ตอนที่4 สถานที่ลึกลับ
ทันทีที่ซูเวยเดินเข้าไปในคฤหาสน์สีขาวหลังใหญ่นั้นเธอพลันรู้สึกสดชื่นเย็นสบายจนกางแขนออกสองข้างและสูดหายใจเข้าเต็มปอดลึกๆหลายครั้ง
“สดชื่นจริงๆ ไม่คิดว่าอากาศในนี้ดียิ่งกว่าในห้องนอนบนดาวเอเอสเสียอีก”ซูเวยพูดบอกตนเองอย่างแปลกใจเธอพบว่าสถานที่ประหลาดแห่งนี้มีแต่เื่ที่ทำให้ตนเองแปลกใจอยู่ตลอดเวลา
ในตอนนี้ซูเวยเดินเข้ามาในห้องโถงของคฤหาสน์แล้วเธอมองเห็นตู้หนังสือหลังใหญ่สูงเจ็ดชั้นตั้งวางอยู่มุมหนึ่งของคฤหาสน์
“สุดยอด! มีหนังสือให้ฉันอ่านด้วย”ซูเวยอุทานด้วยความตื่นเต้นยินดี เพราะเธอชื่นชอบการอ่านและเรียนรู้ถึงแม้ว่าทักษะการจดจำและเรียนรู้ของเธอจะด้อยกว่าแม่ทัพซ่งเย่เล็กน้อยก็ตาม
“ถ้าซ่งเย่เห็นหนังสือพวกนี้คงไม่ยอมหนีไปไหนแน่นอน” ซูเวยพูดแสดงความคิดเห็นกับตัวเองอย่างมั่นใจนั่นเป็เพราะว่าเธอและซ่งเย่ฝึกฝนทักษะต่อสู้และร่วมสู้รบด้วยกันมานานหลายปีจนคุ้นเคยกันเป็อย่างดี
ดังนั้นเมื่อเห็นหนังสือที่เป็แบบโบราณเช่นนี้ย่อมทำให้ซ่งเย่สนใจได้อย่างแน่นอน
ซูเวยเดินไปที่ตู้หนังสือด้วยความแปลกใจเนื่องจากเธอมองเห็นและสามารถหยิบจับออกมาได้อย่างง่ายดายแค่ชั้นล่างสุดของตู้หนังสือส่วนชั้นอื่นนั้นดูเหมือนว่าจะถูกปิดล็อกไว้โดยไม่รู้สาเหตุ เพราะเธอไม่สามารถเอื้อมมือเข้าไปหยิบได้เลย
“นี่อะไร? ตำราทำนาย์งั้นหรือ?”ซูเวยหยิบตำราเล่มใหญ่และหนาออกมาเปิดดูด้วยความสนใจพลางประหลาดใจที่พบว่าเป็เนื้อหาเกี่ยวกับการทำนายพยากรณ์ทำให้เธอนึกถึงเอสเปอร์ทักษะทำนายบนดาวเอเอส
“จะเหมือนกับทักษะของเอสเปอร์นักทำนายไหมนะ?” ซูเวยพูดกับตัวเองอย่างสนใจ
จากนั้นเธอถือหนังสือทำนาย์เล่มใหญ่ไปนั่งอ่านบนโต๊ะด้านหนึ่งของห้องโถงมีตั่งนอนขนาดใหญ่อยู่ใกล้กับโต๊ะอ่านหนังสือด้วย ซึ่งทำให้เธอสนใจในคฤหาสน์ลึกลับหลังนี้มากยิ่งขึ้น
“อยากรู้จริงว่าพ่อของซูเวยเป็ใครกันแน่?แหวนวงนี้ดูเหมือนมีความลับมากกว่าที่คิดไว้เสียอีก” ก่อนเริ่มอ่านหนังสือ ซูเว่ยมองดูแหวนไม้บนนิ้วชี้ด้วยความแปลกใจพลางพึมพำกับตนเองอย่างงุนงง
เธอส่ายหน้าเล็กน้อยเพราะไม่มีคำตอบสำหรับตัวเองในเวลานี้จากนั้นซูเวยเปิดหนังสือและเริ่มต้นอ่านทำนาย์ด้วยความสนใจ
“ทำนาย์ประกอบด้วย แผนภูมิ์ ฮวงจุ้ยและค่ายกล นักษัตร โหงวเฮ้ง อักขระและเวทมนตร์กลุ่มดาว อัญมณี โจวอี้ และการตั้งชื่อ ..........”
