ลมพัดเอื่อย ๆ ผ่านลานหน้าสมาคมการค้า…
สายลมเย็นควรจะช่วยให้ผู้คนผ่อนคลาย
แต่ในเวลานี้ มันกลับให้ความรู้สึกราวกับลมหายใจของพายุที่กำลังก่อตัว
บรรยากาศตึงเครียดราวกับเส้นด้ายที่ถูกดึงจนสุด
เพียงแค่มีใครขยับพลาด… ทุกอย่างก็อาจขาดสะบั้นลงในพริบตา
ชายชราหัวโล้นจ้องหลินเทียนเขม็ง
แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลนและโทสะ ราวกับเปลวไฟที่พร้อมเผาผลาญทุกสิ่ง
“เ้าหนุ่ม… ข้าจะให้โอกาสเ้าคุกเข่าขอขมาตอนนี้ แล้วไสหัวไปให้พ้นสายตาข้า… ไม่งั้น—” ชายชราพูดเสียงต่ำ หนักแน่น
แรงกดดันแผ่ออกมา จนคนรอบข้างแทบหายใจไม่ทั่วท้อง
“ไม่งั้นอะไร?” หลินเทียนสวนกลับทันที น้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงความกวน
เขาไม่มีแววหวาดกลัวแม้แต่น้อย
ไม่มีความลังเลแม้เพียงเสี้ยวเดียว
หลินเทียนยกมือเกาหัวเล็กน้อย ก่อนกวาดตามองอีกฝ่ายั้แ่ศีรษะจรดเท้า
สายตานั้นไม่เหมือนกำลังมองศัตรู… แต่เหมือนกำลังประเมินของแปลก
“ไม่งั้นจะใช้หัวสะท้อนแสงของเ้ามาทำให้ข้าตาบอดงั้นรึ?” หลินเทียนพูดยิ้ม ๆ
พูดจบเขาก็หัวเราะจนตัวงอแทบยืนไม่อยู่
เสียงหัวเราะนั้นไม่ได้แค่กวน… แต่มันคือการไม่เห็นหัวอีกฝ่ายอย่างชัดเจน
คนรอบข้างเริ่มหลุดขำตาม
บางคนถึงกับกลั้นไม่อยู่ ต้องหันหน้าหนี
บรรยากาศที่ควรตึงเครียด… กลับกลายเป็ฉากตลกไปชั่วขณะ
“ปากดีนักนะแก ไอ้เด็กสาระเลว!” ชายชราคำราม เส้นเืบนขมับปูดโปน
ใบหน้าที่เคยนิ่งเย็น เริ่มบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ
“โทษที ๆ พอดีข้าเสียมารยาทไปหน่อยนะ” หลินเทียนยกมือเหมือนจะขอโทษ
แต่สีหน้ากลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
เขาฝืนกลั้นหัวเราะจนหน้าเกร็ง
“แต่ว่านะตาแก่… ดูจากสภาพเ้าแล้ว ข้าว่า่นี้เ้าคงกินผงชูรสเยอะไปหน่อยนะ เล่นเอาหัวโล้นจนสว่างเหมือนดวงอาทิตย์เลย ฮ่า ๆ ๆ!” หลินเทียนหัวเราะลั่น
เสียงหัวเราะรอบข้างดังขึ้นอีกระลอก
“นายท่านด่าได้เจ็บแสบมากเลยค่ะ (◕ᴗ◕✿)” เสียงระบบดังขึ้นอย่างใสซื่อ
ยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งเดือดเข้าไปอีก
แม่นางซือเหยาได้แต่ส่ายหน้า สีหน้าเหมือนคนที่ชิน… แต่ก็ยังเอือมอยู่ดี
“แกงั้นก็ตายซะเถอะ!” ชายชราะโลั่น
ตูม!
พลังปราณปะทุออกจากร่างเขาทันที
แรงกดดันแผ่กระจายออกเป็วงกว้าง
พื้นหินแตกร้าวเป็ใยแมงมุม เศษหินกระเด็นขึ้นก่อนจะถูกแรงกดทับลงอีกครั้ง
“ระดับก่อกำเนิดขั้นที่ 6…” มีคนพึมพำด้วยความตกตะลึง
ผู้คนรีบถอยห่าง ไม่มีใครอยากอยู่ในรัศมีการต่อสู้นี้
แต่หลินเทียนยังยืนเฉย สีหน้าราวกับกำลังกลั้นขำอยู่
“งั้นเราไปที่อื่นกันเถอะ ข้ากลัวคนอื่นจะโดนลูกหลง” หลินเทียนพูดสบาย ๆ
ทันใดนั้น—
“ฟึ้บ!”
