[ปัจจุบัน]
เช้าวันแรกของก้งเยว่ในพรรคมารคือการตื่นมาไม่เจอพี่หลิวแล้วแม้ว่าจะตื่นก่อนตะวันขึ้นก็ตามทีถึงเขาจะเสียดายที่เมื่อคืนไม่ได้คุยอะไรกันมากนักแต่หากได้อยู่ห้องเดียวกันคงมีความหวังที่จะเชื่อมสัมพันธ์มากขึ้น
รอบตัวก้งเยว่เงียบสนิทเพราะไร้ร่างของพี่หลิวแล้วพบเพียงชุดประจำพรรคที่พับเตรียมไว้อย่างดีเขาไม่ได้นึกเอะใจอะไรคิดเพียงศิษย์เอกของสำนักคงจะใช้งานศิษย์คนอื่น ๆมาวางไว้ให้
ตึง
เฟ่ยหรันเปิดประตูเข้ามาในห้องเตรียมเปิดปากโวยวายเ้าคุณชายแปลกหน้าอะไรสักเื่วันนี้เธอรีบมาแต่เช้าตรู่หวังจะเจออีกฝ่ายนอนี้เีอยู่บนเตียงจะได้รีบถากถางไล่กลับบ้านไปเสีย
“...” นางรีบกลืนคำพูดกลั่นแกล้งก้งเยว่ลงคอมองสภาพอีกฝ่ายในชุดสำนักเรียบร้อยเสื้อผ้าหน้าผมเรียบสนิทไร้ที่ติไหนจะท่าทางนิ่งเงียบวางมาดอยู่บนตั่งพร้อมน้ำชา
“พี่หลิวบอกแล้วว่าเ้าจะมารับข้ารออยู่สักพักแล้ว” พูดจบ ก้งเยว่ลุกขึ้นสาวเท้าเดินผ่านเฟ่ยหรันออกไปนอกประตูไม่ว่ามองเช่นไรก็ดูเย่อหยิ่งชวนให้เธอหัวเสีย
ยามที่ไม่ได้อยู่ต่อหน้าหลิวเหว่ยภาพลักษณ์อดีตประมุขพรรคมักจะเรียบนิ่งและหยิ่งยโสในสายตาคนมองคงมีแต่คนสนิทที่ทำให้เขาแสดงความเป็น้องเยว่ไร้เดียงสา
“อยู่ที่สำนักหรือพรรคเ้าไม่มีสิทธิ์เรียกศิษย์พี่สนิทสนมเช่นนั้น”เฟ่ยหรันรีบปิดประตูตึงตังเดินกระฟัดกระเฟียดนำชายในชุดสีดำที่ไม่อยากจะยอมรับว่าสง่างามไม่แพ้ศิษย์พี่
“เช่นนั้นหรือ”ก้งเยว่พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
“สำนักวิชามารกับพรรคอยู่ในเขตเดียวกันเ้าจะทำอะไรก็อย่าให้มันขายหน้าศิษย์พี่”นางเริ่มอธิบายโครงสร้างภายในเบื้องต้นให้ก้งเยว่ฟังอย่างเลี่ยงไม่ได้เพราะถูกสั่งมาอีกที
สำนักวิชามารก็เป็ส่วนฝึกสอนของเหล่าศิษย์ส่วนพรรคเป็ที่ประทับและรับรองของประมุขและผู้าุโถึงแม้จะบอกว่าอยู่ในเขตเดียวกันแต่ก็ใช่ว่าจะติดกันเสียทีเดียวเรียกว่าตั้งอยู่คนละซีกเขาก็ว่าได้