ซูเวยตาโตอย่างตื่นตะลึงเพราะเธอไม่คิดว่าจะมีศาสตร์ที่ไม่สามารถอธิบายด้วยกระบวนทางวิทยาศาสตร์อย่างตรงไปตรงมาได้ทุกประเด็นมันเป็การทำนายที่อาศัยความเชื่อมโยงของมนุษย์ ธรรมชาติ และสิ่งเหนือธรรมชาติโดยเฉพาะเวทมนตร์ซึ่งทำให้เธอรู้สึกว่าภูมิปัญญาที่เคยเรียนรู้มาจากดาวเอเอสนั้นช่างแตกต่างกันมากมายนัก
“ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีศาสตร์ด้านนี้อยู่นี่มันน่าเหลือเชื่อมากนัก แค่จัดวางสิ่งของหรือต้นไม้ก็ทำให้เป็ค่ายกลป้องกันหรือโจมตีได้แล้วน่าทึ่งจริงๆ” ซูเว่ยพึมพำกับตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตาเธอไม่คิดว่าจะมีศาสตร์ด้านนี้ที่เหนือกว่าเทคโนโลยีหรืออาวุธอันทันสมัยจากดาวเอเอสแต่เดิมนั้นเธอคิดว่าเทคโนโลยีเหนือจินตนาการนั้นสุดยอดและยอดเยี่ยมมากแล้ว แต่ไม่คิดว่าจะมีศาสตร์ลี้ลับแบบนี้บนโลกดาวเคราะห์ที่เธอบังเอิญเกิดใหม่ในร่างใหม่เช่นนี้
ขณะที่ซูเวยเตรียมตัวจะอ่านหนังสือทำนาย์ต่อปรากฏว่ายายปลุกเธอด้วยความใเมื่อเห็นว่าหลานสาวหลับลึกและไม่ยอมตื่นขึ้นมาอีกเหมือนครั้งก่อนหน้านี้
“เวยเวย เวยเวยหลานหลับลึกเกินไปแล้ว ยายเป็ห่วงนะ”น้ำเสียงกังวลของเกาอิงดังขึ้นพร้อมกับเขย่าตัวหลานอย่างกังวล
“ยายคะหนูแค่เพลียเกินไป ไม่เป็แล้ว” ซูเวยรีบลืมตาตื่นขึ้นมาและพูดบอกยายด้วยความวิตกกังวล
เมื่อเกาอิงเห็นว่าหลานตื่นขึ้นมาแล้วเธอถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อนจับแขนหลานและพูดกำชับอย่างจริงจังว่า
“เวยเวยหลานไม่ทำแบบนี้อีกนะ ยายแทบหัวใจวายเสียตรงนี้เลย”
“หนูรู้แล้วหนูจะไม่ทำแบบนี้อีกค่ะคุณยาย”ซูเวยพูดยืนยันบอกยายด้วยน้ำเสียงหนักแน่นพลางคิดในใจว่าจะต้องหาเวลาอ่านในตอนกลางคืนดีกว่ากลางวันเพราะทำให้ยายเป็กังวลกับตนเองมากเกินไป
จากนั้นซูเวยซักถามรายละเอียดเื่การหารายได้ของยายด้วยการเก็บสมุนไพรเธอ้ารู้ว่างานที่ยายทำนั้นสร้างรายได้ได้มากน้อยเพียงใด มีความเสี่ยงขนาดไหนเมื่อรับรู้ข้อมูลสำคัญทั้งหมดแล้วทำให้ซูเวยวางแผนที่จะศึกษาตำราแพทย์ของตาที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษเพื่อช่วยยายหาสมุนไพรด้วย
“ยายคะ ปกติแม่ส่งเงินให้ยายช่องทางไหนคะ?”ซูเวยถามด้วยความสงสัยเนื่องจากเธอไม่แน่ใจว่าแม่ของร่างเก่าหยิบยื่นเงินให้ยายด้วยช่องทางใด
“อิ่งเอ๋อร์โอนเข้าบัญชีธนาคารของยายหลานถามทำไมหรือ?”เกาอิงถามหลานสาวด้วยความแปลกใจ
“แล้วหนูสามารถเปิดบัญชีได้ไหมคะ?” ซูเวยตาโตพลางถามยายอย่างคาดหวัง
“ถ้าจะเปิดบัญชีของหลานยายจะต้องไปทำเื่ให้ หลานอายุยังไม่ถึง 18 ปี ไม่สามารถทำเองได้หรอก”เกาอิงขำเล็กน้อยที่เห็นว่าหลานสนใจการเปิดบัญชีเป็ของตนเอง ทั้งที่เธอไม่รู้ว่าหลานอยากจะมีบัญชีธนาคารไปทำไมกัน
“งั้นพรุ่งนี้ยายพาหนูไปเปิดบัญชีก่อนเดินทางกลับหมู่บ้านของเราได้ไหมคะ?”ซูเวยถามอย่างไม่ทันยั้งคิดแต่เมื่อเธอคิดได้พลางนึกอยากตบปากตนเองที่ไม่นึกถึงสภาพความเป็จริงทางการเงินของยายในเวลานี้
เกาอิงอึกอักครู่หนึ่งก่อนตอบอย่างไม่เต็มเสียงนักว่า“เอาไว้คราวหน้าได้ไหม?ยายเกรงว่าเราจะมีเงินไม่พอกลับถึงบ้านนะสิ”
คำตอบของเกาอิงทำให้ซูเวยกระพริบตาปริบๆด้วยความรู้สึกเสียใจที่ทำให้ยายอึดอัดใจซูเวยจึงพูดบอกยายอย่างสดชื่นว่า “ได้สิคะยายไว้เมื่อพวกเรามีเงินมากพอแล้ว ค่อยพาหนูไปเปิดบัญชีธนาคารในตัวอำเภอก็ได้ค่ะ”
“ตกลง”เกาอิงยิ้มออกเมื่อเห็นว่าหลานสาวไม่โวยวายและด่าทอตนเองเหมือนเดิมทำให้รู้สึกโล่งใจทันที
..........
