ท้องฟ้ายามไร้แสงไฟ เหมือนใครเอาผ้าดำผืนใหญ่คลุมเป็ฉากไว้ดวงดาวส่องประกายสุกสกาวเด่นระยิบระยับประหนึ่งงานศิลปะเพราะศัตรูหมายจะปลิดชีพนันดาอย่างจริงจัง พันจึงคลายความประหวั่นในจิตที่คิดว่าเธอเป็พวกพม่ารามัญลงเขาเดินตรงเข้ามาหานันดาที่ยังนั่งสะอื้นไห้กับเหตุการณ์เมื่อครู่พลางคว้าเรียวแขนของเธออย่างแรงหมายจะให้ลุกขึ้นมั่นขมวดคิ้วมุ่นคว้าแขนอีกข้างหนึ่งของร่างบางไว้เช่นกัน
“เห็นเป็แน่แท้แล้วว่า นันดามิได้เป็พวกอังวะ ไยเอ็งจักต้องหาเื่นางอีกวะ”
พันไม่ตอบสิ่งใด พลางแกะผ้าที่ผูกข้อมือรัดแน่นของหญิงสาวออกมั่นจึงวางใจปล่อยแขนคนร่างบางได้ นันดาโล่งอกที่อย่างน้อยเธอก็ได้เป็อิสระสักทีแสงจากคบไฟสาดส่องให้พอแลเห็นน้ำเหนียว ๆ ที่เปื้อนฝ่ามือของร่างกำยำตรงหน้าเธอหวนนึกไปถึงตอนพันใช้มือเปล่า ๆ จับคมดาบของอังวะเพื่อปกป้องเธอหญิงสาวเม้มปากแน่น รู้สึกทึ่งชายตัวสูงผู้นี้ครั้นมองสีหน้ากลับไม่พบร่องรอยความเ็ปเสียด้วยซ้ำ ทั้ง ๆที่เืออกมากขนาดนี้ และแผลน่าจะลึกพอดู แม้พันจะดุแต่อย่างน้อยเขาก็ยังพอมีความดีอยู่บ้างที่อุตส่าห์ช่วยเธอให้พ้นคมดาบศัตรู
“ขอบใจ” คนตัวเล็กพูดลอย ๆ ไม่มองหน้าชายหนุ่ม
“ข้าปล่อยเ้า แต่เ้าหาได้เป็อิสระไม่”
“รู้แล้วน่า ไม่พูดฉันก็ต้องไปกับพวกนายอยู่ดี ว่าแต่เราจะไปที่ไหนกันล่ะ”
พันมองหญิงสาวอย่างระอาใจ ก่อนจะเดินนำหน้าทุกคนไป มั่นยิ้มกว้างก้าวเข้าไปหานันดาอย่างดีใจที่อย่างน้อยเธอก็ไม่ทรมานระหว่างการเดินทาง
“ไปกันเถิดหนานันดา”
มั่นรอให้หญิงสาวเดินนำหน้าไปก่อน เขาจึงเดินปิดท้ายเป็การระวังภัยข้างหลังให้กับเธอ
“สรุปแล้วเราไปที่ไหนกันเหรอพี่มั่น”
พันผงะไปเล็กน้อยที่หญิงประหลาดยอมเรียกเพื่อนสนิทของตนอย่างสุภาพต่างจากเรียกเขา มั่นยิ้มกว้างชอบใจที่นันดาเรียกเขาว่าพี่ ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปหาเธอ
“ไปถึง เ้าจักรู้เอง”
แม้จะไม่มีใครตอบคำถามของเธอแต่ก็ดีกว่าการต้องอยู่ในป่าไพรที่มืดสนิทกับศพพม่านับสิบเพียงลำพัง หญิงสาวคิดได้ดังนั้นก็รีบสาวเท้าตามบุรุษร่างกำยำไป
ทั้งสามฝ่าความมืดเดินเลียบไปตามแนวกำแพงรกร้างที่ยาวเหยียด ประหนึ่งสถานที่ลี้ลับ นันดามองไปรอบ ๆบริเวณก็อดไม่ได้ที่จะนึกไปถึงภาพเงาดำของร่างสูงใหญ่เทียมเสาไฟฟ้าประกอบกับเสียงซาวด์สร้างบรรยากาศน่าหวาดผวาในหนังผีที่เข้าไปดูในโรงภาพยนตร์กับเพื่อน ๆ ทำให้เธอหลุดกรีดร้องออกมาเมื่อเงาตะคุ่มจากต้นตาลไหวพัดตามแรงลมเสมือนภาพที่วนเวียนอยู่ในจินตนาการพันและมั่นชักดาบอาทมาตออกมาตั้งท่าอย่างทันท่วงที
“อันใด!! มีเหตุอันใด!! นันดา” มั่นพูดพลางกวาดสายตาไปทั่ว ๆเพื่อหยั่งหาศัตรู นันดาทรุดตัวลงเอามือปิดหน้าตัวเองไว้อย่างหวาดผวา
“ผี!!!!ผี!!!!เปรต!!มันอยู่ตรงนั้น” หญิงสาวชี้ไปที่เงาตะคุ่มต้นเหตุ