“ศิษย์พี่หลิวบอกข้าว่าเ้าเป็กระบี่”เฟ่ยหรันพูดก่อนจะอธิบายว่าพรรคมารมีหลายวิชาั้แ่พิษกู่ กระบี่มาร ยาเสน่ห์เงามืด ทุกศาสตร์อาวุธที่ฟังแล้วไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่นัก
“สำนักใหญ่เพียงนี้เชียว”ก้งเยว่พอรู้อยู่บ้างว่าพี่หลิวควบคุมคนมหาศาลไม่เช่นนั้นผู้าุโของพรรคชิวหลิงลู่จะถึงขั้นสร้างพันธมิตรไว้หลากหลาย
เขาเป็ประมุขพรรคชิวหลิงลู่ย่อมรู้ความน่ากลัวของพรรคมารดีแต่คงเพราะไม่เคยนึกกลัวพี่หลิวเลยไม่เคยมานั่งระแวงเื่พวกนี้ จำได้เพียงสมาชิกจำนวนมากรวมถึงศิษย์น้อยใหญ่
ชาติก่อนเขาไม่เคยคิดว่าต้องหาทางล้มพรรคมารหรือแม้แต่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเพียงแค่ต่างฝ่ายต่างอยู่ก็ใช้ชีวิตได้แล้วไม่คิดว่าจะเกิดเหตุให้ต้องมาพัวพันกัน
ระหว่างเดินฟังเฟ่ยหรันไปได้สักพักก็หยุดลงหน้าตำหนักเรียนก้งเยว่ตกเป็เป้าสายตาเพราะด้วยกิริยาท่าทางความสงบเสงี่ยมและการวางมาดดูน่าเกรงขามเกินกว่าจะเป็ศิษย์อันดับต่ำ
เฟ่ยหรันเล่าว่าการเข้ามาเรียนกลางคันสำหรับที่นี่ไม่เป็ที่แปลกใจนักเพราะมีขอทานเร่ร่อนหรือพวกไร้หัวนอนปลายเท้ามาขอเป็ศิษย์อยู่บ่อยครั้ง
ก้งเยว่ได้ยินเช่นนั้นยิ่งสำนึกได้ว่าชื่อว่ามารแต่ความจริงแล้วคุณธรรมสูงกว่าที่ใดที่เขาเคยพบ
“พวกเ้าเอาเงินทองมาจากไหนดูแลจำนวนคนขนาดนี้”ก้งเยว่ถามสิ่งที่สงสัยที่สุดออกไป
“ขายพิษ ลอบฆ่าแก้แค้น และอีกมากที่เ้าคาดไม่ถึง” เฟ่ยหรันพูดแบบไม่สะทกสะท้านต่อคำเ่าั้
“...” ก้งเยว่นิ่งค้างไปชั่วขณะเพ่งพินิจว่านางพูดจริงหรือไม่
“เ้าดูพวกนางสิ”เฟ่ยหรันชี้ไปยังกลุ่มศิษย์ผู้หญิงกระดี่ใส่หลิวเหว่ยไม่ต่ำแต่สิบคนเบื้องหน้า
“...” ก้งเยว่เห็นพี่หลิวครั้งแรกของวันแต่กำลังถูกห้อมล้อมไปด้วยหญิงสาวท่าทางออดอ้อนพลอยให้ท่าทางนิ่งสงบน่ากลัวกว่าเก่า
“พวกนางเป็ลูกโสเภณีที่ท้องโดยหาพ่อไม่ได้ยังดีที่ยังมีความเป็แม่คนอยู่บ้าง พวกนางเลยถูกส่งมาเลี้ยงที่นี่”เฟ่ยหรันกล่าวนิ่ง ๆ ไม่ได้คิดเช่นไรกับพวกนางมากไปกว่าเพื่อนร่วมสำนัก
“...”
“เงินบริจาคจากแม่พวกนางหนักพอควร”
“...”