ร่างของเขาหายไปจากจุดเดิม
แล้วไปปรากฏอยู่กลางอากาศ ราวกับยืนอยู่บนพื้นดิน
ชายชราก็ตามขึ้นไปเช่นกัน
ทั้งสองยืนประจันหน้ากันกลางเวหา
“ที่แท้แกก็เป็ผู้ฝึกตน… ถึงได้โอหังนัก” ชายชราพูดเสียงเย็น
“จะเอากฎการประลอง… หรือกฎยุทธภพ เลือกมา!” เขาะโ
(กฎการประลองคือรู้แพ้ชนะ ส่วนกฎยุทธภพสามารถฆ่าได้โดยไม่มีความผิด)
ผู้คนด้านล่างเงยหน้ามองด้วยความตื่นเต้น
“เื่สนุกแบบนี้ ก็ต้องกฎยุทธภพสิ” หลินเทียนยิ้ม
พลังปราณเริ่มแผ่ออกมารอบตัวเขา
“หึ… แค่ขั้นที่ 5 กลับกล้าโอหัง” ชายชราหัวเราะเยาะ
“พูดมากจริงนะตาแก่” หลินเทียนยกมือบังแสง
“รีบลงมือเถอะ ตาข้าจะบอดเพราะหัวโล้นเ้าสะท้อนแสงแล้ว” เขาพูดกวน ๆ
“ทักษะปากสุนัขของนายท่านสุดยอดมากค่ะ (◕ᴗ◕✿)” ระบบเสริม
“เงียบไปเลย!” หลินเทียนตอบทันที
“งั้นเ้าก็ตายซะ!” ชายชราพุ่งเข้าใส่
มือขวากลายเป็กรงเล็บสีดำ พลังพุ่งเข้ามาอย่างรุนแรง
ตูม!!
เสียงะเิดังสนั่นกลางฟ้า
เมื่อควันจางลง—
หลินเทียนยืนอยู่ที่เดิม
ใช้มือข้างเดียวรับการโจมตีไว้
“เป็ไปไม่ได้… รับได้ด้วยมือเดียว!?” ชายชราตะลึง
“งั้นข้าคืนบ้างนะ เ้าโล้น” หลินเทียนยิ้ม
เปี๊ยะ!!!
เสียงตบดังสนั่นไปทั่วเวหา
“ไอ้หมอนี่มันบ้าชัด ๆ…” คนด้านล่างพึมพำ
“ดี! งั้นข้าจะเอาจริงแล้ว!” ชายชราะโด้วยความโกรธ
“วิชามาร—กรงเล็บทมิฬ!”
เงากรงเล็บั์พุ่งออกมา
หลินเทียนหยิบไม้ไผ่ออกมา ก่อนฟาดสวนทันที
ตูม!!
พลังแตกสลายราวกับแก้ว
“เ้า… เป็ใครกันแน่…” ชายชราถอยหลัง สีหน้าหวาดหวั่น
“ข้าก็แค่คนหล่อที่ทนดูคนหัวโล้นทำตัวน่ารำคาญไม่ไหวก็เท่านั้น” หลินเทียนตอบสบาย ๆ
“แก!!”
“ติ๊ง! ให้คะแนนความเท่ 9.8/10 ค่ะ ✧(≖ ◡ ≖✿)” ระบบพูด
“หัก 0.2 เพราะยังไม่ตบให้ร่วงค่ะ”
“เ้านี่มัน…” หลินเทียนถอนหายใจ
ด้านล่าง ผู้คนมองด้วยความตะลึง
ซือเหยาพึมพำเบา ๆ
“ที่แท้เขาแข็งแกร่งถึงเพียงนี้…”
หลินเทียนเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“เอาล่ะ จบเื่เถอะ ข้าไม่มีเวลามาเล่นกับคนแก่หัวโล้น”
ฟึ้บ!
