บริเวณที่พักอาศัยของบัณฑิตอู๋เฉิงจี้อยู่นอกเมืองเหยียนเฉิงไปราวหนึ่งชั่วยาม แวดล้อมไปด้วยป่าไฝ่หนาทึบ ตลอดแนวที่เดินทางผ่านมาใบไฝ่เริ่มออกสีเหลืองบ้างแดงบ้างขณะที่ลำต้นยังคงเขียวขจีเอนไหวลู่ลมไปมา ล้อลมหนาวที่พัดผ่านใน่เดือนสิบ มีลำคลองทอดผ่านจากทิศทาง้าเทือกเขาสลับไปมากับไร่ชาที่ปลูกอยู่ไกลลิบไปจากสายตา
เสียนฟ่างออกเดินทางมาพร้อมกับคณะของหลี่หลินฝู่ั้แ่ต้นยามอู่ (11.00 - 12.59 น) พร้อมกับขบวนอารักขาอีกเกือบยี่สิบคน ทำให้เสียนฟ่างคิดว่าไม่จำเป็ต้องนำคนของตัวเองติดตามไปด้วย อีกอย่างเสียนเฉิงอยู่ที่โรงเตี๊ยมมีคนอารักขามากหน่อยเสียนฟ่างจะได้วางใจมากกว่า ก่อนออกไปยังกำชับอาเป่ามิให้พาเสียนเฉิงออกไปข้างนอกโดยลำพังจนกว่าเสียนฟ่างจะกลับมา
เซียถิงขี่ม้าติดตามหลังเสียนฟ่างมาเงียบ ๆ เมื่อตอนออกเดินทาง เซียถิงเข้าใจว่าเสียนฟ่างขี่ม้าไม่เป็จึงตั้งใจที่จะให้เสียนฟ่างโดยสารม้าตัวเดียวกัน หากแต่เสียนฟ่างกลับะโขึ้นม้าที่เตรียมเอาไว้ขับขี่อย่างชำนาณ กระทั่งสหายสนิทอย่างหยางหลิงฉียังไม่ทราบมาก่อนว่าเสียนฟ่างขี่ม้าได้คล่องแคล่วถึงเพียงนี้
เสียนฟ่างยังไม่มีโอกาสได้คุยกับเซียถิงถึงข้อความในจดหมายที่หยางหลิงฉีส่งมาให้เมื่อคืน จึงชะลอม้าของตัวเองลงขี่เคียงข้างไปกับม้าของเซียถิง ทั้งสองคนอยู่เกือบจะท้ายขบวนที่ด้านหลังมีคนคุ้มกันอยู่ห่างออกไปสมควรไม่ได้ยินเสียงพูดคุย
“ท่านพี่ ท่านเคยเห็นส่านอ๋องมาก่อนหรือไม่” เสียนฟ่างชะโงกหน้าจากม้าตัวเองไปหาเซียถิงที่เร่งม้าเข้ามาใกล้
“ข้าเคยร่วมแข่งยิงธนูฉลองปีใหม่ในงานเลี้ยงพระราชทานเมื่อหลายปีก่อน มีโอกาสได้พบหน้าครั้งหนึ่ง เ้าถามทำไม”
ในตอนนั้นเซียถิงเพิ่งอายุครบสิบแปดปี ฮ่องเต้ทรงจัดงานเลี้ยงปีใหม่มีการแข่งขันยิงธนูในหมู่บุตรหลานขุนนางที่ได้เข้าเฝ้า ราชโอรสที่มีพระชมมายุพอสมควรหลายองค์ก็เข้าร่วมแข่งขันด้วย หลี่เหิงมียศเป็เพียงองค์ชายยังไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็ส่านอ๋องก็เข้าร่วมการแข่งขันด้วย แต่ว่าผู้ที่ลงแข่งมีหลายสิบคนเซียถิงมองเห็นแต่เพียงไม่นานหากพบเจออีกครั้งหนึ่งไม่แน่ว่าจดจำออก
“ส่านอ๋องไม่ได้อยู่ที่เมืองเจียงหลิง หากแต่อยู่ในขบวนของหลี่หลินฝู่ด้วย ข้าว่าในเด็กหนุ่มสองคนที่ติดตามหลี่หลินฝู่มา หนึ่งในนั้นไม่แน่ว่าเป็ส่านอ๋อง ท่านพี่จำไม่ได้จริง ๆ” เสียนฟ่างถาม
