“ข้าก็รู้ว่าพวกเจ้าเคยมีเรื่องบาดหมางกันมา ถึงได้เกลียดชังกันเช่นนี้”ท่านเจ้าเมืองไม่สนใจน้ำตาของนาง ก่อนจะหันไปกล่าวกับเย่จื้อเฟิงว่า“พวกเจ้ากล่าวว่าได้ช่วยชีวิตคนไว้ พวกเจ้ามีหลักฐานหรือไม่?”
“เรียนใต้เท้า ข้าน้อยมีพยานขอรับ” เย่จื้อเฟิงประสานมือคารวะ“ไม่เพียงแต่ในขบวนแห่จะมีพยาน กระทั่งกลับมาที่ร้านยังมีบุคคลผู้หนึ่งอยู่ข้างๆ ด้วยขอรับ”
ท่านเจ้าเมืองพยักหน้าเล็กน้อยพลางโบกมือให้ที่ปรึกษาเฉิน เขารู้สึกตกใจเล็กน้อย แล้วเอ่ยเสียงดังว่า“นำพยานขึ้นศาล!”
นี่ไม่เหมือนกับที่เขาได้ยินมาเมื่อวานเลยสักนิดอีกฝ่ายมีพยานด้วยหรือ? เย่ซิ่วไฉไม่น่าจะสับสนขนาดนี้...
เผยรุ่นจือเกาเฟิง และเติ้งอาหลัวทั้งสามเข้ามาพร้อมกัน คนแรกและคนที่สองก็แล้วไปเถิดแต่ทันทีที่สายตาของเย่ฝูหรงเหลือบไปเห็นเงาร่างของเติ้งอาหลัว ใบหน้าเล็กๆของนางก็ซีดเผือดทันที
ไฉนนางถึงลืมไปได้ว่ายังมีคนผู้นี้อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย!ร่างกายกำยำใหญ่โตของชายร่างใหญ่ผู้นั้นมิอาจมองข้ามได้เขานี่แหละที่ใช้มือหยาบกร้านตบเปลวไฟบนเส้นผมของนางให้มอดดับ
ในเวลานั้นเย่ฝูหรงตกใจจนพูดไม่ออก นอกจากร้องไห้โฮก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดีกระทั่งเย่จื้อเฟิงและหยางหลิ่วมาถึงเมื่อไหร่ก็ไม่รู้เติ้งอาหลัวก็ตบไฟให้ดับแล้วหันหลังเดินจากไปส่วนนางก็ถูกเย่จื้อเฟิงพาตัวกลับเมืองในขณะที่สติเลือนราง
เมื่อคำให้การของทั้งสามคนถูกกล่าวออกมาผลที่ได้ก็เป็นไปตามคาด คำโกหกอันจอมปลอมของคนสกุลเย่ถูกเปิดโปงในทันทีฝูงชนที่มุงดูการไต่สวนต่างส่งสียงฮือฮา การตอบแทนบุญคุณด้วยความอกตัญญูเช่นนี้ช่างหาได้ยากยิ่ง
ย่าเฒ่ายังไม่ยอมแพ้นางขยิบตาส่งสัญญาณให้ที่ปรึกษาเฉิน พร้อมกับกล่าวว่า“คนพวกนี้ถูกพวกเจ้าจ้างมาทั้งหมดแน่นอนว่าต้องช่วยพวกเจ้าแสดงละครอยู่แล้ว ข้า...”
“หุบปาก!” ไม่นึกเลยว่าที่ปรึกษาเฉินจะเอ่ยปากห้ามในทันที“สตรีไร้ปัญญา หากเป็นพยานผู้อื่นอาจจะยังต้องตรวจสอบแต่พวกเจ้ารู้จักคุณชายผู้นี้หรือไม่ว่าคือผู้ใด?”
พวกเขามองไปยังเผยรุ่นจืออย่างตกตะลึงเย่ฝูหรงยิ่งมองอย่างตั้งใจและหลงใหล เขาคนนี้อีกแล้ว
ที่ปรึกษาเฉินยิ้มเย็นชาพลางกล่าวเสียงเคร่งขรึมว่า “นายห้างน้อยชื่อดังแห่งเมืองสืออัน!ผู้นี้เป็นคนถ่อมตนและสุภาพอ่อนน้อม ซื่อสัตย์สุจริตย่อมไม่เคยทำผิดต่อคนของพวกเจ้าเป็นแน่! อย่าได้พูดจาเหลวไหลอีกมิฉะนั้นจะโดนลงโทษด้วยไม้เรียว!”
