“ ไม่ต้องหรอก เพราะถ้าอยู่ดีมีสุขจริงฉันจะเป็คนส่งค่ารถมาให้เธอเอง”
สองสาวหัวเราะให้กันด้วยความเข้าใจในมิตรภาพอันอบอุ่นจริงใจ แล้วพูดคุยกันต่อไปอีกเป็ชั่วโมงกว่าจะแยกย้ายกันกลับบ้าน...
***************
รุ่งเช้าเพียงขวัญก็ขึ้นรถไฟไปเชียงใหม่พร้อมด้วยกระเป๋าเดินทางใบย่อมที่ในนั้นนอกจากเสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัวและเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้วก็มีรูปของพี่ชายคนเดียวที่ถ่ายไว้สมัยที่เขายังมีชีวิตอยู่ เธอเอาไปด้วยเพื่อให้อุ่นใจว่ายังมีเขาอยู่ข้างๆเสมอ เป็หลักฐานว่าเธอไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวคนเดียวในโลก
หญิงสาวนั่งมองภาพภูมิทัศน์ด้านนอกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วตามความเร็วของรถ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นกน้อยที่พึ่งโผผินออกจากรังครั้งแรกที่ทั้งหวาดหวั่นหวาดกลัวและเดียวดาย แม้รังที่เคยอยู่จะไม่ได้ให้ความอบอุ่นเท่าใดนักแต่มันก็เป็รังที่เธอคุ้นชินและไม่มีอันตรายใดใด ในขณะที่หนทางข้างหน้านี้หญิงสาวไม่รู้เลยว่าจะมีอะไรรออยู่บ้าง
พอถึงปลายทางที่ต้องลงจากรถไฟเพียงขวัญก็เคว้งคว้างไปเลยทีเดียวเพราะเกิดมาก็ไม่เคยมาเชียงใหม่เลยสักครั้งอ้อ...อย่าว่าแต่เชียงใหม่เลยจังหวัดไหนเพียงขวัญก็ไม่เคยไปทั้งนั้นแหละเพราะพ่อไม่มีเวลาและต้องช่วยกันประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย ชีวิตของหญิงสาวจึงไม่ต่างอะไรจากกบในกะลา มีวงจรการใช้ชีวิตอยู่แคบๆแค่เพียงบ้านกับมหาวิทยาลัยเท่านั้น จะรู้จะเห็นความเป็ไปของบ้านเมืองอื่นบ้างก็จากการอ่านหนังสือ ในโทรศัพท์และดูทีวี ถึงตอนนี้จึงไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเดินทางไปให้ถึงไร่ที่ว่านั้นด้วยวิธีใดดี
หญิงสาวหยิบกระดาษจดที่อยู่ของไร่ที่้าจะเดินทางไปออกมาดูอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ แล้วก็มีชายวัยราวสี่สิบรูปร่างล่ำสันคนหนึ่งยื่นหน้ามาอ่านด้วย เพียงขวัญรีบหันไปทำตาดุใส่อย่างปกป้องตัวเอง ทำให้ชายคนนั้นรีบถามออกมา
“ จะไปไร่ อินทิรา หรือเปล่าครับ”
ชื่อไร่ที่เขากล่าวออกมาตรงกับที่ที่หญิงสาวคิดจะไปพอดี ทำให้เธอต้องหันไปสนใจเขาทั้งที่แวบแรกอดนึกไปถึงพวกมิจฉาชีพไม่ได้
“ คุณว่าอะไรนะคะ”
