เด็กหนุ่มเหยียดยิ้มชายแก่ไม่พูดอะไรทำเพียงพยักพเยิดคางเป็สัญญาณให้เอาดาบเก็บเสียเด็กหนุ่มเก็บดาบเข้าฝักตามที่โดนบอกนำไปวางพิงไว้กับต้นไผ่แล้วเดินกลับมายืนประจันหน้ากับชายชรา
มือซ้ายยกขึ้นมาระดับคางส่วนมือขวาลดต่ำลงราวกับจะซ้อนมันไว้ที่หน้าท้อง เอาขาซ้ายเป็เป็หลักส่วนขาขวาปลายนิ้วเท้าเอียงเข้าด้านใน เป็การตั้งท่าเตรียมพร้อมสำหรับทั้งการเตะและต่อยขณะเดียวกันก็เป็ท่าตั้งรับป้องกันส่วนที่บอบบางของร่างกายด้วย
สำหรับทั้งสองคนแล้วแม้ว่าจะเปลี่ยนมาใช้มือเปล่าแต่ความเสี่ยงก็ไม่ได้ลดลง ความตรึงเครียดหนักหน่วงจนแทบจะหยุดหายใจทว่า ความเงียบอันตรึงเครียดก็ถูกทำลายลง อยู่ดีๆท้องของเด็กหนุ่มก็ร้องเสียงดังขึ้นมา
ต้องตื่นขึ้นมาั้แ่ฟ้ายังไม่สางั้แ่เริ่มซ้อมมาก็ใช้เวลาไปเกินหนึ่งชั่วโมงแล้วหากจะท้องร้องขึ้นมาเพราไม่มีอะไรในกระเพาะก็ไม่ใช่เื่แปลก แต่ว่าปู่ที่เป็อาจารย์สอนของเขาคงไม่ใจดีขนาดยอมหยุดพักการซ้อมเพราะหลานท้องร้องหิวข้าว
(บ้าเอ้ยหิวข้าวโว้ย ปู่ก็รีบซ้อมๆ ให้จบๆ ไปซะทีจะได้ไหม)
เหมือนว่าคำขอของเด็กหนุ่มจะไม่เป็ผลชายแก่ตั้งท่าเตรียมพร้อมไร้ช่องโหว่ใด ราวกับมีแรงฮึดขึ้นมาอย่างเต็มเปี่ยม ถ้าเด็กหนุ่มไม่ยอมผ่อนคลายความตึงเครียดลงไปละก็เขาก็คงจะมองเห็นวินาทีที่โดนโจมตีเข้ามา
โดนปลุกให้ตื่นั้แ่เช้าตรู่แถมท้องยังจะมาร้องหิวข้าวตอนกำลังอยู่ในการฝึกซ้อมที่เสี่ยงเป็เสี่ยงตายอีกคนที่คิดว่าเขาช่างเป็เด็กหนุ่มที่น่าเศร้าคงจะมีจำนวนมากทีเดียว
แต่อย่างไรก็ตามท่านเทพบน์ก็พอจะมีเมตตาต่อเด็กหนุ่มอยู่นางฟ้าได้ลงมาโปรดเขาในที่สุด
“ทั้งสองคนหยุดได้แล้วนะ!!! ข้าวเช้าอุตส่าห์ทำไว้ให้เย็นหมดแล้ว โธ่!ทั้งคู่เลยมัวแต่เล่นอะไรกันแต่เช้า” ภาพที่สายตาเด็กหนุ่มจับจ้องไป เป็เด็กสาวผมดำรวบเป็ทรงหางม้าไว้ด้านหลังใส่ผ้ากันเปื้อนส่วนสูงอยู่ที่ประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเิเครึ่ง รูปร่างประมาณกลางๆเป็สาวน้อยที่มีดวงตากลมดำเต็มไปด้วยความขยันขันแข็งมีดูเสน่ห์ไม่น้อย
คิริว อาซึกะเป็ชื่อของเธอ
“เล่น?กับตาแก่นี่อะนะ อย่ามาตลกหน่า...” อย่างน้อยเด็กหนุ่มก็ไม่ได้คิดว่าการหยิบดาบมาควงเหวี่ยงในตอนเช้าแค่เพราะเท่หรือเล่นตลกและเขาไม่ได้มีงานอดิเรกประเภทใช้มือเปล่าควักลูกตาชาวบ้านหรอกนะ
