก่นั่นรู้เด็ดขาดไม่อย่างงั้นชูคอเชิดหน้าตั้งแน่ๆ”
“คุณอัศไม่ถูกกันกับท่านประธานเหรอคะ”นุ้กผู้พูดเก่งที่สุดทำหน้าที่เป็หน่วยกล้าตายเอ่ยถามขึ้นแต่ท่าทางทั้งกลุ่มก็อยากรู้พอกัน
“ใครบอก เราออกจะถูกกันจะตาย เปรียบก็เหมือนลิ้นกับฟัน”
ทั้งกลุ่มหัวเราะงอหงายอีกครั้งบทสนทนาต่อมาจึงเริ่มสนุกมากขึ้นเมื่ออัศดินทร์สวมบทเป็ฝ่ายตรงข้ามกับพ่อตัวเองทุกคนกล้าที่จะพูดกับเขาตรงๆโดยไม่กลัวว่าจะโดนเขาเล่นงานเพียงวันเดียวอัศดินทร์ก็มีเพื่อนสนิทถึงห้าคนที่พอตกบ่ายเขาสามารถเข้าไปสอบถามงานที่แต่ละคนได้รับหน้าที่ได้โดยไม่มีใครเกรงกลัวเขาอย่างเมื่อตอนเช้า
อัศดินทร์ขอให้คุณบุษบาติดต่อฝ่ายบุคคลเื่ทำบัตรพนักงานให้ดังนั้นเมื่อถึงเวลาเลิกงานเขาก็ลงลิฟต์ไปตอกบัตรเลิกงานเหมือนคนอื่นๆที่ชั้นล่างแล้วขับรถออกจากที่ทำงานโดยจุดหมายคือร้านเสื้อผ้าของนับนที
“พี่ยังไม่ปิดร้านอีกเหรอ” อัศดินทร์เอ่ยถามเมื่อผลักประตูเข้าไปในร้าน
“อ้าว เป็ไงไปทำงานวันแรก”นับนทีเงยหน้าขึ้นมาจากคอมพิวเตอร์เอ่ยถามพร้อมส่งยิ้มให้
อัศดินทร์เดินหอบเสื้อสูทที่ถอดออกไปทิ้งตัวลงนั่งที่โซฟาตัวเดิมที่คุ้นเคยนับนทีเดินมากอดอกยืนอยู่ด้านหน้า
“เหนื่อยมากเหรอ เดี๋ยวพี่ไปเอาน้ำเย็นๆมาให้”
“ขอบคุณครับ”อัศดินทร์เอ่ยขอบคุณขณะที่รูดเนกไทออกจากลำคอแล้วทิ้งตัวพิงพนักโซฟาเต็มแรงกางแขนขาในท่าสบาย พาดศีรษะลงกับพนักโซฟาพร้อมหลับตาลงด้วยความเหนื่อยอ่อนวันนี้หัวสมองเขาได้รับข้อมูลเยอะแยะมากมายจนรู้สึกล้าแต่ถึงอย่างนั้นความดีใจมีมากกว่าเพราะรู้สึกว่าเขาคิดถูกที่เริ่มนับหนึ่งใหม่ที่ชั้นสิบสอง
“อยากหลับมั้ย ขึ้นไปนอนข้างบนสิตื่นแล้วค่อยกลับหรือจะอยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันก่อน พี่ปิดร้านแล้วจะไปปลุก”
“อือ เมื่อคืนผมนอนดึก เมื่อเช้ายังตื่นเช้ากว่าปกติด้วยแถมวันนี้ยังยืนถ่ายเอกสารทั้งวันเมื่อยแขนไปหมด พี่นวดให้หน่อยได้มั้ย”ปลายประโยคงอแงเหมือนเด็กนอกจากนั้นยังลืมตาขึ้นมาออดอ้อนนับนทีอีกนับนทีวางแก้วน้ำเย็นลงที่โต๊ะด้านหน้าแล้วทรุดตัวลงนั่งข้างๆอัศดินทร์ที่ยกน้ำขึ้นดื่มจนหมด
“เอาแขนมานี่สิ จะบีบให้” นับนทีตบลงที่ตักเ้าเด็กตัวโตยิ้มกว้างขวางให้เขาแล้วยื่นแขนมาวางบนตักนับนทีนับนทีเริ่มนวดแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแข็งให้