หากเป็เช่นที่เสียนฟ่างกล่าวจริง ๆ เื่นี้สมควรมีเลศนัย เห็นทีว่างานเลี้ยงน้ำชานี้คงยุ่งยากไม่น้อย “เ้ารับทราบเื่นี้มาจากที่ใด” เซียถิงถาม
เสียนฟ่างไหนเลยบอกได้ว่าเป็ข้อความจากหยางหลิงฉี “ข้าทราบก็แล้วกัน ท่านเชื่อข้าก็พอแล้ว แต่ว่าส่านอ๋องมาที่เมืองเหยียนเฉิงทำไมกัน ไหนจะหลี่หลินฝู่อีก”
เซียถิงก่อนจากฉางอานมาไม่ได้ข่าวทางการทหารที่เกี่ยวข้องกับเขตเจียงหนาน บิดาเองก็มิได้กล่าวเตือนเื่อันใด ได้ยินที่เสียนฟ่างถามจึงไม่ทราบจะตอบสนองอย่างไร เสียนฟ่างพอดีได้ยินเสียงม้าเข้ามาใกล้จึงรีบเปลี่ยนบทสนทนาเป็ซักถามเซียถิงถึงเื่ไร่ชาที่มองเห็นอยู่ไกลลิบ
ผู้ที่ชักม้าเข้ามาใกล้เป็อู๋ซั่วยู่บุตรชายของรองราชบัณฑิต “คุณชายเสียน นึกไม่ถึงว่าท่านจะขี่ม้าได้ เห็นที่แล้วมาท่านไปไหนมาไหนรู้จักใช้แต่รถม้าดังสตรีในห้องหอ หลิงฉีในตอนแรกเกือบจะจัดหารถม้าให้กับท่านเสียแล้ว” อู๋ซั่วยู่ดูท่ายังผูกใจเจ็บเื่เงินสิบตำลึงในคราวนั้นถึงได้ค่อยแหนบแนมเสียนฟ่างไม่ยอมหยุด
เสียนฟ่างในชาตินี้ความจริงขี่ม้าไม่เป็ดังที่อู๋ซั่วยู่กล่าว ต้องยกประโยชน์ให้กับชาติก่อนที่เคยหัดเรียนขี่ม้ายิงธนูมาจนชำนาญ พอได้ลองขี่ในวันนี้กลับไม่ดูขัดเขิน “ไม่ต้องให้คุณชายอู๋เป็กังวล ขี่ม้าเพียงแค่นี้ ข้าเสียนฟ่างยังคงทำได้ ต่อให้ขี่ไม่ได้ยังมีม้าของท่านพี่ให้ข้าได้อาศัย ไม่กล้ารบกวนรถม้าของคุณชาย”
เซียถิงอยู่อีกด้านหนึ่งได้ยินการสนทนา จึงชักม้ามาด้านหน้าขวางอู๋ซั่วยู่ทำทีว่ามีคำพูดจะกล่าว “คุณชายอู๋ บัณฑิตอู๋ใช้แซ่เดียวกับท่านใช่เป็ญาติาุโในสกุลอู๋หรือไม่”
“ย่อมมิใช่ แซ่อู๋ก่อนหน้านี้มีมากมายในแผ่นดิน แต่ว่าหลังจาก...เหอะ ช่างเถอะ บัณฑิตอู๋มิใช่ญาติทางบิดา” อู๋ซั่วยู่ไม่้าเอ่ยถึงเื่ในอดีตที่คนแซ่อู๋ถูกฮ่องเต้ประหัดปะาไปจนแทบไม่มีเหลืออยู่ในเมืองหลวง
ชื่ออู๋เฉิงจี้นี้ อู๋ซั่วยู่เองก็เพิ่งเคยได้ยินเมื่อคราวที่มาถึงเมืองเหยียนเฉิง ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินบิดากล่าวถึงญาติในเมืองเหยียนเฉิงมาก่อน
“ใกล้จะถึงแล้วกระมั่ง ด้านหน้ามีซุ้มไม้ไผ่ บนเนินมีสวนดอกไม้เต็มไปหมด พวกเราไปทางด้านนั้นกันเถอะ” เสียนฟ่างกล่าวพร้อมกับขี่ม้านำทั้งสองคนออกไป
