หลังจากที่อเล็กซานดร้าและเอเลน่าก้าวข้ามผ่านประตูสีแดงดำเข้ามาก็ปรากฏโลกขนาดใหญ่ สถานที่ที่พวกนางอยู่คือสถานที่รกร้างที่เต็มไปด้วยหุบเขาและดินสีแดง ท้องฟ้าเองก็เป็นสีแดงอ่อนๆ มีดวงอาทิตย์เป็นสีม่วงและดวงจันทร์เป็นสีดำ
“ซานดร้าไม่คิดว่าพวกเรามาผิดที่ผิดทางหรอกหรือ? ทำไมที่นี่มันบรรยากาศแปลกๆ”
“อืม.....ผิดที่จริงๆ ไม่คิดเลยว่าเจ้านั่นจะเล่นส่งพวกเรามาตายที่นี่จริงๆ แต่ก็นะเป็นข้าที่เลือกที่จะเข้ามาที่นี่เอง”
“ที่เจ้าพูดหมายว่าอย่างไร?”
“คิกๆ ก็ตามที่ข้าได้ว่าไปเขาส่งพวกเรามาตายอย่างไรล่ะ”
“อย่าบอกนะว่าพ่อบ้านผู้ดูแล!!”
“ใช่แล้ว ไม่แปลกหรอกที่เจ้าจะมองไม่ออกเพราะเจ้ายังไม่ร่ำเรียนเวทมนตร์มา ความจริงแล้วเขาไม่ใช่พ่อบ้านผู้ดูแลหรอกนั่นตัวปลอมต่างหากคงเป็นคนจากฝั่งพวกที่คิดจะกบฏไม่ก็เป็นตัวแทนจากพวกข้างนอกนั่นส่งมาเพื่อกำจัดพวกเราสองคนโดยเฉพาะยังไงล่ะ”
“ไม่แปลกใจเลยทำไมเขาถึงได้ร่ายเวทย์นานถึงขนาดนั้น แต่ว่าทำไมเจ้าถึงไม่ทักท้วงอะไรเลยล่ะ”
“เจ้าน่าจะรู้จัก “ประตูสู่นรก” สินะเอเลน่า”
“.....ประตูสู่นรก อืม.....เดี๋ยวนะอย่าบอกนะว่าที่นี่คือประตูสู่นรกสุดยอดบททดสอบก่อนที่จะไปยังหอสมุดต้องห้ามชั้นสุดท้าย!!”
“ใช่แล้ว เอเลน่าของข้าเองก็รู้จักที่นี่ด้วย อืม เป็นแบบนั้นนั่นแหละพวกเราเข้ามาในสถานที่ที่เรียกได้ว่าโหดร้ายยิ่งกว่าครั้งก่อนที่เราเผชิญจนตัวข้าเองก็บอกไม่ได้ว่ามันโหดร้ายขนาดไหน”
“ข้าคิดว่าที่เจ้าตั้งใจเข้ามาที่นี่คงเป็นเพราะของรางวัลสินะซานดร้า”
“ใช่แล้ว แต่ทำไมดูเจ้าไม่ตกใจเลยล่ะทุกครั้งก็จะแสดงท่าทีลำบากใจแท้ๆ”
“อืม ก็ข้าไม่รู้เหมือนกันว่าจะกังวลไปทำไมขนาดเจ้าเองก็ยังยิ้มแย้มออกมาแทบจะตลอดเวลาแล้วจะให้ข้าไปกังวลอะไรกับใครได้อีก อย่างมากก็แค่ตายตามเจ้าไปแค่นั้นเอง”
“แหม เอเลน่าของข้า”
อเล็กซานดร้าดึงเอเลน่าเข้ามากอดโดยที่เอเลน่าไม่ทันตั้งตัว
“นี่เจ้าจะทำอะไรนี่มันไม่ใช่เวลามาหยอกล้อเล่นกันนะ เจ้าดูสถานการณ์บ้างสิ”
“เอเลน่าเจ้าลองมองดูรอบๆสิตอนนี้พวกเราถูกล้อมเอาไว้แล้ว”
“เอ๊ะ ถูกล้อมข้าไม่เห็นว่า.....นะ...นี่มันอะไรกัน”
อเล็กซานดร้าแบ่งปันการมองเห็นของนางให้กับเอเลน่า ทำให้เอเลน่ามองเห็นสรรพสัตว์มากมายที่ลักษณะร่างกายกลายเป็นสีดำทั้งหมดทุกตัวจะมีสัญลักษณ์ประหลาดที่กลางหน้าผาก พวกมันมากมายค่อยๆทยอยกันมาจากทุกสารทิศ
“อืม ก็ตามนั้นนั่นแหละ ข้าถึงได้กอดเจ้าให้กำลังใจเจ้ายังไงล่ะ แต่ว่าตัวข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าจะปกป้องเจ้ายังไงดี ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีบางทีเจ้านี่คงยอมรับเจ้าแล้วก็ได้”
อเล็กซานดร้าเรียกดาบเล่มสีดำออกมายื่นไปให้เอเลน่า
“รับไปสิใช้ดาบเล่มนี้”
“ดาบเล่มนี้มันคือดาบที่เจ้าใช้เมื่อตอนนั้น ข้าคิดว่าข้าไม่น่าจะใช้ได้นะก็ตอนนั้น....”
