เช้าวันรุ่งขึ้น ซวงเหมยได้บอกให้จือิอยู่เฝ้าร้าน ส่วนตนจะออกไปหาท่านป้าเหวยลู่เองเพื่อไปรับอาหารและกุญแจเปิดกล่องของเก่าหมายเลข 5
ณ บ้านของท่านป้าเหวยลู่
“วันนี้มาด้วยตัวเองเชียวหรือ” ท่านป้าทัก
“จือิติดหนี้อะไรท่านอย่างนั้นหรือเ้าคะ เหตุใดนางถึงต้องทำงานชดใช้ให้ท่านด้วยล่ะ” ซวงเหมยถามตรงๆ
“ทำไมถึงถามข้าเื่นี้ล่ะ หรือว่าเ้าจำอดีตได้แล้ว” ท่านป้าสงสัย
“มีคนทักว่า ข้าคือหมอเหมยซู แต่ข้ายังคงจดจำอะไรไม่ได้เลยเ้าค่ะ” ซวงเหมยยอมบอก
“ข้าบอกเ้าก็ได้ ว่าเ้าคือหมอเหมยซูจริงๆ ข้าเป็คนช่วยชีวิตเ้าไว้ ดังนั้นเ้าต้องชดใช้หนี้ให้ข้า ส่วนหวนเจินหรือจือินั้น อยู่ดีๆ นางก็ปรากฏตัวพร้อมกับจ้างให้ข้าช่วยสร้างตัวตนของนางขึ้นมาใหม่ นาง้าอยู่กับเ้าเพื่อปกป้องชีวิตของเ้าไว้ เพราะเ้าเป็คนเดียวที่จะช่วยทลายขบวนการล้างสมองหากความทรงจำของเ้าฟื้นคืนขึ้นมา ดังนั้นหลังจากหวนเจินกินยาลืมอดีตครั้งก่อน ข้าจะต้องเรียกนางว่าจือิแทน และต้องแสดงตนว่าเป็เ้าหนี้ของนางพร้อมกับมอบหมายให้นางเป็สาวใช้ประจำตัวเ้า”
“ท่านโปรดรักษาความลับของจือิต่อไป หากมีใครมาถามก็อย่าบอกว่านางคือหวนเจินเด็ดขาด จะได้หรือไม่เ้าคะ” ซวงเหมยขอร้อง
“ข้าช่วยเ้าก็ได้ แต่เ้าจะต้องออกห่างจากท่านเหลียงกัง” ท่านป้ารู้ความเป็ไปทุกอย่าง
“ข้าก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรกับเขานี่เ้าคะ” ซวงเหมยรีบแก้ตัว
“ข้ารู้นะ ว่าท่านเศรษฐีได้มอบสร้อยมรกตให้เ้า” ท่านป้ากล่าว
“นั่นมันก็จริง แต่พวกเราไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันนี่เ้าคะ” ซวงเหมยคิดเช่นนั้น
“ถ้าเ้าคิดเช่นนั้นได้ก็ดีแล้ว เพราะการที่เขาเข้าใกล้เ้าก็เพราะเขา้าตามหาท่านหมอเหมยซู ได้ข่าวว่าคนสำคัญของเขาป่วยรักษาไม่หาย ท่านหมอเหมยซูเป็คนเดียวที่จะช่วยรักษาบุคคลนั้นได้” ท่านป้ายอมเผย
“เป็ความจริงหรือเ้าคะ” ซวงเหมยนึกไม่ถึงว่านางจะถูกแกล้งตีสนิท
“ลองพิสูจน์เองก็ได้นี่” ท่านป้าไม่อยากอธิบายมาก
“ข้ามารับกุญแจและอาหารเ้าค่ะ” ซวงเหมยก็เลยเปลี่ยนเื่
“เ้าไปหยิบได้เลย ทุกอย่างวางอยู่บนโต๊ะนั่นแล้ว” ท่านป้าชี้
“ขอบคุณเ้าค่ะ” ซวงเหมยเดินไปหยิบห่ออาหารและเก็บกุญแจไว้กับตัว นางแอบรู้สึกใจหายและคิดในใจว่า “ทำไมข้าจะต้องรู้สึกปวดใจด้วย หรือว่าข้ามีใจให้กับเหลียงกัง”
ท่านป้าเหวยลู่มองดูลูกหนี้เดินออกไปจากบ้านในสภาพเหม่อลอย นางคิดในใจว่า “ข้าห้ามเ้ายุ่งเกี่ยวกับผู้ชายแล้ว แต่เ้าก็ไม่ยอมฟังข้าเอง งั้นเ้าก็เผชิญชีวิตด้วยตัวของเ้าเองเถิด”
********************************************
ซวงเหมยตัดสินใจเดินทางไปที่บ้านสมุนไพร นางอยากลองสำรวจไปทั่วบ้านหลังนั้น เผื่อว่านางจะสามารถจดจำอดีตได้ แต่ทว่าพอไปถึงนางก็มองเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบคนกำลังช่วยกันค้นหาอะไรบางอย่าง ดังนั้นนางจึงรีบแอบอยู่หลังพุ่มไม้เพื่อซุ่มดูเหตุการณ์ จนกระทั่งนางมองเห็นคนรู้จักและคิดในใจว่า “นั่นเหลียงกังนี่”
“เจอบันทึกหรือตำรายาหรือไม่” เหลียงกังะโถามลูกน้อง
“ไม่ขอรับ ในบ้านมีแต่ยาสมุนไพรทั้งสิ้น” ลูกน้องคนหนึ่งกล่าว