ที่พำนักของอู๋เฉิงจี้ปลูกสร้างดูเรียบง่ายหากแต่ใหญ่โตกว้างขวาง ตัวเรือนทำด้วยไม้ แซมด้วยต้นไผ่ปลูกสร้างเป็เรือนแต่ละหลังต่อเชื่อมกันด้วยทางเดินไปโดยตลอด บริเวณด้านในจัดเป็สวนอยู่ตามมุมของแต่ละเรือน ห้อมล้อมสวนขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งที่บริเวณกึ่งกลาง อู๋เฉิงจี้ออกมาต้อนรับทุกคนที่ด้านหน้า จากนั้นจึงเดินนำแขกไปที่สวนที่ด้านใน ซึ่งจัดเป็โต้ะเตี้ยแบ่งเป็สี่ด้าน คนของหลี่หลินฝู่มีด้วยกันหกคน บวกเสียนฟ่างกับเซียถิงอีกสองคน ในสวนจัดโต้ะเอาไว้พอดีเก้าที่นั่ง
ระหว่างทางที่เดินเข้ามาเสียนฟ่างสังเกตเห็นว่า มีบทกลอนเขียนด้วยลายมือแขวนเอาไว้ตามส่วนต่าง ๆ ของทางเดิน บทกลอนเหล่านี้เสียนฟ่างไม่เคยได้ยินได้เห็นมาก่อน นักกวีที่มีชื่อเสียงในสมัยถังที่เสียนฟ่างรู้จักมีเพียงหลี่ไป่กับตู้ฝู่เพียงสองคน ชื่อของอู๋เฉิงจี้นี้กลับไม่มีในประวัติศาสตร์ บนกลอนที่เห็นกล่าวเฝ้ารำพันถึงคืนวันที่ผ่านพ้นไป คล้ายเศร้าเสียใจ คะนึงหาผู้ที่จากไป ลายมืออ่อนช้อยงดงามทั้งยังแฝงไปด้วยความเศร้าเสียใจไม่รู้คลาย
“เสียนฟ่าง บ่าวรับใช้ในที่นี้ดูไม่เหมือนบ่าวรับใช้ทั่วไปหากแต่ดูคล้าย” เซียถิงกระซิบถาม
เสียนฟ่างสังเกตตามที่เซียถิงกล่าว ในตอนแรกยังสังเกตไม่ออกหากแต่เมื่อมองดูให้ดี บ่าวที่กำลังสาระวนกับการพาแเื่เข้าประจำที่ ทำหน้าที่รินน้ำชาล้วนเป็บุรุษซ้ำยังมีอายุเลยวัยกลางคนเกือบทั้งสิ้น หากแต่ว่าไม่มีสักคนที่มีหนวดเครา ใบหน้ากลับดูเกลี้ยงเกลาจนเกินไป ยามกล่าววาจาเสียงฟังดูแหลมสูงกว่าบุรุษทั่วไปอยู่มาก
“บ่าวในเรือนนี้ล้วนเป็ขันที” เสียนฟ่างกล่าวหากแต่เอามือป้องปากตัวเองเอาไว้ทันก่อนที่จะมีคนอื่นได้ยิน
“อืม พวกเราระวังเอาไว้ก่อนเถอะ” เซียถิงนั่งลงข้างกับเสียนฟ่างตามที่บ่าวชราคนหนึ่งนำทางไป
อู๋เฉิงจี้นั่งลงในตำแหน่งเ้าภาพคู่กับหลี่หลินฝู่ ทางด้ายซ้ายมีเด็กหนุ่มสองคนที่เสียนฟ่างสงสัยว่าหนึ่งในนั้นน่าจะเป็ส่านอ๋อง ด้านขวามือเป็เสียนฟ่างกับเซียถิง ด้านล่างถัดลงมามีหยางหลิงฉี อู๋ซั่วยู่กับชายชราที่เสียนฟ่างไม่เคยเห็นหน้านั่งอยู่ด้วยกัน
อู๋เฉิงจี้หลังจากคำนับน้ำชาไปสองรอบ ก็ถกเื่ราวบทกวีกับหลี่หลินฝู่ ชักชวนทั้งหมดต่อบทกลอน ชื่นชมกับความงามของฤดูหนาว เซียถิงเป็ทหารไม่ประสีกับเื่บทกลอน รับฟังจนเบื่อหน่ายเต็มที เสียนฟ่างเคยเป็บัณฑิตจิ้นซื่อในสมัยสุย มีความรู้เื่บทกวีอยู่ไม่น้อย ทั้งยังเคยเรียนบทกวีจีนของราชวงศ์อื่น ๆ เมื่อครั้งเป็อาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยที่ช่างไห่ (เซี่ยงไฮ้) เมื่อถึงคราวตัวเองหรือว่าเซียถิงต้องต่อบทกวีก็ไม่ทำให้ทั้งสองต้องขายหน้า