อาซึกะหรี่ตามองท่าทีอันไม่น่าเชื่อของเด็กหนุ่มที่กำลังโคลงคอไปมา
“แล้วทำอะไรกันอยู่ล่ะ?”เด็กหนุ่มได้ยินคำถาม ก็เอียงคอเหมือนไม่ได้คิดอะไร จากนั้นคำที่หลุดออกจากปากเขาก็เป็คำที่อธิบายการฝึกซ้อมประจำวันที่สุดจะอันตรายได้ถูกต้องและตรงที่สุด
“ก็...ฆ่ากันอยู่ละมั้ง”
ทันทีที่พูดจบเสียงตบหนักๆ ก็ดังข้ามไปถึงรั้วต้นไผ่ มันดังขึ้นปนพร้อมๆ กับเสียงเหมือนฝ่ามือกระทบกัน
“เจ็บ...”
“พูดบ้าอะไรอยู่น่ะ!” คิ้วสวยๆของอาซึกะเลิกคิ้ว ชูกระบวยตักอาหารในมือขึ้นขู่
ไปหยิบมาั้แ่ตอนไหนนะสิ่งที่ฟาดลงหัวเด็กหนุ่มไปก็คงเป็กระบวยของอาซึกะที่ถืออยู่ในมือตอนนี้นี่แหละ บอกได้เลยว่ารวดเร็วยังกับความเร็วแสง
ทั้งๆที่ร่างกายยังเคลื่อนไหวได้รวดเร็วมาก แต่หัวดันโดนหวดอย่างรุนแรงเข้าไป
หลักฐานที่ว่าร่างกายยังตอบสนองได้เยี่ยมก็คือวินาทีที่เด็กหนุ่มโดนไม้กระบวยตบจนต้องหมอบลงไป ทันใดนั้นหมัดของชายชราก็พุ่งเข้ามาแต่เด็กหนุ่มสามารถใช้ฝ่ามือหยุดไว้ทัน หมัดนั้นนิ้วกลางข้อที่สองอยู่ในลักษณะยื่นออกมาจากกำปั้นเป็สันเป็รูปแบบกำปั้นที่เรียกว่าจูโคอิปปง แม้ว่าจะไม่ได้มีพละกำลังรุนแรงเท่าหมัดแบบเซเคน**แต่ก็เป็การโจมตีไปยังจุดอ่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพราะแบบนี้เด็กหนุ่มจึงสามารถป้องกันกำปั้นที่เล็งมาที่ขมับของเขาได้
ช่างเป็การตอบสนองที่สมกับการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวดบวกกับสัญชาตญาณที่ราวกับสัตว์ป่าดุร้ายอย่างแท้จริง
แต่ในขณะเดียวกันกลับหลบการโจมตีของเด็กสาวไม่ได้ แต่แบบนั้นคงยังจะดีกว่า
เหมือนว่าสมัยก่อนก็มีการ์ตูนที่มีเื่ราวๆนี้อยู่ การ์ตูนที่เวลาตัวเอกยื่นมือออกไปหาตัวละครหญิงทีไรแล้วจะต้องโดนทุบด้วยค้อนตลอด
และในเื่นั้นก็มีปรากฏการณ์ที่น่าประหลาดอย่างพระเอกที่สามารถหลบได้แม้ะุปืนแต่มีแค่ค้อนของนางเอกเท่านั้นที่ไม่เคยหลบได้ พอลองเอามาเทียบกันดูแล้วไม่รู้ว่าแบบนั้นยังจะดีอยู่รึเปล่าเพราะไม่ว่าเด็กหนุ่มจะมีร่างกายแข็งแรงขนาดไหนแต่ถ้าโดนค้อนหวดเข้าตรงๆที่หัวคงไม่รอด...