พันเพ่งตาม เงาไหว ๆ ที่เคลื่อนตัวตามแรงลมคือต้นตาลโตนดสูงใหญ่เขาเหลียวมองร่างบางที่ยังหลับตาตัวสั่น
“เงาต้นตาลโตนด มองเป็เปรตได้เยี่ยงไร” พันพูดพลางเก็บดาบเข้าฝัก
“ใช่ เ้าแลให้ดีเถิดหนา เห็นฤาไม่ว่านั่นมิใช่ผีป่า” มั่นเข้ามาปลอบประโลมและประคองให้เธอลุกขึ้น
“ส่งเสียงร้องลั่นไพรเยี่ยงนี้เห็นทีเรียกข้าศึกให้กลับมาฆ่าฟันพวกเราอีกรึ ทำไมหาดูให้ดีไม่!” ชายร่างสูงกล่าวขึ้นลอย ๆ
“ก็มันเหมือนเปรตไหมล่ะ”
“แล้วเ้าเคยเห็นเปรตด้วยฤๅ นันดา” มั่นยิ้มและส่องไฟให้หญิงสาวมองเห็นทางได้สะดวก
“เคยเห็นแต่ในหนัง”
“หนัง!! หนังสือ หนังงู หรือหนังอันใด”
“หนัง ก็คือจอภาพอันใหญ่ ๆ ในโรงหนัง มีเก้าอี้ให้คนนั่งดูหลายแถวเลยก็เลือกเอาว่าจะดูแบบไหนจะเป็แบบโซฟา สวีท หรือแบบเฟิร์สคลาสก็ได้คือแอร์เย็นฉ่ำมาก แล้วก็..”
“เราจะพักกันที่นี่” พันพูดตัดบทเหมือนไม่ได้ฟังั้แ่แรก
นันดาชะงักเมื่อมองไปรอบ ๆด้วยซากปรักหักพังที่ปรากฏและต้นไม้ที่ขึ้นหนาทึบยังพอเห็นพระประธานองค์โตเก่าแก่ตั้งตระหง่านอยู่ภายในพระอุโบสถผนังทรุดตัวหักจนเห็นก้อนอิฐผุพังโผล่ออกมา
“ที่นี่คือวัดร้างกลางป่า อีกไม่ไกลนักจักถึงค่ายเราพักกันที่นี่ก่อนแลถึงวันพรุ่งจึงจักเดินทางต่อ” มั่นเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าของหญิงสาวไม่สู้ดีนักนันดาค่อย ๆ พยักหน้าทำใจกับพื้นที่หลับนอนในค่ำคืนนี้เหลือบเห็นพันใช้ผ้าคาดเอวเช็ดบางอย่างนันดาตาโตเมื่อเห็นโลหิตไหลโชกเต็มฝ่ามือของเขา เวลาผ่านไปนานพอสมควร หากทว่าเืนั้นยังไม่ยอมหยุดไหล หวนนึกถึงตอนพันใช้มือเปล่า ๆจับคมดาบของฝ่ายพม่าที่กำลังฟาดฟันใส่เธออย่างไม่กลัวเจ็บความรู้สึกบางประการก็ผุดขึ้นมาอย่างประหลาดและนึกขึ้นได้ว่าในกระเป๋าเป้สุดหรูมีกล่องยาที่คุณย่ารัศมีกำชับให้ป้าใจยัดเยียดใส่มาก่อนมาเข้าค่ายจึงรีบหยิบออกมา
“นี่นาย ฉันว่านะนายควรจะทำแผลที่มือก่อนจะดีกว่า เืไหลไม่หยุดเลย”
ชายร่างสูงมองาแฉกรรจ์เป็รอยทางยาวบนฝ่ามือของตัวเองแต่ไม่ได้ทำให้เขาสะทกสะท้านแต่อย่างใดเพราะเขาเคยถูกฟันกลางหลังเจ็บปางตายตอนสู้กับศัตรูกลายเป็แผลเป็จนถึงตอนนี้นันดาหยิบน้ำยาฆ่าเชื้อและสำลีออกมา
“ส่งมือมาสิ”
หญิงสาวผายมือของตัวเองออก แต่ชายหนุ่มนั่งนิ่งไม่คิดจะทำตาม มะนันดาจึงคว้ามือของเขามามิเคยมีหญิงคนใดเคยต้องััมือชายฉกรรจ์อย่างเขามาก่อนนอกจากมารดาพันใไม่น้อยจึงรีบชักมือกลับทันที ทำให้รู้สึกเจ็บแปลบที่ฝ่ามือความตั้งใจดีของเธอกลับถูกปฏิเสธไม่เป็ท่า มีหรือที่มะนันดาจะยอมอ่อนข้อให้กลับดึงมือของพันมาอีกรอบ
“ล้างแผลก่อน มันไม่เจ็บหรอกน่า ตัวโตซะเปล่าทำเป็ปอดแหกไปได้”
พันสลัดมือออกแต่คราวนี้เด็กสาวใช้รักแร้ของตัวเองหนีบยึดแขนของเขาเอาไว้พันใยิ่งกว่าเดิม
“นี่เ้า! จักทำอันใดเอามือออกไปบัดเดี๋ยวนี้!!!!”