เผยรุ่นจือผู้ถูกขานนามส่ายหน้าก่อนกล่าวว่า“อย่าได้กล่าวว่าชื่อดังเลยขอรับ ข้ามิอาจรับไหว”
เมื่อเห็นเขาเอ่ยปากเกาเฟิงก็ไม่อยู่เฉย “เย่ซิ่วไฉอายุยังน้อยแต่ความรู้ล้ำเลิศยิ่งนักการกระทำของคนในครอบครัวสกุลเย่… ช่างน่าถอนหายใจเหลือเกิน!” คำพูดของเขามิได้มีความหมายว่าเสียใจอยู่เลยสักนิดมีแต่ความสะใจเต็มเปี่ยมเท่านั้น
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมาเรื่องเล็กน้อยที่ไร้สาระนี้ก็กลายเป็นเรื่องที่น่าพูดถึงทันทีเพราะชื่อเสียงของเย่ซิ่วไฉ อีกไม่นานเรื่องนี้คงจะแพร่สะพัดไปทั่วเมืองสืออัน
คนสกุลเย่หลายคนมองหน้ากันคนของบ้านรองก็แล้วไปเถอะ แต่คนของบ้านใหญ่กลับรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง
เดิมทีผู้ก่อเรื่องก็คือนายท่านรองอยู่แล้วคนที่ควรคิดหาวิธีรวบรวมเงินก็คือบ้านรองเช่นกันแต่บ้านใหญ่กลับต้องวิ่งเต้นไปมาตามไปด้วย มิหนำซ้ำยังต้องดึงจื้อเหอซึ่งเป็นบัณฑิตเข้ามาเกี่ยวข้องอีก
หากขึ้นศาลแล้วชนะก็ยังดีแต่บ้านรองกลับไม่มีหลักฐาน พูดจาเหลวไหล ไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลยแถมยังเสียชื่อเสียงของจื้อเหอไปอีก!
นี่มันขาดทุนยับเยิน!นางตู้คิดไปคิดมาก็โกรธจนแทบกระอักเลือด หากเย่เจียซุ่นไม่ดึงนางไว้นางคงพุ่งเข้าไปต่อสู้กับเถาอวิ๋นแล้ว!
ท่านเจ้าเมืองส่งเสียงคำรามใหญ่สั่งให้เย่ฝูหรงเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นอย่างซื่อสัตย์การที่เย่จื้อเหอช่วยเหลือนางไว้ ไม่ต้องสงสัยเลย ฉะนั้นนางจะปฏิเสธไม่ได้
ในที่สุดเรื่องที่คนสกุลเย่ทำเนื้อตุ๋นหม้อดินของนางซูเสียหายกว่าสามสิบไหก็ได้รับการตัดสินให้ชดใช้ค่าเสียหายสองตำลึงเงินนี่เป็นผลการตัดสินที่ผ่อนปรนอย่างมากแล้วเนื้อตุ๋นหม้อดินของพวกเขามีราคาหนึ่งร้อยอีแปะ ทั้งหมดตั้งมากมายขนาดนั้นไม่ใช่ค่าเสียหายแค่สองตำลึงหรอก!
เย่ชิงชิงคิดว่าถ้าเรียกมากไปก็ไม่สมจริงหากอีกฝ่ายไม่มี จะเอาไปทำอะไรได้ จะให้พวกเขาทวงหนี้ตลอดเวลาหรือ?ขอโทษเถอะ พวกเขาไม่ต้องการติดต่อกับคนสกุลเย่แม้แต่น้อยแม้แต่การทวงหนี้ก็ไม่ต้องการ
เมื่อรู้ว่าตนเองต้องชดใช้เงินสองตำลึงย่าเฒ่าก็โมโหจนหงายหลังเป็นลมไป การกระทำครั้งนี้นอกจากจะไม่ได้อะไรแล้วยังเสียของไปทั้งสองอย่าง!