“อาซึกะจังเอ๊ยเล่นบทสามีภรรยาดูท่าสนุกดีนะ?” ชายชราเห็นเด็กหนุ่มที่โดนกระบวยฟาดไป จึงหันมาทักทายอาซึกะด้วยสีหน้าพึงพอใจในตอนนี้แรงฮึดที่สั่งสมมาสำหรับการฝึกซ้อมหรือความรู้สึกกดดันตึงเครียดไม่หลงเหลืออยู่แล้วเหลือเพียงตาแก่ใจดีที่พบเห็นได้ทั่วไป
(ถึงจะหลบได้ก็เถอะแต่เล่นโจมตีเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัวแถมยังทำท่ายิ้มไม่รู้เื่รู้ราวอีก เพราะงี้ไงถึงได้เกลียดปู่น่ะ)
แม้ว่าจะเป็ปู่ของตัวเองก็ตามแต่เด็กหนุ่มก็ไม่สามารถจะไล่ตามระยะห่างนี้ได้ทันเลย
“คุณปู่คะ! พูดอะไรน่ะ หนูมีแฟนอยู่แล้วนะ แถมนี่นะ เรียวมะไม่ใช่หรอ...”อาซึกะพูดแบบนั้นแล้วมองเรียวมะด้วยสายตาเหมือนแฝงความหมายอะไรไว้สถานการณ์ตอนนี้เหมือนแมวกำลังจ้องตะปบหนูสำหรับเด็กหนุ่มแล้วไม่ว่าจะพูดตอบอะไรไปปลายทางของเขาก็ยังคงเป็นรกอยู่ดี
(ไม่ตลกนะฉันก็รู้สึกผิดเหมือนกัน!)
เด็กหนุ่มพึมพำในใจแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
มองในฐานะของผู้หญิงคนหนึ่งก็พอจะพูดได้ว่าจริงอยู่ที่คิริว อาซึกะเป็ผู้หญิงที่มีเสน่ห์พอตัวและเด็กหนุ่มก็เห็นด้วยในจุดนี้ แต่ว่าในขณะเดียวกันทั้งสองเติบโตมาด้วยกันั้แ่ยังเล็กมาเป็เวลาแรมปีจึงห่างไกลจากการพัฒนาความสัมพันธ์แบบหนุ่มสาว สำหรับเด็กหนุ่มแล้วตัวตนของคิริว อาซึกะค่อนข้างใกล้เคียงพี่สาวหรือน้องสาวมากกว่า
แน่นอนว่าตัวเด็กหนุ่มเองก็ไม่ได้มีความกล้าพอที่จะใช้คำพูดแบบอ่อนหวานด้วย เพราะเขาเองก็รู้ถึงนิสัยของลูกพี่ลูกน้องคนนี้ดีขนาดที่ว่าต้องบอกว่าอย่าเลย
ในความเงียบนี้คำตอบที่เด็กหนุ่มควรเลือกมีเพียงอย่างเดียว เพื่อที่จะไม่กระทบกระเทือนจิตใจใคร
ทว่ายังมีอยู่คนหนึ่งที่มองสถานการณ์ไม่ออก
“พูดอะไรยังงั้นเล่าอาซึกะจังอุตส่าห์มาตระเตรียมของ ทำข้าวเช้าให้ทุกวันไม่ใช่เลยรึไงแบบนี้คงไม่ใช่แค่เพื่อนสมัยเด็กแล้วล่ะมั้ง” ตาเฒ่ายังคงดันทุรังแหย่อาซึกะต่อไป อาจเป็เพียงความอยากรู้อยากเห็นทั่วไปหรือจงใจถามกัน ซึ่งไม่ว่าแบบไหนเด็กหนุ่มก็ไม่รู้สึกซึ้งใจสักนิด
แต่อาซึกะก็ตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสา
“หืม?เพราะว่าไม่ได้มาแบบฟรีๆ ต่างหากล่ะคะ! มาเพื่อเพิ่มค่าขนมเดือนละสองหมื่นเยนล่ะ!” พอได้ยินแบบนั้นเด็กหนุ่มก็เข้าใจแบบไม่ต้องคิดอะไรให้มากความเลย เคยคิดอยู่ไว้บ้างว่าคงไม่ได้มาตระเตรียมอาหารเช้าให้เพราะว่ามีมิตรไมตรีต่อกันหรอกแต่ดูเหมือนว่าคงจะทำข้อตกลงเพื่อเงินเดือนเดือนละสองหมื่นกับคุณป้ามา
“โอ้หลานเราช่างหน้าเืเสียจริงเชียว...” ได้ยินตาแก่พึมพำถึงความทุ่มเทที่น่าในี้ความคิดหนึ่งก็แล่นผ่านสมองเด็กหนุ่ม
(อ่าจะว่าไปคุณป้าก็เป็คนที่สร้างตัวจากการเล่นหุ้นจนรวยนี่นะ)
คงพอจะที่เรียกได้ว่าเชื้อไม่ทิ้งแถว
คิริว อาซึกะหน้าตาน่ารักชวนมองซ้ำยังเป็คนฉลาดหลักแหลม เป็มิตร ไม่ได้เป็แค่ผู้หญิงสวยธรรมดาสมกับเป็ไอดอลของโรงเรียน
ทั้งทำครัวเก่งงานบ้านงานเรือนั้แ่ซักผ้ายันงานซ่อมแซมของต่างๆ ก็ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยความที่มีระเบียบในเื่การใช้จ่ายถึงจะมีเื่ที่ว่าต้องไปทำข้อตกลงต่อรองด้านค่าขนมรายเดือนแต่ก็คงไม่ได้หมายความว่าเงินขาดมือแต่อย่างใด
แม้จะมีคนบอกว่าเป็ผู้หญิงในอุดมคติแบบที่จะมีโอกาสพบเจอได้แค่หนึ่งในหมื่นแต่สำหรับเด็กหนุ่มแล้วมันฟังดูเหมือนเป็เื่ตลก การมองว่าอาซึกะเป็ผู้หญิงคนหนึ่งทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูไม่ห่างเหินกันเท่าไหร่
“อ๊ะ!!!” จู่ๆ อาซึกะก็ะโเสียงดังขึ้นมาทันที่ที่ยกนาฬิกาที่สวมไว้ที่มือขวาขึ้นมาดู
“ฉันมีซ้อมเช้าของชมรมยิงธนูล่ะขอไปก่อนแล้วนะ แล้วก็นะเรียวมะ!อย่าลืมล้างจานล้างตะเกียบให้เรียบร้อยด้วย!”พูดสั่งเสร็จอาซึกะก็ถอดผ้ากันเปื้อนลายแมวหน้าตาบู้บี้ออกแล้ววิ่งออกไปจากห้องโถงอย่างรวดเร็ว
“ฮืมมีเื่เร่งรีบแต่เช้ากันเลยน้า” ชายชรากอดอกก่อนจะพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพอใจ
“ก็ถ้าปู่ไม่มัวแต่จะเล่นก็คงไม่กินเวลาจนสายขนาดนี้หรอก” เด็กหนุ่มถือโอกาสดุสั่งสอนอีกฝ่าย
ที่จริงแล้วตาแก่คนนี้เวลาเกิดเื่อะไรขึ้นทีจะชอบยื่นปากเข้าไปแทรกกวนน้ำให้ขุ่นตลอดมีนิสัยชอบสร้างปัญหาตลอด
“เพราะแกมันไม่รู้จักเคารพผู้ใหญ่ต่างหาก”ทว่าตาแก่ดูไม่ได้สำนึกผิดใดๆ ยังสามารถพูดตอบกลับไปอย่างไม่สะทกสะท้านแถมยังไม่มีท่าทีจะรับฟังการติเตียนจากเด็กหนุ่มอีกด้วย