“ไม่!! นายต้องใส่ยาก่อน อยู่นิ่ง ๆ สิ”
พันขัดขืนได้สักพักก็ต้องปล่อยเลยตามเลยมิเช่นนั้นต้นแขนของเขาอาจจะถูกเนินอกของหญิงสาวได้ ทำให้เป็ที่บัดสี นันดาใช้สำลีชุบยาฆ่าเชื้อจากขวดพลาสติกเล็ก ๆน้ำสีส้มแดงทะลักออกมาจากปากขวด
“เ้าเอาอันใดมาเช็ดที่มือข้า”
“เขาเรียกว่า ยาฆ่าเชื้อ เข้าใจนะ ไม่ตายหรอกน่า อยู่นิ่ง ๆ “
พันมองนันดาบรรจงทาแผลให้เขาอย่างใส่ใจแสงไฟจากคบสาดส่องเห็นดวงหน้าสวยของเธอลักยิ้มบนแก้มใสดึงดูดให้เขามองอย่างไม่วางตา พันประหลาดใจตัวเอง ภายใต้ความเปรอะเปื้อนจากรอยดินบนใบหน้าของเธอผู้นี้แล้วเหตุใดกันกลับทำให้เขาเผลอมองรูปนั้นอย่างเพลิดเพลินนันดาใช้ผ้าก๊อตพันมือของชายหนุ่มติดด้วยเทปกาวเป็อันเรียบร้อย
“ Finish !!! เสร็จแล้ว”
ชายหนุ่มชักมือกลับ โชคดีที่รอบบริเวณฉาบด้วยความมืดมิเช่นนั้นทุกคนคงเห็นแก้มแดงระเรื่อที่ปรากฏบนใบหน้าของเขา
“ขอบน้ำใจ” พันพูดเบา ๆ ในลำคอหญิงสาวชะงักเผลอยิ้มออกมา
“อะไรนะ ไม่ได้ยิน พูดใหม่สิ”
“ข้ากล่าวเพียงครั้งเดียว หากมิได้ยินก็จนปัญญา”
พูดจบก็ลุกไปนั่งใต้ต้นไม้ที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อยพร้อมหลับตาลงปกปิดความรู้สึกบางอย่างที่ปรากฏขึ้นมาอย่างน่าฉงนทั้งหมดอยู่ในสายตาของมั่นที่พอจะดูออกว่าเพื่อนของเขาเขินหญิงประหลาดที่เป็คู่กัดกันมาตลอดทาง
“ฟอร์มจัดซะด้วย”
“ฟอร์มจัดคืออันใด” มั่นยิ้มกว้าง
“ฟอร์มจัดก็คือเก๊กไง ขี้เก๊กอ่ะ”
ยิ่งเธอพูดก็ยิ่งทำให้มั่นงงมากกว่าเดิม ชายหนุ่มถอนหายใจ
“แล้วมันคืออันใดเล่าข้ามิรู้ความที่เ้ากล่าวเลย”
“ โอ๊ย!! ช่างเถอะว่าแต่จะให้นอนตรงไหน อย่าบอกนะว่าจะให้นอนกลางดินแบบนี้ ใครจะไปนอนได้คะพี่มั่น”
มั่นรวบเศษหญ้าแห้งเท่าที่มีมีในบริเวณนั้นมากองสุมไว้ให้ฝ่ายหญิงสาวตบตียุง ไร ริ้นที่มาตอมตามเนื้อตัวพัลวันจน มั่นจัดที่ทางให้เสร็จ
“เ้ามานอนตรงนี้เถิดหนานันดา” มั่นเขยิบไปนั่งใกล้กับเพื่อนตนเองให้ดูห่างกับนันดาพอสมควรเกรงว่าหากใกล้กันเกินไปจะดูไม่ดีคนตัวเล็กเบ้ปากเมื่อเห็นที่นอนในค่ำคืนนี้ของตัวเอง
“ นอนบนหญ้าฟางแบบนี้รับรองคันทั้งคืนแน่ไม่มีผ้าปูหน่อยเหรอคะพี่มั่น”
“มิมีดอก”
“แบบนี้นอนไม่ได้หรอก”