“ท่านหมอเหมยซูเก็บบันทึกและตำราไว้ที่ไหนกันนะ” เหลียงกังบ่น
“เหตุใดท่านถึงไม่ยอมให้น้องสาวของท่านรักษากับท่านหมอคนอื่นล่ะขอรับ” ลูกน้องอีกคนสงสัย
“ข้าลองแล้ว แต่ไม่มีใครรักษาน้องสาวข้าได้เลย ตอนนั้นข้าพาน้องสาวไปรักษากับท่านหมอเหมยซู และกำลังรักษาในขั้นตอนสุดท้าย แต่ท่านหมอกลับหายตัวไปอย่างลึกลับ พอเจออีกทีนางก็ใช้ชื่อว่าซวงเหมยและจดจำอดีตไม่ได้เลย” เหลียงกังกล่าว
“เอ่อ และท่านแน่ใจหรือว่าซวงเหมยคือท่านหมอเหมยซูน่ะขอรับ” ลูกน้องสงสัย
“ไม่แน่ใจ ข้ากำลังจับตาดูนางอยู่ แต่นางก็เอาแต่ขายสินค้าในร้านขายของเก่านั่นลูกเดียว” เหลียงกังรู้สึกผิดหวัง
“แสดงว่าที่ท่านไปพบนางบ่อยๆ ก็เพื่อหาทางใกล้ชิดนางและจะได้สืบว่านางคือท่านหมอเหมยซูหรือเปล่า ใช่มั้ยขอรับ” ลูกน้องคนหนึ่งกล่าว
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้” ท่านเหลียงกังมิอาจแก้ตัวได้ เพราะมันเป็เช่นนั้นจริงๆ
ซวงเหมยที่ได้ฟังอยู่ นางถึงกับน้ำตาไหล นางรีบปาดน้ำตาและคิดในใจว่า “ท่านใจร้ายมากเลยนะเหลียงกัง ท่านล้อเล่นกับความรู้สึกของผู้อื่นได้อย่างไรกัน”
“พวกเรารีบกลับกันเถอะ บางทีข้าอาจจะต้องออกตามหาหมอเทวดาท่านอื่นเสียแล้วสิ” เหลียงกังอาจจำเป็ต้องตัดใจ เพราะการรักษาน้องสาวถือเป็เื่ด่วน
“ขอรับ” ลูกน้องรับคำสั่ง
พอเหลียงกังและลูกน้องทั้งสิบคนเดินจากไป ซวงเหมยก็เลยลองเดินเข้าไปในบ้านสมุนไพร คราวนี้นางพยายามจินตนาการว่าหากนางอยากเก็บของสำคัญ นางจะเก็บไว้ที่ไหน ดังนั้นเมื่อคิดได้ นางก็เลยลองเดินไปที่ห้องพระ นางยกองค์เ้าแม่กวนอิมขึ้นมาก็เห็นแผ่นรอง พอพลิกแผ่นรองออก นางก็เห็นบันทึกและตำรายาอยู่ที่นี่จริงๆ ดังนั้นนางจึงรีบเก็บไว้กับตัว จากนั้นก็วางแผ่นรองและเ้าแม่กวนอิมไว้ดังเดิม
ซวงเหมยมองซ้ายมองขวาก่อนที่จะรีบเดินทางกลับร้านขายของเก่า
ซวงเหมยเดินทางกลับในสภาพที่เหม่อลอยอีก นางพยายามคิดใคร่ครวญถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่นางอยู่ที่ร้านขายของเก่า จนกระทั่งนางเดินทางจนถึงสวนป่าที่อยู่ใกล้ร้านของนาง นางมองเห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่หลังต้นไม้และจ้องมองไปที่จือิอย่างไม่วางตา พอเดินเข้าไปใกล้ นางก็จำได้ว่าเขาคือคนที่ขโมยตราหยกและยกกล่องสมบัติขึ้นไปบนเวทีการประลอง นางคิดในใจว่า “นั่นคือซานชุย สามีของหวนเจินนี่”
ดังนั้นซวงเหมยจึงเดินเข้าไปทักจอมยุทธ์พเนจรคนนั้น
“ท่านมาหาจือิงั้นหรือ” ซวงเหมยกล่าว
“เอ่อ คือ ข้าก็แค่ผ่านมาทางนี้” ซานชุยแก้ตัว
“เ้าเล่นจ้องนางอย่างไม่วางตาแบบนี้ คงไม่มีใครเชื่อหรอกว่าเ้าแค่ผ่านมาทางนี้” ซวงเหมยไม่เชื่อ
“ข้าก็แค่…” ซานชุยมิอาจแก้ตัวได้
“ท่านใช่ซานชุยหรือไม่” ซวงเหมยถามย้ำ
“เ้ารู้จักข้าได้อย่างไร” ซานชุยแปลกใจ
“ข้าเห็นเ้าขึ้นไปบนเวทีการประลองและช่วยเปิดโปงนางมารร้อยหน้าคนนั้น” ซวงเหมยอธิบาย
“ข้าอยากมาดูว่าหวนเจิน เอ๊ย จือิปลอดภัยดีหรือเปล่าเท่านั้น” ซานชุยยอมบอก
“ถึงนางเป็หวนเจินจริงๆ ท่านก็ห้ามบอกว่านางคือหวนเจิน” ซวงเหมยจำต้องปกป้องลูกน้อง
“ทำไมล่ะ นางคือฮูหยินของข้านะ” ซานชุยถือสิทธิ์