“พี่หลิวทำไมถึงมาเป็ประมุขพรรค”ก้งเยว่นั่งเบียดหลิวเหว่ยในโรงเตี้ยมกลางป่านอกเมือง
“...” หลิวเหว่ยมองอีกฝ่ายดื่มชาแบบไม่สุขเข้าหาความอุ่นเพราะอากาศที่หนาวเย็นจนห้ามใจไม่ไหวเผลอยกอีกฝ่ายตัวลอยมานั่งบนตักและกกไว้แน่น
“ข้าเป็เพราะมันเป็ธรรมเนียมในตระกูลเขาทำสืบต่อกันมา เห็นอย่างนี้แต่ข้าว่านอนสอนง่ายนะพี่หลิวท่านแม่ว่าเช่นไรข้าก็ทำเช่นนั้น”ก้งเยว่ไม่โวยวายกับแผ่นรองนั่งมีชีวิตใบหน้าคลี่ยิ้มรับความอุ่นจากร่างกายอีกฝ่ายแต่ยังคงไม่วางถ้วยชาในมือลงแต่อย่างใด
“คนจนคงปรารถนาเงินทองโสเภณีคงปรารถนาความรัก เด็กกำพร้าแบบข้าจะหวังอะไรนอกจากการถูกผู้คนสรรเสริญกัน”หลิวเหว่ยพูดด้วยน้ำเสียงขบขันแต่สายตากลับไม่ใช่เช่นนั้น
“ข้านึกว่ากำพร้าจะ้าครอบครัวเสียอีกเช่นนั้นข้าคงไม่จำเป็แล้ว”ก้งเยว่หยอกเย้าเพื่อคลายความเศร้าในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นแสร้งแสดงอาการไม่พอใจพร้อมทั้งเชิดหน้าเล็กหน่อย
“ฮ่าๆ ผิดแล้ว ทำไมฮูหยินข้าจะไม่จำเป็” หลิวเหว่ยก้มลงจุมพิตริมฝีปากรสชาหวังจะง้ออีกฝ่าย
“ใครเป็ฮูหยินท่านกัน!”ใบหูแดงก่ำไม่รู้ว่าน้ำเสียงดังฟังชัดเป็เพราะโกรธหรือขัดเขินกันแน่
“เช่นนั้นน้องเย่วเป็อะไรกับข้าหรือ” หลิวเหว่ยกกกอดร่างประมุขหูแน่นพร้อมสายตายียวน
“ข้าเป็คู่ชีวิตพี่หลิวต่างหาก”ก้งเยว่รีบผลักอกหนาออกก่อนจะรีบวางถ้วยชาในมือลงและกอดอกอย่างผู้ชนะ
“ต่างจากฮูหยินอย่างไร”หลิวเหว่ยเผลอยิ้มกับท่าทางน่ามองของอีกฝ่าย
“หากเป็ฮูหยินแปลว่าประมุขหลิวจะมีอนุอีกนับสิบแต่คู่ชีวิตมีเพียงหนึ่งข้าไม่ยอมให้ท่านมีเล็กมีน้อยเด็ดขาด” น้ำเสียงก้งเยว่จริงจังและคาดโทษอย่างชัดเจนแม้จะพูดเองกับปากแต่ใบหน้าเริ่มแดงก่ำขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะเริ่มกัดปากตัวเอง
“ฮ่าๆ ๆ ๆ”ถือว่าคุ้มกับที่พูดเื่น่าอายเพราะมันทำให้หลิวเหว่ยหัวเราะดังกว่ายามไหน ๆ
“...” ก้งเยว่รีบมุดหน้าตัวเองลงในอกแกร่งเพราะเริ่มละอายกับคำพูดตัวเอง
“ข้าให้สัญญา”
“เ้ามัวเหม่ออะไรอยู่”เฟ่ยหรันเรียกเสียงดังเมื่อได้ยินเสียงฆ้องดังเพื่อเรียกศิษย์เข้าเรียนวิชากระบี่มาร