“คนโปรดของผมไปไหนเหรอครับวันนี้ ทำไมไม่มาหาพี่ที่ร้าน”
“ฝนทำท่าจะตกพี่เลยไม่ให้มา เผื่อตกกลางทางจะไม่สบายทั้งคุณป้าแล้วก็หลาน”
“พี่รู้มั้ยพอวันนี้ผมคิดถึงหน้าแกใจผมก็ชื้นขึ้นมาทุกครั้งเหมือนแกมายิ้มให้ตรงหน้าแล้วก็บอกว่าน้าอัศสู้ๆนะคะ ผมต้องหลงแกแล้วแน่ๆ”อัศดินทร์บอกอย่างมีความสุขเมื่อนึกถึงเด็กหญิงตัวน้อยโดยไม่รู้เลยว่าทำให้นับนทีอึ้งเป็อย่างมาก
“ถ้าวันนึงผมมีลูก ผมให้พวกเค้ามารู้จักกันได้มั้ยให้เป็เพื่อนเป็พี่น้องกันอย่างผมกับพี่” อัศดินทร์เอ่ยต่ออย่างมีความสุข
“ได้สิ” นับนทีตอบรับแต่ไม่มองหน้าแกล้งทำเป็ง่วนอยู่กับการนวดแขนให้โดยไม่รู้เลยว่าเ้าเด็กตัวโตที่ไม่เด็กแล้วในตอนนี้ขยับตัวเปลี่ยนท่าเป็เอนตัวลงมาวางศีรษะกับตักนับนที
“ขอยืมตักหน่อยนะครับ”
“ไปนอนข้างบนดีกว่าจะได้นอนสบายๆ”
“ไม่ครับๆ ผมขอพักสายตาแค่ห้านาทีแล้วก็จะลุกแล้วขอยืมตักพี่แป๊บเดียวนะครับ”
นับนทีทำอะไรไม่ได้เมื่ออัศดินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงแทบจะอ้อนวอนแล้วหลับตาลงในทันทีไม่นานจังหวะลมหายใจก็ผ่อนเข้าออกสม่ำเสมอบ่งบอกว่าหลับแล้วจริงๆนับนทียิ้มด้วยความเอ็นดูเพราะคิดว่าอัศดินทร์คงเหนื่อยมากจริงๆกับการไปทำงานวันแรก
พออีกฝ่ายมานอนหนุนตักอย่างนี้นับนทียิ่งได้พิศใบหน้าชัดๆและพบว่าอัศดินทร์เป็คนที่มีส่วนประกอบบนใบหน้าที่น่าอิจฉามากคิ้วเข้ม จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง ดวงตาคมดุเมื่อประกอบอยู่บนดวงหน้าได้รูปแล้วทุกอย่างช่างพอเหมาะพอเจาะราวกับปั้นแต่งอดที่จะยกมือขึ้นไปไล่แตะเบาๆไม่ได้ คิ้วเข้มๆคู่นี้ที่ถ่ายทอดมาสู่ยัยหนูจมูกโด่งได้รูปและริมฝีปากบางก็ล้วนถ่ายทอดไปที่ลูกทั้งหมดด้วยนับนทีไม่แน่ใจว่าหากลูกเติบโตขึ้นกว่านี้จะยิ่งฉายแววเหมือนอัศดินทร์มากขึ้นไหมแต่ที่แน่ๆหากวันใดที่อัศดินทร์รู้ว่าแกเป็ลูกส่วนประกอบบนตัวเขาจะเด่นชัดขึ้นมาบนตัวลูกในทันทีนับนทีได้แต่ภาวนาว่าขอให้ทุกอย่างอย่าเลวร้ายเลย