“ท่านเองก็รู้ว่านางถูกพิษ คนทำร้ายนางกำลังจับตาดูนางอยู่ และกำลังหาทางครอบงำและบงการนางให้ทำตามคำสั่งพวกมันหากมีโอกาส หวังว่าท่านจะช่วยปกป้องนางนะ” ซวงเหมยอธิบาย
“ข้าอยากอยู่ใกล้นางนี่” ซานชุยไม่อยากออกห่างจากฮูหยิน
“ใครๆ ก็รู้ว่าท่านคือสามีของหวนเจิน หากพวกมันเห็นท่านเข้าใกล้นาง พวกมันอาจเข้าใจผิดคิดว่าหวนเจินจำอดีตได้แล้ว” ซวงเหมยกล่าว
“แล้วจะให้ข้าทำยังไงล่ะ” ซานชุยสงสัย
“ท่านจะต้องไปบอกจือิว่านางคือน้องสาวฝาแฝดของฮูหยินท่าน” ซวงเหมยกล่าวแผน
“ก็ได้! เพื่อความปลอดภัยของนางเอง ว่าแต่นางจำอดีตไม่ได้จริงๆ ใช่มั้ย” ซานชุยอยากรู้
“ใช่! นางจำไม่ได้จริงๆ ดังนั้นข้าจะพาเ้าเข้าไปในร้านก็แล้วกัน” ซวงเหมยกล่าว
“พาข้าเข้าไปทำไม” ซานชุยแปลกใจ
“เ้าต้องเป็คนยืนยันกับนางว่าเ้าคือสามีของพี่สาวนาง” ซวงเหมยกล่าว
“ก็ได้! แต่มีข้อแม้ว่าเ้าจะต้องช่วยกีดกันผู้ชายคนอื่นๆ ไม่ให้จีบหรือเข้าใกล้นางนะ” ซานชุยหวงมาก
“อย่าห่วงเลย การทำงานที่ร้านขายของเก่านั้นมีกฎห้ามยุ่งเกี่ยวกับผู้ชายด้วย” ซวงเหมยยอมเผย
ซานชุยจึงเดินเข้าไปในร้านพร้อมกับซวงเหมย
“กลับมาแล้วหรือเ้าคะ” จือิมองไปที่ชายที่เดินตามเ้านายเข้ามาในร้านด้วยกันและกล่าวว่า “นี่เ้ามาที่นี่ทำไม”
“ข้าเอ่อ แค่จะมาขอโทษเ้า” ซานชุยกล่าว
“ขอโทษเื่อะไรไม่ทราบ” จือิยังคงโมโหไม่หาย
“เ้าเป็น้องสาวฝาแฝดของหวนเจิน ซึ่งหวนเจินก็คือฮูหยินของข้า ในวันนั้นข้าเข้าใจผิดก็เลยเผลอจูบเ้าไป” ซานชุยพูดตรงๆ อย่างไม่คิด
“อะไรนะ! นี่พวกเ้าจูบกันอย่างนั้นหรือ” ซวงเหมยใ
จือิรีบจูงมือซานชุยให้ไปคุยกันหลังร้าน เพราะไม่อยากให้ซานชุยพูดเื่น่าอาย
พอถึงหลังร้าน จือิก็เลยกล่าวว่า “ในเมื่อข้าคือน้องสาวของฮูหยินท่าน ท่านก็ควรพูดจาให้เกียรติข้าบ้างสิ”
“ข้าขอโทษ ข้าลืมนึกไป ข้าเป็คนป่าคนดง คงพูดจาอ่อนน้อมไม่เป็” ซานชุยกล่าว
“เ้ามาบอกข้าแค่นี้ใช่หรือไม่” จือิสงสัย
“นี่คือสร้อยที่ห้อยนกหวีด เวลาเ้ามีภัยให้เ้าเป่านกหวีด ข้าจะรีบมาช่วยเ้าทันที” ซานชุยยื่นสร้อยให้
“ข้าไม่ใช่ฮูหยินของท่าน จะมาช่วยข้าทำไม” จือิไม่เข้าใจ
“แม้ตอนนี้ข้าจะตามหาหวนเจินไม่พบ แต่นางเคยขอร้องให้ข้าช่วยปกป้องน้องสาวของนางด้วย” ซานชุยแต่งเื่ ความจริงเขา้าปกป้องฮูหยินของตัวเอง
“ก็ได้! หากข้ามีภัย ข้าจะนึกถึงท่านก็แล้วกัน ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าไปทำงานก่อนนะพี่เขย” จือิกล่าว
ซานชุยปล่อยให้จือิเดินกลับเข้าไปในร้าน เขาคิดในใจว่า “ข้าคิดถึงเ้ามากเลยนะหวนเจิน ข้าอุตส่าห์ต่อรองกับท่านพ่อเฒ่าเพื่อบีบบังคับให้เ้าแต่งงานกับข้าได้แล้ว แต่ชีวิตรักของข้าก็มีอุปสรรคเข้าจนได้ ข้าจะทลายขบวนการล้างสมองของคนชั่วให้เร็วที่สุด และจะปกป้องเ้ายิ่งชีวิต" จากนั้นซานชุยก็ะโหนีหายไปทันที
ซวงเหมยมองดูลูกน้องเดินกลับเข้ามาในร้านด้วยท่าทางผิดหวัง “เ้าเป็อะไรหรือเปล่า”
“เปล่าเ้าค่ะ” จือิรีบพูดกลบเกลื่อน
“พวกเรารีบไปเปิดกล่องหมายเลขห้ากันเถอะ” ซวงเหมยรู้ดีว่าสาวใช้แอบผิดหวังที่ตนไม่ใช่หวนเจินหรือไม่ใช่ฮูหยินของซานชุย แต่ก็ต้องรีบเปลี่ยนเื่เพื่อไม่ให้นางรู้สึกเศร้า