เวลา 20.30 น. ยายเกาอิงเด็กที่ป่วยและญาติเด็กทั้งหลายในห้องรวม ต่างพากันนอนหลับแล้วทั้งที่ยังไม่ดึกมากนัก
อาจจะเป็เพราะว่าทุกคนเคยชินการนอนแต่หัววันและตื่นแต่เช้าเพื่อไปทำไร่นาและล่าสัตว์บนเขาทำให้ทุกคนนอนหลับเร็วกว่าคนเมือง
ส่วนซูเวยนั้นเธอนอนลืมตาเบิกโพลงในความมืด มีแสงสว่างส่องเข้ามาทางหน้าต่างและช่องลมเล็กน้อยเท่านั้น
เนื่องจากปกติบนดาวเอเอสนั้น ซูเวยจะเรียนรู้และฝึกฝนวันละ 12-15 ชั่วโมงติดต่อกัน
ดังนั้นเธอจึงไม่คุ้นเคยกับการนอนแต่หัววันเช่นนี้แต่เดิมนั้นเธอตั้งใจจะกลับไปอ่านหนังสือโบราณต่อในคฤหาสน์ขาว
แต่เธอกำลังกังวลใจและคิดหาทางสร้างรายได้ก่อนเดินทางกลับหมู่บ้านเพราะในหมู่บ้านนั้นห่างไกลความเจริญพอสมควรถึงแม้ว่าจะมีไฟฟ้าใช้ทุกหลังคาเรือน
แต่ทว่าบ้านของเธอนั้นเป็บ้านชั้นเดียวมีแค่สองห้องนอนหนึ่งห้องครัวเล็ก หนึ่งห้องเก็บของเล็ก หนึ่งห้องโถง และหนึ่งห้องน้ำ มีอาคารหลังเล็กหลังบ้านที่ครึ่งหนึ่งปล่อยโล่งเพื่อเก็บฟืนและชั้นวางถาดสมุนไพรอีกครึ่งหนึ่งกั้นปิดทึบเพื่อกักเก็บอาหารและธัญพืชต่างๆ รวมทั้งสมุนไพรสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นมีแค่ตู้เย็นหลังเก่า จักรยานคันเก่า โทรทัศน์สีจอเล็ก เตารีดและพัดลมสองตัวเท่านั้น
ทั้งที่ในหมู่บ้านเริ่มมีอินเทอร์เน็ตของทางการให้ใช้แล้วโทรศัพท์ที่ยายมีก็เป็แบบรุ่นกดปุ่มขนาดเล็กราคาถูกทั้งที่ในตอนนี้เป็ปีคริสต์ศักราช 2010 แล้ว ซึ่งเริ่มโทรศัพท์แบบสมาร์ตโฟนวางจำหน่ายโดยเธอเคยเห็นสมาร์ตโฟนจากศัตรูคู่แค้นอย่างผานลี่ หยางเขานำโทรศัพท์ที่พ่อตนเองซื้อมา แล้วไปโอ้อวดกับเด็กในหมู่บ้านอย่างลำพองใจที่ตนเองมีฐานะมั่งคั่งเหนือทุกคนในหมู่บ้าน
“จะหาเงินได้รวดเร็วยังไงดีนะ?” ซูเวยคิดในใจอย่างกังวลขณะนอนลืมตาอยู่บนเตียง
ทันใดนั้นเธอได้ยินเสียงพูดคุยของชายสองคนจากระยะไกลซึ่งดังมาจากอาคารห้องพิเศษของโรงพยาบาลประชาชน
“แย่จริงๆที่อาสุ่ยป่วยกะทันหันแบบนี้แล้วพวกเราจะหาใครไปแทนเขาดีละ?”