ซ้ำยังดูเหมือนจะสร้างความประทับใจให้กับอู๋เฉิงจี้กับหลี่หลินฝู่เป็อย่างมาก กลอนที่เสียนฟ่างกล่าวถูกต้องตามครรลองซ้ำยังมีความหมายกินใจ อู๋ซั่วยู่เป็บุตรชายรองราชบัณฑิตรับฟังจนหัวคิ้วขมวด คิดในใจว่าคนผู้นี้ที่ผ่านมาขึ้นชื่อเื่ไม่เอาไหนเป็ที่สุด เหตุใดจึงมีความสามารถถึงเพียงนี้ หากจะบอกว่าที่แล้วมาปกปิดความสามารถเอาไว้นั่นกลับดูไม่คล้าย
หยางหลิงฉีไม่รู้เื่บทกลอนซ้ำยังรู้สึกว่าดื่มแต่เพียงน้ำชาไหนเลยสนุกสนานอันใด ที่ประคองตัวอยู่ได้ไม่หลับลงไปก็ดีมากแล้วบทกลอนอันใดหาได้เข้าหูไม่
“คุณชายเสียน นึกไม่ถึงท่านเข้าใจในจิติญญากวีลึกซึ้งถึงเพียงนี้ บทกลอนที่ท่านกล่าวลึกซึ้งกินใจ อย่างกับผู้ที่ผ่านการมีชีวิตมาอย่างยาวนาน” หลี่หลินฝู่กล่าว หนึ่งในเด็กหนุ่มสองคนนั้นก็พงกศีรษะคล้ายเห็นด้วยกับที่หลี่หลินฝู่ชมเชย
“บัณฑิตหลี่กล่าวยกย่องเกินไปแล้ว ข้าเพียงกล่าวเปะปะเป็ที่น่าขายหน้านัก”
ผู้ที่ลอบชมเชยในใจยังมีคนที่นั่งอยู่ด้านข้าง เซียถิงไม่สันทัดเื่บทกลอน ยังฟังออกว่ากลอนที่เสียนฟ่างหยิบยกขึ้นมาลึกซึ้งถึงเพียงไหนจึงหันไปกระซิบเสียนฟ่างเป็บทกลอนที่เสียนฟ่างเพิ่งกล่าวออกไปเมื่อครู่
เสียนฟ่างหันไปค้อนใส่เซียถิงคราหนึ่งก็ยกน้ำชาขึ้นดื่มข่มความรู้สึกในใจของตัวเอง จนถึงเวลานี้ความรู้สึกของเสียนฟ่างที่มีต่อเซียถิงยังไม่ต่างไปจากเดิม เสียนฟ่างในชาตินี้หลงรักเซียถิงมาตลอด หลังจากผ่านความตายมาแล้ว ความโกรธความน้อยใจที่เคยมีอยู่ไม่ได้จางหายไปอย่างง่ายดายปานนั้น หากแต่มัวจมปลักกับความรู้สึกเดิมหามีประโยชน์ไม่ เมื่อกลับมามีชีวิตใหม่เสียนฟ่างเพียง้าหาความสุขให้ตัวเอง หากท่านไม่รัก ข้าก็จะเดินออกไปจากท่านเสียเอง
ส่วนเซียถิงเล่ายิ่งใช้เวลาอยู่กับเสียนฟ่างมากขึ้นเท่าไร ความรู้สึกของตัวเองกลับยิ่งเพิ่มพูนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เื่หย่าที่เ้า้าข้ากลับไม่้าเสียแล้ว ก่อนที่จะกลับไปฉางอานข้าจะทำให้เ้าเปลี่ยนใจให้จงได้
งานเลี้ยงน้ำชาจบลงเมื่อยามเซิน (15.00 - 16.59 น.) ก่อนจากลาอู๋เฉิงจี้มอบบทกลอนม้วนหนึ่งให้กับหลี่หลินฝู่ มอบภาพวาดใบหนึ่งให้กับเสียนฟ่าง กำชับว่าให้เปิดออกดูเมื่อกลับถึงโรงเตี๊ยมแล้ว ทั้งยังแนะนำไร่ชาที่หมู่บ้านสกุลเหลียงให้กับเสียนฟ่าง พร้อมจดหมายแนะนำตัวเพื่อมอบให้กับผู้ใหญ่บ้านที่หมู่บ้านสกุลเหลียงเพื่ออำนวยความสะดวก เสียนฟ่างตั้งใจว่าวันรุ่งขึ้นจะพาท่านอาหลิวต้าไปตรวจสอบดู