“ก็ลองดูสิอย่าพึ่งปฏิเสธเพราะเจ้านี่คือสิ่งเดียวที่พวกเราจะเอาชีวิตรอดจากบททดสอบนี้ได้”
“ได้ ข้าจะรับไว้”
เมื่อดาบเล่มสีดำมาถึงมือของเอเลน่าราวกับดาบเล่มนี้มันคือดาบของนางและนางเป็นเจ้าของมันพลังงานสีดำไหลเวียนรอบกายของเอเลน่ามันไม่ใช่พลังที่ทำอันตรายกับเอเลน่าเหมือนครั้งนั้นแต่เป็นพลังที่หนุนเสริมในทุกๆด้านให้เพิ่มขึ้นทำให้นางแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าในตอนที่มันอยู่ในมือของนาง
“ส่วนข้าเองก็จะใช้เจ้านี่”
อเล็กซานดร้าเรียกดาบเล่มสีทองออกมา พลังงานสีทองรอยล้อมรอบตัวของอเล็กซานดร้าจนกระทั่งแสดงแสงสีทองเปล่งประกายออกมาตัวของอเล็กซานดร้าไม่ต่างไปจากเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสงคราม
“สัญลักษณ์ของผู้กล้าที่เด่นชัดออกมาจากตัวเจ้าขนาดนั้นมันทำให้ข้าสงสัยมากว่าเจ้าได้ดาบศักดิ์สิทธิ์นี่มาได้อย่างไรมันที่ควรเป็นผู้กล้าที่ครอบครองกลับเป็นเจ้าหญิงปีศาจผู้ที่ได้เป็นถึงรัชทายาทสืบทอดจอมมารถือครองมัน แต่ข้าจะไม่ถามก็แล้วกันรอจนกว่าเจ้าจะบอกกับข้าเอง”
“เอาเถอะน่า ตอนนี้มาตั้งใจกำจัดพวกมันกันก่อนดีกว่าดูเหมือนพวกมันเองก็พร้อมที่จะโจมตีพวกเราแล้ว”
ก๊าซ โฮก แอ่บ ......
เสียงคำรามของสรรพสัตว์มากมายดังสนั่นไปทั่วหากเป็นคนที่จิตใจอ่อนแอก็จะถูกทำให้ขวัญอ่อนได้ง่ายจนอาจตกตายได้แค่เพียงได้ยินเสียงคำรามพวกนี้
“รับมือ”
อเล็กซานดร้าและเอเลน่าพุ่งตัวเข้าหาเหล่าสรรพสัตว์มากมายนางหันหลังเข้าหากันพวกนางเชื่อใจซึ่งกันและกันไม่ต้องกลัวว่าจะมีอันตรายอะไรลอบทำร้ายจากด้านหลังเพราะว่าพวกนางมีกันและกันคอยระวังหลังให้กันอยู่ตลอด
แสงสีดำและแสงสีทองส่องแสงตามติดไปกับการโจมตีที่สะเทือนฟ้าดินแม้จะยังไม่ร่ำเรียนเวทมนตร์แต่ก็ต้องให้การยอมรับในดาบศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองเล่มว่าเป็นดาบที่เป็นสุดยอดของดาบ คุณสมบัติดั่งเดิมที่มีติดตัวของดาบไม่ว่าดาบจะหมดความสามารถทั้งหมดไปก็ตามนั่นคือความสามารถในการโจมตีทะลุทะลวงเวทมนตร์ที่ไม่มีเวทมนตร์ใดรับการโจมตีได้
ปัง ตูม
เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เห็นความสามารถของอเล็กซานดร้าและเอเลน่าที่สำแดงออกมานานถึงหนึ่งชั่วโมงพวกมันจึงหยุดโจมตีจากนั้นก็ค่อยๆถอยหายไปกลายเป็นหนึ่งเดียวกับพื้นดินสีแดง
“หืม! พวกมันที่มีมากมายขนาดนั้นถอยกลับไปแล้วมันหมายความว่าอย่างไร หรือว่า....”