เขาหายไปอีกครั้ง แล้วไปโผล่ด้านหลังชายชรา
“งั้นข้าจบแล้วนะ” หลินเทียนพูดสั้น ๆ
ตูม!!
สันมือตกลงใส่ที่คออีกฝ่าย
ร่างชายชราพุ่งลงพื้น กระแทกจนเกิดหลุมขนาดใหญ่
“ชนะแล้ว!!” เสียงคนะโดังขึ้น
หลินเทียนค่อย ๆ ลอยลงพื้นอย่างสบาย ๆ
“ช่วยจัดการต่อด้วย ข้ายังไม่ได้ฆ่าเขา” เขาหันไปพูดกับซือเหยา
จากนั้นก็เดินไปใกล้ร่างชายชรา แล้วชี้ไปยังลูกน้องอีกสามคน
“จับพวกนั้นไปด้วย”
ซือเหยาพยักหน้า ก่อนสั่งคนไปเรียกเ้าหน้าที่
นางเดินมาหาหลินเทียน แล้วคำนับ
“ขอบคุณท่านมาก หากไม่มีท่าน ข้าคงลำบากไม่น้อย” นางกล่าวอย่างจริงใจ
“ไม่เป็ไร ไปข้างในกันเถอะ ข้าก็มีเื่ให้ท่านช่วยเหมือนกัน” หลินเทียนตอบ
ซือเหยาพยักหน้า ก่อนเดินนำเข้าไปในสมาคมการค้า
ผู้คนที่มุงดูค่อย ๆ แยกย้าย
เหลือเพียงบรรยากาศที่ยังคงอบอวลไปด้วยความตื่นเต้น
เสียงฝีเท้าของผู้คนค่อย ๆ จางหายไป ลานหน้าสมาคมที่เคยครึกครื้นกลับเงียบลงอย่างช้า ๆ
ซือเหยาเดินนำหลินเทียนมาได้พักหนึ่ง ก่อนจะหยุดอยู่หน้าห้องห้องหนึ่ง นางผลักประตูเข้าไป แล้วผายมือเชิญอย่างสุภาพ
“เชิญค่ะ”
หลินเทียนพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเข้าไปด้านใน เขาเลือกนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่งอย่างสบาย ๆ
ซือเหยาปิดประตูตามหลัง จากนั้นจึงเดินมานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม นางยกกาน้ำชาขึ้น รินน้ำชาลงถ้วยอย่างประณีต ก่อนจะเลื่อนมันไปวางตรงหน้าเขา
“ข้าขอขอบคุณท่านอีกครั้งนะคะ ที่ช่วยข้าจากสถานการณ์นั้น” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ
หลินเทียนยกถ้วยขึ้นเล็กน้อยเป็เชิงรับคำ ก่อนจะจิบชาอย่างช้า ๆ
“ไม่เป็ไร ข้าเองก็มีเื่ให้ท่านช่วยเช่นกัน ถือเสียว่าเป็การตอบแทนล่วงหน้าก็แล้วกัน” เขาตอบอย่างเรียบเฉย
ซือเหยามองเขาเล็กน้อย ดวงตาฉายแววสนใจ
“ท่านมีเื่อะไรให้ข้าช่วยงั้นหรือคะ?”
หลินเทียนชะงักไปครู่หนึ่ง คล้ายกำลังรวบรวมคำพูด ก่อนจะเอ่ยออกมา
“พอดี... ลูกศิษย์ของข้าลงแข่งขันการประลอง แต่ไป๋ซียังไม่มีอาวุธ ข้าเลยออกมาหาซื้อให้ เดินหามานานแล้ว แต่ก็ไม่เจอร้านอาวุธสักที ข้าเลยอยากขอให้ท่านช่วยหน่อย”
เขาพูดพลางเกาหัวเบา ๆ ด้วยท่าทางเขินเล็กน้อย
ซือเหยายิ้มบาง ๆ
“ที่สมาคมการค้าของพวกเราก็มีอาวุธอยู่ไม่น้อยค่ะ เพียงแต่ก่อนหน้านี้ท่านไม่ได้บอกว่า้าแบบไหน ข้าจึงไม่ได้แนะนำ”
นางหยุดเล็กน้อยก่อนจะถามต่อ
“แล้วลูกศิษย์ของท่าน ใช้อาวุธประเภทไหนหรือคะ?”