เหมือนว่าในพจนานุกรมของตาเฒ่าจะไม่มีคำว่า“พิจารณาไตร่ตรอง” บรรจุอยู่
(ตาแก่งี่เง่าเอ้ยชักอยากจะฆ่าขึ้นมาแล้วโว้ย)
ถึงจะเป็ปู่แท้ๆก็เถอะ แต่นี่มันตัวปัญหาชัดๆ
“เฮ้อ”เด็กหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ แสดงความรู้สึกจากใจจริงออกมา
“มีอะไร?”เด็กหนุ่มเมินคำถามนั่นแล้วเดินตรงเข้าห้องโถงกลางไป พอได้ปู่เป็คู่ประมือแล้วกระทั่งเวลาอาหารยังเสียเหงื่อจนได้ แม้ว่าจะไม่ใช่คนที่ใส่ใจเื่รูปลักษณ์ภายนอกมากนักแต่จะให้ไปโรงเรียนทั้งๆ ที่ตัวเหม็นเหงื่อก็คงไม่กล้า แต่เพราะมีนัดสำคัญที่โรงเรียนเด็กหนุ่มจึงตัดสินใจห่อตัวเองที่ชุ่มเหงื่อนั่นลงเสื้อสูท และในขณะเดียวกัน อาหารที่ถูกเตรียมไว้บนโต๊ะก็เย็นชืดหมดแล้ว
เด็กหนุ่มชื่อมิโกะชิบะเรียวมะเป็เด็กมัธยมปลายอายุสิบหกปี ตามที่เห็นก็ดูไม่ค่อยมีความสุขมากนักอย่างน้อยที่สุดสังคมรอบข้างก็คงมองเขาแบบนั้น แต่ถ้าพิจารณาจากตัวจริงก็ต้องมองอีกแบบหนึ่ง
ในทุกเช้าเรียวมะจะต้องรับการฝึกดาบกับปู่หากมองจากสายตาคนนอกแล้ว เขาคงจะดูโดดเดี่ยวอย่างมากในระดับที่เรียกได้ว่าน่ารันทดทั้งในวัยเด็กเอง ท่อนแขนก็จะเต็มไปด้วยรอยแผลฟกช้ำที่มาจากกิจวัตรประจำวันเพราะฝึกซ้อมด้วยดาบจริงโดยไม่ได้ใส่เครื่องป้องกันใดๆจะกระดูกหักขึ้นมาบ้างก็เป็เื่ปกติ แม้จะได้รับการชี้แนะมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ก็เคยถูกหามส่งโรงพยาบาลเพราะโดนดาบจริงฟาดเข้าที่หัวมาแล้วเหมือนกัน
เด็กหนุ่มอยู่กับการฝึกอันตรายแบบนี้มาตลอดคงเพราะว่าทำเป็กิจวัตรจึงเข้าใจและยอมรับทำให้ดำเนินต่อมาเรื่อยๆร่วมสิบกว่าปีได้
ถ้าอยากจะหยุดการซ้อมอย่างจริงจังนี้แล้วละก็โอกาสที่จะเลิกก็ใช่ว่าจะไม่มี ทั้งองค์กรที่ดูแลปกป้องสิทธิเด็กครูที่ปรึกษาสมัยประถม รวมไปถึงพ่อแม่ของอาซึกะ สองสามีภรรยาคิริว ทุกคนล้วนแต่พยายามยื่นมือเข้ามาช่วยเรียวมะทว่าตัวเรียวมะเองได้ตัดสินว่าจะเลือกเส้นทางนี้ด้วยความ้าของตัวเอง
เหตุผลแรกคือปู่ของเขาเอาจริงๆ แล้วไม่ใช่คนเข้มงวดเลย นอกเหนือเวลาซ้อมก็จะเป็คุณปู่อารมณ์ดีที่เอ็นดูหลานอย่างเปี่ยมล้นอย่างน้อยที่สุดก็ไม่ใช่คนที่มีความสุขกับการทำร้ายเด็กๆ