“น่าจะใช่ เมื่อครู่คือบททดสอบอะไรสักอย่างของที่นี่และพวกเราก็ผ่านแบบไม่รู้แม้กระทั่งเงื่อนไข”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นอักษรสีดำแปลกประหลาดที่แฝงไปด้วยอักขระมากมายก่อตัวขึ้นตรงหน้าของพวกนาง ‘ยินดีต้อนรับเข้าสู่ประตูสู่นรก การต้อนรับจบลงไปแล้ว ต่อจากนี้คือบททดสอบที่หนึ่ง’
“เอ่อ.....นี่”
อเล็กซานดร้าและเอเลน่าต่างโง่งมไปในทันทีเนื่องจากเห็นข้อความที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าของพวกนาง
ตัวอักษรเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง
‘บททดสอบที่หนึ่งเริ่มต้นหลังจากพูดคำว่าพร้อมบททดสอบที่หนึ่งจะเริ่มต้นทันที ภารกิจ จงมุ่งหน้าสู่นรกขุมที่หนึ่งเอาชีวิตรอดจากการมาถึงของอสูรร้ายและห้ามสังหารอสูรแม้แต่ตนเดียว’
ความทรงจำบางอย่างไหลเข้ามาในหัวของอเล็กซานดร้าและเอเลน่ามันคือความทรงจำของเส้นทางสู่ปลายทางของภารกิจซึ่งในความทรงจำที่ได้รับมานั้นปลายทางที่ว่าห่างออกไปจากที่พวกนางอยู่กันหากวัดกันด้วยเวลาการเดินทางคงประมาณสักหนึ่งเดือนกว่าจะเดินทางไปถึง
“ห้ามสังหาร ใช้เวลาเดินทางไม่ต่ำว่าหนึ่งเดือน เชื่อเลยว่าใครเห็นบททดสอบนี้ต้องจิตใจถดถอยอย่างแน่นอน ซานดร้าเจ้าคิดว่าอย่างไร”
“ที่นี่วิปริตของแท้เลย เจ้าคิดดูสิเอเลน่าถ้าข้าคาดเดาไม่ผิดล่ะก็อสูรที่มากันมันจะส่งมาให้แข็งแกร่งกว่าพวกเราเล็กน้อยมันน่าจะมีพลังโจมตีที่รุนแรงแม้กระทั่งผู้ใช้เวทมนตร์ที่ใช้เกราะเวทย์ระดับกลางยังรับพลังโจมตีมันไม่ได้แม้แต่การโจมตีเดียว กลับกันร่างกายของพวกมันอ่อนแอมากขนาดว่าพวกเราออกแรงใส่หมัดเข้าไปที่ตัวของมันโดยใช้แค่พลังกายของเด็กที่ไม่พึ่งพลังของสายเลือดก็น่าจะสามารถระเบิดร่างกายของพวกมันได้ในการโจมตีเดียวแล้ว”
“สมแล้วที่มันได้ชื่อว่าเป็นบททดสอบแห่งหายนะแห่งยุคที่ไม่มีใครอยากเข้ามาท้าทาย สถิติของการท้าทายเองก็ไม่มีใครผ่านบททดสอบแล้วออกไปจากที่นี่ได้สักราย”
“พวกเราที่ยังไม่แม้แต่จะร่ำเรียนเวทมนตร์ข้าบอกตามตรงว่านี่มันร้ายแรงมาก เงื่อนไขการผ่านบททดสอบก็ยากเย็นเกินไป ข้าเองก็ไม่รู้ว่าพวกเราสองคนจะรอดออกไปได้หรือไม่แต่ข้าจะไม่พูดอะไรมาก เจ้าพร้อมรึยังล่ะเอเลน่า”
“ข้าพร้อมเสมอซานดร้า”
“ดี เช่นนั้น เริ่มบททดสอบได้เลยพวกเราพร้อมแล้ว”