คนนั่งใต้ต้นไม้ลืมตาโพลง ฟังคำสนทนามาเนิ่นนานหญิงประหลาดมากเื่จริงแท้ สุดที่เขาจะทนได้
“กลางป่าไพรเยี่ยงนี้ หามีผ้าอันใดไม่หากนอนมิได้ ก็มิต้องนอน นั่งรอเพลาผีป่าผีเปรตออกมาเป็เพื่อนเ้าแล้วกัน”
“ผีเหรอ!!!!” เพียงกล่าวถึงสิ่งลี้ลับ ทำเธอขนลุกซู่ ไม่มีใครพูดอะไรต่อหญิงสาวมองไปรอบ ๆ บริเวณ ทั้งมืดและเงียบสงัด ยินเสียงจิ้งหรีดประสานเสนาะในไพรดูน่าวังเวงเธอรีบข่มตาหลับตามคนทั้งสองหนีความหวาดผวาในค่ำคืนพิศวงที่เธอหลุดมาในยุคโบราณนับร้อยๆ ปี เผื่อความฝันจะพาเธอกลับไปยังที่ที่จากมา
หญิงสาวพลิกตัวไปมาเพราะไม่สบายตัวพยายามข่มตาหลับเพียงใดแต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเหล่ายุงและแมลงเข้ามาตอมกัดเป็ว่าเล่นหญิงสาวนั่งตบเป็พัลวัน พลางมองคนตัวสูงทั้งสองอย่างแปลกใจที่พวกเขาสามารถนั่งหลับได้อย่างไม่สะทกสะท้านต่อเหล่าแมลงร้ายเลยสักนิด
เสียงหวืดหวิวของลมทำให้คนตัวเล็กจินตนาการภาพขึ้นมาอีกคราว เพราะช่างคล้ายกับผีเปรตแม้นจะเห็นตามรูปปั้นในวัดที่เธอเคยไปทำบุญกับคุณย่า ทั้ง ๆที่ก็รู้ทั้งรู้ว่านั่นเป็เพียงต้นตาลโตนด แต่บรรยากาศพาชวนขนหัวลุก นันดามองรอบข้างอย่างหวาด ๆ ลุกขึ้นไปนั่งใต้ต้นไม้ใกล้ ๆ พันเธอมองใบหน้าอันหล่อคมเข้มของเขาที่ดูเหมือนหลับสนิทชนิดไม่ยินดียินร้ายต่อโลกใบนี้เสียเลย
คงไม่ตื่นขึ้นมาและใช้ดาบฟันหัวแบะหรอกนะ
นันดาเงยหน้ามองบนท้องฟ้าดาวโพลาริสเปล่งแสงสุกสกาวโดดเด่นกว่าใครแต่ก็ไม่สามารถข่มความกังวลที่จะเกิดขึ้นในเบื้องหน้าได้ว่าเธอต้องเจอกับเหตุการณ์ใดอีกบ้าง
คุณปู่!!!คุณย่า!!!!! นันดาอยู่ตรงนี้ ได้ยินไหมคะ
เด็กสาวสื่อจิตไปถึงคนทางไกลพลางถอนหายใจอย่างปลงๆ ใครจะมาได้ยินได้เล่า ป่านนี้คนที่บ้านคงใพาลหาตัวเธอกันให้วุ่นเป็แน่คิดได้ดังนั้น น้ำตาก็รื้นออกมา แม้จะไม่มีเสียงร้องไห้ดังเล็ดลอดออกมาแต่พันที่นั่งทำเป็หลับอยู่ รับรู้ได้ตลอดว่าหญิงที่อยู่ข้าง ๆ ของเขากำลังสะอื้นความเห็นใจจึงเริ่มบังเกิดขึ้นในใจ ทว่าเขาพยายามสลัดความรู้สึกนี้ทิ้งไปให้ได้
จักสงสารไปไยในเมื่อมันเป็พม่า สมน้ำหน้ามันสิ จึงจักถูก
ค่ำคืนนี้จึงยินเสียงสายลมพัดเย็นะเืปะปนไปกับเสียงสะอื้นไห้ของหญิงผู้หลงทางข้ามภพมาอย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่