สักพักทหารองครักษ์ก็เดินเข้ามาในร้าน
“พวกท่านมีอะไรหรือเปล่าเ้าคะ” ซวงเหมยรีบพูด
“ข้ามารับตัวฮูหยินของข้าไปอยู่ด้วยน่ะสิ” กู่เหวิน องครักษ์ในวังกล่าว
“ท่านกู่เหวินนี่เอง แต่ในวันนั้นจือิก็ยืนยันแล้วว่านางไม่ใช่หวนเจินนี่เ้าคะ” ซวงเหมยพูดแทน
“นางคงป่วยความจำเสื่อม ข้าก็เลยจะพานางไปหาหมอหลวงในวัง” กู่เหวินกล่าวอ้าง เขา้าตรวจสอบอะไรบางอย่างเพื่อความแน่ใจว่าสาวใช้ตรงหน้าไม่ใช่หวนเจินจริงๆ
จือิรีบถอยหลังเพื่อหนีกลุ่มชายฉกรรจ์ และรีบเป่านกหวีดทันที
สักพักซานชุยก็ปรากฏตัว
“จือิไม่ใช่หวนเจินหรอกนะท่านกู่เหวิน นางคือน้องสาวฝาแฝดของหวนเจิน อีกอย่างหวนเจินไม่ใช่ฮูหยินของท่าน นางเป็ฮูหยินของข้าต่างหาก การที่ท่านแอบอ้างต้มตุ๋นหลอกลวงเช่นนี้มันผิดกฎหมายนะ” ความจริงซานชุยไม่ได้ไปไหน เขาคอยซุ่มดูอยู่ตลอดเพราะเขาแอบเห็นกลุ่มทหารองครักษ์มุ่งหน้ามาที่ร้านขายของเก่า เขาก็เลยแอบอยู่หลังพุ่มไม้เพื่อดูเชิงไปก่อน พอจือิเป่านกหวีดเรียกเขา เขาก็เลยรีบปรากฏตัว
“แล้วเ้ามีอะไรมาพิสูจน์ว่าเ้าคือสามีของหวนเจิน” กู่เหวินสงสัย
“นี่คือผ้าเช็ดหน้าที่ฮูหยินปักให้ข้า และนางก็มอบให้ข้าเก็บไว้ติดตัว” ซานชุยยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ดู
ซวงเหมยเดินไปหยิบผ้าเช็ดหน้ามาดูเสียเอง นางก็เห็นผ้าเช็ดหน้าที่ปักรูปหงส์คู่ และปักข้อความว่า
ข้ารักซานชุย สามีของข้าแต่เพียงผู้เดียว
หวนเจิน
ซวงเหมยก็เลยกระซิบถามฝ่ายชาย “หวนเจินปักให้เ้าจริงๆ งั้นหรือ”
ซานชุยกระซิบกลับ “ข้าจ้างช่างเย็บผ้าให้ปักผ้าเช็ดหน้าให้พวกเราสองคน จือิเองก็มี แต่นางคงไม่กล้าแสดงให้ทุกคนดูน่ะสิ”
จือิหน้าแดง และคิดในใจว่า “ข้าเองก็มีผ้าเช็ดหน้าที่ปักรูปหงส์คู่เหมือนกัน แต่ปักข้อความสั้นๆ เพียงว่า ‘ข้ารักเ้า’ หรือว่าท่านพี่หวนเจินฝากข้าไว้งั้นหรือ”
“สรุปว่าผู้หญิงคนนี้คือน้องสาวของหวนเจินงั้นสิ” กู่เหวินกล่าวสรุป
“ใช่น่ะสิ! หากนางคือหวนเจินจริง ข้าคงจูบนางให้ดูแล้ว” ซานชุยกล่าว
จือินึกถึงจูบเมื่อวันก่อน นางมีอาการหน้าแดงจัด นางก็เลยว่า “ข้าขอบอกทุกคนตรงนี้เป็ครั้งสุดท้าย ข้าชื่อจือิ เป็น้องสาวฝาแฝดของพี่หวนเจิน พวกท่านไม่มีสิทธิ์พาตัวข้าไปที่ไหนทั้งนั้น หากพวกท่านไม่ได้้ามาเลือกซื้อของในร้านนี้ โปรดออกจากร้านไปได้แล้วเ้าค่ะ”
“พวกเรา กลับกันเถอะ” กู่เหวินไม่อยากเสียเวลาอีก เขาคิดว่าหากจือิคือหวนเจินจริง นางคงมาตามเสียงขลุ่ยของท่านประมุขพรรคกงซานแล้ว แต่นี่กลับไร้วี่แววของนาง
ซานชุยเดินไปหาจือิและกล่าวด้วยความเป็ห่วงว่า “เ้าไม่เป็อะไรนะ เห็นมั้ยว่าข้าคอยปกป้องเ้าอยู่”
“ขอบคุณมากเ้าค่ะพี่เขย” จือิพูดย้ำเพื่อเตือนสติทั้งตัวเองและพี่เขย
“เ้าทำดีมาก หากมีภัยก็ให้รีบเป่านกหวีดทันที” ซานชุยดีใจที่นางนึกถึงเขา
“เอ่อ ข้าปลอดภัยแล้ว ท่านกลับไปเถอะเ้าค่ะ” จือิรีบไล่
“ข้าไปนะ” ซานชุยจำต้องจากไป เพราะเขามิอาจอ้างเหตุผลใดเพื่ออยู่ใกล้ชิดนางได้ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่จากไปทันที
ซวงเหมยเห็นฝ่ายชายไม่ยอมจากไปเสียที นางก็เลยกระซิบว่า “โปรดรักษาท่าทีด้วย ตอนนี้นางเข้าใจว่าตนคือน้องภรรยาท่านนะ”