อัศดินทร์งัวเงียขึ้นมาหลังจากที่หลับลึกโดยไม่รู้ตัวหันมองรอบด้านก็พบว่าไฟของร้านถูกเปิดให้สว่างไสวจนทั่วมีเพียงที่ๆเขานอนเท่านั้นที่ไฟถูกเปิดไว้อย่างสลัวรางอัศดินทร์ยันตัวลุกขึ้นมาจากโซฟาเพื่อพบว่าบนตัวมีผ้าห่มถูกนำมาห่มให้พร้อมหมอนรองศีรษะหนึ่งใบอัศดินทร์กวาดสายตามองหานับนทีแต่ก็พบเพียงความว่างเปล่าในร้าน
“คุณแม่ ของขวัญหิวข้าวแล้วค่ะ”
“มีขนมที่หนูชอบในตู้เย็นทานรองท้องก่อนนะคะ เดี๋ยวสักพักน้าอัศก็ตื่นแล้วเรารีบกลับบ้านไปทานข้าวกันเนอะ”
“ได้ค่ะคุณแม่”
อัศดินทร์ขยับนั่งตัวตรงเมื่อได้ยินเสียงพูดคุยแว่วลงมาจากชั้นสองหลับตาลงเพื่อจูนทุกอย่างในหัวให้ติดแล้วเงยหน้าขึ้นมองร่างสองร่างที่จับจูงกันลงมาถึงด้านล่าง
“อ้าว ตื่นแล้วเหรอ”
“ทำไมพี่ไม่ปลุกผม ผมหลับไปนานเท่าไหร่เนี่ย”
“สองชั่วโมงได้”
อัศดินทร์ยกนาฬิกาขึ้นดูเพื่อพบว่าเลยทุ่มหนึ่งมาสิบสามนาทีแล้ว“ตายละ ทุ่มกว่าแล้วพี่ยังไม่ได้กลับบ้าน หิวข้าวกันแย่ ทำไมไม่ปลุกผมครับ”
“เห็นนายเหนื่อย แถมกำลังหลับสบายเลยไม่อยากกวนพี่เองก็ถือโอกาสคิดบัญชีร้านให้เสร็จด้วย”
“ได้ไงล่ะครับ ต้องปลุกผมสิ นี่ตัวเล็กมาตามที่ร้านใช่มั้ย”อัศดินทร์ยิ้มเซียวให้เ้าของร่างน้อยอย่างขอโทษ เมื่อสักครู่เขาทันได้ยินแกบ่นกับนับนทีว่าหิวข้าว“น้าอัศขอโทษนะคะที่ทำให้หนูยังไม่ได้ทานข้าว”
“น้าอัศไม่สบายเหรอคะ”แกปล่อยมือออกจากมือนับนทีแล้ววิ่งมาหาเพื่อพยายามปีนขึ้นมาบนโซฟาอัศดินทร์รีบอุ้มแกขึ้นมาวางข้างๆ มือเล็กๆยกขึ้นมาทาบที่หน้าผากของเขาทันทีใจของอัศดินทร์อ่อนยวบเมื่อเห็นกิริยาอย่างนั้นของเด็กหญิงตัวน้อย แกกำลังวัดไข้เขา
“น้าอัศสบายดีค่ะ แต่น้าอัศเหนื่อยนิดหน่อย ขอบคุณนะคะที่เป็ห่วงน้าอัศ”อัศดินทร์ยึดมือน้อยๆที่ยกขึ้นมาทาบหน้าผากเขามาไว้ในอุ้งมืออย่างถนอมเขาเห็นความใจดีของนับนทีแทรกอยู่ในตัวของแกทุกอณู แกถอดแบบนิสัยของนับนทีมาไม่มีผิด
“กลับกันเถอะครับ คุณป้าล่ะมาด้วยมั้ย” อัศดินทร์เอ่ยชวนทั้งสองไม่อาจให้เด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้าหิ้วท้องด้วยความหิวเพราะรอเขาได้อีก
“คุณป้ามาส่งของขวัญไว้แล้วกลับไปเตรียมอาหารเย็นแล้วล่ะอัศจะล้างหน้าหน่อยมั้ย”
“ซักหน่อยก็ดีเหมือนกันครับ ผมขอห้านาที คราวนี้ห้านาทีจริงๆ”อัศดินทร์กุลีกุจอขยับลุก นับนทีหันไปหยิบรองเท้าแตะมาวางให้
“ใส่รองเท้าแตะดีกว่าจะได้สบาย”