“...” เขาเพียงพยักหน้ารับเฟ่ยหรันละสายตาจากหลิวเหว่ยกับกลุ่มหญิงสาวตรงหน้าเพราะดูเหมือนว่าพวกนางจะไม่ได้เรียนกระบี่เพียงแค่มารุมล้อมศิษย์เอกของสำนักเท่านั้นดูจากความงามและหุ่นบอบบางแล้วคงเรียนวิชาพิษหรือยาเสียมากกว่า
ก้งเยว่เดินตามเฟ่ยหรันเข้ามานั่งท้ายสุดแต่ก็ไม่วายมีเสียงอื้ออึงของศิษย์คนอื่นดังเข้าหูให้ได้ยินเื่ศิษย์ใหม่ที่ดูจะมีวาสนาและน่าเกรงขามเพราะภาพลักษณ์หยิ่งยโสของเขา
เห็นทีอดีตประมุขพรรคจะวางกริยาได้เรียบร้อยน่ามองเสียจนเสียงซุบซิบดังขึ้นเรื่อยๆ ถึงหูเ้าตัวทำให้เริ่มจะรำคาญ
แต่แล้วเสียงรอบข้างทั้งหมดพลันเงียบลงทันทีเมื่ออาจารย์ผู้สอนสาวเท้าเข้ามาในห้องเรียนและยิ่งชวนให้ก้งเยว่ใไม่น้อยเพราะนั่นคือหลิวเหว่ย
เขาเก็บอาการใไว้และยังคงแน่นิ่งมองชายเบื้องหน้าสายตาทั้งคู่สบกันหลายครั้งระหว่างที่หลิวเหว่ยเริ่มอธิบายลักษณะของกระบี่มาร
ก้งเยว่ไม่เคยเจอพี่หลิวในรูปแบบนี้มาก่อนมันชวนให้หัวใจชุ่มชื่นกับภาพตรงหน้าไม่น้อยเขาหวนนึกถึงกระบี่สองด้ามของเขาและหลิวเหว่ยยามมันกระทบกันและคงสนุกไม่น้อยถ้าได้รู้เื่ของหลิวเหว่ยมากขึ้นแม้กระทั่งเื่ที่อีกฝ่ายฝึกฝนมาั้แ่เด็ก
เขาแอบนึกถึงอาจารย์ที่ตัวเองกราบไหว้ที่สำนักเดิมหนีออกมาแบบนี้ก็ไม่ต่างจากอกตัญญูไม่แม้แต่ทั้งบิดามารดาไหนจะอาจารย์ที่เมตตาเขาชาติก่อนท่านอาจารย์ก็ให้ความช่วยเหลือไม่ต่างจากบิดาคนหนึ่งการออกมาจากสำนักเช่นนี้ไม่รู้ว่าท่านอาจารย์จะคิดเช่นไร
ก้งเยว่ขยับมือไปลูบกระบี่ตัวเองในท่าทางที่ยังคงตั้งใจฟังผู้สอนและสง่างามไม่เปลี่ยนแม้หูจะฟังเสียงทุ้มที่คุ้นเคยแต่สายตากลับว่างเปล่ามองบางสิ่งที่ไม่ได้อยู่เบื้องหน้า
หลิวเหว่ยที่พยายามเมินก้งเยว่เพราะกลัวว่าศิษย์คนอื่นจะเพ่งเล็งศิษย์ใหม่ที่สนิทกับตัวเขามากเกินไปแต่ไม่ว่าจะข่มใจขนาดไหนหัวใจที่สั่งการอยู่ภายในกลับบังคับให้มองใบหน้าอีกฝ่ายอยู่บ่อยครั้ง
เมื่อเห็นว่าคนที่เขาอยากให้ตั้งใจฟังและมองเขามากที่สุดกลับไม่ได้ให้สมาธิมาที่ผู้สอนเขากลับรู้สึกหงุดหงิดจนนึกอยากจะเลิกบรรยายเสียอย่างนั้น
“...”