หลินเทียนนิ่งไปชั่วขณะ เหมือนกำลังคิดภาพในหัว
“ข้าอยากได้กระบี่ที่บางและเบา แต่ต้องแข็งแรงพอจะรองรับพลังได้ดี... ยิ่งสามารถดูดซับพลังได้มากยิ่งดี ท่านพอจะมีหรือไม่?”
ซือเหยาพยักหน้าเล็กน้อย
“มีอยู่ค่ะ รอสักครู่ เดี๋ยวข้าไปนำมาให้ท่านดู”
พูดจบ นางก็ลุกขึ้นเดินออกไป
ไม่นานนัก ซือเหยาก็กลับมา พร้อมกล่องไม้ยาวใบหนึ่ง ตัวกล่องถูกขัดเงาจนแวววาว ดูได้รับการดูแลอย่างดี
นางวางมันลงบนโต๊ะ ก่อนจะเปิดฝากล่องออกช้า ๆ
“นี่คือกระบี่จากช่างฝีมือชื่อดังของเมือง เป็อาวุธระดับ 5 ค่ะ เชิญท่านลองดูได้เลย”
หลินเทียนเอื้อมมือไปหยิบกระบี่ขึ้นมา เขาพลิกมันไปมา พิจารณาอย่างละเอียด
จากนั้นเขาใช้นิ้วดีดเบา ๆ
กริ้ง—
เสียงกระบี่สั่นสะท้อนออกมาอย่างแ่เบา แต่ใสกังวาน ราวกับหยดน้ำกระทบผิวนิ่ง
หลินเทียนลองส่งพลังปราณเข้าไป
ครืน!
แรงกดดันแผ่ออกมาเล็กน้อย ก่อนที่พลังจะถูกดูดซับเข้าไปในตัวกระบี่อย่างนุ่มนวล
เขายิ้มมุมปาก
“ถือว่าดีเลย งั้นข้าขอเอาเล่มนี้แหละ เท่าไหร่งั้นหรือ... แม่นางซือเหยา?”
ซือเหยาส่ายหน้าเบา ๆ พร้อมรอยยิ้ม
“ของชิ้นนี้ ข้ายกให้ท่านค่ะ ถือเป็สินน้ำใจเล็ก ๆ จากสมาคมการค้าของข้า... และจากข้าเอง ต่อผู้มีพระคุณอย่างท่าน”
หลินเทียนชะงักเล็กน้อย
“ข้าบอกแล้วว่าไม่เป็ไร ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก”
ซือเหยามองเขานิ่ง ก่อนจะยืนขึ้นเล็กน้อย ทำท่าทางจริงจังปนงอน
“ถ้าท่านไม่รับ ข้าจะไม่ไปไหนทั้งนั้นค่ะ ข้าจะยืนอยู่อย่างนี้”
หลินเทียนนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“ก็ได้ ๆ ข้ารับไว้ก็แล้วกัน”
“แบบนี้สิคะ” ซือเหยาหัวเราะเบา ๆ
จากนั้นนางหยิบถุงเงินใบหนึ่งออกมา วางลงบนโต๊ะ
“อ้อ แล้วนี่คือเงินจากสัตว์อสูรที่ท่านนำมาขาย ทั้งหมด... หนึ่งพันสี่ร้อยเหรียญทองค่ะ”
พรวด!
น้ำชาที่หลินเทียนกำลังดื่มพุ่งออกมาแทบจะทันที
“ห๊ะ!? ได้เยอะขนาดนั้นเชียว!?”
“ใช่ค่ะ มีสัตว์อสูรระดับ 3 และ 4 อยู่หลายตัว แถมสภาพยังสมบูรณ์ดี ราคาจึงสูงเป็พิเศษ”
หลินเทียนยิ้มเ้าเล่ห์เล็กน้อย ก่อนจะเก็บทั้งกระบี่และถุงเงินเข้าไปในมิติ
ซือเหยามองภาพนั้นด้วยความสงสัย
“ท่านเก็บของไว้ที่ไหนหรือคะ? ทำไมถึงเก็บได้มากขนาดนั้น ปกติแหวนมิติหรือกำไลมิติก็มีขีดจำกัด แต่ข้าไม่เห็นท่านสวมอะไรเลย”
หลินเทียนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะแห้ง ๆ
“เอ่อ... มันเป็วิชาสมบัติประเภทหนึ่งน่ะ”
“วิชาสมบัติงั้นหรือคะ...”