“ ถ้าคุณคือคุณเพียงขวัญ พรมรักษาที่มาจากกรุงเทพละก็ ผมชื่อมั่น เป็คนงานของไร่อินทิราที่พ่อเลี้ยง อินทัช ส่งให้มารับคุณครับ”
แล้วเขาก็ชี้มือให้ดูรถกระบะแบบตอนครึ่งสีเทาที่เขาขับมา ที่หน้ากระจกติดอักษรไว้ว่า ไร่อินทิรา
“ หรือคุณจะโทรไปถามพ่อเลี้ยงก่อนก็ได้นะครับ”
นายมั่นบอกเมื่อเห็นท่าทางลังเลของหญิงสาว
“ ไม่ต้องหรอกค่ะ ไปกันเถอะ”
เพียงขวัญตัดสินใจเพราะคิดว่าถ้าเขาเป็พวกที่จะมาล่อลวงจริงๆก็คงทำกันเป็ขบวนการแค่โทรไปถามคงไม่ได้ช่วยอะไร เพราะเธอก็ไม่เคยพบเจอพ่อเลี้ยงอะไรนั้นเลย ถึงโทรไปก็คงไม่รู้ว่าคือใครที่รับสาย
หญิงสาวขึ้นไปนั่งคู่กับคนขับในตอนหน้าเพื่อที่จะได้ดูภูมิทัศน์ตามสองข้างทางและพูดคุยถามข้อมูลเกี่ยวกับไร่ที่จะไปด้วย และหลังจากนั่งรถมาด้วยกันได้ครู่ใหญ่ความคุ้นเคยก็มีมากขึ้น หญิงสาวตัดสินใจเรียกเขาว่าน้าตามที่คะเนอายุเอา
“ ที่ไร่มีใครอยู่กันบ้างจ๊ะน้ามั่น”
“ เยอะแยะครับ คนงานเกือบร้อยได้”
“ โอ้โฮ แสดงว่าไร้ต้องกว้างใหญ่มากเลยสิ”
นายมั่นยิ้มเอ็นดูท่าทางตื่นเต้นของหญิงสาวที่ดูบอบบางเหมือนตุ๊กตาแก้วคนนี้
“ ก็เป็พันไร่ละครับ เป็สวนส้มทั้งหมดเลย”
“ แล้วพวกเ้านายละคะมีกี่คน ระบบการทำงานเขาเป็อย่างไรบ้าง หนูจะได้วางตัวได้ถูกต้องเมื่อไปถึง”
“พวกเ้านายก็มีแค่พ่อเลี้ยงอินทัชคนเดียวละครับ ท่านเป็เ้าของไร่ อ้อ แล้วก็มีคุณหนูลูกจันที่เป็ลูกสาวอีกคน อายุยังไม่เต็มเจ็ดขวบเลย ส่วนระบบการทำงานเดี๋ยวพ่อเลี้ยงก็จะบอกเองครับ ผมก็พูดไม่ค่อยจะถูก”
ขณะที่คุยกัน รถก็วิ่งลัดเลาะไปตามถนนที่พาดผ่านไปตามเนินูเาน้อยใหญ่ ทัศนียภาพแปลกตาไม่อาจทำให้เพียงขวัญเพลิดเพลินจนลืมความกังวลที่มีต่ออนาคตของตัวเองได้ แขนเรียวเล็กกอดกระเป๋าไว้แน่นตลอดเวลาอย่างยึดเป็เพื่อน
แล้วรถก็มาชะลอความเร็วลงเมื่อเลี้ยวไปตามทางแยกที่มีป้ายไม้ขนาดใหญ่เขียนอักษรไว้อย่างสวยงามว่า ไร่อินทิรามันยิ่งพาให้หญิงสาวใจเต้นตุ่มๆต่อมๆ สุดท้ายรถก็มาจอดสงบนิ่งที่ลานกว้างหน้าอาคารสามหลังติดกัน ซึ่งสองหลังใหญ่นั้นนายมั่นบอกว่าหลังหนึ่งคืออาคารคัดแยกผลผลิตก่อนส่งออกสู่ท้องตลาด อีกหลังเป็โรงงานผลิตน้ำส้มใส่ขวดเวลาที่ผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ ส่วนหลังเล็กเป็สำนักงาน
“ เชิญครับคุณเพียงขวัญ พ่อเลี้ยงรออยู่ในสำนักงานนั่น”
“ น้ามั่นไม่ไปด้วยกันหรือคะ”