ภายในเรือนไม้ไผ่ ในที่พำนักของอู๋เฉิงจี้ นายใหญ่ของบ้านยังคงนั่งอยู่ในสวน มีบ่าวชราคนหนึ่งยืนรับใช้อยู่ที่ด้านหลัง สองมือกุมไว้ที่ด้านหน้ายืนรออย่างสงบ
อู๋เฉิงจี้ถอดหายใจคราหนึ่งกล่าวว่า “ส่านอ๋องคงจะกลับไปที่เมืองเจียงหลิงภายในคืนนี้ แผนการทั้งหมดข้ามอบให้เขาไปหมดแล้ว หวังว่าคงจะเตรียมการได้อย่างที่หวัง สุยอ๋องไม่น่าหาเื่ใส่ตัว อยู่เป็สุยอ๋องมีอันใดไม่ดี บัลลังก์ัมีอันใดดี ใยทุกผู้คนถึงได้อยากที่จะได้มันนัก”
บ่าวชราที่ด้านหลังเปลี่ยนถ้วยชาที่วางอยู่จนน้ำชาเย็นชืดหมดแล้วออกไปเป็ถ้วยใหม่ “ฝ่าา เหตุใดจึงเชิญแม่ทัพเซียกับคุณชายเสียนมาในวันนี้ด้วยพะยะค่ะ หรือว่าทรงคิดว่าจะเป็คนที่รัชทายาทส่งมาดูลาดเลา”
อู๋เฉิงจี้ยกน้ำชาขึ้นดื่มกล่าวว่า “เ้าไม่รู้ว่าเสียนฟ่างผู้นี้เป็บุตรชายของใคร”
“บุตรชายของเสนาบดีคลังเสียนเซิ่งลี่” บ่าวชราคล้ายนึกอันใดออก “ฝ่าาหรือว่ามารดาของเขาจะเป็”
“เป็นาง บุตรชายนางโตถึงเพียงนี้แล้ว ข้าชราถึงเพียงนี้แล้ว เ้าเด็กแซ่เสียนนั้นได้หัวใจของนางไปกลับไม่อาจดูแลนางได้ ช่างน่าเจ็บใจนัก นางบอกว่าไม่อยากเป็ฮองเฮา ข้ายินดีสละบัลลังก์ัให้ “เขาไป” นางไม่อยากเป็ชายาอยู่ในวัง ข้ายินดีละทิ้งยศฐาเพื่อนาง สุดท้ายนางกลับเลือกเ้าเด็กแซ่เสียนนั้น นางมีความสุขอยู่เพียงห้าปีก็จากไป ข้าจากมาสิบกว่าปีแล้ว คนผู้นั้นกลับไม่ยอมปล่อยข้าไป แผ่นดินกว้างใหญ่เพียงนี้ข้ากลับหนี “เขา” ไม่พ้น” อู๋เฉิงจี้กล่าวจากนั้นจึงหลับตาลงหลั่งน้ำตาออกมาสองสาย
คนทั้งแปดขี่ม้าห่างออกมาจากเรือนไม้ไผ่ได้หลายลี้ อีกไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็จะเข้าเขตเมืองเหยียนเฉิง สองข้างทางยังคงเป็ป่าไผ่รกทึบแสงแดดยามบ่ายไม่ร้อนแรงมากนัก ลมเหนือยังคงพัดโชยกิ่งไม้ไหวเอนไปมา เสียนฟ่างกลับรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติ สองข้างทางเงียบสงบเกินไป กระทั่งนกสักตัวยังไม่ส่งเสียงร้อง ต่างไปจากเมื่อตอนขามา เมื่อหันไปด้านข้างก็พบว่า เซียถิงขี่ม้าขึ้นมาประกบ สายตาหันมองไปรอบตัว คนคุ้มกันทั้งยี่สิบคนกระจายตัวออกห้อมล้อมทั้งแปดคนเอาไว้ตรงกึ่งกลาง หากแต่ขบวนม้ายังคงขับเคลื่อนไปข้างหน้าไม่หยุดพัก