“ใช่ ๆ ประมาณนั้นแหละ”
ซือเหยาพยักหน้าเบา ๆ
“เข้าใจแล้วค่ะ”
บรรยากาศเงียบลงเล็กน้อย
หลินเทียนลุกขึ้น
“งั้นข้าขอตัวก่อน เดี๋ยวค่อยมาหาท่านใหม่... แม่นางซือเหยา”
ซือเหยาส่ายหน้าเล็กน้อย
“เรียกข้าโดยไม่ต้องสุภาพก็ได้ค่ะ ตอนที่ข้าเจอท่านครั้งแรก... ข้ารู้สึกเหมือนเคยรู้จักท่านมาก่อน มันอาจฟังดูแปลก...”
หลินเทียนยิ้มบาง ๆ
“ท่านคงจำผิดคนแล้ว ข้าเป็แค่คนที่มาจากที่ห่างไกลเท่านั้น”
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินออกไปอย่างเงียบ ๆ
เมื่อเดินออกมาได้ไกลพอ เสียงของเสี่ยวเอ๋อก็ดังขึ้นในหัวทันที
“นายท่านเคยไปทำหญิงสาวตัวน้อยที่ไหนอกหักมาหรือเปล่าคะ (◕ᴗ◕✿)”
หลินเทียนยิ้มจาง ๆ
“ไม่รู้สิ... บางเื่ก็ปล่อยให้มันหายไปโดยไม่ต้องรู้ อาจจะดีกว่า”
“มาแล้ววว การพูดสุดแสนจะหล่อของนายท่าน (◕ᴗ◕✿)”
“จิ๊ จิ๊ ได้ทีเอาใหญ่เลยนะเ้าเนี่ย”
เขาส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินต่อไป
ไม่นานนัก เขาก็พบกับสองพี่น้องพอดี
“ท่านอาจารย์! ท่านไปไหนมาหรือค่ะ? คงไม่ได้ไปหาเื่ใครใช่ไหม พวกเราหาท่านไม่เจอ เดินหาตั้งหลายที่เลย” ไป๋ซีเอ่ยขึ้น พร้อมมองเขาั้แ่หัวจรดเท้า
หลินเทียนสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง
“อะไรกัน ชีวิตข้าโดนระบบแซะยังไม่พอ ยังโดนลูกศิษย์ตัวเองเหน็บอีก...”
“ท่านอาจารย์ ท่านพูดอะไรคนเดียวหรือค่ะ?”
“อ้อ ไม่มีอะไร ข้าแค่ออกไปหาซื้อของ แล้วก็มีเื่นิดหน่อยเท่านั้น”
พูดจบ หลินเทียนก็หยิบกระบี่ออกมาจากมิติ แล้วยื่นให้ไป๋ซี
“เอ้านี่ ของเ้า”
ไป๋ซีรับมันไปด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“ขอบคุณค่ะท่านอาจารย์!”
นางมองกระบี่ในมืออย่างชื่นชม
“ดูจากลักษณะแล้ว... มันต้องแพงมากแน่ ๆ ท่านซื้อให้ข้าแบบนี้จะดีหรือคะ?”
หลินเทียนหัวเราะเบา ๆ
“ไม่ต้องห่วง อาจารย์ของพวกเ้ารวยจะตายไป ฮ่า ๆ ๆ”
จากนั้นเขาก็หยิบถุงเงินออกมาอีกสองถุง
“นี่ คนละ 200 เหรียญทอง เอาไปใช้กัน”
ทั้งสองรับเงินไปด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย
สำหรับพวกเขา เงินจำนวนนี้ถือว่ามหาศาล
“ขอบคุณท่านอาจารย์มากขอรับ—ค่ะ”
หลินเทียนโบกมือเล็กน้อย
จากนั้นทั้งสามก็เดินไปตามทางด้วยกัน
ระหว่างทางมีเสียงพูดคุยแทรกด้วยเสียงหัวเราะเป็ระยะ
บรรยากาศเรียบง่าย... แต่กลับอบอุ่นอย่างประหลาด