ซานชุยกระซิบกลับ “เ้าเองก็ต้องรักษาสัญญาด้วยว่าจะช่วยกีดกันชายอื่นไม่ให้เข้าใกล้นาง”
ซวงเหมยพยักหน้ารับคำ “ได้ ท่านกลับไปเถอะ”
หลังจากผู้คนเดินออกจากร้านจนหมด ร้านก็กลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง
สองสาวจึงเดินไปที่ห้องเก็บของ
“ดูจิตใจของเ้ายังไม่อยู่กับร่องกับรอยนะ รอบนี้เดี๋ยวข้าเปิดกล่องให้เอง” ซวงเหมยอาสา
“ไม่ได้เ้าค่ะ! พวกเราไม่รู้เลยว่าในกล่องบรรจุสิ่งของอะไร หากเป็วัตถุอันตรายจะว่ายังไงเ้าคะ” จือิไม่ยอม
“แล้วทำไมเ้าจะต้องมาเสี่ยงชีวิตแทนข้าด้วยล่ะ” ซวงเหมยไม่เข้าใจ
“นั่นเพราะข้ามีวรยุทธ์ไงเ้าคะ ข้าจึงสามารถปกป้องตัวเองได้ แต่ท่านไม่มี ให้ข้าเปิดกล่องเองเถิดเ้าค่ะ” จือิอธิบาย
“ก็ได้” ซวงเหมยเข้าใจ
พอเปิดออกมา รอบนี้สินค้าหมายเลข 5 ก็คือ พิณเก่าแก่คันหนึ่ง
“พิณสวยดีนะเ้าคะ” จือิชื่นชม
“ข้างกล่องเขียนว่าพิณนี้มีราคา 3000 ตำลึง” ซวงเหมยอ่าน
“ข้านำไปตั้งขายเลยนะเ้าคะ” จือิอาสา
ซวงเหมยพยักหน้า นางคิดในใจว่า “พิณนี้สวยมาก ต้องมีแต่คนแย่งกันซื้ออย่างแน่นอน”
ผ่านไปเพียงหนึ่งชั่วยาม ลูกค้าสามคนก็เดินเข้ามาในร้านพร้อมกัน ซึ่งได้แก่ บัณฑิตซูฝาน ยาจกสาวผิงผิง และท่านเศรษฐีหวังเจี้ยน ซึ่งทุกคนนั้นต่างก็มองไปที่พิณเป็ตาเดียว
“สนใจพิณคันนี้หรือเ้าคะ” จือิออกมาต้อนรับลูกค้าทั้งสาม
“ใช่แล้ว พิณสวยจริงๆ” หวังเจี้ยนกล่าว
“ท่านชอบดีดพิณหรือเ้าคะ ท่านหวังเจี้ยน” ซวงเหมยรู้จักชายตรงหน้า
“เปล่า! ข้าจะนำไปเก็บไว้เป็ของสะสม ของเก่าแก่แบบนี้ข้าชอบ” หวังเจี้ยนเป็นักสะสมของเก่า
“แล้วท่านบัณฑิตล่ะ ท่านจะนำไปดีดพิณหรือเ้าคะ” ซวงเหมยหันไปถามชายอีกคน
“ข้ารับจ้างวาดภาพ พอดีว่าคุณหนูชางิ่อยากได้ภาพนางตอนนางดีดพิณ และนางอยากได้พิณสวยๆ เป็แบบ ข้าคิดว่าพิณนี้น่าจะเหมาะที่จะเป็แบบวาดภาพได้” บัณฑิตซูฝานอธิบาย
“แล้วเ้าล่ะ แม่นางผิงผิง หรือว่าจะเข้ามาขอของบริจาค” ซวงเหมยสงสัย
“เปล่า ข้า้าซื้อพิณจริงๆ ข้าจะไปประกวดดีดพิณ” ยาจกสาวอธิบาย
“เ้าดีดเป็งั้นหรือ” ซวงเหมยสงสัย
“หญิงนางโลมคนหนึ่งเคยสอนข้าดีดพิณ แต่ตอนนี้นางถูกไถ่ตัวไปแล้ว ข้าเลยไม่ได้ไปเรียนกับนางอีก” ผิงผิงเล่า
“เ้าเป็ยาจกเช่นนี้ เ้าจะมีอัฐจ่ายอย่างนั้นหรือ” ซวงเหมยสงสัยเพราะคิดว่านางไม่น่าจะมีอัฐเยอะขนาดนั้น
“ถ้าข้าชนะการประกวด ข้าก็จะมีอัฐจ่ายเ้าไงล่ะ” ยาจกสาวมั่นใจในฝีมือของตัวเอง
“และถ้าเ้าไม่ชนะล่ะ” ซวงเหมยคิดว่าอะไรก็ไม่แน่นอน
“ข้ามั่นใจว่าข้าต้องชนะ” ยาจกสาวกล่าวย้ำ
“ตอนนี้ข้ามีอัฐพร้อมจ่ายนะ เ้าขายพิณให้ข้าเถิด” ท่านเศรษฐีอวดห่ออัฐ
“ข้าเองก็มี แต่ขอข้าไปติดต่อรับอัฐจากคุณหนูชางิ่ก่อน” บัณฑิตกล่าว
“เอายังไงดีเ้าคะ” จือิสงสัย
“ข้าขอขายให้แม่นางผิงผิงก็แล้วกัน” ซวงเหมยตัดสินใจ
“จริงหรือเ้าคะ ขอบคุณมากจริงๆ” ยาจกผิงผิงรู้สึกดีใจ
“ได้อย่างไรกัน ทั้งๆ ที่ข้ามีอัฐพร้อมจ่ายอย่างนั้นหรือ” ท่านเศรษฐีไม่พอใจ