“ใจดีกับผมเกินไปแล้ว มาทำให้ผมหวั่นไหวอยู่เรื่อยเลยผมถึงไม่อยากให้ใครมาเป็คนโปรดของพี่นอกจากผมไง”
นับนทีเสหน้าหนีคนปากหวานเอ่ยปากไล่เ้าเด็กตัวสูงที่กำลังอมยิ้มมองเขาอยู่ “รีบไปล้างหน้าไป๊”
“รอน้าอัศแป๊บนะครับ”อัศดินทร์ยีผมเด็กหญิงอย่างเอ็นดูแล้วเดินมาหยุดยืนเยื้องกับนับนทีเพื่อเลิกคิ้วและอมยิ้มใส่นับนทีเสหน้าหนีเพื่อซ่อนยิ้มและโดนเ้าเด็กตัวสูงแกล้งเอาไหล่มาเฉียดไหล่เขาก่อนจะเดินผิวปากเข้าไปในห้องน้ำอย่างพอใจที่แกล้งเขาได้นับนทีส่ายหน้ารู้สึกเกลียดตัวเองที่ไม่สามารถซ่อนยิ้มไว้ได้
“เก็บกล่องสีใส่กระเป๋าได้แล้วลูกเดี๋ยวน้าอัศเข้าห้องน้ำเสร็จเรากลับบ้านไปทานข้าวกันค่ะ”
“น้าอัศไปบ้านเราไหมคะ”
“ไปค่ะ เดี๋ยวน้าอัศก็ไปทานข้าวกับเราด้วย”
เด็กหญิงยิ้มกว้างขวางให้นับนทีแล้ววิ่งจี๋ไปเก็บกล่องสีที่ค้นออกมาระบายสีภาพรอตอนที่นับนทีเคลียร์บัญชีและรออัศดินทร์ตื่นนอนใส่กระเป๋านับนทีมองลูกด้วยความรู้สึกหนักอึ้งลึกๆเสียใจที่ไม่ได้บอกแกว่าคุณน้าใจดีคนนี้คือพ่อของแก
อัศดินทร์เดินออกมาจากห้องน้ำด้วยสีหน้าแช่มชื่นขึ้นนับนทียื่นผ้าเช็ดหน้าให้อีกฝ่ายรับไปเช็ดแล้วผละไปตรวจความเรียบร้อยของร้านพร้อมไล่ปิดไฟจนเหลือดวงสุดท้ายอัศดินทร์อุ้มเด็กหญิงเดินไปรอที่ประตูนับนทีเปิดไฟหน้าร้านทิ้งไว้แล้วเดินตามออกไปแล้วทั้งหมดก็เดินทางไปบ้านนับนที
คุณป้าออกมาต้อนรับและทักทายอัศดินทร์พร้อมกุลีกุจอตั้งโต๊ะนับนทีรีบเข้าช่วยโดยไล่อัศดินทร์ไปนั่งรอกับเด็กหญิงไม่นานโต๊ะอาหารเล็กๆแสนอบอุ่นก็พร้อมหน้าด้วยมื้อค่ำที่ช้ากว่าปกติทำให้เด็กหญิงตัวน้อยของบ้านตักอาหารขึ้นทานทันทีอย่างเอร็ดอร่อยอัศดินทร์ทำหน้าที่เป็คนตักอาหารใส่จานให้แกพร้อมคอยถามว่าแกอยากได้อะไรเพิ่มบ้างนับนทีมองทั้งสองคนที่เข้ากันได้ดีแล้วแอบอมยิ้ม
“น้าอัศตักอาหารให้เยอะแยะแบบนี้ ของขวัญรักน้าอัศเป็อันดับหนึ่งหรือยังคะ”
นับนทีเหล่ตามองคนที่กำลังเรียกคะแนนจากลูกอัศดินทร์ยังไม่ลืมเื่ที่เมื่อวานนับนทีได้ช่อดอกไม้จากธีร์และเด็กหญิงได้ตุ๊กตากับช็อคโกแล็ตเป็ของขวัญจนแกยกให้อัศดินทร์กับธีร์เป็คนโปรดลำดับหนึ่งของแกเท่ากัน
“ได้แล้วค่ะ ของขวัญรักน้าอัศที่สุด”