“คุณชายครับผมจะลองติดต่อหาพรรคพวกที่เชี่ยวชาญด้านนี้อีกครั้งหวังว่าจะมีคนที่เก่งกว่าปรมาจารย์ถัง”
“เฮ้อ!เกรงว่าคนเก่งและฝีมือดีจะถูกฝ่ายนั้นซื้อตัวไปหมดแล้วนี่สิ”
“ก็จริงครับแต่ยังไงผมเชื่อว่าฟ้าดินคงไม่ปล่อยให้พวกเราอับจนหนทางอย่างแน่นอน”
“ฟ้าดินงั้นหรือ?ใครกันที่จะเก่งกาจสามารถมองทะลุแล้วบอกได้ว่าภายในหินมีหยกหรือไม่มี”
“ตระกูลกัวจะพ่ายแพ้ตระกูลติงไม่ได้ท่านผู้เฒ่าไม่ยอมแน่นอนครับ”
“งั้นพ่อบ้านหูลองประกาศหาคนที่มีทักษะสามารถพนันหินได้หากแข่งขันชนะ ตระกูลกัวยินดีจ่าย 500,000 หยวนให้โดยตรง”
ซูเวยที่กำลังเงี่ยหูฟังการสนทนาระหว่างชายสองคนอย่างสนใจพลันตาโตตื่นเต้นยินดีเมื่อได้ยินว่ามีเงินรางวัลมากถึงห้าแสนหยวน
“โอ้โฮ! เงินรางวัลมากขนาดนี้น่าสนใจจริง” เธอตัดสินใจที่จะไปเจรจากับชายสองคนหากเป็การใช้แค่ทักษะมองทะลุผ่านสิ่งของเท่านั้น ย่อมเป็เื่ง่ายดายสำหรับเธอเพราะนั่นคือทักษะประจำตัวที่ติดตามมาด้วยจากดาวเอเอส แต่ทว่าเธอยังไม่เข้าใจและรู้หลักเกณฑ์การแข่งขันพนันหินดังกล่าวดังนั้นจึง้าไปพูดคุยกับชายสองคนโดยตรงด้วยตัวเอง
ซูเวยเหลือบมองเห็นยายหลับสนิทดีโชคดีที่ยายไม่ได้จับมือเธอไว้ เธอจึงสามารถลุกจากเตียงได้อย่างแ่เบาแล้วสวมรองเท้าข้างเตียงก่อนเปิดประตูและเดินตรงไปยังต้นเสียงที่เธอได้ยินในเวลานี้
..........
ซูเวยได้ยินเสียงพูดคุยของชายสองคนระหว่างเดินออกจากโรงพยาบาลเธอรีบวิ่งตามไปอย่างรวดเร็วและทันก่อนที่ทั้งสองคนจะขึ้นรถยนต์ที่จอดอยู่หน้าโรงพยาบาล
“แฮกๆๆเดี๋ยวก่อนค่ะ” ซูเวยหายใจหอบเหนื่อยพลางรีบส่งเสียงเรียกก่อนที่ชายหนุ่มจะขึ้นนั่งที่เบาะหลังรถยนต์คันใหญ่สวยงาม
“มีอะไรหรือเด็กน้อย?”กัวจวินหันหน้ามาถามซูเวยด้วยความแปลกใจเขาไม่คิดว่าจะเป็เด็กหญิงตัวเล็กเรียกตนเองจึงถามด้วยความสงสัย
“ฉันได้ยินว่าคุณ้าคนที่สามารถชนะพนันหินได้ใช่ไหม?” ซูเวยถามชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาตรงหน้าในทันที
“หือเธอรู้ได้ยังไงเด็กน้อย?”พ่อบ้านหูเดินมาถามซูเวยอย่างสงสัยพลางแปลกใจที่เด็กหญิงตรงหน้าล่วงรู้ข้อมูลสำคัญนี้
“พนันหินแค่ต้องบอกให้ได้ว่าในหินนั้นมีหยกหรือไม่ใช่ไหมคะ?” ซูเวยไม่สนใจคำถามของพ่อบ้านหูแต่เธอถามย้ำอีกครั้งกับชายหนุ่มตรงหน้าเพื่อความมั่นใจว่าทักษะของเธอสามารถช่วยพวกเขาและทำให้เธอมีรายได้ก้อนโตได้หรือไม่
กัวจวินขมวดคิ้วแน่นเมื่อได้ยินคำพูดของเด็กหญิงตรงหน้าเขาคิดว่าอาจมีคนในครอบครัวของเธอที่มีทักษะด้านนี้ จึงยอมบอกข้อมูลบางส่วนกับเด็กหญิงตรงหน้าพร้อมกับถามชื่อซูเวยโดยตรง