“ต้องขออภัยด้วยเ้าค่ะท่านเศรษฐีและท่านบัณฑิต แต่ข้าอยากขายพิณให้กับคนที่ดีดเป็จริงๆ พิณที่นำไปตั้งไว้เฉยๆ หรือนำไปเป็เพียงแบบวาดภาพ มันคงไม่เกิดประโยชน์อะไรมากนัก” ซวงเหมยนึกเสียดายประสิทธิภาพของพิณคันนี้ หากไม่ได้ใช้บรรเลงเพลง มันคงเป็เพียงวัตถุชิ้นหนึ่งเท่านั้น
“แล้วเ้าจะเสียใจ ข้าไปล่ะ” ท่านเศรษฐีรีบเดินออกไปจากร้านทันที
“ข้าเพิ่งเคยเห็นคนโง่อย่างพวกท่าน ขายใครไม่ขาย ดันขายให้กับหญิงขอทาน” บัณฑิตเองก็ไม่พอใจ
“เอ่อ ท่านป้าเหวยลู่อาจไม่พอใจได้นะเ้าคะ” จือิกังวล
“ข้าอยากไปดูการประกวดดีดพิณน่ะ พวกเราติดตามผิงผิงไปดูการประกวดดีดพิณด้วยสิ” ซวงเหมยชวน
“หากแม่นางผิงผิงไม่ชนะล่ะเ้าคะ” จือิสงสัย
“มันก็เหมือนให้นางยืมไปดีดพิณเพื่อเข้าร่วมการประกวดก่อน หากไม่ชนะ พวกเราค่อยขายให้คนอื่นก็เท่านั้นเอง” ซวงเหมยกล่าวอย่างใจเย็น
“ก็ได้เ้าค่ะ” จือิก็เลยคล้อยตาม
ดังนั้นซวงเหมยและจือิจึงติดตามแม่นางผิงผิงไปที่งานประกวดดีดพิณ ผู้ชนะจะได้รางวัลเป็อัฐจำนวน 5000 ตำลึง
แต่ทว่าทั้งสามเกือบเดินไปถึงงานประกวดอยู่แล้วเชียว แต่อยู่ดีๆ ก็มีจอมยุทธ์หญิงท่านหนึ่งะโมาดักหน้าพวกนางไว้
“เ้าเป็ใครและ้าอะไร” ซวงเหมยสงสัย
“ข้าเป็ใครไม่สำคัญ แต่นั่นคือพิณของข้า เอาพิณของข้าคืนมาเดี๋ยวนี้” จอมยุทธ์หญิงคนหนึ่งทวง
“นี่คือพิณร้านข้า และตอนนี้แม่นางผิงผิงได้ซื้อไปแล้ว จะใช่พิณของท่านได้อย่างไร” ซวงเหมยกล่าวอ้าง
“ข้าจะแสดงให้ดู” จอมยุทธ์หญิงกระโจนเข้าไปหาจือิ กะว่าจะแย่งพิณไป แต่จือิรีบส่งพิณให้ซวงเหมยถือไว้ และรีบบอกให้นางพาผิงผิงไปหลบในที่ปลอดภัยก่อน
จอมยุทธ์หญิงทั้งสองจึงได้ปะมือกัน เสียงกระบี่กระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว สักพักอยู่ดีๆ ก็มีเสียงขลุ่ยดังขึ้นมา
“โอ๊ย ข้าปวดหูเหลือเกิน” จอมยุทธ์หญิงปล่อยกระบี่ตกพื้นและใช้มืออุดหูไว้
“เ้าเป็อะไรไปน่ะ” จือิใ
“นั่นคือขลุ่ยเพรียกิญญา มันกำลังจะควบคุมข้า ส่งพิณของข้ามาให้ข้าเดี๋ยวนี้ เร็วเข้า” จอมยุทธ์หญิงะโ
ซวงเหมยเห็นท่าไม่ดี นางจึงยอมส่งพิณให้กับจอมยุทธ์สาวคนนั้น
หลังจากนั้นจอมยุทธ์สาวก็ดีดพิณเสียงดังกังวาน เพลงที่ดีดนั้นรวดเร็วและออกแนวฮึกเหิม ดังนั้นจึงทำให้สามารถกลบเสียงขลุ่ยได้สำเร็จ
“นั่นคือพิณสำหรับชาวยุทธ์ พิณนั้นคงเป็ของนางจริงๆ เ้าค่ะ” จือิรู้สึกว่าเสียงพิณนั้นมีพลังสามารถทำลายศัตรูได้
หลังจากนั้นเสียงขลุ่ยก็เงียบไป จอมยุทธ์หญิงที่ถือพิณอยู่ก็เดินเข้าไปหาหญิงทั้งสามและสลบไป
“แม่นางทำใจดีๆ ไว้” จือิรีบประคองนางไว้ได้ทัน
“พวกเรารีบพาแม่นางท่านนี้ไปหาหมอเถิด” ผิงผิงกล่าว
“แล้วเ้าล่ะ” ซวงเหมยสงสัย
“ข้าไม่ประกวดแล้ว ในเมื่อพิณนี้เป็ของนาง ข้าก็จะไม่แย่งนาง” ผิงผิงคิดว่าตนคงดีดพิณสำหรับจอมยุทธ์ไม่ได้
สักพักจอมยุทธ์หญิงก็ฟื้นและกล่าวอย่างอ่อนแรงว่า “พิณนี้เป็พิณชาวยุทธ์ ต้องเป็คนที่มีพลังลมปราณเท่านั้นถึงดีดได้ พวกเ้าตามข้าไปที่บ้านข้าเถิด ข้าจะมอบอัฐเป็ค่าพิณคันนี้ และข้ามีพิณธรรมดาคันนึงน่าจะเหมาะกับแม่นางท่านนี้”
“อย่างนั้นก็ได้ งั้นรีบไปกันเถอะ” ซวงเหมยเห็นด้วย
“มีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่” ชายคนหนึ่งเดินไปดักหน้าหญิงสาวทั้งสี่ไว้
“ท่านประมุขพรรคกงซาน” จือิใ