ทุกคนพลันกลืนน้ำลายเมื่อศิษย์เอกของสำนักในฐานะอาจารย์เงียบลงก่อนจะเดินนำไปออกไปด้วยใบหน้าสงสัยของทุกคน
“ฝึกจริง”
สิ้นสุดคำพูดไร้อารมณ์ของศิษย์พี่ใหญ่ทุกคนต่างพากันเลิ่กลั่กรีบลุกขึ้นเดินตามไปยังสนามฝึกโดยที่ไม่มีใครนึกถามเื่เนื้อหาที่หยุดกลางคัน
ก้งเยว่คว้ากระบี่ข้างตัวสาวเท้าตามออกไปพร้อมกับเฟ่ยหรันเดินตามเหล่าศิษย์คนอื่น ๆ ออกมาได้ไม่นานก็พบเข้ากับลานฝึกโล่ง ๆ ไม่ต่างจากสำนักชิวหลิงลู่ต่างก็แต่เพียงสังเกตรอยเืที่ดูจะสมจริงเกินกว่าจะเป็แค่สนามฝึกซ้อม
“เ้าไปหากลุ่มศิษย์ใหม่ตรงนั้นข้าจะไปหาเพื่อน” เฟ่ยหรันรีบโบ้ยหน้าที่พี่เลี้ยงผลักไสให้คุณชายไปหาคนอื่น
ก้งเยว่เพียงพยักหน้ารับไม่กล่าวอะไรว่านอนสอนง่ายเดินไปหากลุ่มคนที่ดูละอ่อนแถมอายุก็น้อยแต่ตัวเขาเองตอนนี้ก็ไม่ได้รู้วิชาของสำนักวิชามารนับว่าเป็ละอ่อนที่นี่ก็ไม่ผิด
เขาถูกสั่งให้เรียงแถวและเริ่มฝึกออกท่ากระบี่พื้นฐานการจับการเหวี่ยงดูแล้วก็ไม่ได้ยากอะไรมากนักสำหรับอดีตประมุขพรรคชิวหลิงลู่ที่เก่งกระบี่กว่าทั้งสำนักมารเว้นเพียงพี่หลิว
แม้จะต่างสำนักต่างครูแต่พื้นฐานก็คล้ายกันอยู่นอกเสียจากจุดหมายของปลายกระบี่คือปลิดขีวิตคู่ต่อสู้ทันทีไม่มีการร่ายรำหรือแสดงท่าทางกระบวนยุทธ์อย่างที่ชิวหลิงลู่สอนดูแล้วไม่ต่างจากวิชาดาบที่เน้นกำลังและเป้าหมายเพียงแค่แผลของคนโดนไม่กว้างและลึกเท่านั้นเอง
กลุ่มของเฟ่ยหรันเริ่มลงสนามประลองกันเป็คู่ๆโดยมีหลิวเหว่ยยืนสังเกตการณ์และมีหน้าที่เข้าไปห้ามถ้าเห็นว่ามันจะรุนแรงจนสาหัส
ก้งเยว่เผลอหลุดสมาธิจากท่าฝึกซ้อมเมื่อเห็นาแของเหล่าศิษย์ที่เกิดจากการประลองและดูเหมือนจะเป็เื่ปกติในสายตาทุกคน
“รู้หรือเปล่าทำไมชุดของสำนักเป็สีดำ”เสียงซุบซิบของศิษย์ใหม่ในกลุ่มดังขึ้นเมื่อคนคุมเดินออกไป
“เวลาเืไหลมันดูไม่ออกใช่หรือไม่”
“ชีวิตจริงยอมแพ้ก็ตายต่อให้แผลเต็มตัวศัตรูก็ไม่เห็นใจหรอก”
“...” ก้งเยว่หันมองหลิวเหว่ยหวนนึกถึงตามร่างกายอีกฝ่ายที่เคยเล่าว่าตนถูกทุบตีสมัยยังเป็เด็กเร่ร่อนไร้ที่อาศัยแม้เสื้อผ้าจะขาดวิ้นทั้งตัวแต่ก็ยังถูกคนใจร้ายฟาดใส่อยู่บ่อยครั้ง
ความเมตตาที่เขาเรียนที่เขาเคยรับรู้มาในชาติก่อนเป็เพียงความสวยงามของโลกที่เขาอาศัยหากไม่ได้พบพี่หลิวคงไม่รู้จักเื้ัของคนที่ตนเคยใส่ความว่าชั่วและเลวร้าย
หลิวเหว่ยรับรู้ได้ว่าถูกจ้องมองอยู่เมื่อหันไปสบตากับใบหน้าที่ห่างออกไปแต่อีกฝ่ายกลับหันหนีและหมุนตัวไปฝึกท่าพื้นฐานของตนต่อ