เนื้อความปรากฏออกมาจนกระทั่งสิ้นสุดเวลาที่ปรากฏตัว อักษรแปลกประหลาดค่อยๆเลือนหายไปตามมาด้วยอสูรร้ายนานาชนิดวิ่งกรูกันเข้ามามากมายนับไม่ถ้วน
ก๊าซ
เสียบคำรามสลับกับเสียงวิ่งเต็มฝีเท้าของอสูรร้ายมากมายหากเป็นคนปกติคงจิตใจว้าวุ่นไม่ก็จิตตกไปตามๆกันเพราะมันแสดงให้เห็นถึงความสิ้นหวังที่แท้จริง
อเล็กซานดร้าและเอเลน่ามองหน้ากันและกันก่อนจะพยักหน้าให้กัน ดาบในมือกำแน่น แสงสีดำและแสงสีทองก่อตัวขึ้นอีกครั้งแสงทั้งหมดดึงดูดกันและกัน แสดงถึงปฏิสัมพันธ์ของดาบทั้งสองเล่มพวกมันที่อยู่ด้วยกันต่างพึ่งพากันและกันเป็นการกระตุ้นพลังความสามารถในตัวของอเล็กซานดร้าและเอเลน่า
“เตรียมพร้อมโจมตี…..หืม! หมายความว่ายังไง”
อเล็กซานดร้าที่กำลังตั้งท่าพร้อมที่จะจู่โจมอสูรร้ายนางก็สังเกตเห็นว่าพวกอสูรร้ายหยุดร่างของพวกมันห่างจากพวกนางประมาณสองเมตร พวกมันจ้องมองพวกนางสองคนและคำรามด้วยความไม่พอใจราวกับว่าพวกมันก้าวเข้ามาทำร้ายพวกนางไม่ได้เพราะเกรงกลัวต่อพลังบางอย่าง
“หรือว่า.....”
อเล็กซานดร้าและเอเลน่าหันหน้าเข้าหากันแล้วกล่าวพร้อมกัน พวกนางพยักหน้าให้กันอีกครั้งก้าวเดินไปข้างหน้าก้าวหนึ่งพร้อมกัน อสูรร้ายที่อยู่ในขอบเขตรัศมีสองเมตรที่ว่าหลังจากที่ระยะขอบเขตมาถึงพวกมัน พวกมันพยายามที่จะกระโจนหนีออกนอกระยะแต่ว่าก็ไม่ทันต่อการตอบสนองร่างกายของพวกมันแหลกสลายหายไปอย่างช้าๆ
“นี่มันคือความสามารถของอาณาเขตไร้สิ้นสุด ถึงแม้ว่ามันจะแสดงพลังได้แค่ส่วนหนึ่งแต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”
อเล็กซานดร้าพึมพำพร้อมกับดวงตาที่เปล่งประกาย
“เอเลน่าพวกเราสองคนห้ามอยู่ห่างกันเด็กขาด ถ้าข้าคาดไม่ผิดมันคือความสามารถของดาบทั้งสองเล่มนี่ที่มาอยู่ด้วยกัน”
“เข้าใจแล้ว ถึงเจ้าไม่บอกข้าก็คิดที่จะไม่อยู่ห่างเจ้าแน่นอน”
มือข้างหนึ่งถือดาบและมืออีกข้างของทั้งสองจับมือกันเอาไว้จากนั้นก็วิ่งไปข้างหน้าตามความทรงจำอย่างสุดกำลัง
ความจริงแล้วอเล็กซานดร้าก็มีสิ่งประดิษฐ์มากมายที่ช่วยเพิ่มความเร็วแต่ว่ามันมีผลสะท้อนที่รุนแรงเกินไปเนื่องจากเวทมนตร์ที่ใช้สร้างมันคือเวทมนตร์ที่รวบรวมมาจากหลายๆคนทำให้ความผันผวนมันรุนแรงจึงเกิดผลสะท้อนที่รุนแรงตามมาอเล็กซานดร้าจึงไม่ต้องการประมาทแม้แต่พริบตาเดียวเพราะการที่ประมาทย่อมนำพานางไปถึงจุบจบ