“เ้าาเ็อยู่ มีอะไรอย่างนั้นหรือ” ท่านประมุขเจาะจงสอบถามจอมยุทธ์หญิงที่ถือพิณอยู่
ซวงเหมยมองไปที่ขลุ่ยหยกที่แนบที่เอวของท่านประมุขและคิดในใจว่า “ที่แท้เสียงขลุ่ยเมื่อสักครู่ก็เป็ฝีมือของเขาสินะ”
“พวกเรากำลังจะไปที่บ้….” จอมยุทธ์หญิงกำลังจะตอบแต่มีคนกล่าวแทรก
“พวกเราจะเข้าร่วมการประกวดดีดพิณเ้าค่ะ” ซวงเหมยรีบพูด
“งั้นหรือ ดีเหมือนกัน ข้าเองก็อยากฟังเสียงพิณเพื่อผ่อนคลายบ้าง แล้วเ้าล่ะหวนเจิน เอ้ยไม่ใช่ จือิ เ้าร่วมประกวดด้วยหรือเปล่า” ท่านประมุขถามหยั่งเชิง
จือิหันไปมองซวงเหมยเป็เชิงถามว่านางควรตอบอย่างไรดี
“เปล่าเ้าค่ะ วันนี้พวกเรามาส่งแม่นางผิงผิงประกวดเท่านั้น” ซวงเหมยตอบให้เอง
“ข้าได้ข่าวว่าเ้าคือน้องสาวของหวนเจิน งั้นเอาอย่างนี้ดีมั้ย เ้าไปกับข้าเพื่อช่วยกันออกตามหาหวนเจินด้วยกัน” ท่านประมุขเสนอ
“ไม่จำเป็หรอกท่าน หวนเจินคือฮูหยินของข้า อีกอย่าง ข้ากำลังสืบหาตัวนางอยู่ หากได้ข่าวยังไงข้าจะส่งข่าวบอกน้องภรรยาเอง” ซานชุยรีบปรากฏตัว หลังจากที่จือิแอบเป่านกหวีดเรียกเขา
“ซานชุย! ไม่คิดว่าเ้าจะยังอยู่แถวนี้อีก” ท่านประมุขนึกเจ็บใจเพราะคิดว่าเขาคือเสี้ยนหนามสำคัญ
“ท่านเองก็ควรกลับไปที่ลานประชุมชาวยุทธ์ได้แล้วนะขอรับ หากเหล่าจอมยุทธ์ไม่เห็นท่านเข้าร่วม ทุกคนอาจสงสัยได้นะขอรับ” ซานชุยเตือน
“ข้าต้องไปแล้ว งั้น ข้าขอตัวก่อน” ท่านประมุขยอมรามือ เพราะเขาถือว่าตนมีหน้ามีตาในแวดวงชาวยุทธ์ เขาไม่ควรทำตัวเสื่อมเสียโดยการโดดการประชุมสำคัญ
หญิงสาวทั้งสี่และชายหนุ่มเพียงหนึ่งเดียวพากันรอให้ท่านประมุขพรรคกงซานเดินจากไปก่อน ค่อยคุยกันต่อ
“พวกเรากลับไปที่บ้านของข้ากันเถอะ” จอมยุทธ์หญิงเสนอ
“โน่น! ร้านสำหรับเช่าพิณ ข้าว่าให้แม่นางผิงผิงไปเช่าพิณเพื่อไปประกวดเถิด” ซานชุยชี้ให้ดู
“แล้วจอมยุทธ์หญิงท่านนี้ล่ะ” ซวงเหมยสงสัย
“นางโดนพิษสลายตัวตนเข้าไปแล้ว ข้าไม่ไว้ใจนาง” ซานชุยกลัวว่าหากนางถูกครอบงำแล้ว คนรักของเขาจะมีภัย
“มีวิธีแก้พิษมั้ยล่ะ” ซวงเหมยสงสัย
“ทุกคนต่างพยายามออกตามหาท่านหมอเหมยซูอยู่ หากตามหานางเจอ ก็คงหาวิธีแก้ได้” ไม่ค่อยมีคนรู้จักหมอเหมยซู มีน้อยคนนักที่เคยเห็นหน้านาง ดังนั้นซานชุยเองก็ไม่รู้จักจึงไม่รู้ว่าหญิงตรงหน้าคือหมอหญิงที่ความจำเสื่อม
“ข้าจะไปรักษาตัวที่วัดซือต้าก่อน” จอมยุทธ์หญิงหาทางออกเอง
“แล้วค่าพิณของข้าล่ะ” ซวงเหมยทวงค่าพิณ ที่ตอนนี้พิณกลายเป็ของจอมยุทธ์หญิงไปแล้ว
“งั้นเอาอย่างนี้พวกเ้าทั้งสองพาแม่นางผิงผิงไปประกวดเถิด ส่วนข้าจะพานางกลับบ้านของนางเพื่อรับอัฐ และพานางไปที่วัดซือต้าให้เอง” ซานชุยอาสา
“ก็ดีเหมือนกัน แยกกันตรงนี้” ซวงเหมยเห็นด้วย ซวงเหมยจึงพาผิงผิงไปเช่าพิณโดยออกอัฐให้ก่อน
พอกลับมาก็เห็นแต่จือิยืนรออยู่
“อ้าว ผิงผิงล่ะ” ซวงเหมยสงสัย
“นางบอกว่าจะไปปลดทุกข์เ้าค่ะ” จือิกล่าว
แต่พอผ่านไปครึ่งชั่วยามก็ไม่เห็นวี่แววว่าผิงผิงจะกลับมาเลย
“หมายความว่ายังไงกันล่ะเนี่ย ทำไมผิงผิงยังไม่กลับมาอีก” ซวงเหมยสงสัย