“ชื่นใจน้าอัศ”อัศดินทร์หลับตาแล้วยกมือขึ้นมากุมอกข้างซ้ายทำท่าซาบซึ้งเป็อย่างมากก่อนจะก้มลงไปจุ๊บกระหม่อมของเด็กหญิงเสร็จแล้วจึงหันมายักคิ้วทำท่าเหนือใส่นับนทีพร้อมคุยอวด“ไง ผมแย่งที่หนึ่งกลับคืนมาได้แล้วนะ นายธีร์นั่นของพี่ตกกระป๋อง”
นับนทีส่ายหน้าทั้งอมยิ้มให้เ้าเด็กขี้อวดอัศดินทร์คุยกระหนุงกระหนิงกับเด็กหญิงตลอดเวลาบนโต๊ะอาหาร เอาอกเอาใจแกทุกอย่างพูดคะขากับแกทุกคำจนนับนทีรู้สึกเต็มตื้นในใจไปด้วยรู้แน่ชัดแล้วว่าอัศดินทร์รักและเอ็นดูแกจากใจจริงๆอย่างน้อยก็มีความหวังว่าหากในวันหนึ่งที่ความลับไม่ใช่ความลับอีกต่อไปเขาจะยังหลงเหลือความเอ็นดูในตัวแกแม้เพียงน้อยนิดก็ตาม
วันนี้อัศดินทร์ไม่ได้รับอนุญาตให้ล้างจานเพราะนับนทีได้รับฟังว่าอีกฝ่ายเล่าว่าถ่ายเอกสารจนแขนเมื่อยมาทั้งวันแม้อัศดินทร์จะยืนกรานว่าไม่ได้เมื่อยมากขนาดนั้นเพียงอยากอ้อนให้นับนทีนวดให้เท่านั้นก็ตามแต่ถึงจะไม่ได้รับอนุญาตให้ล้างจานอัศดินทร์ก็ไม่ผละห่างไปไหนยังป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆนับนที
“ผมว่าดอกกุหลาบในแจกันที่ร้านพี่น่าจะเหี่ยวแล้วมั้งพรุ่งนี้ผมว่าควรเอาไปทิ้งนะ”
“ยังพออยู่ได้อีกสองวันนะพี่ว่า”
"ทิ้งๆไปเหอะน่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ผมแวะซื้อที่ตลาดสดเข้ามาให้ตอนมาทานอาหารเช้า”
นับนทีทั้งอ่อนใจและทั้งขำเ้าเด็กขี้อิจฉาไม่เลิกไม่เข้าใจว่าทำไมดอกไม้ของธีร์ถึงรบกวนจิตใจของเ้าตัวได้มากขนาดนี้ถึงขนาดว่าทวงถามให้นับนทีเอาไปทิ้งเช้าทิ้งเย็นทั้งที่มันยังสดสวยอยู่
“ไม่ต้องๆ เปลืองเปล่าๆ เดี๋ยวพี่ปักพรุ่งนี้วันสุดท้ายก็จะโละทิ้งแล้ว”นับนทีหันไปยิ้มเอาใจคนที่ยืนกอดอกอยู่ด้านหลังพลางถาม “พอใจรึยัง”
“ไม่ ผมอยากให้พี่ทิ้งทันทีที่ไปถึงร้าน ห้ามไปมองมัน ไปดูแลมันห้ามให้ความสำคัญกับมัน เมินมันไปเลยหรือไม่ก็ทิ้งมันลงถังขยะซะ”
นับนทีหัวเราะเ้าเด็กเอาแต่ใจจนไหล่สั่นแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“อะไร อย่าเอาแต่หัวเราะสิ พี่จะเอายังไงก็ว่ามา”แต่เ้าเด็กตัวสูงก็วอแวไม่เลิก รบเร้าจะเอาคำตอบให้ได้
“ก็ได้ๆ จะทำเมินไม่มองมันทั้งวันแล้วก็จะเอาทิ้งอย่างไม่ใยดีในตอนเย็นโอเคไหม” นับนทีตอบเอาใจ