อีกหนึ่งเหตุผลคือเหมือนว่าเรียวมะจะชอบที่ได้ฝึกซ้อมวิชาดาบกับปู่พอตัวทั้งด้านกลยุทธ์ที่ต้องมีสติระลึกถึงสมรภูมิจริงอยู่เสมอกับการพัฒนาสมาธิในการตัดสินใจที่จะเอาชีวิตเช้าแลกถ้าเทียบกับศิลปะการต่อสู้ของบุชิโดที่ในปัจจุบันจัดว่าเป็กีฬาแล้วจะมีสิ่งหนึ่งที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือการต่อสู้ของทั้งสองมีรูปแบบใกล้เคียงกับทักษะที่ใช้ต่อสู้ในกองทัพมากกว่าในยุคปัจจุบันแบบนั้นคงถูกมองว่าเป็ทักษะการต่อสู้ที่ป่าเถื่อนไร้อารยะแต่สำหรับเรียวมะเหมือนเขาจะพอใจกับมัน
ที่จริงแล้วในสมัยเรียนประถมเขาถูกอาจารย์ชวนให้เข้าชมรมยูโดจึงได้ไปโผล่หน้าที่ห้องชมรมดู แต่ลองไปเล่นดูเพียงแค่ครั้งเดียวจากนั้นก็ไม่ได้ไปอีกเลยเพราะเหมือนจะรับรู้ได้ว่าสิ่งที่ตัวเอง้านั้นต่างกับความคิดของเด็กน้อยคนอื่นๆ
หลังจากนั้นเรียวมะก็ตั้งหน้าตั้งตาหมกหมุ่นอยู่แต่กับการฝึกซ้อมมาโดยตลอดแม้ปากจะพูดบ่นไปเรื่อยแต่ก็ยังคงซ้อมอยู่ทุกวันใช้ชีวิตกันสองคนปู่หลานในเขตสุกินามิอันเงียบสงบแห่งนี้มาตลอด
ในด้านของพ่อแม่ของเรียวมะนั้นเหมือนว่าจะเสียชีวิตไปั้แ่เรียวมะยังเด็กๆที่บอกว่า ”เหมือนว่าจะ” เพราะปู่ไม่ยอมบอกสาเหตุจริงๆ ของการเสียชีวิตให้ฟังอาจเป็เพราะป่วยด้วยโรคร้ายหรือด้วยอุบัติเหตุก็ไม่ทราบเพราะไม่เคยเห็นแม้กระทั่งหลุมศพ หรืออาจมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่งก็เป็ได้แต่เรียวมะไม่เคยไปเยี่ยมหลุมศพเลยจึงไม่สามารถรู้ได้เลยอาจเป็ไปได้ว่าพ่อแม่ของเขายังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักทีก็เป็ได้ แต่พูดตรงๆ แล้วเรียวมะไม่รู้สึกสนใจพ่อกับแม่ที่ไม่ได้อยู่กับเขาในตอนนี้เลยต่อให้ยังมีชีวิตอยู่ หรือจะตายไปแล้ว ถ้าไม่ได้มาดูแลกันก็ไม่มีความหมายหรอกดังนั้นเขาจึงไม่ได้ใส่ใจในเื่นี้เลย บุคคลที่ชื่อว่ามิโกะชิบะเรียวมะคนนี้เป็คนที่มองโลกด้วยความจริงทั้งด้านที่ดีและด้านที่เลวร้าย
*จูโคอิปปง (เป็การกำหมัดโดยให้ข้อนิ้วกลางยื่นออกมาจากตัวกำปั้น)
**เซเคน (รูปแบบการต่อยศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่า จำพวก วูซู รวมไปถึงบุชิโด)