“พวกเ้าถูกหลอกแล้ว ผู้หญิงคนนั้นเป็นักต้มตุ๋น นางมักจะไปหลอกซื้อพิณ โดยอ้างว่าจะเข้าประกวดดีดพิณ ความจริงนางนั้นดีดพิณไม่เป็หรอก นางแค่จะฉกพิณหนีแล้วไปขายต่อให้หอนางโลมหรือไม่ก็ไปจำนำตามโรงรับจำนำ” หญิงชาวบ้านที่เข้าร่วมประกวดอธิบาย
“ดีที่พิณอยู่กับจอมยุทธ์หญิงคนนั้นนะเ้าคะ” จือิคิดว่านางน่าจะได้ค่าพิณจากจอมยุทธ์หญิงคนนั้นแทน
“แล้วจะเอายังไงดี พิณก็เช่ามาแล้ว ข้าต้องเสียค่าเช่าเปล่าๆ หรือนี่” ซวงเหมยนึกเจ็บใจ
“เ้ามาแข่งประกวดด้วยงั้นหรือ ซวงเหมย พวกเรามาแข่งด้วยกันเป็ไง” เหรินซวงท้า
“ข้าดีดไม่เป็หรอกเ้าค่ะ พวกข้าจะกลับแล้ว” ซวงเหมยไม่รับคำท้าใดๆ ทั้งสิ้น
“เ้ากลัวอย่างนั้นหรือ” เหรินซวงกล่าว
“ข้าไม่ได้กลัว แต่ดีดไม่เป็ก็คือดีดไม่เป็ ข้าจะกล้าแข่งได้อย่างไรเ้าคะ” ซวงเหมยกล่าวตรงๆ
“เรียนคุณหนูใหญ่ ข้าลงชื่อให้แม่นางซวงเหมยแล้วขอรับ” เด็กรับใช้ของคุณหนูเหรินซวงกล่าว
“ดีมาก” เหรินซวงกล่าวกับเด็กรับใช้ที่ตนสั่งการ
“ทำไมท่านถึงถือวิสาสะแบบนี้ล่ะเ้าคะ” ซวงเหมยใ
“หากข้าชนะ เ้าต้องเลิกยุ่งเกี่ยวกับเหลียงกังอีก” เหรินซวงกล่าว
“ข้าเลิกยุ่งกับเขาก็ได้ ไม่ต้องแข่งดีดพิณหรอกเ้าค่ะ” ซวงเหมยคิดว่าไม่จำเป็ต้องแข่งดีดพิณ นางเองก็จะเลิกยุ่งเกี่ยวกับผู้ชายคนนั้นอยู่แล้ว
“และเ้าก็ต้องย้ายไปอยู่เมืองอื่น ห้ามกลับมาเหยียบที่เมืองหนานโจวเด็ดขาด” เหรินซวง้ากำจัดศัตรูหัวใจ
“ข้าอยู่ที่นี่ ข้าจะย้ายไปอยู่ที่อื่นทำไมล่ะเ้าคะ” ซวงเหมยไม่ยอม
“ข้าได้ข่าวว่าเ้าติดหนี้ท่านป้าเหวยลู่อยู่ ข้าจะชดใช้หนี้สินให้เ้าเอง ไม่ต้องเป็ห่วง” เหรินซวงอาสา
“เอาอย่างนี้ดีมั้ยเ้าคะ ข้าขอยอมแพ้ตอนนี้เลย ข้าจะรอให้ท่านชดใช้หนี้ให้ข้าเสียก่อน ข้าถึงจะไปจากเมืองนี้” ซวงเหมยจะได้เป็อิสระเสียที
“อย่างนั้นก็ได้” เหรินซวงยิ้มมุมปาก
“ไม่ได้เด็ดขาด” ซานชุยที่เดินเข้ามาได้ยินพอดี รีบขัดขวาง
“ซานชุย! ทำไมกลับมาเร็วจัง” ซวงเหมยสงสัย
“ข้าถูกจอมยุทธ์หญิงนั่นหลอก นางล่อให้ข้าไปพบพรรคพวกของนาง แล้วลอบทำร้ายข้า พอพวกนางสู้ข้าไม่ได้ก็เลยพากันหลบหนี ตอนนี้พวกนางชิงพิณร้านเ้าไปแล้ว” ซานชุยรู้สึกผิดที่ไม่อาจปกป้องสินค้าของร้านที่ฮูหยินเข้าไปทำงานได้
“ข้าไม่น่าหลงเชื่อนางเลยจริงๆ” ซวงเหมยนึกเจ็บใจ
“เ้าต้องชนะการแข่งขันให้ได้นะ” ซานชุยกล่าว
“ข้าดีดพิณไม่เป็นะ” ซวงเหมยกล่าวตรงๆ
“ลองดีดก่อนค่อยว่ากัน อย่าเพิ่งยอมแพ้เด็ดขาด” ซานชุยเกลี้ยกล่อม
“ในเมื่อคุณหนูเหรินซวงจะชดใช้หนี้ให้ข้าอยู่แล้วนี่” ซวงเหมยคิดว่าไม่จำเป็ต้องเข้าแข่งขัน
“แล้วเ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าเ้าจะไม่ถูกหลอกอีก ถึงตอนนั้นนางไม่จ่ายหนี้ให้เ้า แต่หลอกให้เ้าเดินทางไปที่อื่นจะว่าอย่างไร” ซานชุยเตือน
“ให้จือิดีดพิณแทนข้าสิ” ซวงเหมยโยนงาน
“หวนเจินดีดพิณไม่เป็หรอก นางไม่ใช่คนมีอารมณ์สุนทรีขนาดนั้น” ซานชุยกระซิบบอกซวงเหมย
“ก็ได้! ข้าจะเข้าร่วมการแข่งขันดีดพิณ หากข้าชนะรางวัล บางทีอาจไม่ต้องตามไล่ล่าจอมยุทธ์หญิงเพื่อทวงค่าพิณ” ซวงเหมยเผลอตัวตกลง ทั้งๆ ที่นางก็ไม่รู้เลยว่านางเคยดีดพิณบ้างหรือเปล่า
ด้วยแรงยุยงของซานชุย ทำให้ซวงเหมยจำต้องเข้าร่วมการแข่งขันดีดพิณ โดยซวงเหมยนั้นได้แข่งในลำดับสุดท้าย