“น้องรอง ที่เหลือข้าไม่พูดมากแล้ว หากมีครั้งหน้า พวกเราจะแยกบ้านกัน!”เย่เจียซุ่นประคองย่าเฒ่าพลางจ้องเย่เจียอวี้ราวกับอยากจะบดขยี้เขาให้เหมือนกัดฟันกรามซี่ในสุด
นางตู้รีบกล่าวเสริมว่า“ใช่ พวกเราช่วยเหลือหลายครั้งแล้ว นับว่าเป็นความเมตตาอันสูงสุดทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาข้าไม่ได้คิดบัญชีกับเจ้าหากยังทำให้ลูกชายของข้าต้องเสียอนาคตอีก ข้าจะสู้กับเจ้าจนตัวตาย!”
นางตู้คิดว่าจะแยกบ้านมานานแล้วหากย่าเฒ่าไม่ขัดขวางทุกวิถีทางคนบ้านใหญ่คงหลุดพ้นจากคนโง่เง่าของบ้านรองไปนานแล้ว!
ยังคิดว่ามั่นใจมากนักหลงนึกว่ากุมชัยชนะไว้ในมือ เพียงเพราะคำพูดของเด็กหญิงเย่ฝูหรงย่าเฒ่าก็ประมาทคิดว่าไม่มีทางพลาด นางซูเรียกพยานมามากมายแถมยังมีพยานคนหนึ่งมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา ตอนนี้พวกเขาถูกตัดสินว่าผิดเรื่องเงินเป็นเรื่องเล็ก แต่ลูกชายของนางกลับต้องกลายเป็นตัวตลกให้คนอื่นหัวเราะเยาะ!
คนสกุลเย่ต่างตำหนิซึ่งกันและกันแล้วกลับไปอย่างอับอายขายหน้าส่วนนางซูที่ได้รับเงินชดเชยสองตำลึงก็รู้สึกสะใจเป็นอย่างยิ่ง
นางซูพาเย่จื้อเฟิงและเย่ชิงชิงรวมถึงหยางหลิ่ว ไปที่โรงน้ำชาและร้านอาหารแห่งหนึ่งนางวางเงินหนึ่งตำลึงลงบนโต๊ะพลางยิ้มกล่าวว่า “นี่คือความยุติธรรมที่เราทวงคืนมาได้วันนี้พวกเรามาทานอาหารให้เต็มที่เถิด”
เย่ชิงชิงเชิญเผยรุ่นจือเกาเฟิง และเติ้งอาหลัวทั้งสามคนให้มานั่งด้วยกัน นางนั่งลงพลางยิ้มกล่าวว่า“ต้องขอบคุณพวกท่านจริงๆยังมิได้ถามไถ่ว่าท่านผู้กล้านี้มาจากที่ใดหรือเจ้าคะ?”
เติ้งอาหลัวเหลือบมองหยางหลิ่วแวบหนึ่งก่อนจะตอบกลับว่า “บ้านของข้าอยู่หมู่บ้านตงอานหญิงสาวสกุลหยางมาหาข้า ข้าจึงรู้เรื่องนี้ การช่วยชีวิตคนกลับถูกกล่าวหาช่างเป็นเรื่องที่เกินไปจริงๆ!”
“เรื่องนี้ก็ถือเป็นเรื่องภายในครอบครัว มิกล่าวถึงก็ไม่เป็นไร...” นางซูหัวเราะอย่างขมขื่น ชายมีภรรยาหลายคนภรรยาและบุตรต่างก็มีการต่อสู้กันมากเรื่องแต่ไม่มีใครภายนอกที่รู้เรื่องก็เท่านั้น
“สามท่านก็ยังสละเวลาที่ยุ่งวุ่นวายมา ช่างมีน้ำใจจริงๆ” เย่จื้อเฟิงรินเหล้าให้พวกเขาทุกคนจนเต็มแก้ว แล้วยกแก้วขึ้นกล่าวว่า“ขอคารวะพวกท่าน!”
“เป็นเพียงการยกมือช่วยเท่านั้น” เผยรุ่นจือยกแก้วขึ้นดื่มกับพวกเขาจนหมด