“อยู่ใกล้ข้าเอาไว้” เซียถิงคว้าสายจูงม้าของเสียนฟ่างมาไว้ในมือ
ชายชราที่อยู่ในกลุ่มเร่งม้าไปทางเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหน้า ยกสองมือจับเด็กหนุ่มคนหนึ่งย้ายมาที่ม้าตัวเดียวกัน มีคนคุ้มกันอีกคนกระทำเช่นเดียวกันกับเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่ง จากนั้นส่งเสียงะโขึ้นพร้อมกับเร่งม้าออกไปด้วยความเร็ว “ระวังธนู”
สิ้นเสียงะโ บนท้องฟ้าถึงกลับมืดลงชั่วขณะมีเสียงหวีดหวิวแว่วมาที่้าพร้อมกับลูกธนูที่ลอยมาจนเต็มฟ้า พุ่งเข้าหาขบวนของหลี่หลินฝู่ คนคุ้มกันทั้งยี่สิบคนมีฝีมือไม่เลวแยกย้ายกันชักม้าเข้าคุ้มครองคนที่เหลือ อุ้มคนเปลี่ยนม้าแยกย้ายกันหลบหนีอย่างรวดเร็ว เซียถิงไม่รอช้าปัดป่ายลูกธนูจากนั้นจึงอุ้มเสียนฟ่างมาไว้ที่ด้านหน้าตัวเองชักม้าไปอีกทางหนึ่ง
เซียถิงควบม้าไม่หยุดพัก ได้ยินเสียงม้าหลายตัวติดตามหลังมา คนที่ติดตามสวมใส่ชุดดำปกคลุมใบหน้าร่างกายในมือถือดาบยาวสีเงินแวววาว ยังคงยิงธนูใส่คนทั้งสองโดยไม่หยุดยั้ง เสียนฟ่างนั่งอยู่ที่ด้านหน้ามีเซียถิงโอบกอดเอาไว้ ระยะห่างของผู้ที่ติดตามย่นระยะเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ
หากไม่มีลูกธนู คนไม่กี่คนนี้เซียถิงยังคงพอจัดการได้ แต่ว่าในตอนนี้มีเสียนฟ่างอยู่ด้วยเซียถิงไม่อาจยินยอมเสี่ยง ตัวเองาเ็ยังพอทำเนาแต่ไม่อาจให้เสียนฟ่างได้รับาเ็ได้
ม้าที่ติดตามมามีตัวหนึ่งเร่งระยะเข้ามาจนใกล้ เสียนฟ่างได้ยินเสียงดังเฟี้ยวคราหนึ่ง ม้าที่เซียถิงขี่อยู่กลับยกขาคู่หน้าขึ้นจนทั้งสองแทบจะตกลงไป ธนูดอกหนึ่งปักเข้ากับสะโพกของม้าที่เซียถิงขี่อยู่
นับว่าเซียถิงมีฝีมือขี่ม้าที่สูงเยี่ยมยังคงสามารถบังคับให้ม้าวิ่งต่อไปได้ แม้จะเสียเวลาชั่วอึดใจ แต่ว่าเวลาชั่วอึดใจนี้กลับทำให้คนร้ายที่ตามมามีเวลายิงธนูออกมาอีกหลายดอก ได้ยินเสียงเฟี้ยวดังติดต่อกันหลายครา
“อัก..” เซียถิงครางเบา ๆ สองมือที่โอบกอดเสียนฟ่างเอาไว้กระตุกจนเสียนฟ่างรู้สึกได้ ไม่นานหลังจากนั้นเสียนฟ่างรู้สึกว่าศีรษะของเซียถิงกลับซบลงมาที่ไหล่ของตัวเอง
“ท่านพี่ ท่านโดนลูกธนู” เสียนฟ่างหันกลับไปด้านหลังมองเห็นลูกธนูพุ่งทะลุไหล่ด้านซ้ายของเซียถิง หัวธนูทะลุออกมาอีกด้านหนึ่งยาวเกือบสี่ชุ่น (สี่นิ้ว) เืไหลจนแขนเสื้อด้านซ้ายย้อมไปด้วยสีแดง