ตัวนางเองก็ยิ่งอยากที่จะฝึกฝนเอเลน่าให้มาก มากพอที่จะยืนเคียงข้างนางไปจนถึงจุดสิ้นสุดของการเดินทางทำให้นางทิ้งตัวช่วยไปมากมายเพื่อที่จะดึงตัวเองให้เขาสู่สถานการณ์เป็นตายให้มากที่สุดแม้ว่าตัวนางเองจะผ่านสิ่งเหล่านี้มามากมายแต่มันไม่ใช่กับเอเลน่าที่ยังเป็นแค่เด็กสาวคนหนึ่งเท่านั้นถึงแม้ว่านางจะมีความสามารถเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์สูงส่งไม่มีใครเทียบเคียงได้ก็ตามแต่นางก็ยังขาดประสบการณ์เป็นตายที่จะขัดเกลานางให้เป็นคนที่ควรค่า
จุดที่พวกนางผ่านไปอย่างรวดเร็วอสูรที่ขวางทางหรือที่อยู่โดยรอบที่ติดในขอบเขตของการแสดงผลของพลังของดาบพวกมันก็แหลกสลายหายไปตลอดเส้นทาง
“เอเลน่าในระหว่างที่พวกเราเดินทางกันอยู่เจ้าแบ่งสมาธิครึ่งหนึ่งไปฝึกรับแรงกดดันทางจิตใจเถอะทางนี้ข้าจะระวังเส้นทางให้เอง เจ้ายังขาดการเผชิญหน้ากับแรงกดดันสิ่งนี้มันจะช่วยการฝึกฝนของเจ้าให้พร้อมเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งได้”
“เจ้าไม่ฝึกไปกับข้าหรอกหรือ”
“ไม่หรอกสิ่งพวกนี้ข้าฝึกไปก็ไร้ประโยชน์ ทั้งร่างกายและดวงวิญญาณทุกสิ่งทุกอย่างของข้ามันผูกติดกับดาบสองเล่มนี้ทั้งหมดแล้วกล่าวอีกในหนึ่งหากข้าตกตายพวกมันก็จะสลายหายไปกับข้าด้วย พวกมันเดิมเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่มีคุณสมบัติต้านทานเกี่ยวกับพลังทางด้านจิตใจอยู่แล้ว ว่ากันง่ายๆไม่มีพลังที่เกี่ยวข้องกับด้านจิตใจอะไรก็ตามจะทำอะไรข้าได้”
“เข้าใจแล้ว ข้าฝากที่เหลือกับเจ้าด้วยนะซานดร้า”
“วางใจเถอะ”
เอเลน่าก็ทำตามที่อเล็กซานดร้าบอกมาแบ่งสมาธิครึ่งหนึ่งไปให้กับการฝึกฝนเกี่ยวกับจิตใจเพื่อรับแรงกดดันของอสูรร้ายที่อยู่ที่แห่งนี้ แน่นอนว่าถึงพวกมันจะไม่สามารถโจมตีพวกนางได้แต่พวกมันก็สามารถส่งแรงกดดันทางจิตใจเข้ามาได้ ทำไมเอเลน่าถึงไม่ได้รับผลจากมันก็เป็นเพราะพลังของดาบเล่มสีดำทำให้มันถูกลบล้างออกไป ทว่าเอเลน่าก็ยังต้องฝึกฝนมันอยู่ดีเพราะนางจะพึ่งพาดาบเล่มสีดำเล่มนี้ไปตลอดไม่ได้มันต้องมีสักสถานการณ์ที่พลังของดาบไม่อาจช่วยนางได้เนื่องจากนางไม่ใช่เจ้าของมันโดยแท้จริง ที่นางสามารถใช้ดาบเล่มสีดำได้ก็เนื่องจากมันได้ให้การยอมรับนางแล้วนั่นเอง
..............