“ใช่เธอชื่ออะไรละเด็กน้อย?มีคนในครอบครัวที่มีทักษะด้านนี้หรือ?”กัวจวินถามอย่างใจเย็นพลางลอบสังเกตว่าเด็กหญิงจะเป็พวกมิจฉาชีพหรือตั้งใจมาหลอกลวงตนเองหรือไม่แต่ทว่าเขากลับมองเห็นแค่แววตาที่ดูเหมือนตื่นเต้นยินดีเท่านั้น
“ฉันชื่อซูเวยฉันสามารถบอกได้ว่าหินนั้นมีหยกหรือไม่?”ซูเวยตอบอย่างมั่นใจ นั่นเป็เพราะว่าเธอเคยเห็นกำไลหยกจากข้อมือแม่ของผานลี่หยางและแหวนหยกสีเขียวมรกตของหูเหยาแม่ของตงลี่ซือ ผู้เป็ลูกสาวของผู้ใหญ่บ้าน ดังนั้นเธอจึงมั่นใจว่าสามารถมองทะลุหินและตอบได้ว่ามีหยกสีเขียวหรือไม่มี
ปรากฏว่าคำตอบของซูเวยทำให้ชายหนุ่มและชายวัยกลางคนต่างยินนิ่งอึ้งตะลึงและส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อ
“เด็กน้อยเธอจะมาล้อเล่นเื่แบบนี้ไม่ได้หรอกนะ” พ่อบ้านหูส่ายหน้าพลางบอกกับซูเวยอย่างใจเย็นเขาคิดว่าซูเวยป่วยทางจิตหรือไม่ ทำไมจึงมาพูดจาล้อเล่นกับพวกตนเช่นนี้
“ฉันไม่ได้พูดเล่นคุณพาฉันไปทดสอบก่อนก็ได้ แต่ต้องพามาส่งภายในคืนนี้ได้ไหมคะ?”ซูเวยกลัวจะพลาดลูกค้ารายแรกไปจึงรีบพูดเสนอเงื่อนไขให้ทดสอบทักษะของเธอได้โดยตรง
กัวจวินหันหน้าไปสบตากับพ่อบ้านหูเหมือนกับกำลังเดิมพันอนาคตของตระกูลกัวกับทักษะของเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้
“ตกลงฉันมีร้านสาขาอยู่ในเมืองนี้ ฉันจะพาเธอไปทดสอบเอง แต่เธอยังป่วยอยู่ไม่ใช่หรือ จะไปทดสอบกับฉันได้ไหม?”
กัวจวินถามซูเวยอย่างไม่แน่ใจแต่ส่วนลึกในใจของเขานั้นได้ตัดสินใจเดิมพันครั้งนี้กับเด็กหญิงตัวน้อยทันทีเขาเชื่อในสัญชาตญาณของตนเองที่มั่นใจในตัวซูเวยอย่างไม่รู้สาเหตุ
“ฉันหายแล้วพรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้ คุณชื่ออะไรคะ?” ซูเวยยืนยันอาการป่วยของตนเองและถามอย่างระแวงเมื่อเห็นว่า กัวจวินไม่ยอมแนะนำตนเองเหมือนเธอ
กัวจวินเอามือตบหน้าผากตนเองพลางบอกชื่อของเขากับเธอด้วยความรู้สึกผิดว่า“ขอโทษที ฉันมัวแต่กังวลเื่ที่เธอป่วยอยู่ จนลืมบอกชื่อไป ฉันชื่อกัวจวินเรียกพี่ชายจวินก็ได้ แล้วเธอละ?”
“ยายเรียกฉันว่าเวยเวย” ซูเวยยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้มีเจตนาปิดบังข้อมูลกับตนเอง จึงบอกชื่อที่ยายใช้เรียกตนเอง
จากนั้นทั้งสามคนออกจากโรงพยาบาลแล้วตรงไปร้านสาขาของร้านอัญมณี“มั่งคั่ง” ในเมืองหลานซึ่งอยู่ห่างจากโรงพยาบาลแค่ 10 กิโลเมตรเท่านั้น