“โอเคขึ้นมานิดหน่อยแต่เอาเถอะไหนๆตอนที่ผมไปที่ร้านตอนเย็นก็จะไม่เห้นมันแล้วนี่เนอะ”แม้จะไม่พอใจซะทีเดียวแต่ก็ยอมอ่อนข้อให้ นับนทีหัวเราะอย่างเอ็นดูเ้าเด็กขยับมารับจานที่ล้างเสร็จไปช่วยเช็ดให้แต่ไม่ช่วยเปล่ายังแกล้งเอาไหล่มาชนนับนทีกวนๆอีกนับนทีจิ๊ปากใส่แต่อัศดินทร์ทำหน้ามึนไม่รับรู้
จนเมื่อล้างจานใบสุดท้ายเสร็จนับนทีก็เช็ดมือแล้วหันเข้าหาคนที่ยืนเช็ดจานข้างๆเอ่ยปากถาม“ทำไมอยากเป็คนโปรดของพี่นัก หืม”
“ก็ผมไม่อยากให้ใครสนิทกับพี่ที่สุดนี่ ผมก็หวงของผมมั้ยแต่ก่อนพี่ก็เห็นว่าผมสนิทกับพี่ที่สุดมาตลอด ตอนนี้ผมก็ยังอยากเป็คนนั้นอยากเป็คนโปรดของลูกพี่ด้วย”อัศดินทร์ตอบจริงจังทั้งมองหน้านับนทีพร้อมอมยิ้มอ้อนมือก็เช็ดจานอย่างตั้งอกตั้งใจ
“นายก็ยังเป็คนที่สนิทกับพี่เหมือนเดิมนั่นแหละน่า” นับนทีเอ่ยเอาใจ
“ยังเป็ที่สุดมั้ย” ไม่วายเน้นย้ำ
“อื้ม พอๆกับเอกภพนั่นแหละ”
“กับพี่เอกผมยอมรับเพราะพี่เอกสนิทกับพี่มาก่อนผมอีกแต่กับบางคนที่มาแย่งความสนใจจากพี่…” ไม่วายวอแวเื่ธีร์นับนทีถอนหายใจกอดอกมองอีกฝ่ายทำหน้าบึ้งเป็เด็กขี้งอนจึงเอ่ยเอาใจ
“แต่ถึงยังไงนายก็เป็อันดับหนึ่งน่า”
“ในหมวดน้องคนสนิทเหรอ” อัศดินทร์เลิกคิ้วถาม ทั้งสายตาและรอยยิ้มมีความหมายจนนับนทีเสหน้าหนีไม่ยอมมองตรงๆ
“แน่นอนอยู่แล้ว” ก่อนจะอ้อมแอ้มตอบออกมา
“สบายใจหน่อย ยังไงก็ยังจัดเป็คนสนิทที่สุดของพี่”เ้าเด็กตัวสูงไม่วายเน้นคำว่าที่สุดให้นับนทีส่ายหัวทั้งหัวเราะ
อัศดินทร์ยังทำหน้าที่เป็นักเล่านิทานภาษาอังกฤษให้เด็กหญิงตัวน้อยฟังเหมือนเดิมทว่าวันนี้อากาศข้างนอกค่อนข้างเย็นเพราะฝนเพิ่งหยุดตกแกจึงหลับลงอย่างรวดเร็วเมื่อได้ซุกตัวในผ้าห่มอุ่นๆอัศดินทร์ยกศีรษะที่อิงอยู่ที่ไหล่เขาวางลงบนหมอนอย่างแ่เบาแล้วขยับลุกลงจากเตียงของแกจัดผ้าห่มขึ้นคลุมให้แกแล้วจึงเดินไปหานับนทีที่ยืนดูอยู่ห่างๆ
“ขอบคุณนะ นายเหนื่อยแย่ ทำงานมาทั้งวันแล้วยังต้องมาเล่านิทานให้แกฟังอีก”
“บอกแล้วไงว่านี่คือ่เวลาผ่อนคลายของผมผมอยากสอนแกให้เก่งภาษาอังกฤษโดยไม่ให้แกรู้สึกว่าถูกยัดเยียด”อัศดินทร์ตอบอ่อนโยนขณะหันไปมองเด็กหญิงที่หลับตาพริ้มไปแล้ว โดยไม่เห็นว่านับนทีเองก็กำลังมองเสี้ยวหน้าอ่อนโยนของอัศดินทร์ด้วยหัวใจที่พองคับอกเช่นกันไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้รู้ว่าพ่อกับลูกรักกันดีขนาดนี้แล้ว
“ผมกลับดีกว่าครับพี่จะได้พักผ่อน”
“เดี๋ยวพี่ไปส่งข้างล่าง”
เป็อีกคืนที่นับนทีเดินตามอัศดินทร์ลงบันไดและได้จ้องมองแผ่นหลังกว้างของอีกฝ่ายอยู่ด้านหลังร่างกายอัศดินทร์เต็มไปด้วยกล้ามเนื้ออย่างคนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอนับนทีประจักษ์ั้แ่ตอนนวดแขนให้ที่ร้านและอีกหลายๆครั้งที่อัศดินทร์เดินเอาอกมาชนบ้างเดินเอาไหล่มาเฉียดแกล้งบ้างต้องยอมรับว่าอัศดินทร์เติบโตเป็ชายหนุ่มแล้วจริงๆแถมยังเพอร์เฟ็กต์ไปหมดเสียทุกอย่างไม่ใช่เด็กหนุ่มตัวสูงหากแต่ผอมกระหร่องอย่างเมื่อสี่ปีก่อนนั่นแล้วไม่แปลกถ้าสาวๆหรือแม้แต่หนุ่มๆจะพากันแอบมองด้วยสายตาชื่นชมในรูปร่างแม้จะไม่ได้ถอดเสื้อผ้าโชว์สักชิ้นเลยก็ตาม
“ขับระวังๆนะ ฝนเพิ่งหยุดตกถนนอาจจะลื่น” นับนทีกำชับ
“อื้ม พี่เข้าบ้านไปเถอะ”และเป็อีกคืนที่นับนทีถูกไล่ให้เข้าบ้านมาก่อนอัศดินทร์ถึงจะออกรถและเป็อีกคืนที่นับนทีจะยืนแหวกม่านแอบมองจนท้ายรถของอัศดินทร์ลับออกจากบ้านยกมือขึ้นกุมอกที่ทั้งอิ่มเอมและหนักอึ้งพอๆกัน
อัศดินทร์ไม่ได้ขับรถตรงกลับบ้านแต่วนรถกลับมาที่ทำงานและตั้งต้นอ่านเอกสารส่วนงานของชั้นสิบสองที่คุณบุษบารวบรวมมาให้อย่างตั้งอกตั้งใจการเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างในบริษัทอย่างทะลุปรุโปร่งคงเป็สิ่งเดียวที่จะช่วยให้อัศดินทร์สามารถผ่านงานระดับบริหารในอนาคตได้ก่อนที่เขาจะขึ้นไปให้คนแก่พวกนั้นรุมทึ้งเขาอยากให้ตัวเองเข้าใจภาพรวมทั้งหมดของบริษัทนี้เสียก่อนแม้แต่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆเขาก็อยากรับรู้ให้มากที่สุดอย่างน้อยการไต่อันดับเรียนรู้จากชั้นสิบสองถึงชั้นสามสิบน่าจะเป้นเกราะคุ้มกันที่แข็งแกร่งในเวลาที่เขาโดนซัดจากผู้มากประสบการณ์ทั้งหลายได้
100%
#ซ่อนรักอัศดินทร์
……………………………………….
เอาใจช่วยคูมพ่อด้วยนะคะเป็่ต้องพิสูจน์ตัวเพื่อจะเป็ผู้บริหารค่ะ ฮืออออ
ปล.เผื่อบางคนอ่านแล้วสะดุดในคำเรียกคุณป้านะคะ
นับจะเรียกคุณป้าแต่ยัยหนูของขวัญจะเรียกคุณยายค่ะไม่แน่ใจว่าในตอนเก่าๆมีเขียนผิดบ้างมั้ยเดี๋ยวตอนรีไรท์จะตรวจสอบให้ถูกต้องอีกทีค่ะ
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านมาเม้นท์ มาโดเนท ขอบคุณมากๆค่ะ^^